Share

บทที่ 14 ภูเขาบุปผา

last update publish date: 2026-03-24 22:02:53

บทที่ 14 ภูเขาบุปผา

       แสงอ่อนของดวงอาทิตย์คลี่คลุมขอบฟ้า หมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือถนนหินเก่า เสียงล้อรถม้าครูดบดไปตามร่องทางดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ภายในรถม้าไม่ใหญ่โตมีชายในชุดยาวสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับจางฟานอวี้ที่สวมใส่สีขาว จะมีสิ่งที่ทำให้รู้ว่ามาด้วยกันกับองค์ชายสามคือผ้าคาดเอวที่สีและลวดลายเดียวกันกับอาภรณ์ของเขา

       องครักษ์จางตงฟูคงซื้อหามาเพียงชุดคู่ แต่เหตุใดจึงจัดมาให้สวมใส่คู่กันทุกครั้งก็สุดแล้วแต่นางจะหาคำตอบ มิใช่ว่าองครักษ์จางไม่ไว้ใจตัวนางหรอกหรือ เรื่องนี้แปลกประหลาดนักในความคิดของฟานอวี้

       ทว่าสำหรับจางตงฟูการล้อเลียนศิษย์พี่สำคัญกว่าการทำมึนตึงกับสตรีที่อาจจะไม่ได้เป็นนกต่ออย่างที่เข้าใจ

       ผู้คนเริ่มบางตาลงแล้ว เสียงล้อบนไปกับถนนหินดังขึ้นต่อเนื่องแต่จังหวะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เป็นสัญญาณว่าไม่นานนักพื้นถนนคงขรุขระนั่งลำบากขึ้นเป็นแน่

“ตกลงเราไปที่ใดกันหรือเพคะ ไปค่ายทหารเลยหรือไม่ หม่อมฉันต้องเตรียมของมากอยู่ เกรงว่าจะช้าเกินไป” จางฟานอวี้หันไปถามโจวหลงเฉิงที่กล่าวเพียงว่าจะออกเดินทาง แต่จุดหมายเป็นที่ใดกลับไม่ยอมเปิดเผย

“ยังกลับไปค่ายทหารไม่ได้ ข้าโป้ปดว่าบาดเจ็บ จะให้หายเร็วถึงเพียงนั้นได้อย่างไร” หลงเฉิงตอบปัดรำคาญ

“แต่ก็แปลกองค์ชายบาดเจ็บ ไม่ส่งหมอหลวงมารุมรักษา ฮ่องเต้ไม่โปรดองค์ชายสามหรือ”

“หากมิใช่เพราะเช้านี้เปิ่นหวางอารมณ์ผ่องใส หัวเจ้าไม่อยู่บนบ่าแน่” หลงเฉิงมองผ่านเลยฟานอวี้ไปโดยไม่แยแส เมื่อคืนมีสารส่งมาถึงเขาว่าเหยี่ยวเผือกเลี้ยงที่หลุดไปมีผู้ตามหาพบแล้ว เช้านี้อารมณ์ขององค์ชายสามจึงมีแต่เมตตาและความสุขเอ่อล้นออกมา

“เหอะ ไม่ถูกหรือเพคะ หม่อมฉันสงสัยบ้างไม่ได้หรือ”

“ย่อมมีการส่งคนมา แต่หากข้าไม่ต้องการให้ผู้ใดพบตัว ก็ไม่อาจหาพบได้โดยง่าย” โจวหลงเฉิงยอมออกปากอธิบายโดยไม่มีคำจิกกัด

“หากได้พบเหยี่ยวของพระองค์ หม่อมฉันคงจะต้องไปคำนับเสียสามเวลา เหตุที่ทำให้องค์ชายปากคอร้ายกาจละเว้นการว่ากระทบได้หนึ่งครั้งเชียว”

“เหยี่ยวเผือกของเปิ่นหวางก็สูงค่าสมควรให้คนบูชาจริงๆ” คนที่หาสัตว์เลี้ยงเจอยิ้มด้วยความปีติ มือใหญ่นั้นยังซุกซนมือบีบแก้มของฟานอวี้เล่นแก้ความมันเขี้ยวอีกด้วย “เหมยลี่ของข้าคิดถึงเหลือเกิน”

“โอ๊ย! องค์ชาย เอาไว้ไปบีบเหมยลี่สิเพคะ หม่อมฉันคือฟานอวี้ แม่นางนกต่อแต่มิได้เป็นนก”

“รู้แล้วหน่า เหมยลี่ของข้าสวยงามสมชื่อ มิได้เหมือนเจ้าที่เดี๋ยวก็งามเดี๋ยวก็กระเซิง” หลงเฉิงที่หยอกเย้าจบก็ชี้ให้ฟานอวี้ดูทิวทัศน์ด้านนอก

       จางฟานอวี้ที่คราแรกจะเถียงกลับ แต่เมื่อมองตามมือของหลงเฉิงก็พบเห็นว่าทิวทัศน์เป็นภูเขาใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยดอกไม้ที่ชมพูอ่อนทั้งลูก โดดเด่นออกมาจากภูเขาทั่วไปที่จะมิใช่ต้นดอกไม้เช่นนี้ สตรีที่ชมชอบของสวยงามเป็นทุนเดิมดวงตาเปล่งประกายสุกสว่าง

“ภูเขาทั้งลูกเป็นดอกไม้ได้อย่างไรเพคะ” แพขนตาของฟานอวี้กะพริบถี่ เหตุใดชาติก่อนนางใช่ชีวิตมาถึงสิบปีจึงไม่เคยเห็นว่ามีที่สวยงามดั่งภาพฝันเช่นนี้อยู่

“นั่งลงให้ดี ข้าจะเล่าให้ฟัง” องค์ชายสามดึงตัวฟานอวี้ให้นั่งลงบนเบาะดีๆ เพราะความตื่นเต้นทำให้นางโผล่หน้าออกไปดู จนก้นไม่ติดเบาะ หากเป็นผู้อื่นเขาคงปล่อยปละ แต่แม่นางผู้นี้เดี๋ยวล้มเดี๋ยวหงาย หากไม่ดูไว้ให้ดี คงได้หลุดออกจากรถม้าต้องออกปากตามหมอกันวุ่นวายให้ทั่วแน่

“แต่..”

“ไม่มีแต่ เปิดม่านนั่งมองจากด้านในก็เห็น”

      จางฟานอวี้พยักหน้ารับ แต่สีหน้าหรือก็เห็นชัดว่ากำลังกลั้นใจไม่ให้โกรธเคือง หลงเฉิงถอนหายใจออกมาคำโต “หากทำตัวดีจะให้แวะพักกินอาหารที่ริมเขาอีกฝั่ง”

“จริงนะเพคะ” ฟานอวี้ปรบมือด้วยความดีใจ

“ข้ารับปาก”

“งั้นเล่าเลยเพคะ หม่อมฉันจะตั้งใจฟัง เล่าจบทดสอบสิบข้อก็ตอบได้สิบข้อ” 

       โจวหลงเฉิงพยักหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าฟานอวี้ดูจะยิ้มได้ตามปกติก็คลายกังวล เพราะสองคืนที่อยู่ร่วมกันมา ก่อนนางจะหลับสนิทมักจะมีสีหน้าเป็นกังวล บางช่วงก็ยกแขนขึ้นมาบดบังตนเอง เสมือนว่ากระทำมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ส่วนยามใกล้ตื่นก็มักจะละเมอสะอื้นออกมา เขาไม่อาจรู้ได้ว่าแม่นางน้อยผู้นี้พบเจอสิ่งใดมา รู้แต่เพียงว่าคนที่ดูโง่งมเช่นนี้ไม่ควรต้องทุกข์ใจเพราะผู้อื่นเลย

“องค์ชายสามเพคะ…”

“อันใดอีก”

“เรื่องเล่าของภูเขานี้ว่าอย่างไรเพคะ” ดวงตาของจางฟานอวี้สบมองด้วยความใคร่รู้

“อ้อ…เขาลูกนี้ตามตำนานปรากฏขึ้นในบันทึกเมื่อสามร้อยปีก่อน แต่เหตุการณ์ในเรื่องเก่าแก่กว่ามากนัก…”

       โจวหลงเฉิงเริ่มเล่าตำนานรักระหว่างเทพบุปผาหนุ่ม และมารจิ้งจอกออกมาอย่างคล่องแคล่ว ด้วยเป็นเรื่องที่เต๋อเฟยชื่นชอบเป็นที่สุด มักจะเล่าให้เขาฟังก่อนนอนเสมอยามยังเยาว์ 

       มารจิ้งจอกที่บำเพ็ญตบะให้ครบพันปีเพื่อให้ได้อยู่กับชายผู้เป็นที่รัก นางต้องออกฌานสละตนเพื่อช่วยชาวบ้านจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปีที่เก้าร้อยเก้าสิบ

“เหตุใดท่านเทพจึงไม่ช่วยเหลือชาวบ้านแทนเล่าเพคะ”

“เทพหนุ่มถูกเรียกตัวไปจัดการเผ่าอสูร กว่าจะรู้เรื่อง มารจิ้งจอกก็ไม่สามารถต้านทานน้ำได้แล้ว เขาไม่อาจกลับมารักษาวิญญาณของนางได้ทันท่วงที เทพบุปผาที่เห็นดวงจิตของคนรักสลายเป็นละอองไปต่อหน้า ใช้พลังทั้งหมดสานต่อความตั้งใจของมารจิ้งจอกสกัดไล่น้ำได้สำเร็จ แต่เมื่อไม่อาจช่วยคนรักได้จึงเกิดธาตุไฟเข้าแทรก ดวงจิตแตกสลายจนละอองจิตเกิดเป็นบุปผาปกคลุมภูเขาเอาไว้ทั้งลูก”

“องค์ชายเรื่องเศร้าเช่นนี้ทีหลังไม่ต้องเล่านะเพคะ หม่อมฉันไม่กล้าดื่มด่ำกับความงามของมันแล้ว” ฟานอวี้ขมวดคิ้ว พยายามไม่ให้น้ำตาไหล คนรักที่ตายตามเมื่อไร้รัก จะกี่ชาตินางก็คงมิได้พานพบ

“ยังไม่จบเสียหน่อย ชาวบ้านที่เห็นบุญคุณสร้างร่างฟางให้แก่คู่รักเทพมาร สร้างวัดบุปผาให้คนมาทำคุณงามความดีอยู่บนเขา ตามตำนานว่าไว้ว่าปีที่เก้าสิบของการตั้งวัด ร่างฟางทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็นร่างมนุษย์ และหายไปจากภูเขา ชาวบ้านเชื่อว่าเทพและมารที่รักมั่นหลบหนีไปใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเงียบสงบ นับจากวันนั้นวัดนี้ก็อยู่ต่อมาสองร้อยกว่าปีแล้ว รวมอายุสามร้อยปีเท่าบันทึกรักของเทพบุปผาและมารจิ้งจอกพอดี”

“ในบันทึกยืนยันได้หรือไม่เพคะ ว่าสามร้อยปีก่อนมีน้ำท่วมในแถบนี้” จางฟานอวี้คิดว่าหากมีหลักฐานอย่างบันทึกประวัติศาสตร์ยืนยัน นางคงสุขใจไม่น้อย

“ไว้จะค้นหาให้ ยามนั้นเพิ่งจะก่อตั้งราชวงศ์โจว หลักฐานอาจมีความคลุมเครือบ้าง แต่บางตำนานก็เชื่อว่าเทพและมารที่หายไปเป็นบิดามารดาของปฐมกษัตริย์ราชวงศ์โจว เพราะไม่ผูกกับราชวงศ์เก่า เป็นเพียงชาวบ้านที่ลุกขึ้นต่อสู้กับทรราช ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจนนัก” สิ้นประโยคนั้น หลงเฉิงก็เคาะให้สัญญาณหยุดรถม้า เพื่อพักให้ม้าดื่มน้ำและให้คนได้กินข้าว 

       การเดินทางหลังจากนี้เป็นเส้นทางที่โจรภูเขาชุกชุมไม่เหมาะแก่การแวะพักข้างทาง แต่ฟานอวี้ที่เข้าใจว่าหยุดเพื่อตนก็เป็นปลื้ม ดูกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นด้วยใจที่ขอบคุณ ส่วนหลงเฉิงที่จับจุดอ่อนว่าหลอกล่อเช่นนี้ให้ทำตัวเชื่อฟังได้ ก็รีบเก็บงำประกายร้ายกาจในดวงตาทิ้งไปเสียก่อนที่จะถูกจับได้

       จางฟานอวี้ใช้มือออกไปรองกลีบบุปผาที่ผสมกันไปหลากหลายชมพูเข้มอ่อนลดหลั่น นางมองโจวหลงเฉิงที่หันไปคุยกับลูกน้อยท่าทีเคร่งขรึมก็คิดกระทำการบางอย่าง มือเล็กเก็บกิ่งไม้ที่มีดอกติดมาด้วยจากที่พื้น สานเป็นมงกุฎดอกไม้ แล้วนำดอกไม้มาแซมเพิ่มให้ดูงดงาม ถือกลับไปหาผ้าที่ปูรองให้นั่งกินอาหารกัน

“องค์ชายเพคะ ขอบพระทัยเพคะที่พาหม่อมฉันมาพักในที่งดงามเช่นนี้” จางฟานอวี้สานกิ่งดอกไม้เป็นมงกุฎมา นางวางสวมให้โจวหลงเฉิงแทนคำขอบคุณ “องค์ชายดอกไม้ต้องมีมงกุฎด้วยเพคะ”

“แค่ก…อืม” หลงเฉิงที่อยากจะเอาออก เมื่อเห็นสายตาภาคภูมิใจก็คิดว่าใส่สักก้านธูปก็คงไม่เป็นอันใด

       เพียงแค่ต้องทนสายตาลูกน้องที่มองมาด้วยความรู้สึกหยอกล้อไว้หน่อยก็เท่านั้น เขาคิดว่าตนเองดูน่าเกรงขามไม่น้อย องครักษ์คงไม่หาญกล้าขบขันนานเกินไป

“ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นบุรุษที่เข้ากับสีชมพูอ่อนเช่นนี้” ฟานอวี้พยักหน้าชื่นชมผลงานตนเอง นางหยิบเนื้อตากแห้งเข้าปากประทังหิว แม้จะแห้งไปบ้าง แต่ระหว่างเดินทาง นางก็เข้าใจว่าต้องเป็นเช่นนี้ จากนั้นก็ต้องตกใจเพราะ จู่ๆ องครักษ์ทั้งหลายก็ระเบิดหัวเราะออกมา

“ขออภัยขอรับ พวกกระหม่อมไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะได้อีกแล้ว ฮ่าๆๆ”

“พวกเจ้า! เป็นศิษย์น้องข้าก็ตัดหัวได้นะ” หลงเฉิงที่ฉุนเฉียว รีบเอามงกุฎดอกไม้ออก ตั้งท่าจะลงโทษคน

“ท่านองครักษ์ทั้งหลายไม่น่ารักเลย เหตุใดหัวเราะเยาะผู้อื่นเล่า หม่อมฉันจัดการเองเพคะ” ฟานอวี้วุ่นวายเก็บกิ่งไม้อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้แจกให้แก่องครักษ์จนครบคน บังคับให้สานตาม นางวุ่นไปกลับเอาดอกไม้มาตกแต่งให้แน่นกว่าขององค์ชายสามแล้วยกยิ้มออกมา

“องค์ชายบอกให้พวกเขาใส่สิเพคะ”

“ใส่ซะห้ามแกล้งทำหาย เมื่อถึงที่หมายเจ้าต้องเอามาใส่กันให้ครบหนึ่งชั่วยามด้วย”

“หึ! คนนิสัยไม่ดีต้องเจอเช่นนี้” ฟานอวี้หยิบเอาอันที่ทำเป็นตัวอย่างมาสวมไว้เอง จากนั้นก็ลุกไปยืนรอที่รถม้า ปล่อยให้เล่าองครักษ์กล่าวโทษกันเองว่าเป็นผู้ใดที่ผิดครั้งนี้ 

“หลังไปถึงที่หมาย เจ้าควรเรียกข้าว่าเจาหลง ถังเจาหลง” องค์ชายสามที่เดินตามมาบอกกล่าวข้อสำคัญ

“ถังเจาหลง…คุ้นจริง เคยได้ยินที่ใดนะ” ฟานอวี้ขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่ยังไม่ทันได้ถาม คนตัวสูงก็หันไปเร่งให้ทุกคนเตรียมออกเดินทางแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทส่งท้าย หงส์เคียงมังกร

    บทส่งท้าย หงส์เคียงมังกรหลังสงครามยุติตามการลงนามของโจวหลงเฉิงในฐานะฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เขาไม่ได้คิดถึงการขยายแผ่นดินก่อนสิ่งใด แต่คิดถึงการทำให้แผ่นดินที่มีอยู่กลับมาแข็งแรงดังเดิม เมืองชายแดนที่พังทลายได้รับการฟื้นฟู ถนนหนทาง คูคลอง สะพาน ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว กรมโยธาถูกส่งออกไปทุกทิศที่สำคัญคือไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มจากชาวบ้าน เหมืองทองตามแผนที่ในมิติของฟานอวี้ถูกขุดมาใช้เพียงสองแห่ง ส่วนที่เหลืองทั้งฟานอวี้และหลงเฉิงตกลงว่าจะไม่แตะต้องหรือโลภมากไปเอามา เพราะเพียงเท่านี้รายได้จากทองคำมากพอจะซ่อมบ้านเมือง สร้างยุ้งฉาง สำนักศึกษา และสถานพยาบาล ทำให้ผู้คนมีงานทำ มีข้าวกิน และเริ่มยิ้มได้อีกครั้งหลา

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 84 ไม่ปิดบังเรื่องใดอีก

    บทที่ 84 ไม่ปิดบังเรื่องใดอีกขณะเดียวกันคณะทูตจากแคว้นโม่เองกำลังเดินทางขอมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของแคว้นโจว จุดมุ่งหมายเพื่อเจรจาสงบศึก แต่โจวหลงเฉิงจะยินยอมหรือไม่นั้นเป็นอีกประการหนึ่งหลงเฉิงเห็นแล้วว่ากองทัพของแคว้นโจวที่นำด้วยปืนใหญ่และระเบิดสามารถเอาชนะแคว้นศัตรูได้ไม่ยากเย็น และแสนยานุภาพจากการทำลายทัพใหญ่ของแคว้นโม่ก็เพียงพอที่จะทำให้แคว้นอื่นไม่กล้าคิดพิเรนทร์ในช่วงเวลานี้ในช่วงเดียวกันนี้แคว้นเปาที่นำโดยจวิ๋นอ๋องก็นำคณะทูตมาหวังว่าเงื่อนไขที่เคยตกลงร่วมกันในรัชสมัยของฮ่องเต้พระองค์ก่อนจะยังคงไว้ตามเดิม เพราะหากแคว้นโจวคิดจะทำให้แคว้นเปายอมเป็นแคว้นบรรณาการก็คงไม่ยากเกินไปนัก

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 83 ไม่คู่ควร

    บทที่ 83 ไม่คู่ควร“ตกลงแล้วเมื่อใดตงฟูจะกลับมาเมืองหลวงเพคะ” โจวฮุ่ยฟางเฟยที่เพิ่งจะยอมออกมาจากตำหนักน้ำค้างของมารดาเอ่ยถามพี่ชาย คืนนั้นที่เสิ่นม่านหนิง น้องชายที่ยังเป็นทารก และฟานอวี้ถูกนำตัวไป แม้ฟางเฟยจะไม่ถูกทำร้ายทางกายมากมายแต่กบฏกลุ่มนั้นสร้างแผลใจใหญ่เอาไว้ สายตาที่กบฏทั้งสองมองมาหยาบคายติดตาจนไม่อาจลืมเลือนโชคดีที่นางคิดอ่านได้รวดเร็วโกหกออกไปว่ากำลังตั้งครรภ์ จึงไม่ถูกทำลายศักดิ์ศรี เต๋อเฟยใช้โอกาสที่กบฏผู้นั้นกำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร เสนอตัวให้พวกเขาทำกับนางอย่างที่คิดจะทำกับบุตรสาวแทน แม้เสิ่นว่านจูจะมีอายุ แต่ความงามไม่อ่อนด้อย และหากเทียบกันแล้วอาจงดงามกว่าองค์หญิงห้าเสียด้วยซ้ำผู้เป็นมารดารอให้บุรุษน่าตายเข้าใกล้ แล้วปักปิ่นพิษที่ซ่อนไว้กับต

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 82 ไฟลาม

    บทที่ 82 ไฟลามจางเมิ่งฟานอวี้ถูกยื้อชีวิตไว้ได้ราวกับปาฏิหาริย์ บาดแผลจากระเบิดไม่ได้น่าเป็นห่วงนัก นางเพียงแค่มีแผลภายนอกและอาการฟกช้ำ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือครรภ์นี้ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก ทั้งยังไม่แข็งแรงด้วยยาห้ามครรภ์ที่เคยดื่มเมื่อครั้งที่หมอหานเข้าใจผิด“หนทางที่ดีที่สุดคือการให้พระชายานอนนิ่งๆ จนกว่าครรภ์จะแข็งแรง”“เมื่อใดหลานข้าจึงจะฟื้นกันหมอหาน” โม่ซินอี๋ถูกรับตัวเข้าวังมาเมื่อสามารถจัดการให้อยู่ในความสงบได้แล้ว“ย่อมขึ้นอยู่กับเง็กเซียนแล้วฮูหยินผู้เฒ่า แม้ผู้คนจะเชื่อว่าตัวข้าเป็นหมอเทวดา แต่ในท้ายที่สุดข้าก็เป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่ง ไม่มีสิ่งใดที่ข้าอาจหาญทำได้มากกว่านี้แล้ว”&

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 81 อาวุธนี้ข้าคิดค้น

    บทที่ 81 อาวุธนี้ข้าคิดค้นหนึ่งก้านธูปก่อนวังหลวงถูกล้อมเอาไว้ กลองตีดังสนั่นเป็นสัญญาณการรบดังตั้งแต่ยามอิ๋น ปลุกคนทั้งวังหน้าและวังหลังให้ตื่นตัวอย่างพร้อมเพรียง“เสด็จแม่!” โจวฮุ่ยฟางเฟยตื่นขึ้นเป็นคนแรกรีบหันไปเขย่ากายผู้เป็นมารดาเจ้านายฝ่ายหญิงทั้งสี่ตัดสินใจนอนรวมในห้องเดียวกัน เผื่อไว้ว่าวันหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะไม่พลัดหลงไปจากกัน เมื่อทยอยตื่นกันแล้วจางเมิ่งฟานอวี้ที่ท้องอ่อนๆ อยู่ หันมองเสิ่นเจี๋ยอวี๋หลานสาวของแม่สามีด้วยความเห็นใจ คนที่ทุกข์ใจจนปวดร้าวเห็นทีจะเป็นม่านหนิง หากว่าโจวซ่งหลงสังหารองค์ชายน้อยขึ้นมา คนที่อดหลับอดนอนดูแลคงใจสลาย“เราคาดการณ์เรื่องนี้กันไว้แล้ว อย่าได้

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 80 บุกวังหลวง

    บทที่ 80 บุกวังหลวงยามเมื่อมีสงครามระหว่างแคว้นคล้ายว่าคนทุกฝ่ายคล้ายว่าจะเงียบหายตึงเครียดกันจนความรู้สึกไม่มั่นคงแผ่กระจายไปทั่วแคว้น เมืองหลวงที่เคยคึกคักก็กลายเป็นดั่งเมืองร้าง มีเพียงร้านถ่านร้านข้าวสารที่ยังขายของกันได้เพราะเป็นสิ่งจำเป็น จะมีเรื่องเอะอะเดียวก็เพียงขบวนของชินอ๋องที่มุ่งหน้าไปยังแดนตะวันตกอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรเมื่อหลายวันก่อน ชาวบ้านไปส่งขบวนแน่นหนาจนแทบเดินแทรกไม่ได้ ด้วยเป็นสงครามใหญ่ แม้ไม่อาจร่วมรบแต่ชาวบ้านก็ต้องการมีส่วน เสบียงแห้งมากมายถูกยัดเยียดให้ขบวนขององค์ชายสามซูผิงผิงเองก็อยู่ท่ามกลางชาวบ้านเช่นกัน นางถูกส่งมาสอดส่องความเป็นไปของเป้าหมายสำคัญทั้งหลาย ครั้งก่อนนางหนีทหารที่ติดตามตัวมาจากวังสามแทบไม่ทัน แต่ครั้งนี้นางแทรกตัวอยู่กับฝูงชน หากจะกลืนหายไปย่อมง่ายดายกว่า เมื่อดูจนพอแล้วจะค่อยๆ หลบ

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 19 นายท่านถังไม่ควรเข้าห้องคุณหนู

    บทที่ 19 นายท่านถังไม่ควรเข้าห้องคุณหนู“อิ่มแล้วหรือไม่เพคะ” ฟานอวี้ที่ถูกปล่อยให้มานั่งรอองค์ชายสามกินอาหารบ้าง เอ่ยถามก่อนที่จะต้องปิดปากหาว“อย่าเพิ่งง่วง กินอิ่มไปไม่นาน นอนทันทีจะไม่ดี”“คืนเดียวไม่เป็นกรดไหลย้อนหรอกหน่า ง่วงจะตายอยู่แล้วเพคะ” ฟานอวี้บ่นอุบ ที่จริงหากไม่ถูกสั่งให้นั่งอยู่เฉยๆ

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 18 คนสอดรู้มิได้มีเพียงหนึ่ง

    บทที่ 18 คนสอดรู้มิได้มีเพียงหนึ่ง“ปล่อยนะเจ้าคะ ท้องข้ามันร้องหิวข้าวแล้ว น่าอายจะตาย” ฟานอวี้ที่เห็นว่ามีคนมาก็เปลี่ยนวิธีการพูดให้เหมาะสมกับการปลอมตัวขององค์ชายทันที“อาย? เพราะท้องร้อง? ไม่ใช่ว่าอายที่บ่าวเห็นว่าท่าทางยามนี้ว่าเป็นเช่นไรหรอกหรือ” หลงเฉิงเย้า “แต่-”“ชู่…” หลงเฉิงส่ายหน้าไม่ใ

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 17 ตื่นแล้วเจ้าค่ะ

    บทที่ 17 ตื่นแล้วเจ้าค่ะ จางฟานอวี้มองห้องที่กงอี้เดินนำมาแล้วก็รู้สึกว่าจัดแต่งไว้ได้สวยงามดี นางนั่งลงบนที่นอนก่อนจะสั่งให้กงอี้เตรียมน้ำให้อาบ การเดินทางที่ผ่านมาทำให้ไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน ทำได้เพียงแค่เช็ดตัวเท่านั้น เช่นนี้แล้วต่อให้ง่วงจนอยากทิ้งตัวนอนเพียงใดก็ควรจะต้องชำระล้างทุกส่วนใ

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 16 ว่าที่นายหญิง

    บทที่ 16 ว่าที่นายหญิง“มีเรื่องอันใดกัน” สตรีใบหน้าผุดผาดยืนสง่าในอาภรณ์สีชมพูเข้ม ใบหน้าแต่งแต้มสีฉูดฉาด แต่กลับไม่ได้ดูเหมือนนางเอกงิ้วอย่างที่ควรเป็น เพราะเจ้าตัวมีเครื่องหน้าจัดจ้านจึงทำให้ออกมาพอดีกัน ผมที่ลงน้ำมันจนเงาวับทุกเส้นเรียงตัวงดงาม ต่างจากฟานอวี้ที่เพิ่งเดินทางไกลมาลิบลับ“บ่าวมีเร

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status