เข้าสู่ระบบซูเมิ่งหลานจมลงไปใต้อ่างจนมิดหัว ทั้งยังโดนบุรุษร่างกำยำหล่นทับซ้ำจนนางแทบกลืนน้ำขาดอากาศตาย
เซี่ยเวยตกใจหน้าเปลี่ยนสี เขารีบดึงคนใต้ร่างขึ้นมา แต่ทว่าไม่ทันระวัง ศีรษะของนางจึงกระแทกปลายคางของเขาจนฟันกระทบเลือดกบปาก
ความเจ็บแปลบเหนือศีรษะถูกลืม ซูเมิ่งหลานเร่งสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเอาชีวิตรอด ทั้งยังกอดคอชายหนุ่มเอาไว้แน่น
จางเหว่ยที่เฝ้าอยู่หน้ากระโจมได้ยินเสียงโครมครามจึงทะเล่อทะล่าเข้ามา “ท่านแม่ทัพ เกิดอะไรขึ้นขอรับ”
เซี่ยเวยหันไปยังต้นเสียงด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก ทั้งมุมปากและจมูกยังมีโลหิตสีแดงฉานติดอยู่ด้วย
ภาพชายหนุ่มหญิงสาวกอดกันกลมพร้อมร่างอันเปียกปอนทำให้จางเหว่ยคิดเปิดเปิงไปไกลลิบ ชายหนุ่มตะลึงลานตาเบิกค้าง เขาชะงักแล้วรีบหันหลังกลับทันควัน
“ข้า…ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”
จางเหว่ยรีบพาใบหน้าแดงก่ำของตนจากไป คำอธิบายของเซี่ยเวยจึงติดอยู่ที่ริมฝีปาก เขาสบถเสียงเบา ภาพลักษณ์แม่ทัพผู้ไม่ข้องเกี่ยวกับคาวราคะบัดนี้จบสิ้นลงแล้ว
“ท่านทำข้าเกือบจมน้ำตาย รู้ตัวหรือไม่” ซูเมิ่งหลานเพิ่งคืนสติ
“เป็นเพราะเจ้าไม่ใช่หรือไง ไม่ได้เรื่อง”
“นี่ท่านบาดเจ็บหรือ” ซูเมิ่งหลานประคองใบหน้าวสันต์ไว้บนฝ่ามือตนอย่างลืมตัว
แม่ทัพหนุ่มตัวแข็งทื่อดุจแผ่นหิน มือที่กำลังจะผลักไสร่างเล็กหยุดชะงักไม่ทันรู้ตัว
“แย่แล้ว ท่านปากแตกหรือ เลือดกำเดาไหลด้วย เป็นเพราะข้า เพราะข้าไม่ระวัง ขอโทษทีเจ้าค่ะ” ซูเมิ่งหลานใช้มือเช็ดคราบโลหิตจากปากและจมูกของเขาโดยไม่รังเกียจ
เซี่ยเวยหน้าร้อนผ่าวดั่งถูกน้ำร้อนลวก หัวใจของเขาเต้นครึกโครมดุจกำลังถูกหวดตีด้วยของแข็ง ก่อนที่ลมอุ่นระอุจะเป่าออกมาจากปากเล็กกระจับ ชายหนุ่มก็รีบพรวดพราดออกจากอ่าง
ซูเมิ่งหลานไม่ทันระวัง ร่างระหงเซห่างออกไปจนหัวมุดน้ำ
“แค่ก! ทะ…ท่านเป็นบ้าอะไรเนี่ย คนเขาเป็นห่วงแท้ ๆ” ซูเมิ่งหลานกระเง้ากระงอด
หญิงสาวหยัดแขนพยุงขอบอ่างแล้วลุกตามมา จากนั้นใช้ฝ่ามือลูบใบหน้าอย่างขอไปที
เซี่ยเวยเผลอเหลือบไปเห็นเสื้อผ้าอันเปียกชื้นแนบชิดเรือนร่างบอบบาง เขาเบือนหน้าหนีพลางกลืนน้ำลายจนกลางคอขยับ ฝ่ามือกว้างคว้าเสื้อคลุมตัวโคร่งเอาไว้ แล้วโยนใส่ศีรษะหญิงสาว
พรึบ!
“สตรีหน้าหนา นี่เป็นแผนลวงของเจ้าใช่หรือไม่”
หรือนางคิดจะใช้แผนหญิงงามมาล่อลวงเขา
ซูเมิ่งหลานได้ยินก็ยิ่งโมโหแทบบ้า ทั้งที่นางหวังดี แต่เขากลับรังแกนางจนมีสภาพดุจลูกหมาตกน้ำเช่นนี้ ยังมากล่าวหาว่านางเจ้าแผนการอีกหรือ
เนรคุณกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!
“เมื่อครู่เป็นอุบัติเหตุ ท่านยังคิดว่าข้าวางแผนใดอีก”
เซี่ยเวยฮึดฮัด เขาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “เจ้ากำลังแสร้งใช้มารยาจิ้งจอกมามอมเมาแม่ทัพเช่นข้าใช่หรือไม่ บอกมา เจ้าเป็นคนของผู้ใดกันแน่”
เซี่ยเวยคว้าคอระหงได้ก็ออกแรงบีบจนหญิงสาวหน้าแดงค่อนไปทางเขียว ปลายเท้าเรียวลอยขึ้นเหนือพื้น ซูเมิ่งหลานกระเสือกกระสนแกว่งขาทั้งสองเพื่อเอาตัวรอด
ทว่านางดิ้นเท่าใดแรงของเขาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ซูเมิ่งหลานกระอักไอคล้ายจะหายใจไม่ออก
“แค่ก…ปะ…ปล่อย ปล่อยข้านะ หายใจไม่ออก…”
“พูดมา ถ้าไม่พูดความจริง ข้าจะหักคอเจ้าทิ้ง”
กระบอกตาคู่งามระรื่นแดงก่ำ เขาให้นางพูดแต่กลับรัดคอไว้แน่น เช่นนี้ต่อให้มีสิบปากก็พูดไม่ได้
มือเล็กยกขึ้นตีแปะลงบนแขนแกร่ง แต่ดูเหมือนว่าแรงตีของนางไม่ระคายผิวหยาบหนาของคนตรงหน้าเลยสักกระผีกริ้น
“ท่านจะ…จะให้ข้าพูดอย่างไร บีบคอข้าเช่นนี้ อึก… ข้าจะตายแล้ว…”
แรงบีบรัดที่ลำคอเล็กบรรเทาลงแช่มช้า ร่างระหงทรุดฮวบลงบนพื้น เสียงไอโขลกดังไม่หยุด
ที่เขาปล่อยนางมิใช่เพราะคิดได้ เพียงแต่ตอนนี้กำลังมีบางอย่างไม่ปกติ ซูเมิ่งหลานแหงนหน้าขึ้นเนิบนาบ ก่อนจะพบว่าร่างสูงยืนไม่มั่นคง ตัวของเขาโงนเงนไปมาดุจต้นไผ่ลู่ลม
“เห้…ไม่ได้นะ นี่ท่านเป็นอะไร”
อยู่ ๆ เซี่ยเวยก็ทิ้งตัวลงกะทันหัน ซูเมิ่งหลานตื่นตระหนก นางหลบไม่ทันแล้ว
โครม!
เขาล้มทับนางเป็นคราที่สอง ซูเมิ่งหลานสะอึกจนพูดไม่ออก วันนี้หากกระดูกนางไม่แตกก็ต้องมีซี่โครงหักกันบ้างแล้วล่ะ
“ออกไปนะ คนสารเลว ข้าไม่รักษาท่านแล้ว คนไม่รักดี ไสหัวออกไป!”
อยู่ ๆ ร่างที่หนาวเย็นของนางก็ร้อนผ่าวดั่งถูกไฟคลอก
“ร้อน ร้อนมาก”
เสียงลมหายใจของคนบนร่างถี่กระชั้น ความร้อนที่แทรกซึมเข้ามาก็มาจากบนตัวของเขา บัดนี้เซี่ยเวยสติเลือนรางลงทุกขณะ
เสียงทุ้มพึมพำ “อย่าไป ท่านแม่อย่าทิ้งข้าไป”
“ข้าไม่ใช่แม่ท่าน พญายมใจทราม ออกไปจากตัวข้า”
ซูเมิ่งหลานผลักเขาสุดแรงทว่าคนบนร่างก็ยังไม่ขยับ
“ตัวข้าจะหักแล้ว ร้อนก็ร้อน นี่ท่านเป็นเตาเผาหรืออย่างไร”
ทั้งบ่นทั้งผลัก แต่เซี่ยเวยกลับกอดรัดร่างบอบบางไว้แน่น
“ท่านแม่ ข้าร้อนมาก ท่านตัวเย็นสบายจริง ๆ ข้าขอกอดท่านได้หรือไม่”
ซูเมิ่งหลานแทบกรีดร้อง แบบนี้ไม่เรียกกอด แต่เขาเรียกว่ารัดแล้วพร้อมเขมือบต่างหาก กระดูกของนางจะเป็นผงแล้ว ทั้งร้อนทั้งเจ็บหากปล่อยไว้เช่นนี้เนื้อของนางต้องละลายติดร่างของเขาเป็นแน่
“ใครก็ได้ ช่วยที!”
‘ยอมอับอายตอนนี้ ดีกว่าต้องตายใต้ร่างบุรุษ’
ในที่สุดซูเมิ่งหลานก็ได้ใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองสมดังใจ ใครจะคิดว่าที่จริงเซี่ยเวยก็คือลูกชายของ CEO โรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ ซ้ำยังมีเกือบร้อยสาขาทั่วทั้งประเทศจีน ทว่าการสืบทอดกิจการจากครอบครัวของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างเซี่ยเวยล้วนพยายามมาด้วยความสามารถของตัวเองทั้งสิ้นซูเมิ่งหลานยังคงนึกถึงเรื่องราวชีวิตจากนิยายเรื่องนั้นเสมอ ไม่ว่าจะโลกนิยายหรือโลกใบนี้ เซี่ยเวยก็ยังคงเป็นเซี่ยเวยคนที่เธอรัก ความมุ่งมั่นทะเยอทะยานเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าแม่ทัพเซี่ยคนนั้นไม่ได้จากเธอไปไหน เขาอยู่ตรงหน้าของเธอเสมอ เพียงแค่เปลี่ยนผันภพชาติและยุคสมัยใหม่เท่านั้นมือเรียวเทแป้งเค้กเนื้อละเอียดลงในแม่พิมพ์รูปหัวใจก่อนจะนำไปใส่ยังไมโครเวฟ วันนี้เป็นปีแรกของวันครบรอบแต่งงาน ซูเมิ่งหลานจึงตั้งใจอยากทำเค้กเพื่อเซอร์ไพรส์เขา เดิมวันนี้ควรเป็นวันหยุด แต่เซี่ยเวยถูกเรียกตัวไปเพราะมีงานด่วนเข้ามาแทรก ถึงเป็นอย่างนั้นซูเมิ่งหลานก็เข้าใจเขาชีวิตของหมอจะเอาเวลาที่ไหนมาหยุดพักผ่อน ชีวิตผู้คนสำคัญที่สุด เธอเองก็เป็นหมอจึงเข้าใจสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ที่สุดปิ๊งป่อง…ซูเม
“ไม่นะ ท่านอย่าทิ้งข้าไป!”เปลือกตาที่ปิดสนิทมานานปรือขึ้นด้วยความรวดเร็ว ทว่ากลับต้องปิดฉับลงอีกครั้งเมื่อแสงที่ส่องลงมากระทบเข้าม่านตาจนรู้สึกแสบซูเมิ่งหลานค่อย ๆ กลอกดวงตาท่ามกลางความมืดมิด นอกจากเสียงหายใจที่กำลังเต้นระรัวถี่กลับมีเสียงฝีเท้าไม่หนักไม่เบาเดินใกล้เข้ามา“รู้สึกตัวแล้วเหรอ”เสียงทุ้มที่ดังแนบหูเล็ก ทำให้ตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ ปรือขึ้นเล็กน้อย‘เสียงของเขาใช่หรือไม่ ปวดหัวจัง’ซูเมิ่งหลานขยับเปลือกตาเพื่อให้สามารถปรับเข้ากับแสงของบรรยากาศ ภาพตรงหน้าไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอเดาออกว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยสีขาวโพลน‘หรือคราวนี้เราจะตายไปแล้วจริง ๆ ครั้งก่อนดีใจเป็นเหตุให้หัวใจวาย มาครั้งนี้ก็เสียใจจนหัวใจวายหรือ’ซูเมิ่งหลานตัดพ้อ นึกไม่ถึงว่าตนนั้นช่างอาภัพนัก“ไม่ต้องรีบ หลับมานานก็เลยไม่ชินกับแสง”ซูเมิ่งหลานชะงัก ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยท่าทีลังเล “ครั้งนี้ฉันตายแล้วจริง ๆ ใช่ไหม”เสียงทุ้มหัวเราะอยู่ในลำคอ “ยัง คุณยังไม่ตาย”ซูเมิ่งหลานกะพริบตาอีกสองสามหนก็รู้สึกว่ามองทุกอย่างได้ชัด
สุ่ยตัวตัวกระโจนลงจากหลังม้าแล้วปรี่เข้าไปประคองซูเมิ่งหลานออกมา“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”ซูเมิ่งหลานส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร แต่ตอนนี้เขา…” หญิงสาวเหลียวมองไปยังลานประลองอันดุเดือด แววตาของนางระริกไหวด้วยความเป็นกังวล“พี่หญิงเมิ่งหลานท่านต้องเชื่อใจท่านพี่เซี่ยนะเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าเขาต้องเอาชนะได้แน่” สุ่ยตัวตัวปลอบ“ข้าเชื่อใจเขา แต่เจียงสวินอ๋องผู้นั้นดูกระบวนท่าของเขาออกทั้งหมด ข้ากลัวว่า…”สุ่ยตัวตัวรีบตะครุบปาก “ข้าเคยเห็นท่านพี่เซี่ยออกรบมามาก เขาต้องชนะแน่นอน”ซูเมิ่งหลานพยักหน้าหงึกหงัก แต่ก็มิอาจคลายความกังวลได้อยู่ดีการประลองกระบี่ผ่านไปนับร้อยกระบวนท่า แม้ร่างกายของเซี่ยเวยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทว่าเขากลับไม่มีอาการเหนื่อยล้าเผยออกมาให้เห็น“เจ้าเก่งมากศิษย์รัก”เซี่ยเวยตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ น้ำเสียงและแววตาของเจียงสวินอ๋องกำลังกระตุ้นความทรงจำบางอย่างของเขา ทันทีที่คมของกระบี่ประสานกันอีกครั้ง เซี่ยเวยก็ถึงกับตกตะลึง“ท่านคืออาจารย์ของข้าอย่างนั้นหรือ”“ศิษย์รัก ที่แท้สายตาของเจ้าก็มิได้มีปัญหา”
ร่างสูงทะยานไปยืนที่เบื้องหน้าเหล่าชายฉกรรจ์นับสิบ ดาบจ้านลู่ในมือชี้เข้าหาศัตรูด้วยความดุดัน“ใครอยากไปเกิดใหม่คนแรกก็เข้ามา”ใบหน้าหล่อเหลายังคงสงบนิ่ง ทว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กล่าวออกมากลับทำให้ผู้คนขนลุกเกรียวเสียวแปลบไปทั่วสันหลังชายร่างกำยำพร้อมใจกันถอยกรูด เขามองตากันหลุกหลิก แต่แล้วก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งโพล่ง“โจรกบฏตระกูลเซี่ย ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก เจ้ามันก็แค่ตัวคนเดียว เก่งกาจอย่างไรก็คงมิอาจล้มพวกข้าได้หมดกระมัง วันนี้ข้าขอสู้กับเจ้าจนตัวตาย”เซี่ยเวยเลิกคิ้วหนึ่งฝั่ง “โจรกบฎตระกูลเซี่ย?”“เจ้ายังมาทำไขสือ เป็นเพราะบิดาของเจ้าทรยศ พวกเราและเหล่าพี่น้องจึงต้องอยู่กันอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ น่าเสียดาย แม้เจ้าถูกทรมานแต่เกิดก็ยังไม่ตายเสียที วันนี้ไม่ว่าชื่อเสียงบรรดาศักดิ์ เจ้าต้องคืนแก่พวกเราทั้งหมด”เซี่ยเวยปรายตามองเหล่าชายร่างสูงทีละคน ก่อนจะหยุดสายตาลงบนร่างของเซี่ยเจิง“ท่านลุง แสร้งเป็นเทพพรางเป็นผีมานานท่านไม่เบื่อบ้างหรือ”เซี่ยเจิงหน้ากระตุก ทว่าชั่วพริบตาเขาก็หัวเราะเสียงสะท้าน จากปลิงแก่อืดอาดงุ่นง่าน ก็แปลงโ
ณ โถงรับรอง จวนแม่ทัพ“สตรีผู้นี้เป็นปีศาจ นางเป็นต้นเหตุที่ทำให้หลานชายของข้าล้มป่วย”นักพรตวัยกลางคนกวาดตามองซูเมิ่งหลานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาเอ่ย “บนร่างของนางมีกลิ่นอายวิญญาณชั่วร้าย ต้องจัดทำพิธีชำระบาป”ซูเมิ่งหลานแค่นเสียง นางคิดไว้ไม่มีผิด ปลิงแก่ผู้นี้กำลังจ้างวานนักพรตจอมปลอมมาเล่นปาหี่ ว่าก็ว่าเถิด ถึงแม้ซูเมิ่งหลานเป็นวิญญาณจากต่างยุค แต่นางก็มิใช่วิญญาณชั่วร้ายอีกอย่างนางเป็นหมอจากยุคสองพันเชียว หมอที่สร้างคุณประโยชน์มากมาย ไม่มองนางเป็นจิตวิญญาณแห่งเซียนก็ช่าง แต่ไฉนต้องมาสาดโคลนว่านางคือวิญญาณแห่งความชั่วร้ายด้วย ข้อกล่าวหาเช่นนี้ซูเมิ่งหลานรับไม่ได้“ข้าว่าก่อนชำระบาปให้แก่ตัวข้า มิสู้นักพรตหัวใสเช่นพวกท่านลองผลัดกันส่องเงาตนบนศีรษะอีกฝ่ายดูก่อนดีหรือไม่ บางทีอาจจะเห็นตราบาปประทับอยู่ก็ได้” ซูเมิ่งหลานลอยหน้าเอ่ยยู่หลงและจางเหว่ยที่ยืนดูไม่ห่างต่างขำพรืด คำพูดของซูเมิ่งหลานแม้ไม่ได้ต่อว่าด่าทอ แต่กลับแสบสันจนคนฟังยังรู้สึกคันไปทั้งตัวเซี่ยเจิงตัวสั่นเทา “ปากดีจริง ๆ คอยดูเถอะวิญญาณปีศาจชั่ว ข้าจะขับไล่ออกไปให้ห
เซี่ยเวยหมดสติเพราะพิษกำเริบไปถึงครึ่งเดือน ซูเมิ่งหลานก็พยายามทำทุกทางตามที่ตำราบอกเพื่อถอนพิษให้กับเขา หากแต่วิธีการที่ระบุไว้นั้นทั้งซับซ้อนและชวนปวดหัวตำราเล่มแรกที่นางกับเซี่ยเวยพบในตอนแรกระบุคำว่าเสพสมทุกข์สุข หลอมรวมหยินหยาง ความหมายของมันไม่เท่ากับเขาต้องทำเรื่องอย่างว่าหรือ ในตอนนั้นซูเมิ่งหลานลำบากใจมากไม่รู้ควรช่วยเขาอย่างไร วิธีการกำกวมเช่นนี้แม้แต่ตำราพิสดารยังช่วยไม่ได้อีกอย่างนางก็ไม่มั่นใจว่านี่นับเป็นการถอนรากถอนโคนพิษบุปผาเลือนรักได้จริงหรือไม่ อาจมีใครอุตริคิดเล่นพิเรนทร์เพื่อใช้ปั่นหัวคนที่ถูกพิษอยู่ก็เป็นได้ เผลอ ๆ ยิ่งตื่นเต้นมากเข้าก็ยิ่งกระตุ้นพิษข้างในหัวใจให้กำเริบหนักไม่นานหลังจากถูลี่อ๋องนำตำราอีกเล่มมามอบให้นาง ซูเมิ่งหลานก็ราวกับพบแสงที่เจิดจรัสวางอยู่ตรงหน้า วิธีการแรกนางจึงตัดทิ้งโดยไม่ลังเลอันที่จริงยามนี้ซูเมิ่งหลานไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าแทรกเรื่องชวนปวดหัวของเขาก็ได้ นางสามารถปัดก้นหนีแล้วไปใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองได้ตามอำเภอใจ ถึงอย่างไรทุกอย่างก็บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจแล้วเพียงแต่ไม่ทราบเมื่อใดที่นางเองก็เพิ
จางเหว่ยและยู่หลงวิ่งพรวดเข้ามา“นี่เกิดอะไรขึ้น เหตุใดไปนอนกันตรงนั้น” ยู่หลงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจางเหว่ยสติหลุดไปแล้ว“ยืนบื้ออะไร มาลากแม่ทัพของพวกท่านออกไปจากตัวข้าก่อน”องครักษ์ทั้งสองได้สติ เขารุดเข้ามาเพื่อช่วยพยุงร่างเซี่ยเวย แต่แล้วก็ต่างต้องชักมือกลับเพราะคว
ซูเมิ่งหลานถูกชายหนุ่มดันกายออกจนเซล้มลง เพราะสัญชาตญาณความเป็นหมอในยุคปัจจุบันทำให้นางเองก็ลืมตัวไปชั่วขณะ การรักษาไหนเลยจะแบ่งแยกชายหญิง มีเรือนร่างใดบ้างที่นางไม่เคยเห็น แม้จะเห็นอวัยวะส่วนลับนางก็ยังคิดว่านั่นเป็นเรื่องปกติ“ท่านแม่ทัพ บอกดี ๆ ก็ได้นี่เจ้าคะ เหตุใดต้องผลักข้าด้วย” ซูเม
“ท่านแม่ทัพ ให้คนเตรียมน้ำอุ่นเข้ามาเจ้าค่ะ”“ได้”ไม่นานก็มีคนนำถาดน้ำอุ่นเข้ามาตามคำสั่ง ซูเมิ่งหลานกุมขมับ เป็นเพราะนางไม่ชัดเจนเอง“ไม่ใช่เช่นนี้ ข้าหมายถึงน้ำอุ่นทั้งอ่างเจ้าค่ะ”เซี่ยเวยตวัดตามองเข้ม “เจ้าจะรักษาไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องเตรียมอ่างน้ำอุ่น ชายแดนห่างไก
ดวงตาของสุ่ยตัวตัววาววับ เซี่ยเวยออกรบตั้งแต่อายุสิบสี่ เป็นแม่ทัพในวัยสิบแปด เขาไม่เคยหาความสำราญกับเรือนร่างสตรีหรือชมชอบหญิงสาวคนใดเลยสักรายหากหมอหญิงที่งดงามตรงหน้านางผู้นี้สามารถสั่นคลอนน้ำแข็งในใจของพี่ชายได้เพียงน้อยนิด นางก็ยินดีจะลองดูเพื่อลบคำสบประมาทของผู้คน ไม่เช่นนั้นแล้วผู้อ







