เข้าสู่ระบบจากศัลยแพทย์มือหนึ่งแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด... สู่หญิงสาวในยุคโบราณที่กำลังถูกขายเป็นอนุ
ดูเพิ่มเติมตอนที่ 1 : ตื่นมาในเกี้ยวขายตัว
หลินเยว่ลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด กลิ่นอับชื้นของผ้าเก่า กลิ่นไม้ผุ และกลิ่นเหงื่อคนปะปนกันจนทำให้นางแทบอาเจียน
สิ่งแรกที่รับรู้ไม่ใช่ภาพตรงหน้า แต่เป็นความเจ็บ
เจ็บที่ข้อมือ
เจ็บที่ไหล่
เจ็บที่ท้ายทอยราวกับถูกของแข็งฟาดอย่างแรง
นางพยายามขยับตัวตามสัญชาตญาณของคนที่เคยผ่านห้องผ่าตัดฉุกเฉินนับไม่ถ้วน ทว่าเพียงขยับปลายนิ้ว เชือกหยาบที่มัดข้อมือไว้ก็เสียดสีกับผิวจนแสบ ปากถูกอุดด้วยผ้าก้อนหนึ่งแน่นหนา ลมหายใจผ่านจมูกได้เพียงเล็กน้อย ร่างกายหนักอึ้งคล้ายเพิ่งได้รับยากดประสาท
ไม่ใช่โรงพยาบาล
ไม่ใช่ห้องผ่าตัด
ไม่ใช่รถพยาบาล
ก่อนหมดสติ นางจำได้ชัดเจนว่าตนเพิ่งออกจากห้องผ่าตัดฉุกเฉิน หลังยืนผ่าตัดติดต่อกันเจ็ดชั่วโมง คนไข้ชายวัยกลางคนถูกแทงเข้าช่องท้อง เสียเลือดมาก ม้ามแตก ลำไส้ฉีก นางกับทีมแพทย์ยื้อชีวิตเขาจนสัญญาณชีพกลับมาคงที่
หลังเปลี่ยนชุด ล้างมือ และเดินออกจากโรงพยาบาล ฝนตกหนัก ถนนลื่น ไฟหน้ารถบรรทุกสาดเข้าตา เสียงเบรกดังสนั่น
จากนั้นก็มีแต่ความมืด
หลินเยว่พยายามสูดหายใจลึก แต่มีกลิ่นยาสลบจาง ๆ ติดอยู่ในลำคอ นางขมวดคิ้วทันที แม้สมองยังหนักอึ้ง แต่ประสบการณ์ทางการแพทย์ทำให้นางแยกแยะได้ว่าอาการอ่อนแรงนี้ไม่ใช่เพียงบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ร่างนี้ถูกวางยา หรือไม่ก็สูดดมบางอย่างที่ทำให้หมดสติ
เสียงล้อไม้บดถนนดังเอี๊ยดอ๊าดอยู่ใต้ตัว
ร่างของนางโคลงไปมาตามแรงเคลื่อน
นี่คือเกี้ยว
เกี้ยวเก่า ๆ หลังหนึ่ง
หัวใจของหลินเยว่เต้นแรงขึ้น นางบังคับตนเองให้สงบ อย่าตื่นตระหนก อย่าใช้แรงเปลือง อย่าทำให้คนข้างนอกรู้ว่าฟื้นแล้ว
ในห้องฉุกเฉิน สิ่งที่ฆ่าคนได้เร็วที่สุดบางครั้งไม่ใช่บาดแผล แต่คือความแตกตื่น
นางค่อย ๆ หลับตาลงอีกครั้ง ทำทีเหมือนยังหมดสติ แล้วเริ่มประเมินสถานการณ์
มือถูกมัดไว้ด้านหน้า ไม่ใช่ด้านหลัง แสดงว่าคนจับตัวไม่ได้ระวังมากนัก ปากถูกอุดแต่ไม่ได้มัดตา เสื้อผ้าที่สวมไม่ใช่ชุดแพทย์ หากเป็นชุดผ้าหยาบแบบโบราณ แขนเสื้อกว้าง กลิ่นฝุ่นและกลิ่นธูปจาง ๆ ติดอยู่กับเนื้อผ้า
ทันใดนั้น ความทรงจำแปลกประหลาดจำนวนมากก็ทะลักเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำหลาก
เด็กหญิงคนหนึ่งคุกเข่าอยู่กลางลานบ้าน ถูกหญิงวัยกลางคนตบหน้าจนล้ม
เสียงแม่เลี้ยงเย็นชาดังขึ้นว่า "เจ้าเป็นเพียงลูกอนุ กินข้าวบ้านหลินมาตั้งหลายปี ถึงเวลาตอบแทนแล้ว"
ชายชราพุงพลุ้ยหัวเราะลามก ดวงตาไล่มองร่างเด็กสาวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
สัญญาขายตัว
หนี้สิน
บุตรสาวอนุ
ตระกูลขุนนางตกอับ
ชื่อหลินเยว่
ชื่อเดียวกับนาง
ร่างนี้อายุสิบหกปี เป็นบุตรสาวของอนุผู้ล่วงลับ บิดาเคยเป็นขุนนางเล็ก ๆ แต่ถูกปลด แม่เลี้ยงเห็นว่านางไร้ประโยชน์ จึงขายนางให้พ่อค้าชราต่างเมืองเพื่อใช้หนี้ คนในบ้านหลินเรียกสิ่งนี้ว่าแต่งออกไปเป็นอนุ แต่แท้จริงแล้วไม่ต่างจากการขายคนทั้งเป็น
หลินเยว่ใจเย็นลงอย่างประหลาด
นางไม่รู้ว่าตนตายแล้วหรือไม่ ไม่รู้ว่านี่คือความฝันหรือโลกอื่น แต่นางรู้เพียงอย่างเดียว
ถ้าไม่หนีตอนนี้ ร่างนี้จะถูกส่งไปอยู่ในจวนพ่อค้าชรา
และชีวิตของนางจะจบลงตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
เสียงคนข้างนอกดังลอดผ้าม่านเข้ามา
"พักก่อนเถอะ เดินทางมาครึ่งวันแล้ว ข้าหิวจนไส้จะขาด"
"ไม่ได้ นายท่านสั่งให้ส่งตัวก่อนค่ำ"
"นางถูกวางยาไปตั้งมาก ยังไม่ฟื้นง่าย ๆ หรอก พักแค่ครู่เดียวจะเป็นไร"
เกี้ยวหยุดลงอย่างแรงจนร่างของหลินเยว่กระแทกผนังไม้ นางกลั้นเสียงครางไว้ได้ทัน
มีเสียงฝีเท้าหลายคน เสียงวางห่อสัมภาระ เสียงคนรินน้ำ และเสียงหัวเราะหยาบคาย
"เด็กสาวบ้านขุนนางนี่ผิวพรรณไม่เลวจริง ๆ เสียดายต้องส่งให้ตาเฒ่าแซ่เฉียน"
"อย่าพูดมาก เงินค่าจ้างยังอยู่ในมือเขา หากของหาย พวกเราหัวหลุดแน่"
หลินเยว่ค่อย ๆ ขยับข้อมือ เชือกแน่นมาก แต่ไม่ถึงขั้นตัดเลือด นางใช้ปลายนิ้วคลำปมเงียบ ๆ ขณะเดียวกันก็กวาดตามองผ่านช่องผ้าม่านที่แง้มอยู่เล็กน้อย
มีชายสี่คน
สองคนรูปร่างแข็งแรง อีกคนผอมสูง อีกคนอายุราวสี่สิบกว่า ใบหน้าซีดคล้ำ รูปร่างอ้วนเล็กน้อย กำลังนั่งกุมหน้าอกอยู่ใต้ต้นไม้
สายตาของหลินเยว่หยุดที่ชายคนนั้น
เขาหายใจเร็วผิดปกติ ไหล่ยกตามจังหวะหายใจ เหงื่อแตกเต็มหน้าผากทั้งที่อากาศไม่ได้ร้อนมาก ริมฝีปากเริ่มซีด มือซ้ายกดกลางอก สีหน้าเจ็บปวด
อาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน
อาจเป็นหัวใจขาดเลือด
หรืออย่างน้อยก็ภาวะเสี่ยงรุนแรง
หลินเยว่ตัดสินใจในเสี้ยวลมหายใจ
นี่คือโอกาสเดียวของนาง
นางขยับตัวแรงขึ้นจนเกี้ยวสั่น ชายที่อยู่ใกล้ที่สุดหันขวับ
"นางฟื้นแล้ว"
ผ้าม่านถูกกระชากเปิด แสงสว่างแยงตาจนหลินเยว่ต้องหรี่ตา ชายร่างใหญ่คนหนึ่งยื่นมือเข้ามาจะจับคางนาง
"ตื่นแล้วก็ดี อย่าเล่นลูกไม้ ไม่เช่นนั้นข้าจะตีเจ้าจนสลบอีก"
หลินเยว่ส่งเสียงอู้อี้เพราะปากยังถูกอุด นางจ้องชายที่กุมหน้าอกอยู่ แล้วดิ้นเหมือนต้องการพูด
ชายร่างใหญ่หัวเราะ "อยากร้องขอชีวิตหรือ"
นางส่ายหน้าแรง ๆ แล้วพยายามใช้สายตาชี้ไปทางคนป่วย
ชายผอมสูงสังเกตเห็นก่อน เขาขมวดคิ้วแล้วหันไปมองสหาย
"เหล่าเจียง สีหน้าเจ้าไม่ดีเลย"
ชายที่ถูกเรียกว่าเหล่าเจียงโบกมือ แต่ยังหายใจหอบ "ไม่เป็นไร แค่แน่นอกนิดหน่อย"
หลินเยว่ดิ้นอีกครั้ง คราวนี้ส่งเสียงในลำคออย่างเร่งร้อน
ชายร่างใหญ่ลังเล ก่อนจะดึงผ้าในปากนางออกอย่างรำคาญ
ทันทีที่ปากเป็นอิสระ หลินเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก เสียงของนางแหบแห้งแต่หนักแน่น
"เขากำลังจะตาย"
บรรยากาศเงียบไปชั่วขณะ
จากนั้นทุกคนก็หัวเราะ
"นังเด็กบ้า เจ้าคิดจะหลอกพวกข้าหรือ"
หลินเยว่มองชายคนนั้นไม่กะพริบ "เจ็บกลางอก ร้าวไปแขนซ้ายหรือกราม หายใจไม่อิ่ม เหงื่อแตก ตัวเย็น ใจสั่น ใช่หรือไม่"
เสียงหัวเราะหยุดลง
เหล่าเจียงเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง
"เจ้า...เจ้ารู้ได้อย่างไร"
หลินเยว่กล่าวช้า ๆ "ถ้ายังให้เขาเดิน ให้เขาโมโห หรือปล่อยให้นอนราบ เขาอาจตายก่อนถึงเมืองหน้า"
ชายผอมสูงหน้าซีดทันที "เหล่าเจียง เจ้าเจ็บแบบนั้นจริงหรือ"
เหล่าเจียงยังไม่ทันตอบ ร่างของเขาก็กระตุก มือกำเสื้อหน้าอกแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยว ก่อนจะทรุดลงข้างต้นไม้
"เหล่าเจียง!"
ชายทั้งสามแตกตื่น รีบกรูกันเข้าไปล้อม หลินเยว่ตะโกนทันที
"อย่าจับเขานอนราบ ให้เขานั่งพิงต้นไม้ คลายเสื้อ อย่าให้คนมุงจนหายใจไม่ออก"
น้ำเสียงของนางเฉียบขาดราวกับสั่งพยาบาลในห้องฉุกเฉิน ชายเหล่านั้นชะงักโดยไม่รู้ตัว
ชายร่างใหญ่หันมาจ้องนาง "เจ้ารักษาได้หรือ"
"ข้าประคองชีวิตเขาได้ชั่วคราว แต่ต้องแก้มัดให้ข้า"
"ไม่มีทาง"
หลินเยว่หัวเราะเย็น "เช่นนั้นก็เตรียมขุดหลุมฝังเขา ข้าเป็นหญิงตัวเล็ก มือถูกมัด ปากเพิ่งถูกเปิด พวกเจ้าสามคนยังกลัวข้าหนีต่อหน้าต่อตาหรือ"
เหล่าเจียงหอบหนักขึ้น เสียงครางลอดไรฟันออกมา
ชายผอมสูงร้อนใจ "แก้มัดนางก่อนเถอะ หากเหล่าเจียงตาย พวกเรากลับไปก็อธิบายไม่ได้เหมือนกัน"
ชายร่างใหญ่กัดฟัน สุดท้ายใช้มีดตัดเชือกที่ข้อมือนาง แต่ยังจับแขนนางไว้แน่น
"ถ้าเจ้ากล้าเล่นตุกติก ข้าหักคอเจ้าแน่"
หลินเยว่ไม่ตอบ นางลงจากเกี้ยวอย่างโซเซ ร่างนี้ยังอ่อนแรงจากยา ขาสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ แต่แววตากลับสงบนิ่ง
นางเดินไปหาเหล่าเจียง คุกเข่าลงข้างตัวเขา ใช้หลังมือแตะหน้าผาก ตรวจสีหน้า ตรวจการหายใจ จับชีพจรตรงข้อมือ แม้วิธีจับชีพจรแบบแพทย์แผนโบราณไม่ใช่สิ่งที่นางถนัด แต่นางประเมินจังหวะหัวใจคร่าว ๆ ได้จากความเร็วและความสม่ำเสมอ
ชีพจรเร็ว เหงื่อเย็น หายใจถี่ เจ็บหน้าอกมาก
ไม่มีเครื่องตรวจคลื่นหัวใจ ไม่มีออกซิเจน ไม่มีไนโตรกลีเซอริน ไม่มีห้องสวนหัวใจ
สิ่งที่ทำได้มีจำกัด
แต่จำกัดไม่ได้แปลว่าทำอะไรไม่ได้
"ให้เขานั่งพิง อย่าขยับมาก" หลินเยว่สั่ง "เจ้าคลายสายคาดเอวเขา เจ้าเอาพัดมา พัดเบา ๆ อย่าแรงเกินไป เจ้าไปดูแถวนี้ว่ามีสมุนไพรกลิ่นฉุน ใบสะระแหน่ป่า ขิง หรือเปลือกส้มแห้งหรือไม่ เอาอะไรก็ได้ที่ช่วยให้เขารู้สึกโล่งขึ้น"
ชายร่างใหญ่ขมวดคิ้ว "ของพวกนั้นรักษาโรคได้หรือ"
"รักษาไม่ได้ แต่ช่วยให้เขาสงบ ลดอาการแน่น ลดความตื่นตระหนก และทำให้เขาหายใจดีขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คืออย่าให้หัวใจทำงานหนัก"
คำพูดบางคำพวกเขาฟังไม่เข้าใจ แต่ท่าทางมั่นใจของนางทำให้ไม่มีใครกล้าเถียง
หลินเยว่หันไปหาเหล่าเจียง เสียงนางอ่อนลง
"มองข้า หายใจช้า ๆ อย่าพยายามพูด หายใจเข้าทางจมูก ค่อย ๆ ผ่อนออก"
เหล่าเจียงพยายามทำตาม ใบหน้าเขายังซีด แต่ความตื่นตระหนกลดลงเล็กน้อย
หลินเยว่ใช้ปลายนิ้วกดบริเวณจุดบนข้อมือด้านในเพื่อช่วยเบี่ยงความเจ็บและลดความกังวล แม้นางไม่เชื่อว่าการกดจุดแทนการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่ได้ แต่ในสถานการณ์ไร้อุปกรณ์ การสัมผัสที่มั่นคงและการควบคุมลมหายใจช่วยให้ผู้ป่วยสงบลงจริง
ไม่นานชายผอมสูงก็กลับมาพร้อมใบไม้กลิ่นเย็นและขิงแก่ชิ้นเล็ก ๆ จากห่ออาหาร
หลินเยว่ให้เหล่าเจียงเคี้ยวขิงเพียงเล็กน้อย แล้วใช้ใบกลิ่นเย็นขยี้ใกล้จมูกให้เขาสูดดม นางกำชับไม่ให้กินมากเกินไป เพราะไม่รู้สภาพร่างกายอื่นของเขา
เวลาผ่านไปช้าเหมือนหยดน้ำ
อาการเจ็บหน้าอกของเหล่าเจียงยังไม่หาย แต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น เหงื่อหยุดไหลพราก สีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย
ชายทั้งสามมองหลินเยว่ด้วยสายตาเปลี่ยนไป
จากเหยื่อ
กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ
ชายร่างใหญ่ถามเสียงต่ำ "เจ้ารู้วิชาแพทย์จริงหรือ"
หลินเยว่เงยหน้าขึ้น ดวงตาดำขลับเย็นเยียบ
"ข้าเคยบอกแล้วหรือว่าข้าไม่รู้"
"แต่บ้านหลินบอกว่าเจ้าเป็นแค่คุณหนูไร้ค่า"
หลินเยว่หัวเราะเบา ๆ "บ้านหลินรู้จักข้าเท่าไรเชียว"
นางกวาดตามองทุกคน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกลับ
"อาจารย์ของข้าไม่ให้เปิดเผยตน เดิมทีข้าไม่คิดยุ่งกับพวกเจ้า แต่หากคนตายต่อหน้าข้า วิญญาณอาฆาตจะตามติดผู้ที่ขวางการรักษา พวกเจ้าคิดเอาเองว่าจะส่งตัวข้าไปขาย หรือจะปล่อยให้ข้าช่วยคนจนสุดทาง"
ชายผอมสูงกลืนน้ำลาย
ยุคนี้ผู้คนเชื่อเรื่องเทพ เซียน คำสาป และหมอลึกลับมากกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หลินเยว่รู้จากความทรงจำของร่างเดิมดี
นางจึงใช้สิ่งที่พวกเขากลัวที่สุดเป็นเกราะกำบัง
ชายร่างใหญ่ยังไม่ยอมแพ้ "ต่อให้เจ้ารักษาเหล่าเจียงได้ ข้าก็ต้องส่งเจ้าต่อ"
หลินเยว่เอียงหน้าเล็กน้อย "เขายังไม่พ้นอันตราย หากเดินทางทันที อาจกำเริบระหว่างทาง ถึงตอนนั้นต่อให้ข้าอยู่ก็ช่วยไม่ทัน ต้องพักอย่างน้อยหนึ่งชั่วยาม และข้าต้องเก็บสมุนไพรเพิ่ม"
"ข้าไปเก็บเอง"
"เจ้ารู้หรือว่าสมุนไพรชนิดใดใช้ได้ ชนิดใดมีพิษ"
ชายร่างใหญ่เงียบ
หลินเยว่กล่าวต่อ "มัดข้อเท้าข้าไว้ก็ได้ ให้คนตามสองคน ข้าไม่หนีหรอก ชีวิตสหายเจ้าอยู่ในมือข้า"
เหล่าเจียงที่นั่งพิงต้นไม้ฝืนลืมตาขึ้น เขาพูดเสียงแผ่ว
"ให้...ให้นางไปเถอะ"
ชายร่างใหญ่สบถคำหนึ่ง ก่อนชี้ชายผอมสูงกับอีกคน
"พวกเจ้าไปคุมไว้ หากนางหนี จับกลับมาให้ได้"
หลินเยว่ก้มหน้าซ่อนแววตา
นางเดินเข้าป่าข้างทางโดยมีชายสองคนตามหลัง มือยังเจ็บจากรอยเชือก ขายังไร้เรี่ยวแรง แต่ทุกก้าวที่เหยียบลงบนดินชื้นทำให้นางรู้สึกชัดเจนขึ้น
นางยังมีชีวิต
และเมื่อนางยังมีชีวิต นางจะไม่ยอมให้ใครขายนางเหมือนสิ่งของ
ป่าข้างทางไม่รกมาก มีพุ่มไม้เตี้ยและต้นไม้ใหญ่ขึ้นประปราย แสงแดดลอดผ่านใบไม้เป็นริ้ว หลินเยว่ก้มลงเด็ดใบไม้บางชนิดที่มีกลิ่นฉุนใส่ชายเสื้อ ทำทีพิจารณาอย่างจริงจัง
ชายผอมสูงถาม "นั่นใช้รักษาได้หรือ"
"ใช้ได้บางส่วน"
"แล้วต้นนี้เล่า"
"มีพิษ กินเข้าไปอาจปวดท้อง อาเจียน หรือร้ายแรงกว่านั้น"
ชายทั้งสองผงะถอยทันที
หลินเยว่ก้มหน้าต่อ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
พวกเขาไม่รู้สมุนไพร
ไม่รู้พิษ
ไม่รู้แพทย์
และไม่รู้ว่านางกำลังมองทางหนี
ด้านหน้าเป็นเนินลาดลงไปสู่ลำธารเล็ก ๆ เสียงน้ำไหลดังแผ่ว ๆ พื้นดินชื้นและลื่น มีพงหญ้าสูงพอซ่อนร่างได้
หลินเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก นับจังหวะในใจ
หนึ่ง
สอง
สาม
นางแกล้งร้องตกใจ "งู!"
ชายทั้งสองสะดุ้งพร้อมกัน คนหนึ่งชักมีดออก อีกคนกระโดดถอยหลัง
เพียงเสี้ยววินาทีนั้น หลินเยว่คว้าดินชื้นปาใส่หน้าชายผอมสูง แล้วหมุนตัววิ่งลงเนินทันที
"นางหนี!"
เสียงตะโกนดังไล่หลัง
หลินเยว่กัดฟันวิ่งสุดแรง ร่างนี้อ่อนแอเกินไป ปอดแสบ ขาเหมือนจะทรุดทุกขณะ แต่นางไม่หยุด นางรู้ดีว่าหากถูกจับกลับไป คราวนี้คงไม่มีโอกาสครั้งที่สอง
กิ่งไม้เกี่ยวแขนจนเลือดซึม ชายกระโปรงขาดเป็นทาง นางลื่นล้มลงบนดิน กลิ้งลงเนินจนไหล่กระแทกหิน เจ็บจนตาพร่า แต่ยังตะเกียกตะกายลุกขึ้น
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ตามมาไม่ไกล
หลินเยว่วิ่งข้ามลำธาร น้ำเย็นจัดกัดผิวเท้า นางจงใจเหยียบก้อนหินกลางน้ำแล้วเลี้ยวไปอีกทาง หวังให้รอยเท้าขาดช่วง จากนั้นมุดเข้าไปในพงหญ้าสูง ก้มต่ำ กลั้นหายใจ
ชายสองคนวิ่งตามมาถึงลำธาร
"นางไปทางไหน"
"ข้าเห็นรอยเท้าตรงนั้น"
"เร็วเข้า หากพี่ใหญ่รู้ว่าเราทำคนหาย พวกเราตายแน่"
เสียงฝีเท้าวิ่งห่างออกไปอีกด้านหนึ่ง
หลินเยว่นั่งนิ่งอยู่ในพงหญ้า ไม่กล้าขยับแม้ปลายนิ้ว เลือดจากแผลที่แขนไหลลงถึงข้อมือ หัวใจเต้นดังจนเหมือนจะทะลุอก
นางรอจนเสียงทั้งหมดหายไป จึงค่อย ๆ คลานออกมา
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี
นางไม่รู้ทาง ไม่รู้เมือง ไม่รู้ว่าโลกนี้มีกฎหมายอย่างไร แต่รู้ว่าต้องหาที่ซ่อน ต้องหาอาหาร น้ำ และเสื้อผ้าที่ไม่สะดุดตา
หลินเยว่เดินเลียบลำธารไปเรื่อย ๆ จนพบทางดินสายเล็ก นางตามทางนั้นไปอย่างระมัดระวัง ผ่านทุ่งร้าง ผ่านกระท่อมเก่า ผ่านป้ายหินที่สลักชื่อเมืองซึ่งนางอ่านจากความทรงจำของร่างเดิมได้อย่างยากลำบาก
เมืองชิงเหอ
เมืองเล็กริมทางค้าขาย
เมื่อกำแพงเมืองปรากฏในสายตา หลินเยว่เกือบทรุดลงด้วยความโล่งใจ แต่เพียงเดินเข้าใกล้ประตูเมือง นางก็หยุดฝีเท้าทันที
หน้าประตูมีผู้คนมุงดูประกาศแผ่นหนึ่ง
กระดาษเหลืองถูกติดไว้บนกระดานไม้ ตัวอักษรดำเด่นชัด
"ตามจับหญิงหลบหนีจากสัญญาขายตัว ชื่อหลินเยว่ อายุสิบหกปี รูปร่างผอมบาง ใบหน้าขาว มีผู้ใดพบเห็นให้แจ้งทางการหรือส่งตัวแก่ผู้ว่าจ้าง จะได้รับเงินรางวัลห้าตำลึง"
เลือดในกายของหลินเยว่เย็นวาบ
นางเพิ่งหนีจากเกี้ยวขายตัว
แต่โลกทั้งใบตรงหน้า กลับประกาศว่านางคือทรัพย์สินที่หลบหนี
หลินเยว่ก้มหน้าลงทันที ปล่อยผมยุ่ง ๆ ให้บดบังใบหน้า มือข้างหนึ่งกดแผลที่แขน อีกข้างกำชายเสื้อแน่น
ไม่มีเงิน
ไม่มีเอกสาร
ไม่มีคนรู้จัก
ไม่มีที่พึ่ง
นางยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมา เสียงตลาดด้านในดังแว่วออกมา ทั้งเสียงพ่อค้าเรียกลูกค้า เสียงล้อเกวียน เสียงเด็กหัวเราะ และเสียงทหารยามพูดคุยกัน
สำหรับคนอื่น นี่คือเมืองธรรมดา
แต่สำหรับหลินเยว่ นี่คือสนามรบแห่งแรกของชีวิตใหม่
นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาที่เคยจับมีดผ่าตัดมานับครั้งไม่ถ้วนสงบนิ่งลงอีกครั้ง
ในเมื่อโลกนี้บอกว่านางเป็นของผู้อื่น
นางก็จะพิสูจน์ให้โลกนี้เห็น
ชีวิตของหลินเยว่ เป็นของหลินเยว่เท่านั้น
ตอนที่ 100 ลากเข้าสู่กระดานใหญ่รุ่งเช้าวันที่ฟ้ายังไม่ทันสางดี เซวียนอิงก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมความรู้สึกว่าเมืองทั้งเมืองกำลังกลั้นหายใจอยู่เหนือหลังคาเรือนหลี่ แสงแรกยังเป็นเพียงเงาจางสีเทาอยู่หลังช่องหน้าต่าง แต่เสียงจากภายนอกกลับไม่เหมือนวันก่อน ๆ ไม่มีเสียงคนไข้มาเคาะประตูหลัง ไม่มีเสียงคนขายของตะโกนผ่านตรอกอย่างคุ้นเคย มีเพียงความเงียบชนิดหนึ่งที่แน่นเกินไป จนทำให้ผู้ที่อยู่ท่ามกลางมันรู้ได้เองว่า ความเงียบนี้ไม่ใช่ความสงบ หากเป็นช่วงก่อนคำตัดสินบางอย่างจะตกลงมาป้ายโรงหมอหลี่ยังไม่กลับมากระดาษผนึกของเมืองยังปิดอยู่เหนือประตูหน้าห้องเล็กหลังเรือนที่เคยรับคนไข้เงียบ ๆ มาหลายวันยังคงมีกลิ่นยาอ่อน ๆ ติดอยู่บนไม้เก่า และกลิ่นนั้นยิ่งทำให้เซวียนอิงรู้สึกชัดขึ้นว่า ความจริงบางอย่างได้ผ่านจุดหวนกลับไปแล้วโรงหมอเล็กของนางยังไม่ทันจะตั้งมั่นเต็มที่ ก็ถูกดึงออกจากพื้นให้ลอยค้างกลางพายุเสียก่อนอาเยวี่ยเข้ามาแต่เช้าพร้อมถ้วยน้ำอุ่น ใบหน้านางอิดโรยจากการอดนอนหลายคืนติดกัน แต่ยังพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติที่สุด “คุณหนู ท่านปู่ชีพจรคงที่ขึ้นแล้วเจ้าค่ะ เด็กชายก็ไม่ไอหนักเหมือนเมื่อคืน”เซวียน
ตอนที่ 99 คดีระดับเมืองคืนหลังป้ายโรงหมอหลี่ถูกปลดลง เมืองทั้งเมืองเหมือนยังไม่ยอมหลับเต็มตา แม้ถนนสายหลักจะเงียบลงเมื่อยามดึก แต่ลมที่พัดผ่านกำแพงเรือนกับตรอกแคบกลับพาเสียงซุบซิบหลงเหลือมาด้วยเสมอ ราวกับข่าวลือมีชีวิตของมันเอง ต่อให้เจ้าของปากจะกลับไปนอนแล้ว มันก็ยังลอยอยู่เหนือหลังคา ไม่ยอมดับง่าย ๆในเรือนหลังของโรงหมอหลี่ แสงตะเกียงถูกลดให้สลัวที่สุด อาเยวี่ยเฝ้าปู่หลี่กับคนไข้ค้างรักษาอยู่ห้องใน ส่วนเซวียนอิงนั่งอยู่ในห้องเล็กหลังเรือน มือยังวางบนสมุดทดลองกับสำเนาบันทึกต่าง ๆ ที่คัดมาได้ตลอดหลายวัน แต่ใจกลับไม่ได้อยู่กับตัวอักษรตรงหน้าเต็มที่ป้ายถูกปลดแล้วประตูหน้าถูกผนึกแล้วข่าวลือกำลังนำหน้าและทางการบางฝ่ายก็พร้อมจะกันตัวนางทุกเมื่อหากเห็นว่าจำเป็นต่อความสงบของเมืองนี่ไม่ใช่ขอบเหวแบบเดิมอีกต่อไปมันเป็นพื้นที่ที่ก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว ไม่ใช่แค่โรงหมอหลี่จะดับ หากความจริงทั้งหมดอาจถูกฝังลงพร้อมกันด้วยเสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นที่กรอบประตูหลังห้องเล็ก สามครั้ง หยุด แล้วอีกหนึ่งครั้งเซวียนอิงเงยหน้าทันที นี่ไม่ใช่สัญญาณของคนไข้หรือหลัวซื่อ หากเป็นสัญญาณที่จ้าวเยี่ยนตั้งไว้สำห
ตอนที่ 98 คำสั่งปิดโรงหมอเช้าวันนั้นฟ้าไม่มืดไม่ใส เหมือนเมืองหลวงทั้งเมืองถูกชั้นหมอกบางสีเทาห่มไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันสว่างเต็มที่ ลมต้นวันพัดผ่านตรอกหน้าโรงหมอหลี่อย่างเชื่องช้า พาเอากลิ่นน้ำล้างถนน กลิ่นโจ๊กจากหัวมุมตลาด และกลิ่นอับของฝนค้างคืนมาปะปนกัน แต่กลิ่นทั้งหมดนั้นกลับสู้กลิ่นหนึ่งในใจของหลี่เซวียนอิงไม่ได้กลิ่นของลางร้ายคืนก่อนโรงหมอหลี่ยังคงเปิดห้องเล็กหลังเรือนรักษาคนไข้อย่างเงียบ ๆ แม้ด้านหน้าจะถูกเพ่งเล็งและข่าวลือยังไม่จางลง แต่คนธรรมดาก็ยังแอบอ้อมมาทางหลังเรือนอยู่ไม่ขาด บางคนอุ้มลูก บางคนหอบขวดยา บางคนเพียงต้องการให้หมอคนหนึ่งบอกว่าร่างของคนในบ้านกำลังป่วยเพราะโรคหรือเพราะถูกใครบางคนทำให้ป่วยมันเป็นคืนที่เหนื่อย แต่ยังมีบางอย่างให้ยึดเหนี่ยวทว่าเช้าวันนี้ ความรู้สึกนั้นกลับเปลี่ยนไปตั้งแต่เซวียนอิงลืมตานางเพิ่งตรวจชีพจรปู่หลี่เสร็จ ปู่ยังไม่ฟื้นเต็มที่แต่ลมหายใจสม่ำเสมอกว่าเมื่อคืน อาเยวี่ยกำลังยกถ้วยยาร้อนเข้ามาให้ ส่วนจ้าวเยี่ยนยังไม่กลับจากออกไปดูข่าวแต่เช้ามืด บรรยากาศในเรือนหลังเงียบกว่าปกติ จนเสียงเคาะประตูหน้าตรอกดังขึ้นเพียงสามครั้งก็ชัดราวมีใครใช้ค้อนเคา
หากคล้ายสัตว์ร้ายที่หมอบอยู่ในพงหญ้า รอเพียงจังหวะที่คนเผลอจึงจะพุ่งกัดอีกครั้ง ข่าวเรื่องผงพิษในโรงหมอหลี่ยังไม่จาง ผู้คนบางส่วนเลิกมายืนมุงตรง ๆ ก็จริง แต่สายตาที่ทอดมาจากหน้าต่างเรือนข้าง ๆ หรือเงาร่างที่หยุดยืนปลายตรอกครู่หนึ่งก่อนเดินต่อ ยังคงบอกชัดว่าโรงหมอเล็กแห่งนี้ได้กลายเป็นจุดที่ทั้งเมืองกำลังจับตาแล้วหลี่เซวียนอิงไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า หลังตรวจอาการปู่หลี่ซ้ำและแน่ใจว่าชีพจรยังทรงอยู่ นางก็ให้อาเยวี่ยช่วยย้ายหีบตำราเก่าที่สำคัญที่สุดออกจากเรือนด้านใน ไปเก็บไว้ใต้พื้นห้องเล็กหลังเรือนซึ่งเดิมใช้ตากสมุนไพรในฤดูฝน ห้องนั้นคับแคบ ผนังไม้บาง และมีกลิ่นดินชื้นติดอยู่ตลอดปี คนในบ้านแทบไม่มีใครใช้มันจริงจังมานานแล้ว เพราะแสงเข้าไม่ดีและอับเกินไปสำหรับเก็บของดีแต่ยามนี้ มันกลับเป็นที่เดียวที่เหมาะจะซ่อนทั้งของและคนอาเยวี่ยกำลังเช็ดฝุ่นโต๊ะตัวเล็กในห้องนั้นอยู่ เมื่ออดถามไม่ได้ “คุณหนู ท่านแน่ใจหรือเจ้าคะว่าจะใช้ห้องนี้”เซวียนอิงกำลังจัดตะเกียงเล็กสองดวงไว้คนละมุม นางตอบโดยไม่เงยหน้า “ยิ่งไม่มีใครเห็นว่าควรใช้ ยิ่งเหมาะ”“แต่ถ้าคนของเมืองมาค้นถึงหลังเรือน”“ถ้าเขาค้นถึงระดับ