Masukตอนที่
3บ่วงกรรมที่มองไม่เห็น
แสงสว่างรำไรของเช้าวันใหม่ไม่ได้ช่วยให้ความหม่นหมองในใจของนรินทร์ดาจางหายไป ฝนที่ตกหนักเมื่อคืนทิ้งร่องรอยความชื้นแฉะไว้บนถนน เช่นเดียวกับความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกเข้าไปในกระดูกของหญิงสาว ร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีซีดและกางเกงยีนส์ตัวเก่าก้าวเข้าไปในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ กลิ่นยาฆ่าเชื้อที่คุ้นชินโชยมาแตะจมูก แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูก
ที่หน้าห้องพักฟื้นผู้ป่วยรวม รินชะงักเท้าเมื่อเห็นร่างเล็กๆ ในชุดนักเรียนมัธยมปลายกำลังนั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้พลาสติกข้างเตียงคนไข้ สมุดจดศัพท์ภาษาอังกฤษวางคาอยู่บนตัก
“พิม” รินเรียกชื่อน้องสาวเบาๆ พร้อมกับลูบไหล่บางนั้น
พิมลภัส หรือ พิม ในวัย 18 ปี สะดุ้งตื่นขึ้น ใบหน้าใสซื่อที่ล้อมรอบด้วยผมหางม้าดูอิดโรยไม่แพ้พี่สาว พิมกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอใฝ่ฝันอยากเรียนพยาบาลเพื่อที่จะได้กลับมาดูแลแม่ด้วยตัวเอง แต่ในความเป็นจริง แม้แต่ค่าเทอมงวดสุดท้ายเธอก็ยังไม่กล้าเอ่ยปากขอพี่สาว เพราะรู้ดีว่ารินต้องแบกภาระหนักหนาเพียงใด
“พี่รินมาแต่เช้าเลย เมื่อคืนทำงานเหนื่อยไหมคะ” พิมลภัสฝืนยิ้มพลางรีบเก็บสมุดลงกระเป๋า
“พิมตั้งใจอ่านหนังสือรอพี่รินอยู่พอดีเลยค่ะ”
“พี่ไหว พิมล่ะทำไมไม่กลับไปนอนที่ห้อง เดี๋ยววันนี้มีสอบจำลองไม่ใช่เหรอ” นรินทร์ดาลูบหัวน้องสาวด้วยความสงสาร
“พิมอยากอยู่เฝ้าแม่ค่ะ เมื่อคืนแม่ไอหนักมากพิมกลัว” เด็กสาวก้มหน้าลง ขอบตาเริ่มแดงก่ำ
“พี่รินคะคุณหมอมาคุยเรื่องค่าฟอกไตและค่าผ่าตัดหัวใจที่ค้างอยู่ เขาบอกว่าถ้าอาทิตย์นี้เรายังไม่เคลียร์ยอดเขาอาจจะต้องให้แม่ย้ายออกไปใช้สิทธิ์ที่โรงพยาบาลอื่นซึ่งเครื่องมือไม่พร้อมเท่าที่นี่ พิมกลัวแม่จะเป็นอะไรไปก่อน”
คำพูดของน้องสาวเหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางใจนรินทร์ดา เธอหันไปมองร่างผอมโซของมารดาที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ผู้หญิงที่เคยสวยสง่าและเปี่ยมไปด้วยเมตตา บัดนี้เหลือเพียงลมหายใจแผ่วเบาที่พึ่งพาสายออกซิเจน
ภาพความทรงจำย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อนวันที่พายุลูกใหญ่พัดถล่มตระกูลอัศวเทวินทร์พ่อของเธอ นรินทร์ผู้ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในสายตาเธอ กลับทรุดฮวบลงต่อหน้าต่อตาหลังจากถูกหุ้นส่วนหักหลังและธนาคารประกาศยึดทรัพย์ ทรัพย์สินที่สร้างมาทั้งชีวิตมลายหายไปในพริบตา พ่อไม่ได้แค่เสียใจ แต่พ่อตรอมใจพ่อเอาแต่โทษตัวเองที่ปกป้องวิมานของลูกสาวไม่ได้ จนสุดท้ายหัวใจวายตายในห้องเช่าแคบๆ ทิ้งให้เมียและลูกสาวสองคนต้องเผชิญกับหนี้สินมหาศาล
‘รินพ่อขอโทษ พ่อรักษาสัญญาไม่ได้’ นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ก่อนลมหายใจจะดับสูญ ทิ้งให้นรินทร์ดาต้องกลายเป็นเสาหลักที่ใกล้จะผุพังลงทุกที
“ไม่ต้องห่วงนะพิม เรื่องเงินพี่จะจัดการเอง พิมตั้งใจอ่านหนังสือเถอะนะ อย่าทิ้งความฝันพี่จะไม่ยอมให้ใครมาทำลายอนาคตของพิมเด็ดขาด” นรินทร์ดาพูดด้วยเสียงหนักแน่น ทั้งที่ในใจสั่นระรัว
เธอเดินออกมาจากห้องผู้ป่วยเพื่อมุ่งหน้าไปยังฝ่ายการเงิน หวังจะขอผ่อนผันหนี้ก้อนเดิมออกไปอีกนิด แต่ยังไม่ทันถึงที่หมาย พยาบาลคนหนึ่งก็เรียกเธอไว้ด้วยสีหน้าลำบากใจ
“คุณนรินทร์ดาคะ คือเมื่อครู่นี้มีคำสั่งลงมาจากบอร์ดบริหารชุดใหม่ แจ้งว่าเคสของคุณแม่คุณมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์การรักษา และยอดเงินค้างชำระเกินเพดานที่ทางโรงพยาบาลจะผ่อนผันให้ได้แล้วค่ะเราคงต้องขอให้คุณชำระทั้งหมดภายในวันนี้ ไม่เช่นนั้นเราจำเป็นต้องงดการฟอกไตในรอบบ่ายนี้ค่ะ”
นรินทร์ดาหน้าซีดเผือด “วันนี้เลยเหรอคะ รินขอเวลาอีกแค่สามวันได้ไหม รินกำลังจะหาเงินมาจ่าย”
“เสียใจด้วยค่ะคุณนรินทร์ดาเป็นคำสั่งเร่งด่วนจากเบื้องบนจริงๆ ค่ะ”
คำว่าเบื้องบนทำให้ภาพใบหน้าคมเข้มของ ธรรศกร อัครเดชโภคิน ลอยเข้ามาในหัวทันที นามสกุลที่แผ่อิทธิพลครอบคลุมไปถึงลมหายใจสุดท้ายของแม่เธอ เขาทำจริงๆ เขาเริ่มปิดทางรอดของเธอแล้ว
ขณะเดียวกัน ณ เพ้นท์เฮาส์สุดหรูบนชั้นสูงสุดของตึกอัครเดชโภคิน
บรรยากาศภายในห้องนอนกว้างขวางถูกตกแต่งด้วยโทนสีเทาดำดูเคร่งขรึมและลึกลับ แสงแดดรำไรพยายามจะลอดผ่านผ้าม่านทึบแสงเข้ามา แต่ดูเหมือนเจ้าของห้องจะชอบอยู่ในเงามืดมากกว่า
ธรรศกร นั่งอยู่บนเตียงกว้าง ในมือกำโทรศัพท์มือถือที่โชว์ข้อความรายงานจากสายข่าวที่โรงพยาบาลเหยื่อของเขากำลังจนมุมและกำลังร้องไห้อยู่ในมุมมืดของโรงพยาบาล
เขาวางโทรศัพท์ลง ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักข้างเตียง หยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าคร่ำคร่าที่มีรอยเปื้อนฝุ่นและคราบน้ำตาออกมาช้าๆ ภายในนั้นมีความลับที่เขาไม่เคยให้ใครเห็น
มันคือรูปถ่ายใบหนึ่งรูปถ่ายที่ถูกแอบถ่ายจากระยะไกลในบ่ายวันหนึ่งที่โรงเรียนเมื่อสิบปีก่อน ภาพของเด็กสาวในวัย 16 ปี สวมชุดนักเรียนมัธยมปลายสีขาวสะอาดตา เธอกำลังนั่งหัวเราะอยู่ใต้ต้นจามจุรี แสงแดดที่ส่องผ่านใบไม้ลงมาทำให้ใบหน้าหวานนั้นดูนวลตาเหมือนนางฟ้า นรินทร์ดาในตอนนั้นช่างดูบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา และสูงส่งเกินกว่าที่ตั้มลูกคนขับรถอย่างเขาจะกล้าแม้แต่จะมองสบตา
เขาใช้นิ้วลูบไล้ไปที่ใบหน้าของเธอในรูปอย่างเบามือ แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยไฟแค้นวูบไหวเพียงชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความความเจ็บปวดที่หยั่งรากลึก
‘ทำไมวันนั้นเธอต้องใจร้ายขนาดนั้นริน’ เขาถามย้ำในใจ
เขายังจำความรู้สึกตอนที่กิ๊บติดผมมุกที่เขาแลกมาด้วยหยาดเหงื่อถูกเหยียบย่ำจนแตกกระจายได้ดี ความรู้สึกเย็นวาบที่ปลายนิ้วเมื่อถูกคำพูดถากถางกรีดหัวใจมันเจ็บยิ่งกว่าโดนมีดโกนบาดสิบเท่า เขาต้องเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล ทิ้งชื่อตั้มไว้ในกองขยะ และสร้างธรรศกร อัครเดชโภคิน ขึ้นมาใหม่ด้วยความเกลียดชัง
สิบปีที่เขาหายไป เขาบังคับตัวเองให้เกลียดเธอทุกลมหายใจเข้าออก เขาเรียนหนัก ทำงานหนัก ฝ่าฟันทุกความลำบากในต่างประเทศเพื่อให้ได้ชื่อและนามสกุลใหม่ที่ใครก็เหยียดหยามไม่ได้ เขาอยากให้เธอรู้ว่าขยะที่เธอเคยปัดทิ้ง วันนี้คือเจ้าของชีวิตเธอ
“เธอจำพี่ไม่ได้จริงๆ สินะ” เขาพึมพำกับรูปใบนั้น น้ำเสียงสั่นพร่าอย่างไม่อาจควบคุม
“แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยววันนี้เธอจะจำฉันได้แม่นกว่าใครในโลก เพราะเธอต้องซมซานมาอ้อนวอนขอชีวิตจากพี่เอง”
เขาลุกขึ้นยืน ก้าวไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ได้ทั้งเมือง มือหนากำรูปใบนั้นแน่นจนมันยับย่น
“ศักดิ์ศรีของเธอฉันจะขยี้มันให้ไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว เหมือนที่เธอเคยทำกับหัวใจของฉัน นรินทร์ดา”
ตอนพิเศษ สายลมและเปลวไฟ (ของขวัญจากฟ้า) สามปีผ่านไปกลิ่นอายของบ้านสวนนครปฐมยังคงอบอวลไปด้วยความสงบสุข ทว่าวันนี้ดูจะวุ่นวายเป็นพิเศษ เมื่อเรือนไทยหลังใหญ่ของนรินทร์ธรรศและพราวฟ้ากลายเป็นศูนย์รวมสายใยของตระกูลอีกครั้ง แสงแดดยามบ่ายทอดผ่านยอดมะพร้าวสลับกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่บนสนามหญ้า "พี่ดิน รอหนึ่งด้วย" เสียงใสของน้องน้ำหนึ่งในวัยสี่ขวบเศษตะโกนไล่หลังพี่ชายลูกพี่ลูกน้องอย่างน้องดินที่วิ่งนำหน้าไปพร้อมกับหุ่นยนต์ตัวโปรด ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันจนสนิทสนมราวกับพี่น้องท้องเดียวกัน บนชานเรือนนรินทร์ดาและพิมลภัสนั่งมองหลานๆ ด้วยรอยยิ้ม ขณะที่ธรรศกรและกวินนั่งจิบชาคุยเรื่องการขยายโครงการโฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์ที่กลายเป็นธุรกิจทำเงินมหาศาลโดยไม่ต้องง้อตึกสูงในกรุง "คุณพี่คะดูสิคะ พราวฟ้ากับนาราท้องแก่ใกล้กันขนาดนี้ อีกไม่นานบ้านสวนคงแตกแน่ๆ" พิมลภัสเย้าพี่สาวพลางมองไปที่พราวฟ้าและนาราที่กำลังนั่งพักผ่อน พราวฟ้าที่อุ้มท้องแก่ย่างเข้าเดือนที่เก้าขยับตัวอย่างอึดอัด โดยมีนรินทร์ธรรศคอยประคองหลังและส่งน้ำขิงอุ่นๆ ให้ไม่ห่างกาย ส่วนนาราที่ท้อ
ตอนที่ 139 แสงดาวเหนือพราวรัก (ตอนจบ) ท้องฟ้าเหนือจังหวัดนครปฐมเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มจัด ประดับด้วยดวงดาวนับล้านดวงที่ส่งประกายระยิบระยับล้อกับแสงตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ปักไว้ตามริมน้ำ แสงสลัวสีส้มอุ่นฉาบไล้ไปทั่วโต๊ะไม้ตัวยาวริมตลิ่งที่บัดนี้เต็มไปด้วยจานอาหารพื้นบ้านและเสียงสรวลเสเฮฮาที่ดังข้ามคลองไปถึงฝั่งกระโน้นบนเสื่อกกผืนใหญ่ข้างโต๊ะอาหารน้องดินลูกชายวัยเตาะแตะของนรินทร์ธรรศ กำลังพยายามส่งของเล่นชิ้นโปรดให้กับน้องน้ำหนึ่งลูกสาวตัวน้อยวัยไล่เลี่ยกันของนาราและภาคิน เด็กหญิงตัวเล็กในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีหวานเจ้าของดวงตากลมโตถอดแบบมาจากนาราไม่มีผิดเพี้ยนส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากพลางตบมือชอบใจ "ดูสิคะคุณหลานๆ เข้ากันได้ดีเชียว" นรินทร์ดากระซิบบอกธรรศกร พลางพยักพเยิดให้ดูภาพเด็กน้อยทั้งสองที่กำลังแย่งตุ๊กตาช้างกันอย่างสนุกสนาน ธรรศกรที่บัดนี้วางมาดพญาสิงโตลงจนหมดสิ้น อุ้มหลานสาวตัวน้อยอย่างน้องน้ำหนึ่งขึ้นมานั่งบนตักพลางหยอกล้อด้วยความเอ็นดู "ไหนน้ำหนึ่งของตา โตหรือยังลูกอยากได้อะไรนะ" "คุณป๊าคะ เดี๋ยวหลานก็เสียนิสัยหมดหรอกค่ะ" นาราเอ่ยเย้าบิด
ตอนที่ 138 รสชาติของความธรรมดา สายลมเอื่อยยามบ่ายพัดพาเอาความสดชื่นของร่องสวนมะพร้าวเข้าสู่เขตเรือนไทยประยุกต์หลังงามในจังหวัดนครปฐม แสงแดดที่เคยร้อนระอุในช่วงเที่ยงค่อยๆ อ่อนแสงลงจนกลายเป็นสีทองรำไรทอดผ่านใบพายที่ไหวเอนตามลม บรรยากาศวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ เพราะรถหรูหลายคันที่ปกติจะจอดเรียงรายอยู่ในคฤหาสน์กลางกรุง บัดนี้กลับมาจอดสงบนิ่งอยู่ใต้เงาต้นจามจุรีใหญ่หน้าบ้านสวนของนรินทร์ธรรศและพราวฟ้าบนชานเรือนไม้ที่ขัดจนเนียนตาธรรศกรพญาสิงโตผู้ยิ่งใหญ่ในโลกธุรกิจ บัดนี้สวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าป่านสีซีดและกางเกงเล นั่งทอดอารมณ์บนเก้าอี้หวายเก่าๆ ในมือถือคันเบ็ดไม้ไผ่ที่นรินทร์ธรรศเหลาให้เป็นพิเศษ ข้างกายเขาคือนรินทร์ดา ภรรยาคู่ชีวิตที่คอยนั่งพัดวีและปอกมะม่วงน้ำดอกไม้รสหวานส่งให้สามีอย่างใจเย็น "คุณคะ ดูสิคะ ปลามันคงไม่กินเบ็ดหรอกค่ะ ในเมื่อคุณนั่งจ้องมันเหมือนจะไปเทคโอเวอร์บริษัทมันขนาดนั้น" นรินทร์ดาเปรยขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสามีขมวดคิ้วจ้องทุ่นลอยน้ำเขม็ง "ก็ผมไม่ถนัดนั่งรออะไรนานๆ นี่นาริน" ธรรศกรพูดก่อนจะยิ้มเก้อๆ "แต่ก็นั่นแหละตั้ง
ตอนที่ 137 มรดกที่แท้จริง เสียงนกร้องรับอรุณท่ามกลางสายหมอกจางๆ ที่ลอยเหนือร่องสวนมะพร้าวในจังหวัดนครปฐม บรรยากาศที่นี่ดูตัดขาดจากความวุ่นวายของกรุงเทพมหานครโดยสิ้นเชิง ทว่าบนโต๊ะไม้สักตัวยาวที่ตั้งอยู่บนระเบียงกว้างของเรือนไทยประยุกต์หลังใหม่ กลับมีอุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำสมัยวางอยู่อย่างครบครัน นรินทร์ธรรศในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีครามสวมทับด้วยกางเกงเลดูสบายตา นั่งอยู่หน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่กำลังแสดงกราฟดัชนีตลาดหุ้นและแผนผังโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้าน เขาสวมชุดหูฟังไร้สายพลางเอ่ยปากประชุมกับบอร์ดบริหารของเอสพี กรุ๊ป ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าทรงพลัง "ผมยืนยันนโยบายเดิมครับ โครงการ 'SP Green Living' จะต้องเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางให้พนักงานและลูกบ้านได้ใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่พื้นที่ขาย และผมขอประกาศใช้ระบบ 'Flexible Work' ให้ทุกแผนกตั้งแต่วันจันทร์หน้า ใครอยากเข้าออฟฟิศก็เข้า ใครอยากทำงานที่ไหนก็ได้ขอแค่ผลงานออกมาตามเป้าเหมือนที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้" ภาพเบื้องหลังของเขาในหน้าจอซูมไม่ใช่ภาพพื้นหลังเสมือนจริงของตึกระฟ้า แต่เป็นพุ่มดอกมะลิและต
ตอนที่ 136 แต่งงานกลางสวนรัก แสงแดดอ่อนยามบ่ายทอดผ่านยอดมะพร้าวสลับกับใบตองสีเขียวสด บรรยากาศภายในบ้านสวนจังหวัดนครปฐมวันนี้ดูคึกคักและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กลิ่นหอมของดอกมะลิและดอกแก้วลอยอบอวลผสมกับกลิ่นแป้งร่ำที่ชาวบ้านช่วยกันปรุงเพื่อใช้ในพิธีมงคลสมรสแบบเรียบง่ายแต่ทว่าศักดิ์สิทธิ์ นี่คืองาน "วิวาห์คู่" (Double Wedding) ที่ไม่ได้จัดขึ้นในโรงแรมหรูใจกลางกรุง ไม่มีพรมแดงยาวเหยียดหรือโคมไฟระย้าราคาหลักล้าน มีเพียงเสื่อกกที่ปูลาดบนสนามหญ้าหน้าเรือนไทย และซุ้มดอกไม้ป่าที่พราวฟ้าและนาราร่วมกันจัดวางด้วยมือตัวเอง นรินทร์ธรรศในชุดไทยประยุกต์สีครีมนวลดูสง่างามราวกับเทพบุตรที่หลุดออกมาจากวรรณคดี เขายืนเคียงข้างกับภาคินที่วันนี้สวมชุดไทยสีเข้มดูบึกบึนและภูมิฐาน ทั้งคู่ต่างมีรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด สายตาคมกริบจดจ้องไปยังประตูเรือนไม้ที่เจ้าสาวทั้งสองกำลังจะก้าวออกมา เมื่อพราวฟ้าในชุดไทยสไบเฉียงสีกลีบบัวและนาราในชุดไทยสีขาวบริสุทธิ์ก้าวลงจากบันไดเรือนไทย เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีจากชาวบ้านใกล้เรือนเคียงก็ดังระงมไปทั่วสวน นรินทร์ดาและธรรศกร
ตอนที่ 135 เกียร์แห่งพันธสัญญา สายลมต้นฤดูร้อนพัดผ่านลานกว้างหน้าหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง บรรยากาศอบอวลไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และช่อดอกไม้หลากสีสันที่เหล่าบัณฑิตใหม่ถือไว้ในอ้อมแขน ท่ามกลางฝูงชนที่เนืองแน่น ร่างบอบบางในชุดครุยวิทยฐานะสีขาวขลิบทองดูโดดเด่นสะดุดตา นาราในวัยยี่สิบสองปีเต็ม ดูสง่างามและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าวันวาน ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบตัวด้วยความตื่นเต้น ราวกับกำลังมองหาใครบางคนที่เป็นกำลังใจสำคัญตลอดสามปีที่ผ่านมา "นารา! ทางนี้ลูก!" เสียงหวานของ นรินทร์ดาดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของคุณหญิงผู้สง่างามที่วันนี้สวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนเคียงข้างมากับธรรศกรพญาสิงโตที่ดูภูมิฐานในชุดสูทสีเทาเข้ม แม้กาลเวลาจะผ่านไป แต่รัศมีแห่งอำนาจของเขายังคงอยู่ ทว่าแววตาที่มองลูกสาวคนเล็กกลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด "คุณป๊า คุณแม่" นาราวิ่งเข้าไปกอดบุพการีทั้งสองแน่น "นาราทำสำเร็จแล้วค่ะ นารารับปริญญาแล้ว" "เก่งมากเจ้าหญิงของป๊า" ธรรศกรลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ "ป๊าภูมิใจในตัวลูกนะ ที่อดทนเรียนจนจบโดยไม่เคย
ตอนที่8บทลงทัณฑ์ในห้องลับ 18+บรรยากาศภายในชั้นบริหารของ TK Group เช้านี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดที่สัมผัสได้ผ่านทางสายตาพนักงานทุกคนนรินทร์ดาก้าวเข้ามาในออฟฟิศด้วยร่างกายที่ยังอ่อนเพลียจากการทำงานล่วงเวลาติดต่อกันหลายวัน เธอพยายามประคองสติและเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของตนเอง แต่กลับพบว่ากองเอกสารโปร
ตอนที่7กิ๊บติดผมมุกความมืดเข้าปกคลุมตึกสูงของ TK Group จนเหลือเพียงแสงไฟจากดวงโคมบนโต๊ะทำงานของ นรินทร์ดา ที่ยังคงสว่างโร่ เธอใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมพลางจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์จนตาพร่า งานที่ถูกกลั่นแกล้งให้ทำใหม่ทั้งหมดเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่น่าแปลกที่เจ้าชีวิตของเธออย่าง ธรรศ ยัง
ตอนที่6สมรภูมิวันแรกแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกบานยักษ์ของเพนต์เฮาส์หรู แต่มันกลับไม่ได้ทำให้ความรู้สึกหนาวเหน็บในใจของนรินทร์ดาลดน้อยลงเลย เธอหยิบชุดทำงานที่ป้าอุ่นเตรียมไว้ให้มาสวมใส่ มันเป็นชุดสูทกระโปรงสีเทาเรียบหรูที่พอดีตัวจนเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างชัดเจนแม้จะดูเป็นมืออาชีพแต่นรินท
ตอนที่5อาณาจักรของซาตานความเงียบงันภายในรถยุโรปคันหรูที่แล่นทะยานไปบนถนนยามค่ำคืนนั้นน่าอึดอัดจนนรินทร์ดาแทบจะหายใจไม่ออก แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางที่สาดเข้ามาเป็นระยะ เผยให้เห็นใบหน้าหวานที่ซีดเซียวและดวงตาที่บวมช้ำจากการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เธอพยายามนั่งให้ชิดประตูรถมากที่สุด ราวกับต้องการจ







