Share

หนึ่งกระบี่ผงาดเก้าสวรรค์
หนึ่งกระบี่ผงาดเก้าสวรรค์
Penulis: Lee

1.ขยะของตระกูลหลิน

Penulis: Lee
last update Tanggal publikasi: 2026-08-18 13:50:01

เสียงระฆังสามครั้งดังสะท้อนทั่วลานฝึกของตระกูลหลินในยามเช้า

แสงอาทิตย์สีทองสาดลงบนลานหินกว้าง ผู้คนหลายร้อยชีวิตต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก เพราะวันนี้เป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของคนรุ่นเยาว์ในตระกูล

การทดสอบพลังประจำปี เด็กหนุ่มและเด็กสาวที่มีอายุระหว่างสิบห้าถึงยี่สิบปีต่างยืนเรียงแถวอยู่ด้านหน้าลาน บางคนมีสีหน้าตื่นเต้น บางคนเต็มไปด้วยความมั่นใจ ขณะที่ผู้อาวุโสของตระกูลหลินนั่งอยู่บนแท่นสูงด้านหน้าตรงกลางลานมีแท่นหินสีดำสูงประมาณหนึ่งจั้ง บนแท่นนั้นตั้งลูกแก้วผลึกใสเอาไว้ มันคือ ศิลาทดสอบปราณขอเพียงผู้ฝึกยุทธ์วางฝ่ามือลงไป ศิลาจะสามารถตรวจสอบระดับพลังและพรสวรรค์ของคนผู้นั้นได้

“คนต่อไป หลินจื่อเหวิน”เสียงของผู้อาวุโสผู้รับผิดชอบการทดสอบดังขึ้น

เด็กหนุ่มรูปร่างผอมสูงเดินออกจากแถวอย่างรวดเร็ว เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนวางฝ่ามือลงบนศิลาทดสอบ ครู่ต่อมา แสงสีเขียวอ่อนพลันส่องออกมา“ขั้นหลอมกายระดับห้า!”

เสียงประกาศดังขึ้นรอบด้านเกิดเสียงฮือฮาทันที“อายุสิบหกก็ระดับห้าแล้ว!”

“ปีที่แล้วเขายังอยู่ระดับสามไม่ใช่หรือ?”

“พรสวรรค์ของเขาไม่เลวเลย หากรักษาความเร็วในการฝึกแบบนี้ไว้ อีกไม่กี่ปีก็คงมีโอกาสเข้าสำนักใหญ่”เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่บนแท่นยิ้มกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะเดินกลับเข้าที่ท่ามกลางสายตาชื่นชม การทดสอบดำเนินต่อไปคนแล้วคนเล่าก้าวขึ้นไป

บางคนได้ขั้นหลอมกายระดับสาม บางคนระดับสี่ และบางคนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นก็สามารถไปถึงระดับหกหรือเจ็ด

เสียงพูดคุยในลานดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่บริเวณท้ายแถวกลับมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่เพียงลำพังเขาสวมเสื้อคลุมสีเทาธรรมดา ใบหน้าคมคายแต่ซีดเล็กน้อย เส้นผมสีดำถูกมัดไว้ด้านหลังอย่างเรียบง่าย

เขามีชื่อว่า หลินเฟิงอายุสิบเจ็ดปีและในบรรดาคนทั้งหมดที่ยืนอยู่ที่นี่ ไม่มีใครสนใจเขาเลยหรือควรพูดว่า…ทุกคนสนใจเขาในฐานะตัวตลกมากกว่า

“หลินเฟิง”เสียงเรียกชื่อดังขึ้น

ทันใดนั้นเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็เริ่มดังมาจากรอบด้าน หลินเฟิงเงยหน้าขึ้น

ชายชราที่นั่งอยู่ตรงกลางแท่นมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนกล่าวว่า“ถึงตาเจ้าแล้ว” “อืม”หลินเฟิงตอบเพียงคำเดียว

เขาก้าวออกจากแถวอย่างช้า ๆทุกย่างก้าวของเขาเงียบงัน แต่สายตานับร้อยคู่กลับจับจ้องมาที่เขาไม่ใช่เพราะคาดหวัง

แต่เพราะทุกคนกำลังรอดูเรื่องตลกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปีหลินเฟิงเดินขึ้นไปบนแท่น เขายืนอยู่หน้าแท่นศิลาทดสอบ

มือของเขากำแน่นเล็กน้อย

สิบเจ็ดปี ตลอดสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา เขาเคยพยายามมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เคยกินโอสถ เคยฝึกตามตำรา เคยนั่งสมาธิจนเลือดไหลออกจากมุมปาก เคยฝึกทั้งกลางวันและกลางคืนแต่ไม่ว่าเขาจะพยายามมากแค่ไหน…ลมปราณในร่างของเขาก็ไม่เคยตอบสนองแม้แต่น้อย

“วางมือ”ผู้อาวุโสกล่าว หลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆก่อนยื่นมือออกไปฝ่ามือของเขาสัมผัสกับศิลาทดสอบ

หนึ่งลมหายใจ สองลมหายใจ สามลมหายใจ…ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสงบนศิลายังคงดับสนิท

รอบด้านเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น“ฮ่า ๆ ๆ!” “เหมือนเดิมจริง ๆ!” “สิบเจ็ดปีแล้ว ยังไม่มีปราณแม้แต่นิดเดียว!”

“ข้าล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าท่านผู้นำเลี้ยงขยะคนนี้เอาไว้ทำไม!”

“อย่าพูดแบบนั้นสิ เขาอาจจะฝึกสำเร็จตอนอายุแปดสิบก็ได้!”เสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อย ๆหลินเฟิงยืนนิ่งนิ้วทั้งห้าของเขาค่อย ๆ กำแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บแต่เขาไม่แสดงสีหน้าใดออกมาเพราะเขาชินแล้ว

ตั้งแต่อายุสิบสองปีที่พบว่าไม่สามารถรวบรวมลมปราณได้ เขาก็กลายเป็นตัวตลกของตระกูล จากเด็กที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่าอัจฉริยะ กลายเป็นคนที่ทุกคนเรียกว่า“ขยะของตระกูลหลิน” “ผลการทดสอบ”ผู้อาวุโสมองศิลาทดสอบ ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์

“ไม่มีระดับพลัง”

คำพูดสั้น ๆ ทำให้เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งหลินเฟิงค่อย ๆ ลดมือลงเขาหันหลังเตรียมเดินกลับ แต่ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง“ช้าก่อน”หลินเฟิงหยุดเดิน

ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาจากแถว

เขาสวมชุดสีขาวประณีต ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง

เขาคือ หลินเทียน คุณชายรองของตระกูลหลินอายุสิบแปดปีและเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดของตระกูล

เมื่อครู่เขาเพิ่งผ่านการทดสอบด้วยพลัง ขั้นหลอมกายระดับแปด หลินเทียนเดินเข้ามาหาหลินเฟิงพร้อมรอยยิ้ม

“พี่ใหญ่หลินเฟิง”น้ำเสียงของเขาฟังดูสุภาพ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย“ในเมื่อวันนี้เป็นวันทดสอบพลัง ข้าคิดว่าเราน่าจะได้ประลองกันสักครั้ง”

ลานฝึกเงียบลง ทุกคนรู้ดีว่าหลินเทียนต้องการอะไรเขาไม่ได้ต้องการประลอง

เขาต้องการเหยียบหลินเฟิงต่อหน้าทุกคน

หลินเฟิงมองเขา“ไม่จำเป็น” “ทำไม?”

หลินเทียนหัวเราะ“หรือเจ้ากลัว?”

“ข้าไม่สนใจ” “ไม่สนใจ?”

หลินเทียนยิ้มเย็น

“หรือเจ้าไม่มีพลังแม้แต่จะรับกระบวนท่าของข้า?”คำพูดนั้นทำให้เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง หลินเฟิงหันหลังกลับแต่หลินเทียนกลับก้าวเข้ามาขวาง

“วันนี้ข้าจะให้ทุกคนเห็นว่าคนที่ไม่มีแม้แต่ปราณอย่างเจ้า ไม่ควรยืนอยู่ในตระกูลเดียวกับพวกเรา”ดวงตาของหลินเฟิงเย็นลง“หลีกไป” “ถ้าไม่หลีกล่ะ?”

หลินเทียนยกมือขึ้นปราณสีขาวบาง ๆ ไหลออกจากแขนของเขา แรงกดดันของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหลอมกายระดับแปดแผ่กระจายออกมา เด็กหลายคนรีบถอยหลังแต่หลินเฟิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม“หลินเฟิง ข้าจะให้โอกาสเจ้า”

หลินเทียนยิ้ม“คุกเข่าลง แล้วขอโทษทุกคนที่ทำให้พวกเราต้องเสียเวลา ข้าจะไม่ลงมือ”ลานฝึกเงียบลง

หลินเฟิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามเสียงเบา“ถ้าข้าไม่ทำ?”รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเทียนหายไป“เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้า”ฟึ่บ! ร่างของหลินเทียนพุ่งเข้ามา หมัดขวาถูกห่อหุ้มด้วยปราณ กระแทกตรงเข้าหาหน้าอกของหลินเฟิง

หลินเฟิงพยายามยกแขนขึ้นป้องกัน

ปัง!แรงกระแทกมหาศาลทำให้ร่างของเขาลอยออกไปหลายจั้ง ก่อนกระแทกพื้นอย่างรุนแรงเลือดไหลออกจากมุมปาก

ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วลาน“เห็นหรือยัง?”

“นี่คือความแตกต่างระหว่างคนธรรมดากับผู้ฝึกยุทธ์!” “หลินเทียนยังไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ด้วยซ้ำ!”หลินเฟิงยันพื้นลุกขึ้น

ขาของเขาสั่นเล็กน้อยแต่เขายังยืนอยู่

หลินเทียนมองเขาด้วยความไม่พอใจ

“ยังไม่ยอมแพ้อีกหรือ?”หลินเฟิงเช็ดเลือดที่มุมปาก

“ข้ายังยืนอยู่” เพียงสี่คำแต่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเทียนแข็งค้าง“ดี”

เขากำหมัดแน่น“เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าลุกไม่ขึ้นเอง”

เขาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง หมัดที่สองรุนแรงกว่าครั้งแรก หลินเฟิงหลับตาลงชั่วขณะ

เขารู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถรับมันได้แต่ในช่วงเวลานั้นเอง…หัวใจของเขาพลันเต้นแรงอย่างประหลาด ตึก!ความเจ็บปวดบางอย่างแล่นผ่านหน้าอก

หลินเฟิงเบิกตา

ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งอยู่ลึกเข้าไปในร่างกายบางสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนแต่ก่อนที่เขาจะเข้าใจ…ปัง!

หมัดของหลินเทียนกระแทกเข้าที่หน้าอกเต็มแรงร่างของหลินเฟิงกระเด็นออกไปอีกครั้ง คราวนี้เขากระแทกเสาหินข้างลานจนเลือดไหลออกจากหน้าผาก

“พอได้แล้ว”เสียงของผู้อาวุโสดังขึ้นในที่สุด หลินเทียนหยุดมือ เขาหันไปคารวะผู้เฒ่าอย่างสุภาพ ก่อนหันกลับมามองหลินเฟิง“จำเอาไว้”เขากล่าว“คนไร้ค่าก็คือคนไร้ค่า ต่อให้ดิ้นรนแค่ไหนก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”หลินเฟิงไม่ตอบ

เขาพยายามลุกขึ้นแต่ครั้งนี้ร่างกายกลับไม่เชื่อฟังก่อนหมดสติ เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของผู้คนยังคงดังอยู่รอบตัว

ไม่มีใครสนใจว่าเขาเจ็บปวดแค่ไหน

ไม่มีใครสนใจว่าเขาพยายามมากเพียงใด

สำหรับทุกคน…เขายังคงเป็นเพียงขยะ

ยามค่ำคืนมาถึงอย่างรวดเร็ว

หลินเฟิงลืมตาขึ้นในห้องเล็ก ๆ ของตนเองร่างกายยังคงเจ็บปวดเขานั่งพิงหัวเตียง มองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงจันทร์แขวนอยู่บนท้องฟ้า“สิบเจ็ดปี…”เขาพึมพำ

มือข้างหนึ่งกำผ้าห่มแน่น“ข้าพยายามมาตลอดสิบเจ็ดปี”เขาเคยคิดว่าหากพยายามมากพอ สักวันหนึ่งเขาจะสามารถฝึกยุทธ์ได้แต่วันนี้เขาเพิ่งเข้าใจว่า…บางทีเขาอาจไม่มีวันทำได้ น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากหางตา หลินเฟิงรีบเช็ดมันออกเขาไม่อยากร้องไห้ ไม่อยากยอมแพ้

แต่ในคืนที่เงียบงันนั้น เขากลับรู้สึกเหนื่อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเขาลุกขึ้นจากเตียงและเดินออกจากห้องไม่มีจุดหมายเพียงต้องการออกไปสูดอากาศ

โดยไม่รู้ตัว เท้าของเขากลับพาไปยังด้านหลังตระกูล ภูเขาลูกหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืด มันคือ ภูเขาต้องห้าม

สถานที่ที่คนในตระกูลไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไป

หลินเฟิงหยุดอยู่ใต้ต้นไม้เขามองภูเขาเบื้องหน้า ทันใดนั้น…“เจ้าไม่พอใจกับชะตาของตัวเองหรือ?”เสียงหนึ่งดังขึ้น

หลินเฟิงตัวแข็งเขาหันกลับไปมอง

ไม่มีใคร“ใคร?”ไม่มีคำตอบมีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้

หลินเฟิงขมวดคิ้ว เขากำลังจะเดินกลับ

แต่เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้ชัดเจนกว่าเดิมราวกับดังขึ้นโดยตรงภายในจิตใจของเขา

“หากเจ้าไม่ยอมรับชะตา…”

หลินเฟิงเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรง

เสียงนั้นเงียบไปชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อ

“จงมาที่นี่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น”

“เจ้าเป็นใคร?”หลินเฟิงตะโกนถาม

ไม่มีคำตอบ เขามองภูเขาต้องห้ามอีกครั้งสายลมเย็นพัดผ่านใบหน้า ในส่วนลึกของหัวใจ เขารู้ดีว่าควรกลับบ้าน

ควรลืมเรื่องประหลาดนี้เสียแต่บางอย่างกลับทำให้เขาไม่สามารถละสายตาจากภูเขาลูกนั้นได้

ตลอดสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา…ไม่เคยมีใครให้โอกาสเขาไม่เคยมีใครถามว่าเขาต้องการอะไรและไม่เคยมีใครบอกว่าเขาสามารถเปลี่ยนชะตาของตัวเองได้แต่คืนนี้ มีบางสิ่งกำลังเรียกหาเขา หลินเฟิงกำหมัดแน่นก่อนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว

“ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร…”เขามองขึ้นไปยังยอดเขาที่ถูกปกคลุมด้วยความมืด

“ข้าจะไป”เหนือภูเขา เมฆดำค่อย ๆ เคลื่อนผ่านดวงจันทร์และในส่วนลึกของภูเขาต้องห้าม…ดวงตาสีทองคู่หนึ่งค่อย ๆ ลืมขึ้น ตึก…เสียงหัวใจขนาดมหึมาดังสะท้อนอยู่ใต้พื้นดินพร้อมกับเสียงกระซิบที่ไม่มีมนุษย์คนใดได้ยิน

“ในที่สุด…ผู้ถือกระบี่ก็กลับมาแล้ว”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หนึ่งกระบี่ผงาดเก้าสวรรค์   15.เจตนากระบี่

    ความมืด หลินเฟิงไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใหนร่างกายของเขาเหมือนจมอยู่ในห้วงน้ำลึก ความเจ็บปวดจากบาดแผลหายไปแล้ว แต่กลับมีความรู้สึกหนักอึ้งกดทับทั่วร่าง ราวกับแม้แต่การขยับนิ้วก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เขาพยายามลืมตาแต่เปลือกตาหนักราวกับถูกภูเขากดทับภาพสุดท้ายก่อนหมดสติยังคงอยู่ในความทรงจำ และเสียงกระซิบที่ดังขึ้นในหัว“ผู้ถือกระบี่…”จงกลับมา…”หลินเฟิงขมวดคิ้ว‘กลับมา?’เขาไม่เข้าใจกลับไปที่ไหน?และใครกำลังเรียกเขา?ทันใดนั้น ความเจ็บปวดรุนแรงพลันระเบิดขึ้นกลางอกร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงสั่นสะท้านเขารู้สึกได้ว่าปราณภายในกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง เส้นลมปราณหลายแห่งได้รับความเสียหายจากการปะทะกับสัตว์อสูรระดับสี่หากเป็นคนทั่วไป บาดแผลระดับนี้คงเพียงพอที่จะทำให้หมดสติไปหลายวันแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ…ปราณในร่างของเขากำลังรวมตัวกันหลินเฟิงพยายามควบคุมมันแต่กลับพบว่าตัวเองไม่สามารถทำได้“เกิดอะไรขึ้น…”ในความมืดตรงหน้า ค่อย ๆ ปรากฏแสงสีขาวขึ้นจุดหนึ่งจากจุดเล็ก ๆ กลายเป็นเส้นและในที่สุด…กระบี่เล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมันลอยอยู่กลางความมืดตัวกระบี่เก่าแก่ เรียบง่าย ไม่มีลวดลายหรูหราแต่เพียงมองมั

  • หนึ่งกระบี่ผงาดเก้าสวรรค์   14.ศึกหุบเขา

    สามวันหลังจากเหตุการณ์ในป่าอสูรเสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นในยามเช้า แต่วันนี้บรรยากาศบนลานฝึกกลับแตกต่างจากทุกวันศิษย์นอกจำนวนมากรวมตัวกันอยู่กลางลาน เหล่าอาจารย์ยืนอยู่ด้านหน้า ขณะที่ชายชราคนหนึ่งในชุดคลุมสีเทาก้าวออกมา“ภายในป่าอสูรทางทิศตะวันตก พบการเคลื่อนไหวผิดปกติของสัตว์อสูร”เสียงพูดคุยดังขึ้นทันที ชายชรายกมือขึ้น ทุกคนจึงค่อย ๆ เงียบลง“จากการตรวจสอบของสำนัก พบว่ามีถ้ำโบราณปรากฏขึ้นในหุบเขาโลหิต”คำว่า “ถ้ำโบราณ” ทำให้แววตาของศิษย์จำนวนมากเปลี่ยนไป“ตามร่องรอยที่พบ ถ้ำแห่งนั้นน่าจะเป็นสถานที่ที่ผู้ฝึกยุทธ์ในอดีตใช้บำเพ็ญเพียร และอาจมีสมบัติหลงเหลืออยู่”คราวนี้เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลาน ถ้ำโบราณ สมบัติคำสองคำนี้เพียงพอที่จะทำให้ศิษย์นอกที่ยังอยู่หลอมกายขั้นต้นจำนวนมากเริ่มกระตือรือร้น แต่ชายชรายังคงพูดต่อ“อย่างไรก็ตาม หุบเขาโลหิตอยู่ในเขตลึกของป่าอสูร มีสัตว์อสูรระดับสองและระดับสามจำนวนมาก สำนักจะส่งศิษย์เข้าไปสำรวจ แต่ทุกคนต้องระวังตัว”หลินเฟิงยืนอยู่ท้ายกลุ่มเมื่อได้ยินคำว่า “หุบเขาโลหิต” เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยชื่อสถานที่นี้ทำให้เขานึกถึงกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอย่าเข้าไปใ

  • หนึ่งกระบี่ผงาดเก้าสวรรค์   13.เลือดหยดแรก

    เสียงระฆังยามเช้าดังขึ้นทั่วสำนักเมฆาครามหลินเฟิงลืมตาขึ้นช้า ๆเขานั่งอยู่บนเตียงตลอดทั้งคืนโดยแทบไม่ได้หลับ ดวงตาทั้งสองข้างแดงเล็กน้อย ใบหน้าซีดกว่าปกติ สิ่งที่อยู่ในหัวของเขาไม่ใช่ภาพของกระบี่เทียนเหิงไม่ใช่คำพูดของชายชราบนชั้นเจ็ดแต่เป็นภาพของเสือเขี้ยวดำร่างขนาดมหึมาของมันล้มลงต่อหน้าเขา เลือดสีแดงไหลออกจากบาดแผลเปื้อนคมกระบี่หลินเฟิงก้มมองมือของตนเอง มือข้างนั้นกำลังสั่น เขากำหมัดแน่น“ข้าฆ่ามัน…”ประโยคสั้น ๆ หลุดออกจากปาก ในอดีตเขาเคยประลองกับคนมากมายเคยถูกทำร้ายเคยถูกเหยียดหยามแม้กระทั่งตอนที่หลินเทียนทำให้เขาอับอายต่อหน้าคนทั้งตระกูล เขาก็ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้เพราะการประลองมีขอบเขต มีผู้คุมสนาม มีคนคอยหยุดการต่อสู้ แต่ในป่าอสูรไม่มีสิ่งเหล่านั้นถ้าเขาพลาดเพียงครั้งเดียว…เขาจะตายหลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก“การมีชีวิตรอดสำคัญกว่าการชนะ…”เสียงของซูเยว่ดังขึ้นในความทรงจำหลินเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเขารู้ว่าไม่สามารถจมอยู่กับความกลัวได้ตลอดไป เส้นทางยุทธ์ไม่ได้รอให้ใครพร้อมหากเขาต้องการเดินต่อ เขาต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตามหลินเฟิงเดินไป

  • หนึ่งกระบี่ผงาดเก้าสวรรค์   12.ภารกิจแรก

    เสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นสามครั้งในยามเช้า หลินเฟิงลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิเขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มมองฝ่ามือของตนเองรอยประตูสีดำที่ปรากฏขึ้นเมื่อคืนยังคงอยู่มันจางลงกว่าเดิมมาก แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามใช้ลมปราณตรวจสอบอย่างไร ก็ไม่สามารถค้นพบความผิดปกติใด ๆ“เก้าประตู…”หลินเฟิงพึมพำเมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอน คำว่า “ผู้ถือกระบี่ต้องเปิดเก้าประตู” ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวรวมถึงประโยคที่ชายชราบนชั้นเจ็ดพูดกับตัวเองสิบเจ็ดปี ผู้ถือกระบี่ปรากฏตัวอีกครั้งเขาไม่รู้ว่าชายชราคนนั้นเป็นใคร และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องกระบี่เทียนเหิงมากแค่ไหนแต่มีสิ่งหนึ่งที่หลินเฟิงแน่ใจความลับของกระบี่เทียนเหิงอาจใหญ่กว่าที่เขาคิดและยิ่งเขาค้นหามากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวเข้าใกล้อันตรายบางอย่างมากขึ้นเท่านั้นก๊อก! ก๊อก!เสียงเคาะประตูดังขึ้นหลินเฟิงดึงแขนเสื้อลงปิดฝ่ามือ ก่อนลุกขึ้นเปิดประตู คนที่ยืนอยู่ด้านนอกคือชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดศิษย์นอก“หลินเฟิง?” ใช่” “ผู้อาวุโสเรียกศิษย์ใหม่ที่มีความสามารถพิเศษไปยังลานภารกิจ”หลินเฟิงขมวดคิ้ว“มีเรื่องอะไร?”“ไม่รู้”ชายหนุ่มตอบอย่างไม่

  • หนึ่งกระบี่ผงาดเก้าสวรรค์   11.หอคัมภีร์

    รุ่งเช้า หลินเฟิงตื่นขึ้นจากการนั่งสมาธิด้วยสีหน้าซีดเล็กน้อยตลอดทั้งคืนเขาแทบไม่ได้หลับ ภาพของกระบี่สีดำในจิตสำนึกยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้า เทียนเหิงผ่าฟ้าสามคำนี้เหมือนถูกสลักลงในส่วนลึกของจิตใจแต่สิ่งที่ทำให้หลินเฟิงประหลาดใจที่สุดไม่ใช่ชื่อของกระบวนท่าหากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น กระบี่เทียนเหิง…ขยับตลอดเวลาที่ผ่านมา กระบี่เล่มนี้ลอยนิ่งอยู่เหนือแท่นหินโบราณ ไม่ว่าหลินเฟิงจะพยายามเข้าใกล้เพียงใด มันก็ไม่เคยตอบสนองแต่เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่มันเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย ทว่าการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียวกลับทำให้จิตสำนึกของเขาแทบแตกสลายหลินเฟิงยกมือกุมหน้าอก“นี่มัน…”เขาหลับตาลงอีกครั้งจิตสำนึกเข้าสู่ห้วงความมืด แท่นหินโบราณยังคงตั้งอยู่กลางความว่างเปล่า แต่ครั้งนี้กระบี่เทียนเหิงไม่ได้อยู่บนแท่นอีกแล้วมันลอยอยู่เหนือพื้น ปลายกระบี่ชี้ลงรอบตัวกระบี่มีอักขระโบราณสามตัวลอยอยู่ เทียนเหิงผ่าฟ้า หลินเฟิงเดินเข้าไปใกล้ ทันทีที่เขายื่นมือออกไป ความเจ็บปวดรุนแรงระเบิดขึ้นในศีรษะ ภาพจำนวนมากไหลผ่านจิตใจภูเขาพังทลาย ท้องฟ้าแตกออกกระบี่นับหมื่นเล่มลอยอยู่เหนือพื้นดินและชายคนหนึ่งกำลังยืน

  • หนึ่งกระบี่ผงาดเก้าสวรรค์   10.คนอันดับหนึ่ง

    เช้าวันต่อมา เสียงระฆังของสำนักเมฆาครามดังขึ้นสามครั้งเสียงระฆังสะท้อนผ่านยอดเขาและหุบเขาโดยรอบ ศิษย์นอกจำนวนมากทยอยออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังลานฝึกอย่างพร้อมเพรียงหลินเฟิงเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างเงียบ ๆหลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน เขายังคงคิดถึงคำพูดของซูเยว่ รวมถึงเสียงที่ดังขึ้นในจิตสำนึก“นางคือสายเลือดของผู้ถือกระบี่เทียนเหิง”เขายังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดแต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัดคือ ซูเยว่ไม่ได้เป็นเพียงศิษย์อัจฉริยะธรรมดานางมีความเกี่ยวข้องกับกระบี่เทียนเหิงและที่สำคัญ…มีคนกำลังตามล่านางหลินเฟิงเงยหน้ามองยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก“สิบเจ็ดปี…”คำพูดของชายชราที่เขาไม่เคยเห็นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว สิบเจ็ดปีที่ตามหากระบี่เทียนเหิงสิบเจ็ดปี…ตรงกับอายุของเขาพอดี หลินเฟิงกำหมัดแน่นหรือทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?“เจ้าเป็นหลินเฟิงใช่หรือไม่?”เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านข้าง หลินเฟิงหยุดเดินชายหนุ่มสามคนยืนอยู่ไม่ไกลจากเขาคนที่พูดเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง ใบหน้าคม ดวงตาเต็มไปด้วยความดูถูก เขาสวมชุดศิษย์นอกสีฟ้าเข้ม และที่เอวมีป้ายหยกพิเศษกว่าศิษย์คนอื่น บนป้ายมีตัวอักษรหนึ่งคำ“หนึ่ง”หลิน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status