LOGINรัตนฤทธิ์ เงยหน้าขึ้นมองสถานที่ตรงหน้า มาที่นี่ทีไร เขาก็เป็นอันต้องรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ทุกที กับความใหญ่โต อึมครึมของบ้าน...ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าปราสาทถึงจะถูก ปราสาทของเพื่อนรัก และควบตำแหน่งนายจ้างอย่าง ทีปต์ ทีฒทัศน์
เขายิ้มให้กับสาวใช้ซึ่งนำน้ำเย็นมาบริการ เธอหลบสายตาเขา แล้วพูดเสียงเบาว่าให้รอคุณท่านอีกสักครู่ รัตนฤทธิ์มองกวาดไปรอบๆ บริเวณ ที่นี่แสดงถึงรสนิยมของเจ้าของบ้าน ว่าเป็นคนแบบไหน หรูหรา แต่ลึกลับ เฟอร์นิเจอร์เครื่องประดับห้องรับแขกที่เขามานั่งรออยู่ ล้วนแต่เป็นของหายาก ของเก่าเกือบทั้งนั้น แน่นอนว่ามันเข้ากับตัวบ้านที่เป็นแบบศิลปะโกธิคด้วย
“รอนานไหม? นายแว่น”
“ขวัญอ่อน”
“มาเสียวังเวง ตกใจนะครับท่านเคานต์ เอ๊ย! คุณทีปต์”
“อย่ากวนตีน”
คำสั้นๆ ง่ายๆ แสนได้ใจความ เล่นทำเอาคนที่กำลังทำหน้าทะเล้นให้ ยิ้มแหยเลยทันที พลางทำตาปริบๆ แล้วรีบเปิดกระเป๋า ล้วงเอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขึ้นมาเปิด และแฟ้มเอกสาร ก่อนจะเริ่มแจกแจงรายละเอียดงานให้กับเจ้านาย ที่กำลังนั่งนิ่งฟังอยู่
“มีนัดประชุมกับบริษัทที่จีน แล้วก็สัญญาที่นายต้องลงนาม ส่วนนี่ก็รายละเอียดเรื่องการจ่ายเช็คประจำเดือน”
“ประชุมที่จีน นายไปกับนิกซ์ด้วยก็แล้วกัน”
มือเรียวพลิกเอกสารอ่านอย่างละเอียด เขาไม่เงยหน้าขึ้นมา จึงไม่เห็นว่าตอนนี้เลขานุการส่วนตัวควบพร้อมตำแหน่งเพื่อนสนิท กำลังทำสีหน้าแบบไหน
“ไม่”
สั้นง่าย ได้ใจความแบบเดิม ก่อนจะหลุบตาลงมองให้ความสนใจกับเอกสารตรงหน้า แล้วค่อยจรดปากกาเซ็นไปเรื่อยๆ รัตนฤทธิ์เม้มริมฝีปาก รอจนทีปต์ยื่นเอกสารคืนให้ เขาเก็บมันอย่างเรียบร้อยแล้วจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมา
“ทีปต์ คือ...อันนี้ในฐานะเพื่อนนะโว้ย ขอเสือกนิ้ด...ฉันว่านายเองก็มีเงินออกจะขนาดนี้ ทำไมนายไม่...ไม่จัดการเรื่องที่ทำให้นายลำบากใจให้เรียบร้อยล่ะวะ”
“หมายถึงศัลยกรรมเหรอ?”
ทีปต์ยิ้มน้อยๆ เขาเปิดใบหน้าส่วนที่มีผมปรกอยู่ให้กับเพื่อนสนิทได้เห็นถนัดๆ รัตนฤทธิ์คุ้นชินเสียแล้วกับรอยแผลเป็นนั่น แน่ล่ะก็เขาต้องทำงานกับทีปต์มาตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นก่อน หรือหลังอุบัติเหตุนั่น สะดุ้งเสียจนเลิกสะดุ้ง มันน่าเกลียดน่ากลัวก็จริงอยู่หรอก กับซีกหน้าด้านซ้ายของชายหนุ่ม แต่มันก็ใช่จะไร้ทางทำให้เป็นแบบเดิม
ประโยคหลังคนพูดอึกอักเล็กน้อย สายตามองสบกันอย่างจะรู้ว่าความลำบากนั้นคืออะไร ทีปต์หัวเราะเสียงแผ่ว พลางยักไหล่
“ยามลำบาก มันทำให้เรารู้ ว่าคนไหนเป็นแบบไหน ฉันคิดว่าแบบนี้ก็ดีแล้ว”
“อ้อ...”
ดีตรงไหนกันวะเพื่อน? ปิดโอกาสตัวเองชัดๆ
ประโยคนี้ได้แต่ตะโกนก้องในใจ รัตนฤทธิ์ลอบถอนใจ มองคนตรงหน้าอย่างเห็นใจ เขากับทีปต์เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม และเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ทีปต์มีครอบครัวที่มีฐานะดีมาก และชายหนุ่มยังต่อยอดให้กับครอบครัว ด้วยสติปัญญาอันฉลาดเฉลียว เขาเปิดบริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์ โปรแกรมซอฟแวร์ต่างๆ สร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมา ประสบผลสำเร็จ เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่น่าจับตาในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพียงอายุแค่สามสิบห้าปี เขาก็ผงาดขึ้นมาเป็นเศรษฐีใหม่ติดอันดับหนึ่งในยี่สิบของเมืองไทย
ปริณาห์ หงษ์สธร หญิงสาวสวยงดงามราวกับนางฟ้าเดินดิน มีโปรไฟล์หรูคือเป็นลูกสาวของคุณหญิงปรียาพร และท่านนายพลเชิงชาย ครอบครัวผู้ดีเก่าและมียศอำนาจทางการทหาร เธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว สาวไฮโซเนื้อหอมเป็นที่หมายปองของใครต่อใคร นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้ว พื้นฐานครอบครัวร่ำรวยสืบทอดกันมา นั่นก็ทำให้ปริณาห์ดูจะเหมาะเจาะเสียยิ่งนักกับทีปต์ เพราะต่างเสริมส่งกัน เวลาพวกเขาเดินเคียงข้างกันนั้น งดงาม เหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก
ตอนนี้บริษัท ที เค อิเล็กทริก มีรองผู้บริหารอย่างหิรัญ สวมบทบาทหน้าที่แทน บางสิ่งที่ทำก็สมบทบาทจนเกินไป จนเพื่อนสนิทของทีปต์อย่างรัตนฤทธิ์ มีเคืองแทน ว่าตกลงแล้วบริษัทของใครกันแน่ แถมเขายังรู้สึกเขม่นแปลกๆ กับบุรุษผู้เป็นน้องชายบุญธรรมของเพื่อน
“มองหน้าฉันทำไม? มีอะไรข้องใจหรือ”
คนที่กำลังถูกจ้องเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ทั้งที่กางเอกสารบังหน้า เล่นเอาคนที่กำลังแอบมองสะดุ้งเฮือก แล้วยิ้มแหย
“นายนี่ นับวันจะยิ่งทำตัวหลอนนะ รู้ได้ยังไงว่าฉันแอบมอง”
“ว่ายังไง ตกลงว่าข้องใจอะไรนักหนา”
ว่าแล้วก็หันตรงๆ แถมยังเปิดใบหน้าส่วนที่เป็นแผลเป็นน่าเกลียดนั้นให้กับเพื่อนสนิทดูให้ชัดๆ นัยน์ตาสีนิลที่มองจ้องมา ดูไร้ความรู้สึก เย็นชายิ่งนัก จนรัตนฤทธิ์ขนลุกเกรียว
“ปละ...เปล่า ก็แค่เห็นนาย แล้วก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”
“คิดเรื่องอะไร?” คิ้วเข้มเลิกขึ้น
“อูย...แรงไปนะโว้ย เดี๋ยวประท้วง ลาออกเสียเลย นายจะเสียใจ”
เขาทำหน้างอ ทีปต์ยิ้มน้อยๆ เขารวบรวมเอกสารที่จัดการเสร็จแล้วเรียบร้อย ส่งคืนให้กับเพื่อนหนุ่ม
“ลองดูสิ แล้วจะได้รู้ว่าฉันจะเสียใจไหม”
“เรื่องอะไรวะ อู่ข้าวอู่น้ำ ฉันไม่ทุบทิ้งหรอกน่า จะอยู่กวนตีนนายไปงี้เรื่อยๆ จนกว่านายจะไล่ออก ดีไหม”
“ลองไล่ออกดูก็คงจะเข้าท่า”
ทีปต์ทำหน้าตาย ขณะที่เพื่อนรักเริ่มหน้าซีด เนื่องจากสีหน้าของทีปต์ช่างไร้ความรู้สึกเสียจริงๆ อีกอย่างหนึ่งนิสัยที่เปลี่ยนไปเอามาก หลังจากประสบอุบัติเหตุ เล่นเอาคนที่ชอบพูดจาล้อเล่น ชักจะเล่นไม่ออก เขายิ้มแหยส่งให้เพื่อน ค่อยๆ ขยับไปใกล้เจ้านาย แล้วบีบนวดให้เบาๆ อย่างเอาใจ ทีปต์มองการกระทำนั้นด้วยหางตา แล้วส่ายหน้าน้อยๆ
“ล้อเล่นน่า คนทำงานได้อย่างนาย ซื่อสัตย์ เป็นมือขวาของฉันได้แบบนี้ หายาก และไม่อยากเสี่ยงด้วย”
“แบบนี้ค่อยยังชั่ว ใจหายหมดว่ะ เล่นพูดจาเสียแบบไร้เยื่อใย พี่ทีปต์อะ บ้าๆๆๆ”
รัตนฤทธิ์ทำดัดจริตเป็นสาวสอง ตีๆ ทุบๆ แขนล่ำๆ ของเพื่อนถี่ๆ คนโดนกระทำถึงกับหลุดขำ นั่นทำให้ความเย็นชาที่กรอบตนเองไว้ ละลายออกมาได้บ้าง ได้เห็นรอยยิ้มกว้างๆ ได้ฟังเสียงหัวเราะของเพื่อน มันก็ทำให้รัตนฤทธิ์ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ว่าอีกฝ่ายยังเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ไม่ใช่ผีดิบน่ากลัวอย่างที่เจ้าตัวทำให้รู้สึก
“กลับไปทำงานได้แล้ว วันที่เก้านายก็จัดการไปได้เลย แต่งตัวหล่อๆ ล่ะ เป็นหน้าเป็นตาให้ฉันหน่อย”
“จะพยายามว่ะ แต่ทุกวันนี้ก็หล่อจนห้ามไม่ค่อยได้อยู่แล้ว เกรงว่าถ้าแต่งตัวหล่อกว่านี้ สาวๆ จะเป็นลมกันทั้งฮอลล์ที่จัดงาน เดี๋ยวจะเป็นบาปเป็นกรรมอีก”
“พูดมาก”
“เออจริงสิ นายทีปต์เรื่องที่นายฝากให้ฉันจัดการเรื่องของ...เอ่อ...คุณยอดชาย”
ใบหน้าของทีปต์ดูจะเคร่งเครียดขึ้นทันที เมื่อเพื่อนรักเอ่ยนามของบุรุษคนนี้ นัยน์ตาสีนิลเปล่งประกายวับเอาเรื่อง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบตามแบบเดิม
“อืม...มันตกลงว่ายังไง?”
“คือ เขาตกลงทำตามเงื่อนไขของนาย ที่จะเจรจาด้วย เพราะเขากลัวว่านายจะเล่นงานเขาเรื่องที่นายประสบอุบัติเหตุ และเรื่องที่เขาฉ้อโกงทางเรา”
“ดี...”
“ว่าแต่นายจะเจรจาเรื่องอะไรกับตาแก่นั่นอีกรอบหรือทีปต์ ก็ทุกเดือนที่เค้าทำมันก็เท่ากับชดใช้ให้นายกลายๆ แล้วนี่”
“เรื่องของฉัน” น้ำเสียงห้วนๆ นั่นทำให้รัตนฤทธิ์คอย่น
“ฉันกลับก่อนก็แล้วกัน แล้วจะรายงานมาทางแชตนะ”
เห็นสีหน้าและอาการของทีปต์ มันก็ทำให้รัตนฤทธิ์ชักจะอยู่ไม่ติดที่ ทีปต์พยักหน้า มือของเขาคว้าหยิบเอาหนังสือนิตยสารมากางอ่าน ทำทีเป็นไม่สนใจ
เมื่อคล้อยหลังเพื่อนรัก มือของเขากำแน่นขึ้นจนกระดาษเป็นรอยยับ ทีปต์กัดริมฝีปากแน่น มือลูบไล้รอยแผลเป็นหนาปื้นทางด้านซีกซ้ายของใบหน้าไปมา ต้นเหตุที่ทำให้เขาประสบอุบัติเหตุ ยอมชดใช้ตามทุกสิ่งที่เขาขอ คงเพราะกลัวคุกตะราง และที่น่ากลัวกว่าคุก ก็คือโทสะของเขาที่พร้อมจะระเบิดใส่คนที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดเรื่องคืนนั้นขึ้น
คืนอัปยศ ที่เปลี่ยนพลิกชีวิตเข
หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆ เสร็จสิ้นงานศพของหิรัญ ทีปต์ก็ทำบุญบ้านครั้งใหญ่ เหมือนจะขับไล่เสนียดจัญไรให้ไปให้ไกลเสียจากตระกูลทีฆทัศน์ เขาได้บทเรียนมากมาย จากเรื่องของหิรัญ เขาไล่ประภาออกเพราะหล่อนเหมือนงูพิษที่เลี้ยงไม่เชื่อง ประจักษ์ผู้เป็นลุงและรั้งตำแหน่งสำคัญของคฤหาสน์มันทนา เป็นคนบอกกล่าวกับเจ้านายด้วยตนเอง ว่าหลานสาวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายอย่าง ทีปต์ทำตามคำแนะนำนั้น แม้ว่าจะสงสารประภาที่ร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ ก่อนจะก่นด่ามากมายเมื่อเห็นว่าเขาไล่เธอออกจริงๆ คุณอารยาอาการดีขึ้น แม้จะต้องไปทำกายภาพบำบัดบ้าง แต่เธอก็มีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส ยาใจที่ทำให้เธอหายในเร็ววัน นั่นก็คือทายาททีฆทัศน์ตัวน้อยๆ ที่ตอนนี้กำลังน่ารักน่าชัง ด้วยวัยหกเดือน เจ้าหนูทีฆาเป็นขวัญใจของคนทั้งบ้าน คุณอารยาอยากจะเดินได้พร้อมๆ กับหลานชาย เลยขยันไปทำกายภาพ และดูแลรักษาตัวเองตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดเรื่องของหิรัญเหมือนฝันร้ายของพวกเขา แต่คนตายไปแล้ว และทีปต์เองก็คิดว่าตนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หิรัญเกิดบาดแผลขึ้นในจิตใจ เขายังรักน้องชายนอกไส้ แม้ว่าหิรัญจะทำร้ายเขาอย่างแสนสาหัสก็ตามที ทีปต์อโหสิกรรม จัด
ยอดชีวามองเพื่อนด้วยสายตาชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ช่อชนิดายิ้มแหยพลางเอื้อมมือจะไปบีบมือเธอ แต่เธอชักหนีเสียก่อน แล้วหันมองข้างหน้าต่างรถที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง ท่าทีเย็นชาของเพื่อนสนิททำให้ช่อชนิดาอดรนทนไม่ไหว ต้องคว้าเจ้าหล่อนมากอด หากถูกปัดป้อง แล้วทำหน้าบึ้งใส่“โธ่...เบบี้จ๋า หายโกรธนะ เราจะพาเบบี้ไปดูแลที่กรุงเทพฯ อยู่คนเดียวได้ยังไงกันนั่น”“จะพาเราไปที่ไหน”เสียงหวานเอ่ยขึ้น พร้อมกับสายตาดุๆ ที่ตวัดมองไปยังด้านหลังของคนที่นั่งข้างคนขับ รัตนฤทธิ์หันมายิ้มให้กับเธอ เพราะเห็นหน้าเขานี่แหละ ยอดชีวาถึงได้รู้ว่ามันชักจะไม่ชอบมาพากล และรู้ว่าถูกเล่นตลกก็ตอนที่รถแล่นไกลออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้พาเธอไปที่วัดซึ่งเพื่อนรักบอกไว้แต่แรกว่าจะพาเธอไปทำบุญ“ไปที่บ้าน...”“บ้านใคร” ยอดชีวาเอ่ยขัดก่อนที่เพื่อนรักจะพูดจบ หน้าหวานงอง้ำ แล้วเธอก็ไม่ยอมพูดจาอีกเลย ช่อชนิดาเอื้อมมือไปสะกิดรัตนฤทธิ์ ที่หันมายิ้มแหยส่งให้เธอ หญิงสาวไม่กล้าคุยอะไรอีก เพราะรู้ว่าเพื่อนรักกำลังโกรธจัดมาก เป็นแบบนี้แล้วถึงที่หมาย ยอดชีวาจะอาละวาดหรือเปล่าหนอคุณรับผิดชอบด้วย ยัยเบบี้โกรธฉันมาก...เดี๋ยวผมจะให้กำลังใจ จุ๊บ..
หิรัญรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เปลี่ยนเป็นเอ่ยชื่นชม เมื่อเห็นพี่ชายของเขา ในสภาพที่มีใบหน้าหล่อเหลาดั่งเดิม เดินตรงเข้ามาหาเขาในห้องทำงาน ทีปต์ยิ้มตอบเล็กน้อย แต่นัยน์ของเขามันไม่ยิ้มด้วยเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะทรุดลงนั่งตรงกันข้ามกันกับน้องชาย สายตาคมกล้าจ้องเขม็ง มองอาการของหิรัญ ที่ยังคงเอ่ยพร่ำชมเชยถึงความสมบูรณ์แบบของการผ่าตัดศัลยกรรม“ไม่น่าเชื่อเลยครับพี่ทีปต์ หมอที่นั่นเก่งจริงๆ พี่ทีปต์ไม่ได้หน้าตาน่าเกลียดแบบเดิมแล้ว มันยอดมาก ไม่มีแม้แต่รอยสักรอย หมอเก่งมากๆ”“พี่ลบรอยแผลเป็นนั่นไปแล้ว แผลเป็นที่ทำให้ชีวิตของพี่พลิกผันไปมากมาย แผลเป็นที่ทำร้ายพี่ได้อย่างหนักเหลือเกิน นิกซ์” คำพูดนั้นทำให้หิรัญเลิกคิ้วนิดหน่อย แต่ก็ยังยิ้มส่งให้กับทีปต์“ดีแล้วครับ พี่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ผมคิดว่ามันจะสดใสแน่นอน”“พี่ยังเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ นิกซ์ จนกว่าพี่จะจัดการกับแผลเป็นอีกแผลหนึ่งก่อน แผลนี้มันใหญ่มากเสียด้วย และที่สำคัญ พี่ต้องขอความร่วมมือจากนายในการกำจัด”“เอ...ผมตามไม่ทัน พี่ทีปต์หมายความว่าอะไรหรือครับ”“นายยังไงล่ะ นิกซ์ แผลเป็นของทีฆทัศน์ สิ่งที่นายทำ มันเป็นเหมือนแผลร้าย ที่ก
นัยน์ตาสีนิลคมกริบนั่น รูปหน้าเรียวได้ส่วน ริมฝีปากนั่น...มันช่างเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว แม้กระทั่งกลิ่นน้ำหอม ถ้าเธอจมูกไม่เพี้ยน เขาก็ยังใช้กลิ่นเดียวกัน ต่างกันแค่คนตรงหน้าเธอ ดูเปิดเผย จริงใจ และอบอุ่นกว่าเขามากนัก เป็นส่วนที่แตกต่างกันมาก แต่เหตุไฉน ใจเธอกลับวนเวียนไปคิดถึงแต่อสูรใจร้ายอย่างทีปต์ มากกว่าคนตรงหน้าเธอ ที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับพิมพ์กันมา ทั้งที่เขาดูอ่อนโยนและเอาใจเธอนัก ไม่รังเกียจแม้รู้ว่าเธอตั้งครรภ์แบบไม่สามารถบอกได้ว่าพ่อของเด็กในท้องคือใคร “ผมซื้อมาฝาก ไปลองชิมมาแล้วอร่อยมาก เห็นคุณบอกว่าอยากกินขนมไทยๆ” เขายื่นถุงพลาสติกบรรจุขนมหน้าตาน่ากินส่งให้เธอ ยอดชีวายิ้มน้อยๆ แล้วเอื้อมมือรับ ชายหนุ่มชักมือกลับ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้ม“อุตส่าห์ซื้อของมาฝาก ใจคอจะไม่ต้อนรับแขกเลยหรือครับ”“เชิญเข้ามาก่อนก็ได้ค่ะ” เธอไขกุญแจให้เขา พลางย่นจมูกอย่างลืมตัว ท่าทีน่ารักนั้นทำให้ธนัยมองเธอตาปรอย เขามองใบหน้าหวานนั่นอย่างชื่นชมเปิดเผย แทบจะช่วยประคองด้วยซ้ำ เมื่อยอดชีวาทำท่าจะสะดุดล้ม เธอต้องปัดมือของเขาที่ทำท่าจะเอื้อมมาจับเธอไว้ แล้วพึมพำบอกว่าไม่เป็นไรหญิงสาวรับแขกของ
ช่อชนิดาเฝ้าแอบมองหญิงสาวในชุดกระโปรงสีหวาน ที่กำลังล็อกประตูรั้วบ้าน หันหลังให้กับเธออย่างไม่ทันระวังตัว ร่างบางจึงปราดจากที่ซ่อน แล้วตรงเข้าประชิดทันที มือบางรวบเอวเล็กของอีกฝ่ายไว้ ทางนั้นร้องอุทานอย่างตกใจ “ยัยเบบี้ โอย...ดีใจจริงๆ จับตัวได้แล้ว”“อีฟ” ยอดชีวากะพริบตาปริบๆ หน้าแดงสลับซีดด้วยความรู้สึกหลากหลายปนเป ช่อชนิดารัดเธอไปกอดไว้แน่น ก่อนจะละล่ำละลัก อุทานซ้ำๆ “อย่าไปไหนอีกนะ อย่าไปไหนอีกเลย เพื่อนรัก เราดีใจเหลือเกิน โอย...เบบี้ ดีใจจริงๆ”“เราก็ดีใจอีฟ ฮือๆ เราดีใจที่เจออีฟ”“แล้วหนีมาทำไมถึงนี่ จะบ้าหรือยังไงกัน หนีมาไม่บอกไม่กล่าว หลังงานศพพ่อเธอ เธอก็หายไปเลย อะไรกันน่ะ เราทั้งงง ทั้งใจหาย จะเป็นบ้าที่เพื่อนรักหนีหายมา เกิดอะไรขึ้น”“ไปคุยกันในบ้านดีกว่า เรื่องมันยาว แต่ว่าอีฟตามหาเราได้ยังไงกันนี่” ยอดชีวาปาดน้ำตาแห่งความดีใจที่รินไหลออกทิ้ง แล้วยิ้มกว้างให้กับเพื่อนรัก มือทั้งสองจับกันแน่น เหมือนกลัวว่าที่เห็นตรงหน้าจะเป็นภาพลวงตา“เราตามเพจของเบบี้มายังไงล่ะ ดีนะที่เบบี้เปิดเพจไว้ เพจขายน้ำหอมของเบบี้น่ะ เราจำได้ว่าอีเมลนั้นเป็นอีเมลของเบบี้ ที่ติดต่อ ก็เร
ทีปต์อ่านจดหมายด้วยมือที่สั่นเทา เขานั่งทรุดลงอย่างหมดแรง ตู้ที่เปิดอ้าไว้ แง้มให้เห็นว่าของภายในถูกเก็บกวาดไปจนเกลี้ยง ของทุกสิ่งที่เป็นของยอดชีวาอันตธานออกไปจากห้องนี้ เหมือนที่เธอเดินไปจากชีวิตเขา หิรัญยืนพิงกรอบประตู มองดูพี่ชายของเขาที่นั่งนิ่งเหมือนหิน เขาเดินก้าวเข้าไปใกล้ แล้วตบบ่าของทีปต์เบาๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงทุ้ม“ปล่อยเขาไปเถอะครับพี่ทีปต์”“ยอดชีวาแท้งลูก พี่จะปล่อยเขาไปแบบนั้นได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มเม้มปาก “แล้วเรื่องฤทธิ์มันอะไรกัน พี่งงไปหมดแล้ว”“ถ้าไม่แท้ง พี่จะแน่ใจได้ยังไงกันว่าเป็นลูกของพี่ นังเด็กนั่นก็บอกแจงในจดหมายอยู่ ว่าเป็นลูกใครกันแน่ หึ!สันดานร่านนัก ไอ้เพื่อนเลวนั่นก็เหลือเกิน ผมมีพยานนะครับพี่ทีปต์ ประภาเด็กรับใช้เป็นพยานให้ได้ ว่าเคยเห็นพวกมัน...”“พอเถอะ พอที พี่อยากอยู่คนเดียว” ทีปต์ปัดมือที่โอบไหล่เขาออก ก่อนจะเอ่ยเสียงเครียด หิรัญลุกขึ้น มองหน้าทีปต์ที่ตอนนี้อ่านความรู้สึกไม่ออก ว่ากำลังคิดอย่างไรกันแน่ จดหมายจากยอดชีวายับยู่ยี่อยู่ในมือเขา นัยน์ตาคมของเขาฉายแววเย็นชา ไม่แสดงความรู้สึก ทั้งที่ตอนแรกมันฉายแววเจ็บปวดอย่างเหลือแสน สิ่งท







