LOGINเสียงเคาะประตูห้องถี่ๆ แบบไม่เกรงใจ ทำให้คนที่กำลังนอนหลับอุตุอยู่บนเตียง ปรือตาตื่นขึ้นมา ก่อนจะงัวเงียค่อยลุกขึ้นนั่ง เสียงนั้นยังคงดังขึ้นอีกสองสามหน ก่อนที่คนเคาะจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงค่อนข้างดัง และค่อนข้างจะฟังแล้วเป็นคำสั่งที่ต้องให้เร่งปฏิบัติตาม
“ค่ะ”
ยอดชีวารีบตะโกนตอบ พร้อมๆ กับวิ่งกระโดดลงจากเตียง เธอทำธุระส่วนตัวด้วยเวลารวดเร็วไม่ถึงสิบห้านาที ก็เปิดประตูพรวดออกมาจากห้อง จำทางได้ว่าห้องรับประทานอาหารไปทางไหน ก็ตรงดิ่งไปในทันที แบบชนิดเดินแกมวิ่งกันเลยทีเดียว
เมื่อคืนนี้กว่าเธอจะหลับก็เกือบตีสาม เลยทำให้นอนไม่รู้เวลาแบบนี้ ยอดชีวาถึงกับหอบเลยทีเดียวเมื่อมาถึงห้องรับประทานอาหาร แต่ทว่าไม่มีใครอยู่ในนั้น นอกจากสาวใช้ที่กำลังทำความสะอาด เมื่อเห็นหน้าตาตื่นๆ ของหญิงสาวผู้เป็นสมาชิกคนใหม่ของคฤหาสน์มันทนา ก็ชี้แจงบอกว่า ท่านเจ้าของบ้านชอบรับประทานอาหารเช้าที่ไหน
“คุณท่านรับอาหารเช้าที่เรือนกระจกน่ะค่ะ”
“อ้อ...ค่ะ”
“เดี๋ยวจะพาไปนะคะ”
นอกจากบริเวณเรือนกระจกขนาดมโหฬารนั่นแล้ว ก็ยังมีดอกกุหลาบพันธุ์ไทยปลูกไว้อีกจำนวนมาก ยอดชีวามองไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น แทบจะลืมไปเลยว่าเธอกำลังมาสาย ทีปต์เห็นเจ้าสาวของตนกำลังยืนนิ่ง ตาเบิกกว้าง มองข้ามไหล่เขาไปยังเรือนกุหลาบ ก็แสร้งก้มลงอ่านหนังสือพิมพ์ในมือต่อ และจิบกาแฟ วันนี้เขาก็เปิดเผยใบหน้าเต็มที่ ไม่ได้ไว้ผมปกปิดแบบเคย อวดรอยแผลอัปลักษณ์อย่างภาคภูมิ
“จะรับอะไรดีคะ อาหารเช้าปรกติตั้งเจ็ดโมง แต่นี่...” เจ้าหล่อนก้มดูนาฬิกาที่ข้อมือ ก่อนจะเอ่ยต่อเสียงเรียบ
“เกือบจะแปดโมงแล้ว วันนี้มีเมนูข้าวต้มปลาค่ะ หรือจะรับเป็นอาหารเช้าแบบอเมริกันก็ได้ ดิฉันจะได้ให้แม่ครัวจัดการให้”
“ไม่ต้องยุ่งยากหรอกค่ะ อะไรก็ได้”
ยอดชีวายิ้มแหย รู้สึกตัวเล็กหดลงไปเลยทันที เมื่อถูกสายตาตำหนิแบบนั้น ประภาค้อมศรีษะให้เล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินจากไป ทีปต์ยังคงให้ความสนใจกับหนังสือพิมพ์ตรงหน้า เขาเอ่ยบอกหญิงสาวที่ยังคงยืนอยู่ด้วยน้ำเสียงขรึมๆ
“นั่งสิ จะยืนค้ำหัวฉันกินข้าวหรือยังไงกัน”
ร่างบางรีบลนนั่งบนเก้าอี้ แรงไปหน่อยจนมันเฉ แล้วทำท่าจะล้ม มือหนาของเขาปล่อยหนังสือพิมพ์ในมือ แล้วมาดึงมือของเธอไว้เข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว
โครม!
เครื่องหน้าหวานละมุนละไม ดูช่างเป็นผู้หญิงไปเสียทั้งเนื้อทั้งตัว ตัวก็เล็กพอดีกอด แล้วก็หอม...หอมเหมือนวานิลา หอมน่ากินจริงๆ แม่คุณ
“ขะ...ขอบคุณค่ะ”
เสียงหวานเอ่ยพึมพำขอบคุณเขา แล้วก้มหน้าลงหลบสายตาเขาเสีย ร่างบางเกยอยู่บนกายแกร่ง สัมผัสจากเขาอุ่นจนร้อน พาให้ใจสาวเต้นระทึก เธอไม่กล้ามองสบกับสายตาคมกริบนั้น มันช่างเหมือนมีดโกน ที่จะเฉือดหัวใจเธอเล่นให้เป็นริ้ว
“นั่งกินข้าวเช้าแบบนี้ก็ได้นะ”
เขาว่าแต่ยอดชีวารีบสั่นหน้า ทีปต์ต้องกลั้นยิ้มกับท่าทางของเธอแทบแย่ นี่เขาเป็นอะไรไปนะ ทำไมถึงได้ขยันยิ้มบ่อยเสียจริง ตั้งแต่เข้าใกล้แม่ตัวเล็กหน้าหวานนี่
“ไม่ดีหรอกค่ะ เอ่อ...คะ...คือ”
“ตอนนี้จะปล่อยไปก่อน ไว้เธอชินแล้วเราอาจจะนั่งกินข้าวแบบนี้กัน”
ทีปต์เองก็ไม่ได้สนทนาชวนแหย่เย้าอะไรอีก เขาอ่านหนังสือของตนต่อไปเงียบๆ จานของเขาพร่องไปเกือบหมดแล้ว เหมือนกับว่าเขารอเธอ ยอดชีวารู้สึกผิดที่ลงมาช้า เธอมองเขาอย่างขลาดๆ เมื่อประภานำข้าวต้มปลามาเสิร์ฟแล้ว เธอจึงเอ่ยขอโทษเขาเสียงแผ่ว
“ขอโทษนะคะที่ทำให้คุณต้องรอ”
“หืม?”
“ขอโทษที่ลงมาสาย จนทำให้คุณต้องรอรับประทานอาหารเช้าด้วยน่ะค่ะ”
ทีปต์มองหน้าหวานแอร่มนั่นเพียงแวบ ก่อนจะสั่นหน้า
“ก็ไม่ได้รออะไรนี่ ฉันก็กินของฉันแบบนี้ทุกวัน เวลานี้ ไม่ได้รอเธอ อย่าสำคัญตัวเองผิดสิ”
คำพูดนั้นเล่นเอาหญิงสาวหน้าม้าน มือเรียวหยิบช้อนขึ้นมา แล้วรีบๆ กินเพื่อให้เสร็จไปเสีย จะได้หนีหน้าเขา เธออึดอัด ปนหวาดระแวงพิกล ยามอยู่ใกล้กับทีปต์
คำทักอย่างรู้ทัน เล่นเอาคนที่กำลังกินอย่างเร่งรีบ ถึงกับสำลักกระอักกระไอ จนต้องหยิบแก้วน้ำมาดื่มให้วุ่น
“ปละ...เปล่านะคะ ฉันไม่ได้รีบ เพื่อจะหนีคุณเสียหน่อย”
“วันนี้เธอต้องอยู่กับฉันทั้งวันนั่นแหละ ยอดชีวา”
เขาพับหนังสือพิมพ์ก่อนจะมองหน้าเธอ ยอดชีวากะพริบตาปริบๆ มือวางช้อนลง อิ่มตื้อขึ้นมาในทันที เมื่อรู้ว่าต้องผูกติดกับเขาเข้าแบบนั้น
“นอกจากหน้าที่เมียแล้ว ฉันจะให้เธอทำงานชดใช้ด้วย”
“คะ?”
“เธอเป็นนักปรุงน้ำหอม”
คิ้วของเขาเลิกขึ้นสูง อาชีพของเธอเป็นอาชีพที่แปลกใหม่สำหรับเขานัก แต่เขากำลังมองเห็นทางได้ประโยชน์จากงานของเธอ ก็ดีกว่าเอาเธอมาอยู่ นั่งกินนอนกิน ทำงานแค่บนเตียงนั่นละ
“ใช่ค่ะ ถ้าคุณอยากได้น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกลิ่น ใช้กลิ่นในการเรียกลูกค้า ก็เรียกใช้ฉันได้ แต่ว่า...” เธอเม้มริมฝีปาก
“หึๆ”
ช่างพูดไม่เลว แม่สาวน้อย...
เขาคิดในใจ มองคนตรงหน้าเต็มตามากขึ้น เห็นแบบนี้แล้ว ปากคอก็คงจะร้ายกาจพอตัวเหมือนกัน ไม่ได้ติ๋มๆ หงิมๆ อย่างที่คิดไว้แต่แรก แบบนี้ก็คงจะสนุกดีพิลึก กับการได้เจ้าหล่อนมาเป็นเมีย...
“ไม่หรอก ฉันอยากได้น้ำหอม กลิ่นเฉพาะสักขวด ไว้เป็นของขวัญให้กับคุณแม่น่ะ ทำตัวร้ายๆ ไว้พักนี้ ก็เลยคิดจะง้อท่านด้วยน้ำหอมขวดเดียวในโลก ด้วยกลิ่นที่เธอปรุงขึ้นมา”
“มีโจทย์ไหมคะ?”
เสียงของเธอกระตือรือร้นขึ้นทันที นัยน์ตาสดใสเป็นประกาย เมื่อรู้ว่าจะได้ทำงาน ทีปต์หยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมา แล้วกดหารูปของมารดา สักพักก็ส่งให้เธอดู
“ให้เธอทำน้ำหอมให้เหมาะกับท่าน ทำได้ไหม?”
“ท่านชอบหรือไม่ชอบอะไรคะ”
“เธอต้องจัดการเอาเอง ข้อมูลมีแค่นี้ ถ้าเธอทำกลิ่นได้ถูกใจท่าน ฉันมีรางวัลให้”
เธอได้แต่อ้าปากค้างอยู่แบบนั้น สมองจดจำใบหน้าและท่าทางของคุณอารยาไว้อย่างรวดเร็ว เพราะชายหนุ่มเอาภาพนางคืนไปเสียแล้ว ทีปต์นั่งรอเธอกินจนเสร็จ ก่อนจะดึงมือเธอขึ้นมาให้ลุกตามเขา แทบจะไม่รอให้เธอดื่มน้ำหลังอาหารเลยด้วยซ้ำ เขาบอกเธอเสียงเย็น แต่นัยน์ตาเป็นประกายวาวอย่างนึกสนุก
“นอกจากงานปรุงน้ำหอม เธอมีงานจะต้องช่วยฉันทำด้วย ค่าจ้างเธอมันมากนักยอดชีวา เธอเป็นเหมือนแค่ดอกเบี้ย พ่อของเธอทำหนี้เงินต้นไว้แพงนัก”
ร่างบางปลิวตามแรงดึงของเขาไปในทันที สงบปากสงบคำไม่ได้ตอบโต้อะไร เพราะพูดไปก็เท่านั้น สู้นิ่งแล้วดูว่าเขาจะให้ทำอะไรบ้างดีกว่า
แม้จะเป็นสิ่งที่เหนื่อย...และน่าหนักใจแค่ไหน กับการมาเป็นเมียของทีปต์ ทีฆทัศน์ แต่เธอก็จะทำให้เต็มที่เท่าที่กำลังผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะทำได้
นั่นก็คือ...
งานบนเตียง
มื้ออาหารค่ำ ยอดชีวาพยายามละเลียดให้นานมากที่สุด เธอแอบมองหน้าของทีปต์ไปด้วย อีกฝ่ายหนึ่งดูไม่แสดงอารมณ์อะไรเหมือนอย่างเคย เมื่อวานนี้เธอจำได้ดีว่า เขาให้เธอไปทำอะไรบ้างที่ห้องเขา แล้วมันก็เกือบ...แต่ดีที่เขาไล่เธอออกมาเสียก่อน แล้วคืนนี้เธอจะต้องทำอย่างไรนะ
“อิ่มหรือยัง”
เขาถามแบบไม่มองหน้า เมื่อยกน้ำเย็นขึ้นดื่ม หลังที่จัดการของหวานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยอดชีวาเม้มริมฝีปาก พลางวางช้อนลงอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะตอบรับเสียงสั่น
“งั้นก็ขึ้นไปนอน”
คำประกาศิตสั้นๆ ง่ายๆ แต่ชวนให้ใจสะดุ้ง ดังมาอีกแล้ว จากริมฝีปากได้รูป ยอดชีวาแก้มแดงก่ำ เธอ เงยมองหน้าเขา ทางนั้นทำหน้านิ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วมองหน้าเธอตอบเป็นเชิงถาม
“คือ...เพิ่งจะทุ่มหนึ่งเอง แล้วฉันก็ไม่ง่วง กะว่าจะทำงานที่คุณให้ทำต่อน่ะค่ะ”
“ก็นี่ไง จะให้ขึ้นไปทำงาน”
เขาตอบกำกวม แล้วลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับยื่นมือให้เธอ
“เธอมีงานที่สำคัญที่สุดอยู่แล้ว งานอื่นค่อยมาทำ”
ยอดชีวาลังเล เธอไม่ส่งมือให้เขา ทีปต์เป็นฝ่ายจับมือเธอมาไว้เสียเอง แล้วดึงเธอให้ตามเขาไปโดยง่าย คนรับใช้มองตามหลังแล้วหัวเราะคิกคักซุบซิบกัน ประภามองตามตาเขียว แล้วบ่นพึมพำซุบซิบ และหยุดเมื่อพ่อบ้านหันมองหน้าเธอ ก่อนจะปรบมือเรียกให้คนอื่นๆ ทำงาน เลิกนินทาเจ้านายกันเสียที
“ปล่อยก่อนสิคะ”
“ทำไม? มีข้อข้องใจอะไรอีก จะถ่วงเวลาหรือ ยอดชีวา”
“ฉะ...ฉันไม่ได้”
หน้าเธอแดงจัด ก่อนจะสั่นหน้าเร็วๆ แก้ตัวไม่ขึ้นหรอกว่าเธอไม่ได้เตะถ่วงเรื่องที่จะต้องทำหน้าที่กับเขา แต่มันยังทำใจไม่ได้นี่นา
“หรือว่า...” เขาก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ท่าทางนิ่งๆ ปนยียวนนั่น ชวนให้น่าหาอะไรทุบเอาสักที
“มันหัวค่ำเกินไป เธออาจจะยังไม่มีอารมณ์อย่างนั้นหรือ”
คะ...คนบ้า...
คำนี้เธอได้แต่ตะโกนในใจ หญิงสาวเบิกตาโตมองหน้าเขา ทีปต์ยักไหล่ แล้วยกนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว พลางบอกเสียงทุ้ม
“ถ้าอย่างนั้นฉันให้เวลาเธออีกสองชั่วโมง สักสามทุ่มกว่าๆ ก็กำลังดีนะ เปลี่ยนบรรยากาศ เป็นห้องของเธอก็คงเข้าทีเหมือนกัน”
ยอดชีวากระสับกระส่าย ผุดลุกผุดนั่งอย่างไม่รู้จะทำอะไรดี หญิงสาวนอนก่ายหน้าผาก ไม่ยอมอาบน้ำอาบท่าเนื่องจากกำลังเครียดจนหมดกระจิตกระใจจะทำอะไร เข็มนาฬิกาที่เดินไปเรื่อยๆ บ่งบอกว่ามันใกล้เวลาประหารพรหมจรรย์ของเธอไปเสียทุกที
ทำอย่างไรดีนะ ยอดชีวา จะทำอย่างไรดี
คิดจนคิดไม่ออก ไอ้เวลาสองชั่วโมงนี้ก็ยาวนานสิ้นดี นี่ก็ผ่านไปไม่ถึงยี่สิบนาทีดี เธอก็ฟุ้งซ่านเสียขนาดนี้ แล้วรอสองชั่วโมงเล่า เธอจะไม่บ้าตายหรอกหรือ
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น แต่คนที่หลับลึกไปแล้วก็ไม่ได้ยิน คนเคาะยืนสักพักก็เคาะใหม่ แล้วก็ตัดสินใจที่จะไขเข้าไป จะอย่างไรวันนี้ก็ตั้งใจแน่วแน่แล้วนี่ ว่าเขาจะเรียกเธอทำงานผลิตทายาทให้เสียที
มือที่ไขกุญแจบิดลูกบิดเข้าไปสั่นเล็กน้อย จนต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอาการตื่นเต้น ร่างสูงเดินเข้ามาในห้องของยอดชีวา เขากวาดตามองว่าเจ้าสาวของตนอยู่ที่ไหน เธอนอนหลับอยู่บนเตียง ท่าทางไม่รู้สึกรู้สม ราวกับเจ้าหญิงนิทราก็ไม่ปาน
เขาก้าวเข้าไปใกล้ เจตนาจะปลุกให้เจ้าหล่อนตื่น หากแต่ใบหน้างดงามยามหลับไหล กลับทำให้ทีปต์ไม่อยากจะปลุกเธอให้ตื่นขึ้นมา ขนตายาวเป็นแพทาบกับแก้มนวลยามที่เจ้าหล่อนปิดตาพริ้ม จมูกโด่งเชิดเล็กน้อย ริมฝีปากอิ่มสีเรื่อน่าจุมพิตนัก บางทีเขาอาจจะอยากจุมพิตเธอให้ตื่นขึ้นมา แล้ว...ทำหน้าที่ของเมียจริงๆ เสียที
นิ้วนั้นไล้มาเรื่อยๆ จนใกล้ถึงปากอิ่ม เจ้าของวงหน้าเนียนหวานขยับตัว เธอกะพริบตาปริบๆ ภาพตรงหน้าเลือนลางก่อนจะชัดเจน ใบหน้าของคนที่มองเธออยู่ นัยน์ตาคมกริบที่จับจ้อง ก็ทำให้ร่างบางผวาตกใจ ทีปต์หัวเราะหึอย่างจะหยันเย้ย กับความอัปลักษณ์ของตน เขาตีความว่าที่เธอตกใจนั้น ก็เพราะใบหน้าที่น่าเกลียดนี่
“ตกใจกับผัวหน้าผีอย่างนั้นหรือ ยอดชีวา”
“ต่อให้คุณไม่ได้หน้าตาแบบนี้ ฉันก็ตกใจ” เธอกล่าวแก้ แล้วรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว เบิกตากว้างมองเขา
“ใครใช้ให้คุณ...ขะ...เข้ามาในห้องนี้ แล้วก็มานอนบนเตียงฉัน”
“ก็บอกแล้วยังไงละ ว่าฉันให้เวลาสองชั่วโมง”
“คือว่า...ฉะ...ฉัน”
“ไปอาบน้ำสิ”
เขาสั่ง ยอดชีวาเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขาอยู่ในชุด เรียกว่าชุดดีไหมนะ ก็มันมีแค่กางเกงขายาวลายทางแค่ตัวเดียว อวดแผงอกเปลือยเปล่า มีรอยแผลเป็นให้เห็นสองสามรอย มันไม่น่าเกลียดเลยในความรู้สึกของยอดชีวา แต่มันกลับเป็นตำหนิเล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่มเสน่ห์ให้เขาเสียมากกว่า
จะบ้าแล้วหรือยะ? ยัยเบบี้
ห้องเงียบกริบไป คนที่ตั้งใจจะมาทวงการปรนนิบัติของเธอ กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียง ด้วยท่าทีเหมือนว่าหลับไปแล้ว เธออาบน้ำไปนานกี่ชั่วโมงกันนะ ยอดชีวาเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนไว้ แล้วกะพริบตาปริบๆ เธอเข้าไปในห้องน้ำ ขัด ถู ทุกอย่างเกือบชั่วโมง มิน่าเล่า เขาถึงรอจนหลับ
หลับไปก็ดีสิ...
หญิงสาวกุมคอเสื้อไว้มั่น ก่อนจะค่อยๆ ย่องไปทางโซฟาตัวยาวมุมห้อง ตั้งใจจะใช้มันเป็นที่นอน แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อมีเสียงทุ้มๆ เรียกมาจากเตียงของเธอ
“จะไปไหน ปิดไฟแล้วก็นอนกันเถอะ”
“นะ...นอนหรือคะ” เธอหันขวับ ทำตาโตมองเขา ทีปต์ยังคงหลับตา นอนนิ่งไม่มีทีท่าว่าจะลุกมาคุกคามทำอะไรเธอ
“อื้อ...นอน”
“คุณจะนอนที่นี่”
“ใช่ ปิดไฟ แล้วขึ้นมานอน พรุ่งนี้ฉันมีงานแต่เช้า”
“คือว่า...”
“เธอจะนอนกับฉันเฉยๆ คืนนี้ หรือจะให้ฉันทำอย่างอื่น”
“นอนค่ะ นอน”
พรึ่บ!
ไฟปิดห้องตกอยู่ในความสลัว เธอลังเลนิดหนึ่งก่อนจะก้าวขึ้นเตียง นอนเคียงเขา ร่างบางเกร็งจนตัวแข็งทื่อ ทีปต์พลิกกายหันหลังให้กับเธอ แล้วหายใจสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเขากำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา
ยอดชีวานอนกะพริบตาปริบๆ มองแผ่นหลังกว้างๆ ของชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ ว่าเขาจะเอาอย่างไรกับเธอกันแน่ ปากบอกข่มขู่จะปล้นพรหมจรรย์เธอ แต่พอจริงๆ แล้วก็ไม่ได้หักหาญคุกคามอะไรเลยสักนิด เหมือนกับเป็นเสืออารมณ์ดี แยกเขี้ยวขู่ให้สมันน้อยอย่างเธอกลัวเล่นไปอย่างนั้นแหละ
ตกลงแล้วเขาเป็นคนอย่างไรกันแน่นะ
ทีปต์ ทีฆทัศน์
หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆ เสร็จสิ้นงานศพของหิรัญ ทีปต์ก็ทำบุญบ้านครั้งใหญ่ เหมือนจะขับไล่เสนียดจัญไรให้ไปให้ไกลเสียจากตระกูลทีฆทัศน์ เขาได้บทเรียนมากมาย จากเรื่องของหิรัญ เขาไล่ประภาออกเพราะหล่อนเหมือนงูพิษที่เลี้ยงไม่เชื่อง ประจักษ์ผู้เป็นลุงและรั้งตำแหน่งสำคัญของคฤหาสน์มันทนา เป็นคนบอกกล่าวกับเจ้านายด้วยตนเอง ว่าหลานสาวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายอย่าง ทีปต์ทำตามคำแนะนำนั้น แม้ว่าจะสงสารประภาที่ร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ ก่อนจะก่นด่ามากมายเมื่อเห็นว่าเขาไล่เธอออกจริงๆ คุณอารยาอาการดีขึ้น แม้จะต้องไปทำกายภาพบำบัดบ้าง แต่เธอก็มีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส ยาใจที่ทำให้เธอหายในเร็ววัน นั่นก็คือทายาททีฆทัศน์ตัวน้อยๆ ที่ตอนนี้กำลังน่ารักน่าชัง ด้วยวัยหกเดือน เจ้าหนูทีฆาเป็นขวัญใจของคนทั้งบ้าน คุณอารยาอยากจะเดินได้พร้อมๆ กับหลานชาย เลยขยันไปทำกายภาพ และดูแลรักษาตัวเองตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดเรื่องของหิรัญเหมือนฝันร้ายของพวกเขา แต่คนตายไปแล้ว และทีปต์เองก็คิดว่าตนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หิรัญเกิดบาดแผลขึ้นในจิตใจ เขายังรักน้องชายนอกไส้ แม้ว่าหิรัญจะทำร้ายเขาอย่างแสนสาหัสก็ตามที ทีปต์อโหสิกรรม จัด
ยอดชีวามองเพื่อนด้วยสายตาชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ช่อชนิดายิ้มแหยพลางเอื้อมมือจะไปบีบมือเธอ แต่เธอชักหนีเสียก่อน แล้วหันมองข้างหน้าต่างรถที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง ท่าทีเย็นชาของเพื่อนสนิททำให้ช่อชนิดาอดรนทนไม่ไหว ต้องคว้าเจ้าหล่อนมากอด หากถูกปัดป้อง แล้วทำหน้าบึ้งใส่“โธ่...เบบี้จ๋า หายโกรธนะ เราจะพาเบบี้ไปดูแลที่กรุงเทพฯ อยู่คนเดียวได้ยังไงกันนั่น”“จะพาเราไปที่ไหน”เสียงหวานเอ่ยขึ้น พร้อมกับสายตาดุๆ ที่ตวัดมองไปยังด้านหลังของคนที่นั่งข้างคนขับ รัตนฤทธิ์หันมายิ้มให้กับเธอ เพราะเห็นหน้าเขานี่แหละ ยอดชีวาถึงได้รู้ว่ามันชักจะไม่ชอบมาพากล และรู้ว่าถูกเล่นตลกก็ตอนที่รถแล่นไกลออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้พาเธอไปที่วัดซึ่งเพื่อนรักบอกไว้แต่แรกว่าจะพาเธอไปทำบุญ“ไปที่บ้าน...”“บ้านใคร” ยอดชีวาเอ่ยขัดก่อนที่เพื่อนรักจะพูดจบ หน้าหวานงอง้ำ แล้วเธอก็ไม่ยอมพูดจาอีกเลย ช่อชนิดาเอื้อมมือไปสะกิดรัตนฤทธิ์ ที่หันมายิ้มแหยส่งให้เธอ หญิงสาวไม่กล้าคุยอะไรอีก เพราะรู้ว่าเพื่อนรักกำลังโกรธจัดมาก เป็นแบบนี้แล้วถึงที่หมาย ยอดชีวาจะอาละวาดหรือเปล่าหนอคุณรับผิดชอบด้วย ยัยเบบี้โกรธฉันมาก...เดี๋ยวผมจะให้กำลังใจ จุ๊บ..
หิรัญรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เปลี่ยนเป็นเอ่ยชื่นชม เมื่อเห็นพี่ชายของเขา ในสภาพที่มีใบหน้าหล่อเหลาดั่งเดิม เดินตรงเข้ามาหาเขาในห้องทำงาน ทีปต์ยิ้มตอบเล็กน้อย แต่นัยน์ของเขามันไม่ยิ้มด้วยเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะทรุดลงนั่งตรงกันข้ามกันกับน้องชาย สายตาคมกล้าจ้องเขม็ง มองอาการของหิรัญ ที่ยังคงเอ่ยพร่ำชมเชยถึงความสมบูรณ์แบบของการผ่าตัดศัลยกรรม“ไม่น่าเชื่อเลยครับพี่ทีปต์ หมอที่นั่นเก่งจริงๆ พี่ทีปต์ไม่ได้หน้าตาน่าเกลียดแบบเดิมแล้ว มันยอดมาก ไม่มีแม้แต่รอยสักรอย หมอเก่งมากๆ”“พี่ลบรอยแผลเป็นนั่นไปแล้ว แผลเป็นที่ทำให้ชีวิตของพี่พลิกผันไปมากมาย แผลเป็นที่ทำร้ายพี่ได้อย่างหนักเหลือเกิน นิกซ์” คำพูดนั้นทำให้หิรัญเลิกคิ้วนิดหน่อย แต่ก็ยังยิ้มส่งให้กับทีปต์“ดีแล้วครับ พี่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ผมคิดว่ามันจะสดใสแน่นอน”“พี่ยังเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ นิกซ์ จนกว่าพี่จะจัดการกับแผลเป็นอีกแผลหนึ่งก่อน แผลนี้มันใหญ่มากเสียด้วย และที่สำคัญ พี่ต้องขอความร่วมมือจากนายในการกำจัด”“เอ...ผมตามไม่ทัน พี่ทีปต์หมายความว่าอะไรหรือครับ”“นายยังไงล่ะ นิกซ์ แผลเป็นของทีฆทัศน์ สิ่งที่นายทำ มันเป็นเหมือนแผลร้าย ที่ก
นัยน์ตาสีนิลคมกริบนั่น รูปหน้าเรียวได้ส่วน ริมฝีปากนั่น...มันช่างเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว แม้กระทั่งกลิ่นน้ำหอม ถ้าเธอจมูกไม่เพี้ยน เขาก็ยังใช้กลิ่นเดียวกัน ต่างกันแค่คนตรงหน้าเธอ ดูเปิดเผย จริงใจ และอบอุ่นกว่าเขามากนัก เป็นส่วนที่แตกต่างกันมาก แต่เหตุไฉน ใจเธอกลับวนเวียนไปคิดถึงแต่อสูรใจร้ายอย่างทีปต์ มากกว่าคนตรงหน้าเธอ ที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับพิมพ์กันมา ทั้งที่เขาดูอ่อนโยนและเอาใจเธอนัก ไม่รังเกียจแม้รู้ว่าเธอตั้งครรภ์แบบไม่สามารถบอกได้ว่าพ่อของเด็กในท้องคือใคร “ผมซื้อมาฝาก ไปลองชิมมาแล้วอร่อยมาก เห็นคุณบอกว่าอยากกินขนมไทยๆ” เขายื่นถุงพลาสติกบรรจุขนมหน้าตาน่ากินส่งให้เธอ ยอดชีวายิ้มน้อยๆ แล้วเอื้อมมือรับ ชายหนุ่มชักมือกลับ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้ม“อุตส่าห์ซื้อของมาฝาก ใจคอจะไม่ต้อนรับแขกเลยหรือครับ”“เชิญเข้ามาก่อนก็ได้ค่ะ” เธอไขกุญแจให้เขา พลางย่นจมูกอย่างลืมตัว ท่าทีน่ารักนั้นทำให้ธนัยมองเธอตาปรอย เขามองใบหน้าหวานนั่นอย่างชื่นชมเปิดเผย แทบจะช่วยประคองด้วยซ้ำ เมื่อยอดชีวาทำท่าจะสะดุดล้ม เธอต้องปัดมือของเขาที่ทำท่าจะเอื้อมมาจับเธอไว้ แล้วพึมพำบอกว่าไม่เป็นไรหญิงสาวรับแขกของ
ช่อชนิดาเฝ้าแอบมองหญิงสาวในชุดกระโปรงสีหวาน ที่กำลังล็อกประตูรั้วบ้าน หันหลังให้กับเธออย่างไม่ทันระวังตัว ร่างบางจึงปราดจากที่ซ่อน แล้วตรงเข้าประชิดทันที มือบางรวบเอวเล็กของอีกฝ่ายไว้ ทางนั้นร้องอุทานอย่างตกใจ “ยัยเบบี้ โอย...ดีใจจริงๆ จับตัวได้แล้ว”“อีฟ” ยอดชีวากะพริบตาปริบๆ หน้าแดงสลับซีดด้วยความรู้สึกหลากหลายปนเป ช่อชนิดารัดเธอไปกอดไว้แน่น ก่อนจะละล่ำละลัก อุทานซ้ำๆ “อย่าไปไหนอีกนะ อย่าไปไหนอีกเลย เพื่อนรัก เราดีใจเหลือเกิน โอย...เบบี้ ดีใจจริงๆ”“เราก็ดีใจอีฟ ฮือๆ เราดีใจที่เจออีฟ”“แล้วหนีมาทำไมถึงนี่ จะบ้าหรือยังไงกัน หนีมาไม่บอกไม่กล่าว หลังงานศพพ่อเธอ เธอก็หายไปเลย อะไรกันน่ะ เราทั้งงง ทั้งใจหาย จะเป็นบ้าที่เพื่อนรักหนีหายมา เกิดอะไรขึ้น”“ไปคุยกันในบ้านดีกว่า เรื่องมันยาว แต่ว่าอีฟตามหาเราได้ยังไงกันนี่” ยอดชีวาปาดน้ำตาแห่งความดีใจที่รินไหลออกทิ้ง แล้วยิ้มกว้างให้กับเพื่อนรัก มือทั้งสองจับกันแน่น เหมือนกลัวว่าที่เห็นตรงหน้าจะเป็นภาพลวงตา“เราตามเพจของเบบี้มายังไงล่ะ ดีนะที่เบบี้เปิดเพจไว้ เพจขายน้ำหอมของเบบี้น่ะ เราจำได้ว่าอีเมลนั้นเป็นอีเมลของเบบี้ ที่ติดต่อ ก็เร
ทีปต์อ่านจดหมายด้วยมือที่สั่นเทา เขานั่งทรุดลงอย่างหมดแรง ตู้ที่เปิดอ้าไว้ แง้มให้เห็นว่าของภายในถูกเก็บกวาดไปจนเกลี้ยง ของทุกสิ่งที่เป็นของยอดชีวาอันตธานออกไปจากห้องนี้ เหมือนที่เธอเดินไปจากชีวิตเขา หิรัญยืนพิงกรอบประตู มองดูพี่ชายของเขาที่นั่งนิ่งเหมือนหิน เขาเดินก้าวเข้าไปใกล้ แล้วตบบ่าของทีปต์เบาๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงทุ้ม“ปล่อยเขาไปเถอะครับพี่ทีปต์”“ยอดชีวาแท้งลูก พี่จะปล่อยเขาไปแบบนั้นได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มเม้มปาก “แล้วเรื่องฤทธิ์มันอะไรกัน พี่งงไปหมดแล้ว”“ถ้าไม่แท้ง พี่จะแน่ใจได้ยังไงกันว่าเป็นลูกของพี่ นังเด็กนั่นก็บอกแจงในจดหมายอยู่ ว่าเป็นลูกใครกันแน่ หึ!สันดานร่านนัก ไอ้เพื่อนเลวนั่นก็เหลือเกิน ผมมีพยานนะครับพี่ทีปต์ ประภาเด็กรับใช้เป็นพยานให้ได้ ว่าเคยเห็นพวกมัน...”“พอเถอะ พอที พี่อยากอยู่คนเดียว” ทีปต์ปัดมือที่โอบไหล่เขาออก ก่อนจะเอ่ยเสียงเครียด หิรัญลุกขึ้น มองหน้าทีปต์ที่ตอนนี้อ่านความรู้สึกไม่ออก ว่ากำลังคิดอย่างไรกันแน่ จดหมายจากยอดชีวายับยู่ยี่อยู่ในมือเขา นัยน์ตาคมของเขาฉายแววเย็นชา ไม่แสดงความรู้สึก ทั้งที่ตอนแรกมันฉายแววเจ็บปวดอย่างเหลือแสน สิ่งท







