Mag-log inหลังจากนั้นสุ่ยตัวตัวก็เอาแต่ป่วนขบวนเดินทาง เมื่อใดก็ตามที่ถูลี่อ๋องจะเข้าใกล้ซูเมิ่งหลาน นางก็จ
ในที่สุดซูเมิ่งหลานก็ได้ใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองสมดังใจ ใครจะคิดว่าที่จริงเซี่ยเวยก็คือลูกชายของ CEO โรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ ซ้ำยังมีเกือบร้อยสาขาทั่วทั้งประเทศจีน ทว่าการสืบทอดกิจการจากครอบครัวของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างเซี่ยเวยล้วนพยายามมาด้วยความสามารถของตัวเองทั้งสิ้นซูเมิ่งหลานยังคงนึกถึงเรื่องราวชีวิตจากนิยายเรื่องนั้นเสมอ ไม่ว่าจะโลกนิยายหรือโลกใบนี้ เซี่ยเวยก็ยังคงเป็นเซี่ยเวยคนที่เธอรัก ความมุ่งมั่นทะเยอทะยานเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าแม่ทัพเซี่ยคนนั้นไม่ได้จากเธอไปไหน เขาอยู่ตรงหน้าของเธอเสมอ เพียงแค่เปลี่ยนผันภพชาติและยุคสมัยใหม่เท่านั้นมือเรียวเทแป้งเค้กเนื้อละเอียดลงในแม่พิมพ์รูปหัวใจก่อนจะนำไปใส่ยังไมโครเวฟ วันนี้เป็นปีแรกของวันครบรอบแต่งงาน ซูเมิ่งหลานจึงตั้งใจอยากทำเค้กเพื่อเซอร์ไพรส์เขา เดิมวันนี้ควรเป็นวันหยุด แต่เซี่ยเวยถูกเรียกตัวไปเพราะมีงานด่วนเข้ามาแทรก ถึงเป็นอย่างนั้นซูเมิ่งหลานก็เข้าใจเขาชีวิตของหมอจะเอาเวลาที่ไหนมาหยุดพักผ่อน ชีวิตผู้คนสำคัญที่สุด เธอเองก็เป็นหมอจึงเข้าใจสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ที่สุดปิ๊งป่อง…ซูเม
“ไม่นะ ท่านอย่าทิ้งข้าไป!”เปลือกตาที่ปิดสนิทมานานปรือขึ้นด้วยความรวดเร็ว ทว่ากลับต้องปิดฉับลงอีกครั้งเมื่อแสงที่ส่องลงมากระทบเข้าม่านตาจนรู้สึกแสบซูเมิ่งหลานค่อย ๆ กลอกดวงตาท่ามกลางความมืดมิด นอกจากเสียงหายใจที่กำลังเต้นระรัวถี่กลับมีเสียงฝีเท้าไม่หนักไม่เบาเดินใกล้เข้ามา“รู้สึกตัวแล้วเหรอ”เสียงทุ้มที่ดังแนบหูเล็ก ทำให้ตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ ปรือขึ้นเล็กน้อย‘เสียงของเขาใช่หรือไม่ ปวดหัวจัง’ซูเมิ่งหลานขยับเปลือกตาเพื่อให้สามารถปรับเข้ากับแสงของบรรยากาศ ภาพตรงหน้าไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอเดาออกว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยสีขาวโพลน‘หรือคราวนี้เราจะตายไปแล้วจริง ๆ ครั้งก่อนดีใจเป็นเหตุให้หัวใจวาย มาครั้งนี้ก็เสียใจจนหัวใจวายหรือ’ซูเมิ่งหลานตัดพ้อ นึกไม่ถึงว่าตนนั้นช่างอาภัพนัก“ไม่ต้องรีบ หลับมานานก็เลยไม่ชินกับแสง”ซูเมิ่งหลานชะงัก ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยท่าทีลังเล “ครั้งนี้ฉันตายแล้วจริง ๆ ใช่ไหม”เสียงทุ้มหัวเราะอยู่ในลำคอ “ยัง คุณยังไม่ตาย”ซูเมิ่งหลานกะพริบตาอีกสองสามหนก็รู้สึกว่ามองทุกอย่างได้ชัด
สุ่ยตัวตัวกระโจนลงจากหลังม้าแล้วปรี่เข้าไปประคองซูเมิ่งหลานออกมา“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”ซูเมิ่งหลานส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร แต่ตอนนี้เขา…” หญิงสาวเหลียวมองไปยังลานประลองอันดุเดือด แววตาของนางระริกไหวด้วยความเป็นกังวล“พี่หญิงเมิ่งหลานท่านต้องเชื่อใจท่านพี่เซี่ยนะเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าเขาต้องเอาชนะได้แน่” สุ่ยตัวตัวปลอบ“ข้าเชื่อใจเขา แต่เจียงสวินอ๋องผู้นั้นดูกระบวนท่าของเขาออกทั้งหมด ข้ากลัวว่า…”สุ่ยตัวตัวรีบตะครุบปาก “ข้าเคยเห็นท่านพี่เซี่ยออกรบมามาก เขาต้องชนะแน่นอน”ซูเมิ่งหลานพยักหน้าหงึกหงัก แต่ก็มิอาจคลายความกังวลได้อยู่ดีการประลองกระบี่ผ่านไปนับร้อยกระบวนท่า แม้ร่างกายของเซี่ยเวยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทว่าเขากลับไม่มีอาการเหนื่อยล้าเผยออกมาให้เห็น“เจ้าเก่งมากศิษย์รัก”เซี่ยเวยตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ น้ำเสียงและแววตาของเจียงสวินอ๋องกำลังกระตุ้นความทรงจำบางอย่างของเขา ทันทีที่คมของกระบี่ประสานกันอีกครั้ง เซี่ยเวยก็ถึงกับตกตะลึง“ท่านคืออาจารย์ของข้าอย่างนั้นหรือ”“ศิษย์รัก ที่แท้สายตาของเจ้าก็มิได้มีปัญหา”
ร่างสูงทะยานไปยืนที่เบื้องหน้าเหล่าชายฉกรรจ์นับสิบ ดาบจ้านลู่ในมือชี้เข้าหาศัตรูด้วยความดุดัน“ใครอยากไปเกิดใหม่คนแรกก็เข้ามา”ใบหน้าหล่อเหลายังคงสงบนิ่ง ทว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กล่าวออกมากลับทำให้ผู้คนขนลุกเกรียวเสียวแปลบไปทั่วสันหลังชายร่างกำยำพร้อมใจกันถอยกรูด เขามองตากันหลุกหลิก แต่แล้วก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งโพล่ง“โจรกบฏตระกูลเซี่ย ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก เจ้ามันก็แค่ตัวคนเดียว เก่งกาจอย่างไรก็คงมิอาจล้มพวกข้าได้หมดกระมัง วันนี้ข้าขอสู้กับเจ้าจนตัวตาย”เซี่ยเวยเลิกคิ้วหนึ่งฝั่ง “โจรกบฎตระกูลเซี่ย?”“เจ้ายังมาทำไขสือ เป็นเพราะบิดาของเจ้าทรยศ พวกเราและเหล่าพี่น้องจึงต้องอยู่กันอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ น่าเสียดาย แม้เจ้าถูกทรมานแต่เกิดก็ยังไม่ตายเสียที วันนี้ไม่ว่าชื่อเสียงบรรดาศักดิ์ เจ้าต้องคืนแก่พวกเราทั้งหมด”เซี่ยเวยปรายตามองเหล่าชายร่างสูงทีละคน ก่อนจะหยุดสายตาลงบนร่างของเซี่ยเจิง“ท่านลุง แสร้งเป็นเทพพรางเป็นผีมานานท่านไม่เบื่อบ้างหรือ”เซี่ยเจิงหน้ากระตุก ทว่าชั่วพริบตาเขาก็หัวเราะเสียงสะท้าน จากปลิงแก่อืดอาดงุ่นง่าน ก็แปลงโ
ณ โถงรับรอง จวนแม่ทัพ“สตรีผู้นี้เป็นปีศาจ นางเป็นต้นเหตุที่ทำให้หลานชายของข้าล้มป่วย”นักพรตวัยกลางคนกวาดตามองซูเมิ่งหลานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาเอ่ย “บนร่างของนางมีกลิ่นอายวิญญาณชั่วร้าย ต้องจัดทำพิธีชำระบาป”ซูเมิ่งหลานแค่นเสียง นางคิดไว้ไม่มีผิด ปลิงแก่ผู้นี้กำลังจ้างวานนักพรตจอมปลอมมาเล่นปาหี่ ว่าก็ว่าเถิด ถึงแม้ซูเมิ่งหลานเป็นวิญญาณจากต่างยุค แต่นางก็มิใช่วิญญาณชั่วร้ายอีกอย่างนางเป็นหมอจากยุคสองพันเชียว หมอที่สร้างคุณประโยชน์มากมาย ไม่มองนางเป็นจิตวิญญาณแห่งเซียนก็ช่าง แต่ไฉนต้องมาสาดโคลนว่านางคือวิญญาณแห่งความชั่วร้ายด้วย ข้อกล่าวหาเช่นนี้ซูเมิ่งหลานรับไม่ได้“ข้าว่าก่อนชำระบาปให้แก่ตัวข้า มิสู้นักพรตหัวใสเช่นพวกท่านลองผลัดกันส่องเงาตนบนศีรษะอีกฝ่ายดูก่อนดีหรือไม่ บางทีอาจจะเห็นตราบาปประทับอยู่ก็ได้” ซูเมิ่งหลานลอยหน้าเอ่ยยู่หลงและจางเหว่ยที่ยืนดูไม่ห่างต่างขำพรืด คำพูดของซูเมิ่งหลานแม้ไม่ได้ต่อว่าด่าทอ แต่กลับแสบสันจนคนฟังยังรู้สึกคันไปทั้งตัวเซี่ยเจิงตัวสั่นเทา “ปากดีจริง ๆ คอยดูเถอะวิญญาณปีศาจชั่ว ข้าจะขับไล่ออกไปให้ห
เซี่ยเวยหมดสติเพราะพิษกำเริบไปถึงครึ่งเดือน ซูเมิ่งหลานก็พยายามทำทุกทางตามที่ตำราบอกเพื่อถอนพิษให้กับเขา หากแต่วิธีการที่ระบุไว้นั้นทั้งซับซ้อนและชวนปวดหัวตำราเล่มแรกที่นางกับเซี่ยเวยพบในตอนแรกระบุคำว่าเสพสมทุกข์สุข หลอมรวมหยินหยาง ความหมายของมันไม่เท่ากับเขาต้องทำเรื่องอย่างว่าหรือ ในตอนนั้นซูเมิ่งหลานลำบากใจมากไม่รู้ควรช่วยเขาอย่างไร วิธีการกำกวมเช่นนี้แม้แต่ตำราพิสดารยังช่วยไม่ได้อีกอย่างนางก็ไม่มั่นใจว่านี่นับเป็นการถอนรากถอนโคนพิษบุปผาเลือนรักได้จริงหรือไม่ อาจมีใครอุตริคิดเล่นพิเรนทร์เพื่อใช้ปั่นหัวคนที่ถูกพิษอยู่ก็เป็นได้ เผลอ ๆ ยิ่งตื่นเต้นมากเข้าก็ยิ่งกระตุ้นพิษข้างในหัวใจให้กำเริบหนักไม่นานหลังจากถูลี่อ๋องนำตำราอีกเล่มมามอบให้นาง ซูเมิ่งหลานก็ราวกับพบแสงที่เจิดจรัสวางอยู่ตรงหน้า วิธีการแรกนางจึงตัดทิ้งโดยไม่ลังเลอันที่จริงยามนี้ซูเมิ่งหลานไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าแทรกเรื่องชวนปวดหัวของเขาก็ได้ นางสามารถปัดก้นหนีแล้วไปใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองได้ตามอำเภอใจ ถึงอย่างไรทุกอย่างก็บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจแล้วเพียงแต่ไม่ทราบเมื่อใดที่นางเองก็เพิ
ดวงตาของสุ่ยตัวตัววาววับ เซี่ยเวยออกรบตั้งแต่อายุสิบสี่ เป็นแม่ทัพในวัยสิบแปด เขาไม่เคยหาความสำราญกับเรือนร่างสตรีหรือชมชอบหญิงสาวคนใดเลยสักรายหากหมอหญิงที่งดงามตรงหน้านางผู้นี้สามารถสั่นคลอนน้ำแข็งในใจของพี่ชายได้เพียงน้อยนิด นางก็ยินดีจะลองดูเพื่อลบคำสบประมาทของผู้คน ไม่เช่นนั้นแล้วผู้อ
สตรีร่างบอบบางสาวเท้าเข้ามายืนเบื้องหน้าซูเมิ่งหลานพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร “มาเถอะพี่หญิง ข้าจะช่วยท่านอาบน้ำเอง”“พี่หญิง นี่เรียกข้าหรือ” ซูเมิ่งหลานกะพริบตาถี่“ไม่อย่างนั้นล่ะ”ซูเมิ่งหลานกวาดตามองเหล่าทหารที่ยืนคุม จากนั้นย้ายสายตามายังหญิงสาว ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะคาดเดาความ
เขาเดินมาหยุดเบื้องหน้าซูเมิ่งหลาน ก่อนจะย้ายไปยังปลายนิ้วทั้งห้าซูเมิ่งหลานใจเต้นระรัว ‘เขาคิดจะเสียบเข็มเข้านิ้วของข้า นั่นมันทรมานกว่าห้าม้าแยกร่างเสียอีก’“ท่านแม่ทัพ ช้าก่อน ๆ”เขาหยุดมือลงเดี๋ยวนั้น “ยอมสารภาพแล้วหรือ”ซูเมิ่งหลานพยักหน้าหงึกหงัก“เช่นนั้นว่ามา หากเจ้าโกหกแม้เพียงครึ่งคำ ข้า
“ลากตัวออกมา!” เสียงทุ้มตวาดดังซูเมิ่งหลานและเสี่ยวเป้ยสะดุ้งโหยง หญิงสาวรีบคลานออกมาจากที่ซ่อน ดาบปลายแหลมจ่อไปยังลำคอระหงเดี๋ยวนั้น“พูดมา เจ้าเป็นใคร”ซูเมิ่งหลานตัวสั่นสะท้าน ตั้งแต่เป็นประชากรของที่นี่ นางก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของแม่ทัพหนุ่มผู้หนึ่ง สมญานามของเขาก็คือพญายมเซี่ยแห่งเป่ยเปียน ว







