LOGINยอดชีวาค่อยปรือตาตื่นขึ้นมา แล้วบิดตัวอย่างงัวเงีย แขนเรียวไปกระทบกับเข้าวัตถุมีเลือดเนื้อบางสิ่งเข้า เล่นเอาเธอกะพริบตาปริบๆ สีเลือดแล่นซ่านไปตามนวลแก้ม เมื่อสำนึกได้ว่าเธอไม่ได้นอนเพียงลำพัง เธอหดแขนกลับมา และมองไปยังที่แขนของเธอสัมผัสเข้ากับร่างกายของชายหนุ่ม ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของตัวเธอ
มันน่าจูบ...
คิดมาถึงตรงนี้หน้าหวานก็แดงเรื่อ ก่อนจะย่นจมูก นี่เธอคิดเลอะเทอะไปไหนแล้วนะ เขามานอนนิ่งอยู่บนเตียงเธอแบบนี้เมื่อคืน ไม่ได้หักหาญ เรียกร้องสิทธิ์ มันทำให้ยอดชีวาแสนจะโล่งใจนัก และหวังว่าเขาคงจะทำแบบนี้ไปทุกวัน ไม่ทำให้เธอหวาดเกรงว่า เขาจะเรียกร้องอะไรที่เธอยังไม่ยินยอม
หญิงสาวค่อยๆ เคลื่อนกายลุกขึ้น เพราะเกรงว่าเขาจะตื่น เธอแทบจะกลั้นหายใจขณะเคลื่อนไหวตัว รีบหนีเขาไปเสียก่อนดีกว่า สองวันผ่านมาการอยู่ใกล้กับทีปต์ ทำให้เธอรู้สึกใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่เป็นตัวของตัวเอง ลนลาน กลัวไปเสียหมด เพราะสีหน้า สายตาของเขา แถมด้วยพฤติกรรมเอาล่อเอาเถิดนั้นอีก
มือบางถูกจับหมับ ก่อนที่เธอจะทันลงจากเตียง ยอดชีวาถึงกับหันขวับ หน้าหวานซีดเผือดเพราะตกใจ คนจับมือเธอไว้ยังคงนอนท่าเดิม แล้วมองเธอด้วยนัยน์ตาสีนิลข้างเดียว เปล่งประกายระยับวาวโรจน์ มองเธอเหมือนเสือ...ที่กำลังอยากกินเหยื่อ
“คะ...คือ”
“กลัวฉันมากไหม? ยอดชีวา”
นัยน์ตานั่นจับจ้องมองเธอ หญิงสาวจ้องตอบสายตาเขา อะไรบางอย่างในสายตานั้น ทำให้เธอเชิดหน้าขึ้น ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เกือบจะเป็นหนแรก ที่เธอแสดงความเข้มแข็งในตัวเองออกมา
“ทำไมฉันต้องกลัวคุณด้วยคะ”
“หน้าตาน่าเกลียดของฉันไง”
ทีปต์ยิ้มราวกับจะหยันตัวเอง มือเขายังคงจับเธอไว้ ยอดชีวาเอียงคอมองเสี้ยวหน้าอันหล่อเหลาของเขา ก่อนจะสั่นหน้าน้อยๆ
“ฉันไม่ได้กลัวความน่าเกลียดของหน้าตา แผลเป็นของคุณเลย คุณทีปต์ ถ้าฉันจะกลัว คงจะกลัวอย่างอื่นมากกว่า”
เขาหรี่ตา แล้วหัวเราะหึ พลางกระชากร่างบางลงมาบนเตียง คนไม่ระวังเตรียมตัวถึงกับเสียหลัก ถลาลงมา ร่างใหญ่พลิกกายอย่างรวดเร็ว พลิกร่างบางเล็กให้ตกอยู่ใต้อาณัติ เขาตรึงหน้าเธอให้มองหน้าเขาอย่างเต็มตา ก่อนจะยิ้มแสยะ นัยน์ตาสีนิลนั้นช่างเป็นประกายดุดันอย่างน่ากลัว จนไม่อยากจะสบสายตาด้วย
“โลกสวยเกิดไปหรือเปล่า ยอดชีวา คำพูดของเธอดูดีมากเลยสาวน้อย หึๆ แต่ฉันคิดว่ามันคงไม่ได้มาจากใจหรอก”
“คุณจะรู้ใจฉันได้อย่างไรกัน”
เธอเถียงฉอด หลับตาลงเสียเพราะกลัวประกายสายตาดุดันนั่นเสียจริงๆ เรียกได้ว่าหลับหูหลับตาเถียงละงานนี้ ร่างบางเล็กเกร็งไปหมดเพราะความเกรงกลัวเขา ทีปต์มองคนที่อยู่ใต้ร่างตน เขาส่ายหน้าน้อยๆ แล้วลูบไล้ใบหน้าเรียวสวยนั่นอย่างเบามือ
“รู้สิ ใจผู้หญิง มันก็เหมือนกันทั้งโลก ตอแหล ฉาบฉวย ไม่จริงจัง ไม่มีคำว่ารักแท้บนโลกใบนี้หรอก ยอดชีวา”
“คุณอย่าเอาประสบการณ์เลวร้ายของคุณ มาตัดสินคนอื่น คนเราไม่เหมือนกัน”
ทีปต์ยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม เขาอยากจะลองดีกับแม่เด็กเมื่อวานซืน ที่เถียงเขาฉอดๆ ขึ้นมาเสียแล้ว ตอนแรกกะจะให้คุ้นเคยกันก่อน แล้วค่อยเรียกร้องสิ่งที่เขาต้องการจากหล่อน แต่ตอนนี้ ชักจะหมั่นไส้ แล้วอยากจะแกล้งขึ้นมาเสียบ้าง เขาก้มลงมาซบกับซอกคอหอม...เจ้าหล่อนตัวหอมจริงๆ เสียด้วย กลิ่นวานิลาชวนกินนี่ มันพลอยให้เขาจินตนาการไปว่า ยอดชีวาคือขนมเค้กอร่อยๆ
“งั้นฉันก็ควรจะลองมีประสบการณ์กับเธอดู แล้วจะได้ตัดสินดูว่า เธอเป็นเมีย และจะกลายเป็นแม่ประเภทไหน ดีไหม? ยอดชีวา”
“คุณทีปต์”
นัยน์ตากลมโตเบิกขึ้นกว้างทันที เมื่อเขาเอ่ยดังนั้น ใจเต้นแรงโลดแทบจะกระดอนออกมา เมื่อเขาค่อยซบไซ้ไปมาบนซอกคอหอม ยอดชีวาตัวแข็งเกร็งไปหมด เธอกัดริมฝีปากแน่น ตัวแข็งเหมือนท่อนไม้ คนที่กำลังพยายามลวนลามชะงักไปบ้าง กับปฏิกิริยานี้ของเธอ เขาไม่นิยมการข่มขืนผู้หญิง และไม่ชื่นชอบการจะต้องมีเซ็กซ์กับตุ๊กตายาง แบบที่ยอดชีวากำลังทำให้เขารู้สึกอยู่นี่
เขาสั่ง แล้วเอามือของเธอวางบนไหล่เปลือย ใบหน้านั้นยังคงป้วนเปี้ยนอยู่ตรงบริเวณซอกคอเธอ ยอดชีวาขนลุกเกรียว เมื่อไรหนวดเคราเสียดสีกับผิวเนื้อนุ่ม ร่างน้อยสั่นไปหมดเพราะความกลัวเขา ใบหน้าเธอซีดเผือดแทบไร้สีเลือด ทีปต์พยายามอีกครั้ง ก่อนจะถอนใจ แล้วเชยคางมนให้มองหน้าเขา
“ไหนบอกไม่กลัว ทำไมถึงทำตัวสั่น หน้าซีดขนาดนี้”
“ฉันไม่ได้กลัวคุณ แต่...ฉันกลัว...”
ยอดชีวากัดริมฝีปาก ทีปต์ผุดลุกขึ้นนั่ง ปล่อยมือเสียจากร่างนุ่มหอมนั้น เขาเสยผมแล้วลุกขึ้นยืน แล้วเดินดุ่มไปที่ประตูห้อง ทิ้งให้ยอดชีวาที่ยังคงนอนอยู่กะพริบตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจในตัวของชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย
เขาทำให้เธอกลัวจนระทึก
แต่แล้วก็ละทิ้งไปง่ายๆ เสียอย่างนั้น
ทำให้โกรธ ทำให้ใจแป้ว ยั่วประสาทเธอไปมาจนเธอจะเป็นบ้าอยู่แล้ว
เขาหันมามองเธอ รอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาจากริมฝีปากได้รูปนั้น ช่างดูแล้วเป็นรอยยิ้มที่เหี้ยมโหดสำหรับเธอยิ่งนัก
“ถ้าเธอยังคงทำตัวเป็นท่อนไม้แบบนี้อีก คาดว่าฉันคงจะต้องส่งเธอคืนพ่อของเธอนะยอดชีวา คืนพรุ่งนี้เธอต้องพร้อมสำหรับฉัน เป็นเมียที่ดีบนเตียง เธอคงจะเคยได้ยินนะว่า เมียที่ดีจะต้องทำตัวอย่างไรบนเตียงนอน”
“...”
เสียงประตูปิดดังปัง! ยอดชีวาสะดุ้งเฮือก แล้วนี่เธอจะทำอย่างไรเล่า...เธอรู้ เธอเคยเสียที่ไหนกัน กับเรื่องบนเตียง ไม่เคยเป็นเมียใครเสียหน่อย ก็เพิ่งจะเคยมาเป็นเมียเขานี่แหละคนแรก
อา...แล้วเธอจะทำอย่างไรดีนะ คนอย่างทีปต์ ดูแล้วจะพูดจริงทำจริงเสียด้วย
“อะไรนะ!”
“เสียงดังทำไมน่ะอีฟ”
“ก็ตกใจนี่นา เดี๋ยวๆ นะบอกทีสิ ว่านี่เรื่องจริง”
“อื้อ...”
ยอดชีวาเม้มริมฝีปาก นึกดีใจที่เธอโทรศัพท์หาช่อชนิดาแทนที่จะได้นั่งคุยกัน เพราะตอนนี้หน้าเธอแดงไปหมดแล้ว
“เธอไปรับจ้าง...ทำลูก”
“ก็...”
“ใช้หนี้แทนลุงชาย”
“คือ...”
“แล้วตอนนี้ก็มาปรึกษาเราว่า จะทำอย่างไรดีกับการขึ้นเตียงกับสามี ไม่สิ ต้องเรียกว่านายจ้าง เป็นครั้งแรก?”
“เอ้อ...”
“ตายแล้ว! ยัยเบบี้ มันเรื่องบ้าบอประสาทที่สุดเท่าที่ชีวิตของฉันเคยได้ยินได้ฟังมา โอ๊ย! นี่มันอะไรกันน่ะ อะไรทำให้เพื่อนรักของฉันตัดสินใจแบบนี้”
“ที่เราตัดสินใจ เพราะเราปล่อยพ่อไว้ไม่ได้หรอกนะอีฟ เขาขู่ว่าจะเอาพ่อเข้าคุก หลักฐานทุกอย่างมีแน่นหนา ไม่อย่างนั้นพ่อคงไม่ทำงานให้เขาฟรีๆ เป็นปีๆ หรอก พ่อเราผิดจริง เป็นหนี้เขาจริง เป็นหนี้ก็ต้องใช้”
“ด้วยตัวของเธออย่างนั้นหรือ ยัยเบบี้ นี่มันหมดสมัยนางทาสแล้วนะยะ ไปยอมได้ยังไงกัน”
ช่อชนิดาถอนใจบ้าง เธอหยิบแก้วน้ำมาดื่ม แล้วนิ่งฟังเพื่อนรักอธิบายอีกหน
“ก็ต้องเป็นแบบนั้น เจ้าหนี้เขาอยากได้แบบนี้ เฮ้อ...เราจะทำอย่างไรได้เล่า”
“โอย...ปวดหัวใจ ปวดไต ปวดไปจนถึงตาตุ่ม แล้วอีตานายจ้างของพ่อเธอนี่เป็นใครกัน”
“คุณทีปต์ ทีฆทัศน์”
“ชื่อคุ้นๆ แหะ คุ้นมากๆ เซเลบที่ไหนล่ะนี่”
ช่อชนิดาบ่นพึม เพื่อนรักไม่ได้ฟังว่าเธอบ่นว่าอะไร แต่ชวนคุยเรื่องที่กำลังถามค้างไว้เสียงปร่า
“คนใจร้าย ใจดำ!”
หญิงสาวถอนใจเฮือก รู้ยิ่งกว่ารู้ว่าเพื่อนรักไร้ประสบการณ์ทางเพศอย่างสิ้นเชิง ว่าแต่เขาเธอมีประสบการณ์แบบงูๆ ปลาๆ จะไปสอนอะไรได้กัน ช่อชนิดาเองก็เลิกลากับแฟน เพราะเรื่องเซ็กซ์ไม่เข้ากันเหมือนกันนั่นแหละ ครั้งเดียว แล้วเลิกขาด! เธอจะไปสอนอะไรให้กับเพื่อนสาวได้สักเท่าไหร่กันนะ
“เบบี้น่ะเวอร์จิ้นชัดๆ จะไปทำอะไรได้ แค่หมอนั่นมานั่งบนเตียงด้วย เราว่าเธอก็เป็นลมไปละสามตลบ”
“เราไม่อยากเป็นลม แต่อยากทำให้เขาพอใจ”
ยอดชีวาเอ่ยอ้อมแอ้ม แก้มแดงไปหมด ช่อชนิดาหรี่ตาลง ดูทีว่าเธอจะต้องยื่นมือ ช่วยแก้ปัญหาให้ในแบบจริงๆ จังๆ ในแบบของเธอเสียแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นไม่อยากเป็นลม แนะนำเลย เมา”
“หา!”
“ตอนนี้เธออยู่ที่บ้านของ...อีตาไร้สมรรถภาพในการหาแม่ของลูกนั่นใช่มะ อยู่ตรงไหน เดี๋ยวเราจะไปจัดเหล้าแรงๆ นุ่มคอให้สักขวด รับรองว่าเมากลิ้ง”
“จะดีเหรออีฟ”
“ดีสิ เวลาเมาน่ะมันมึนๆ ไม่รู้เรื่องดีออก เฮ้อ...เบบี้หนอเบบี้ ไปทำบุญกับเราไหมวันนี้ จะพาไปสักสิบแปดวัด เอาแบบคูณสองของเก้าวัดเลย เธอมหาซวยจริงๆ ต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้”
ยอดชีวาได้แต่ยิ้มแหย เธอคุยกับช่อชนิดาอีกสองสามประโยค ก่อนจะวางสาย เพื่อนรักดูจะร้อนใจ และโมโหมากที่เธอตัดสินใจทำแบบนี้ ช่อชนิดายืนยันจะมาหาเธอให้ได้ในวันนี้ เซ้าซี้ถามจนเธอต้องบอกปัดไปว่าเธอเองก็จำทางไม่ค่อยได้ เพราะเพิ่งจะมาถึง และพักอยู่ได้ไม่กี่วัน
หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิข้างกอกุหลาบ มองดอกไม้บานสวย จินตนาการว่ามันกำลังยิ้มให้เธอ ยอดชีวาแตะกลีบบางของมันเบาๆ แล้วเอ่ยพึมพำเสียงเบา
“กุหลาบจ๋า ฉันจะพ้นคืนนี้ไปได้หรือเปล่านะ ถ้าเขาไม่พอใจ มีหวังได้ส่งฉันกลับบ้านแน่ๆ”
ลมพัดให้ดอกกุหลาบโน้มลงน้อยๆ แตะมือของเธอกลับ ราวกับว่ามันกำลังโต้ตอบ ยอดชีวาเท้าคาง นั่งคุยกับดอกไม้แสนสวยราวกับมันเป็นที่ปรึกษา
“ไม่แน่นะ อาจจะแค่ครั้งเดียว แล้วฉันอาจจะท้อง แล้วหนี้สินทั้งหมดจะได้จากกันไปเสียที ฉันจะได้กลับบ้าน ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีปัญหาแค่ว่า ฉันจะทำคืนนี้ให้คุณทีปต์พอใจได้ยังไงกันนะ เฮ้อ...”
หญิงสาวทอดถอนใจยาว แล้วนั่งซบหน้าลงกับหัวเข่า น้ำตารินไหลออกมาจนได้ทั้งที่พยายามเข้มแข็ง ตั้งแต่เธอรู้จักกับผู้ชายคนนี้ เธอก็ร้องไห้นับครั้งไม่ไหว มันเป็นการร้องไห้ที่ฟุ่มเฟือยเสียจริงๆ ทั้งที่ยอดชีวาไม่ใช่คนเจ้าน้ำตาเลยแม้แต่น้อย
เธอจะต้องอยู่ให้ได้ และเลิกร้องไห้เสียที
“มองหาอะไร ฤทธิ์”
“มองหาเมียนาย”
คำตอบตามตรงนั้นทำให้ทีปต์มองหน้าเพื่อนสนิท แล้วพลิกเอกสารตรงหน้าดูต่อเหมือนไม่อยากสนใจ รัตนฤทธิ์มองหน้าของเจ้านายแน่วแน่ อยากจะรู้ว่าทีปต์มีหัวใจบ้างไหม ถึงได้คิดเรื่องชำระหนี้แบบนี้ขึ้นมาเสียได้
“นายเอาจริงหรือ? เรื่องที่ว่าถ้าคุณยอดชีวาท้อง นายจะปล่อยเขากลับบ้าน”
“อืม”
“มันพรากลูกพรากแม่นะโว้ย”
“อืม”
“ใจคอนายทำด้วยอะไรวะ”
รัตนฤทธิ์สบถ ก่อนจะดึงกระชากเอกสารมาจากมือเพื่อนอย่างเหลืออด ทีปต์เหลือบมองหน้าเพื่อน แล้วแบมือออก
“เอาคืนมา ยังอ่านไม่เรียบร้อย”
“ไอ้ทีปต์”
น้ำเสียงนิ่งๆ นั้น ทำให้รัตนฤทธิ์ต้องกำมือไว้แน่น เพราะไม่อยากให้เผลอปล่อยหมัดตั๊นหน้าเพื่อนสนิทเข้า
“นายคิดอะไรของนายกันแน่ ถึงได้ทำเงื่อนไขร้ายกาจพวกนี้ขึ้น”
“ถามให้มันได้อะไรขึ้นมา ในเมื่อมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับนายเสียหน่อย เอาเอกสารมา ฉันจะได้อ่านให้เรียบร้อย”
“เอ้า!”
เขากระแทกมันส่งให้เพื่อนรัก แล้วลุกพรวดขึ้นยืน นึกโมโหจนไม่อยากจะเห็นหน้าทีปต์เสียอย่างนั้น ทีปต์หรี่ตาลง แล้วมองหน้าบึ้งตึงของเพื่อนสนิท
“เป็นบ้าอะไรอีก”
“ถ้านายเสร็จงานแล้วก็โทรเรียกด้วยก็แล้วกัน จะได้มารับงานแล้วก็กลับออฟฟิศ”
ว่าแล้วก็เดินกระแทกเท้าออกไปจากห้อง ทีปต์มองตามหลัง ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ
“นี่ตกลงใครเป็นนาย ใครเป็นลูกน้องกันแน่วะ”
เพ้อไปกันใหญ่แล้ว นายทีปต์
เขาสั่นหน้าน้อยๆ เพื่อจะไล่เธอไปเสียจากสมอง อดยิ้มน้อยๆ ไม่ได้เมื่อเผลอคิดแวบไปว่าเขาได้สร้างเงื่อนไขอะไรไว้ให้เธอ ทีปต์อยากจะรู้ว่าคืนนี้แล้วเธอจะทำท่าหวาดกลัวเขาอีกหรือเปล่า เขาจะได้รับการต้อนรับแบบไหน จากเมียรับจ้างกันนะ
มันน่าสนุก จนแทบจะอดใจรอไม่ไหวเลยทีเดียว
หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆ เสร็จสิ้นงานศพของหิรัญ ทีปต์ก็ทำบุญบ้านครั้งใหญ่ เหมือนจะขับไล่เสนียดจัญไรให้ไปให้ไกลเสียจากตระกูลทีฆทัศน์ เขาได้บทเรียนมากมาย จากเรื่องของหิรัญ เขาไล่ประภาออกเพราะหล่อนเหมือนงูพิษที่เลี้ยงไม่เชื่อง ประจักษ์ผู้เป็นลุงและรั้งตำแหน่งสำคัญของคฤหาสน์มันทนา เป็นคนบอกกล่าวกับเจ้านายด้วยตนเอง ว่าหลานสาวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายอย่าง ทีปต์ทำตามคำแนะนำนั้น แม้ว่าจะสงสารประภาที่ร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ ก่อนจะก่นด่ามากมายเมื่อเห็นว่าเขาไล่เธอออกจริงๆ คุณอารยาอาการดีขึ้น แม้จะต้องไปทำกายภาพบำบัดบ้าง แต่เธอก็มีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส ยาใจที่ทำให้เธอหายในเร็ววัน นั่นก็คือทายาททีฆทัศน์ตัวน้อยๆ ที่ตอนนี้กำลังน่ารักน่าชัง ด้วยวัยหกเดือน เจ้าหนูทีฆาเป็นขวัญใจของคนทั้งบ้าน คุณอารยาอยากจะเดินได้พร้อมๆ กับหลานชาย เลยขยันไปทำกายภาพ และดูแลรักษาตัวเองตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดเรื่องของหิรัญเหมือนฝันร้ายของพวกเขา แต่คนตายไปแล้ว และทีปต์เองก็คิดว่าตนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หิรัญเกิดบาดแผลขึ้นในจิตใจ เขายังรักน้องชายนอกไส้ แม้ว่าหิรัญจะทำร้ายเขาอย่างแสนสาหัสก็ตามที ทีปต์อโหสิกรรม จัด
ยอดชีวามองเพื่อนด้วยสายตาชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ช่อชนิดายิ้มแหยพลางเอื้อมมือจะไปบีบมือเธอ แต่เธอชักหนีเสียก่อน แล้วหันมองข้างหน้าต่างรถที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง ท่าทีเย็นชาของเพื่อนสนิททำให้ช่อชนิดาอดรนทนไม่ไหว ต้องคว้าเจ้าหล่อนมากอด หากถูกปัดป้อง แล้วทำหน้าบึ้งใส่“โธ่...เบบี้จ๋า หายโกรธนะ เราจะพาเบบี้ไปดูแลที่กรุงเทพฯ อยู่คนเดียวได้ยังไงกันนั่น”“จะพาเราไปที่ไหน”เสียงหวานเอ่ยขึ้น พร้อมกับสายตาดุๆ ที่ตวัดมองไปยังด้านหลังของคนที่นั่งข้างคนขับ รัตนฤทธิ์หันมายิ้มให้กับเธอ เพราะเห็นหน้าเขานี่แหละ ยอดชีวาถึงได้รู้ว่ามันชักจะไม่ชอบมาพากล และรู้ว่าถูกเล่นตลกก็ตอนที่รถแล่นไกลออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้พาเธอไปที่วัดซึ่งเพื่อนรักบอกไว้แต่แรกว่าจะพาเธอไปทำบุญ“ไปที่บ้าน...”“บ้านใคร” ยอดชีวาเอ่ยขัดก่อนที่เพื่อนรักจะพูดจบ หน้าหวานงอง้ำ แล้วเธอก็ไม่ยอมพูดจาอีกเลย ช่อชนิดาเอื้อมมือไปสะกิดรัตนฤทธิ์ ที่หันมายิ้มแหยส่งให้เธอ หญิงสาวไม่กล้าคุยอะไรอีก เพราะรู้ว่าเพื่อนรักกำลังโกรธจัดมาก เป็นแบบนี้แล้วถึงที่หมาย ยอดชีวาจะอาละวาดหรือเปล่าหนอคุณรับผิดชอบด้วย ยัยเบบี้โกรธฉันมาก...เดี๋ยวผมจะให้กำลังใจ จุ๊บ..
หิรัญรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เปลี่ยนเป็นเอ่ยชื่นชม เมื่อเห็นพี่ชายของเขา ในสภาพที่มีใบหน้าหล่อเหลาดั่งเดิม เดินตรงเข้ามาหาเขาในห้องทำงาน ทีปต์ยิ้มตอบเล็กน้อย แต่นัยน์ของเขามันไม่ยิ้มด้วยเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะทรุดลงนั่งตรงกันข้ามกันกับน้องชาย สายตาคมกล้าจ้องเขม็ง มองอาการของหิรัญ ที่ยังคงเอ่ยพร่ำชมเชยถึงความสมบูรณ์แบบของการผ่าตัดศัลยกรรม“ไม่น่าเชื่อเลยครับพี่ทีปต์ หมอที่นั่นเก่งจริงๆ พี่ทีปต์ไม่ได้หน้าตาน่าเกลียดแบบเดิมแล้ว มันยอดมาก ไม่มีแม้แต่รอยสักรอย หมอเก่งมากๆ”“พี่ลบรอยแผลเป็นนั่นไปแล้ว แผลเป็นที่ทำให้ชีวิตของพี่พลิกผันไปมากมาย แผลเป็นที่ทำร้ายพี่ได้อย่างหนักเหลือเกิน นิกซ์” คำพูดนั้นทำให้หิรัญเลิกคิ้วนิดหน่อย แต่ก็ยังยิ้มส่งให้กับทีปต์“ดีแล้วครับ พี่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ผมคิดว่ามันจะสดใสแน่นอน”“พี่ยังเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ นิกซ์ จนกว่าพี่จะจัดการกับแผลเป็นอีกแผลหนึ่งก่อน แผลนี้มันใหญ่มากเสียด้วย และที่สำคัญ พี่ต้องขอความร่วมมือจากนายในการกำจัด”“เอ...ผมตามไม่ทัน พี่ทีปต์หมายความว่าอะไรหรือครับ”“นายยังไงล่ะ นิกซ์ แผลเป็นของทีฆทัศน์ สิ่งที่นายทำ มันเป็นเหมือนแผลร้าย ที่ก
นัยน์ตาสีนิลคมกริบนั่น รูปหน้าเรียวได้ส่วน ริมฝีปากนั่น...มันช่างเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว แม้กระทั่งกลิ่นน้ำหอม ถ้าเธอจมูกไม่เพี้ยน เขาก็ยังใช้กลิ่นเดียวกัน ต่างกันแค่คนตรงหน้าเธอ ดูเปิดเผย จริงใจ และอบอุ่นกว่าเขามากนัก เป็นส่วนที่แตกต่างกันมาก แต่เหตุไฉน ใจเธอกลับวนเวียนไปคิดถึงแต่อสูรใจร้ายอย่างทีปต์ มากกว่าคนตรงหน้าเธอ ที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับพิมพ์กันมา ทั้งที่เขาดูอ่อนโยนและเอาใจเธอนัก ไม่รังเกียจแม้รู้ว่าเธอตั้งครรภ์แบบไม่สามารถบอกได้ว่าพ่อของเด็กในท้องคือใคร “ผมซื้อมาฝาก ไปลองชิมมาแล้วอร่อยมาก เห็นคุณบอกว่าอยากกินขนมไทยๆ” เขายื่นถุงพลาสติกบรรจุขนมหน้าตาน่ากินส่งให้เธอ ยอดชีวายิ้มน้อยๆ แล้วเอื้อมมือรับ ชายหนุ่มชักมือกลับ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้ม“อุตส่าห์ซื้อของมาฝาก ใจคอจะไม่ต้อนรับแขกเลยหรือครับ”“เชิญเข้ามาก่อนก็ได้ค่ะ” เธอไขกุญแจให้เขา พลางย่นจมูกอย่างลืมตัว ท่าทีน่ารักนั้นทำให้ธนัยมองเธอตาปรอย เขามองใบหน้าหวานนั่นอย่างชื่นชมเปิดเผย แทบจะช่วยประคองด้วยซ้ำ เมื่อยอดชีวาทำท่าจะสะดุดล้ม เธอต้องปัดมือของเขาที่ทำท่าจะเอื้อมมาจับเธอไว้ แล้วพึมพำบอกว่าไม่เป็นไรหญิงสาวรับแขกของ
ช่อชนิดาเฝ้าแอบมองหญิงสาวในชุดกระโปรงสีหวาน ที่กำลังล็อกประตูรั้วบ้าน หันหลังให้กับเธออย่างไม่ทันระวังตัว ร่างบางจึงปราดจากที่ซ่อน แล้วตรงเข้าประชิดทันที มือบางรวบเอวเล็กของอีกฝ่ายไว้ ทางนั้นร้องอุทานอย่างตกใจ “ยัยเบบี้ โอย...ดีใจจริงๆ จับตัวได้แล้ว”“อีฟ” ยอดชีวากะพริบตาปริบๆ หน้าแดงสลับซีดด้วยความรู้สึกหลากหลายปนเป ช่อชนิดารัดเธอไปกอดไว้แน่น ก่อนจะละล่ำละลัก อุทานซ้ำๆ “อย่าไปไหนอีกนะ อย่าไปไหนอีกเลย เพื่อนรัก เราดีใจเหลือเกิน โอย...เบบี้ ดีใจจริงๆ”“เราก็ดีใจอีฟ ฮือๆ เราดีใจที่เจออีฟ”“แล้วหนีมาทำไมถึงนี่ จะบ้าหรือยังไงกัน หนีมาไม่บอกไม่กล่าว หลังงานศพพ่อเธอ เธอก็หายไปเลย อะไรกันน่ะ เราทั้งงง ทั้งใจหาย จะเป็นบ้าที่เพื่อนรักหนีหายมา เกิดอะไรขึ้น”“ไปคุยกันในบ้านดีกว่า เรื่องมันยาว แต่ว่าอีฟตามหาเราได้ยังไงกันนี่” ยอดชีวาปาดน้ำตาแห่งความดีใจที่รินไหลออกทิ้ง แล้วยิ้มกว้างให้กับเพื่อนรัก มือทั้งสองจับกันแน่น เหมือนกลัวว่าที่เห็นตรงหน้าจะเป็นภาพลวงตา“เราตามเพจของเบบี้มายังไงล่ะ ดีนะที่เบบี้เปิดเพจไว้ เพจขายน้ำหอมของเบบี้น่ะ เราจำได้ว่าอีเมลนั้นเป็นอีเมลของเบบี้ ที่ติดต่อ ก็เร
ทีปต์อ่านจดหมายด้วยมือที่สั่นเทา เขานั่งทรุดลงอย่างหมดแรง ตู้ที่เปิดอ้าไว้ แง้มให้เห็นว่าของภายในถูกเก็บกวาดไปจนเกลี้ยง ของทุกสิ่งที่เป็นของยอดชีวาอันตธานออกไปจากห้องนี้ เหมือนที่เธอเดินไปจากชีวิตเขา หิรัญยืนพิงกรอบประตู มองดูพี่ชายของเขาที่นั่งนิ่งเหมือนหิน เขาเดินก้าวเข้าไปใกล้ แล้วตบบ่าของทีปต์เบาๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงทุ้ม“ปล่อยเขาไปเถอะครับพี่ทีปต์”“ยอดชีวาแท้งลูก พี่จะปล่อยเขาไปแบบนั้นได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มเม้มปาก “แล้วเรื่องฤทธิ์มันอะไรกัน พี่งงไปหมดแล้ว”“ถ้าไม่แท้ง พี่จะแน่ใจได้ยังไงกันว่าเป็นลูกของพี่ นังเด็กนั่นก็บอกแจงในจดหมายอยู่ ว่าเป็นลูกใครกันแน่ หึ!สันดานร่านนัก ไอ้เพื่อนเลวนั่นก็เหลือเกิน ผมมีพยานนะครับพี่ทีปต์ ประภาเด็กรับใช้เป็นพยานให้ได้ ว่าเคยเห็นพวกมัน...”“พอเถอะ พอที พี่อยากอยู่คนเดียว” ทีปต์ปัดมือที่โอบไหล่เขาออก ก่อนจะเอ่ยเสียงเครียด หิรัญลุกขึ้น มองหน้าทีปต์ที่ตอนนี้อ่านความรู้สึกไม่ออก ว่ากำลังคิดอย่างไรกันแน่ จดหมายจากยอดชีวายับยู่ยี่อยู่ในมือเขา นัยน์ตาคมของเขาฉายแววเย็นชา ไม่แสดงความรู้สึก ทั้งที่ตอนแรกมันฉายแววเจ็บปวดอย่างเหลือแสน สิ่งท







