تسجيل الدخول.
เมืองหนาว เป็นศิลปินหนุ่มหล่อวัย 29 ปี ที่กำลังมีชื่อเสียงเรียกได้ว่าโด่งดังเป็นดาวค้างฟ้ากันเลยทีเดียว นอกจากรูปร่างหน้าตาที่ก็ถือได้ว่าโดดเด่นไม่ธรรมดาแล้วนั้น ฐานะทางบ้านเรียกได้ว่าร่ำรวยมาก ทำธุรกิจมากมายนับไม่ถ้วนถือได้ว่าไม่เคยเดือดร้อนอะไรแม้ว่าจะไม่ได้ทำงานงานในวงการก็ตาม
เหตุผลที่ว่าทั้งหมดนั้นก็ส่งผลให้มีคนพยายามเข้าหาเขาอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา นางแบบดารา หรือไฮโซที่รวยมากพอ ๆ กัน ทั้งหมดทั้งมวลก็หวังได้ขึ้นไปเป็นภรรยาของซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งกับเขาบ้าง โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าแท้จริงแล้วเมืองหนาวคนนี้ยังไม่เคยลืมเลือนคนรักเก่าไปเลยแม้สักวัน
หลังจากการประกวดดาวเดือนของมหาวิทยาลัยที่เขาได้รางวัลชนะเลิศมาครอบครองพร้อมกับคนรักเก่าที่คบกันมาตั้งแต่ตอนช่วงเรียนปรับพื้นฐานก่อนเข้ามหา’ ลัย ทั้งคู่ได้เป็นดาวและเดือนก็ต้องตาแมวมองมีคนมาทาบทามสุดท้ายทั้งสองก็ตอบตกลงและเข้าวงการบันเทิงไป
กว่าสามปีที่เข้าวงการมานั้นเมืองหนาวมีแต่ดังขึ้นเรื่อย ๆ จากเริ่มต้นเป็นบอยแบนด์กับเพื่อนในวงจำนวน 4 คนรวมเขาด้วย ก็มีงานละครเข้ามาไม่ขาดสาย มีภาพยนตร์และผลงานทั้งเดี่ยวและวงอีกทั้งพรีเซนเตอร์และถ่ายแบบมากมาย เรียกได้ว่ามูลค่าทางการตลาดของเขานั้นสูงมาก ๆ
ในขณะที่เขากำลังโด่งดังขึ้นทุกวันแต่คนรักของเขาแม้จะมีความสามารถมากมายแค่ไหนแต่กลับไม่มีที่ให้แสดงออก เมื่อแสงส่องมาไม่ถึงเท่าที่ควรสุดท้ายก็เป็นได้แค่ดาราเกรดซีธรรมดา ๆ คนหนึ่ง กระทั่งว่าเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาในตอนนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจหย่าขาดจากกัน เพียงแต่คิดไม่ถึงว่านั่นจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาได้พูดกับเธอ
หลังจากคืนนั้นเขาตื่นขึ้นมาก็พบว่าข้างกายไม่มีแม้แต่เงาของคนรักที่คืนก่อนยังได้นอนแอบอิงกันอยู่ เขาพยายามติดต่อหญิงสาวไปทุกช่องทาง ทว่าก็ไม่ได้รับข่าวคราว มีเพียงแค่ซองกระดาษสีน้ำตาลวางทิ้งเอาไว้ก็เท่านั้น เมื่อเขาเปิดมันออกดูแล้วกลับพบว่าเป็นสิ่งที่เขาร้องขอจากเธอไป
และใช่เรื่องราวของพวกเขาจบลงทั้งอย่างนั้น ใบหย่าที่ลงลายมือชื่อคนรักถูกทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า สุดท้ายเธอก็หนีหายไปทั้งแบบนั้น แม้กระทั่งงานในวงการก็ไม่รับอีก บ้านก็ย้ายไปจนเมืองหนาวถอดใจที่จะตามหา กระทั่งวันนี้...วันที่เขาจำได้ว่าเวลามันผ่านมากว่า 7 ปีแล้ว…
.
"ลูก...งั้นเหรอ? "
"คุณเมืองหนาว..."
คนทั้งสองยังจ้องมองกันและกันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ณ ชั่วขณะนั้นราวกับโลกหยุดหมุนไป คนตรงหน้านี้คือคนที่เขาตามหาอย่างยากลำบากมาตลอด ใบหน้านี้ของเธอยังคงสวยงามเหมือนเดิมและมันก็ยังทำให้เขาหลงใหลและใจเต้นแรงเหมือนอย่างเคย หากแต่ถูกคนแต่เหมือนจะผิดเวลาไปเสียแล้ว
"คุณแม่ขา คุณลุงคนนี้ซื้อไอติมเจินเจินด้วยค่ะ" เสียงเล็กของเด็กตัวน้อยเรียกสติของหนึ่งหญิงหนึ่งชายที่จมอยู่ในภวังค์ให้ตื่นขึ้นมาในที่สุด
"อะ เอ่อ...เจินเจินขอบคุณคุณลุงหรือยังคะ" เสียงหวานยืนขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปจับส่วนเดียวกันของเด็กน้อยติดมือมาด้วย น้ำเสียงอ่อนโยนของเธอที่พูดกับลูกสาวเช่นปกติทำให้เด็กน้อยคลายความกังวลใจเมื่อครู่ลงได้และเริ่มกลับมาสนใจไอศกรีมที่ใกล้ละลายต่อ
"เจินเจินขอบคุณคุณลุงนะคะ" ชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ใบหน้าของสองแม่ลูกทั้งสองนั้นดูไม่ได้มีส่วนไหนที่คล้ายกันเสียเท่าไร่ นั่นก็อาจเป็นเพราะว่าเจ้าเด็กนี่อาจจะได้พ่อมาทั้งหมดก็เป็นไปได้...
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้แล้วเขาก็รู้สึกสลดลงทันที
"ละ ลูกคุณเหรอ" น้ำเสียงของซูเปอร์สตาร์คนเก่งที่เคยมั่นใจในตัวเองมาก ๆ ไม่ว่าจะทำอะไร ทว่าบัดนี้กลับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่นดูประหม่าอยู่มาก และแม้ว่าในใจของเขาจะมีคำตอบอยู่แล้วแต่ก็ยังอยากถามมันออกไปเพื่อความกระจ่าง ทั้ง ๆ ที่เขานั้นกลัวคำตอบมากเหลือเกิน
"ค่ะ เจินเจิน...ลูกสาวของฉันเองค่ะ เจินเจินสวัสดีคุณลุงเมืองหนาวอีกทีสิลูก" ประโยคแรกตอบกลับชายตรงหน้า ส่วนประโยคถัดมาบอกกับลูกสาววัยหกขวบของเธอ
"สวัสดีค่ะคุณลุงเมืองหนาว ชื่อของคุณลุงมีคำว่าหนาวเหมือนเจินเจินเลยค่ะ" หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรงขึ้นมาด้วยความหวังอะไรก็ไม่รู้เมื่อได้ยินสิ่งที่เด็กน้อยพูดออกมาแม้มันจะเป็นเพียงความไร้เดียงสาของเด็ก ๆ ก็ตาม
หากแต่ความรู้สึกที่เข้ามาแทรกหลังจากนั้นกลับเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจเข้ามาแทนที่ ก็เพราะว่าที่ผ่านมาเขาทำงานอย่างหนักแต่ก็ยังตามหาอีกคนไปด้วยมาโดยตลอด หากแต่ผู้หญิงตรงหน้านี้กลับหนีไปมีครอบครัวอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวซะอย่างนั้น ใจคนเราจะลืมกันง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ
ความน้อยเนื้อต่ำใจก็แปลเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจและผลักให้ชายหนุ่มริอาจจะปากดีขึ้นมา ก็พ่นคำพูดไม่น่าฟังออกไปโดยไม่ทันคิด
"เป็นแม่ประสาอะไรกัน ทำไมไม่ดูแลลูกให้ดี ๆ มาปล่อยทิ้งให้นั่งคนเดียวแบบนี้ถ้าเจอคนไม่ดีเข้าจะทำยังไง หากว่าผมเป็นสามีคุณล่ะก็ คงไม่ไว้ใจปล่อยให้คุณเลี้ยงลูกคนเดียวแน่ ผมล่ะนึกสงสารสามีคุณจริง ๆ " บรรยากาศโดยรอบ ๆ เริ่มเปลี่ยนไปทันทีที่อีกคนพูดจบ เพราะสิ่งนั้นทำให้หญิงสาวไม่พอใจอย่างมาก
"ขอบคุณในความหวังดีนี้แล้วกันนะคะ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะฉันกับสามีจะดูแลลูกของพวกเราอย่างดีไม่ต้องรบกวนให้คุณต้องกังวลใจอีก ขอตัว!" คนตัวเล็กหมุนตัวกลับและหายไปจากสายตาของชายหนุ่มที่เผลอพูดจาไม่ดีใส่เธอไปเมื่อครู่
คนตัวสูงทำได้เพียงยืนมองเธอพาลูกสาวและกระเป๋าสัมภาระทั้งหมดของตัวเองออกไปจนลับสายตา หลงเหลือไว้เพียงกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากกายอีกคนที่ยังติดจมูกบาง ๆ มันเป็นกลิ่นที่เขาคิดถึงมากเหลือเกิน แต่คงจะไม่มีโอกาสได้ดอมดมอีกแล้ว ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นมีเจ้าของหัวใจและโซ่ทองคล้องใจเส้นน่ารัก ๆ อยู่แล้วทั้งคน
"คุณแม่เจลขา" เมื่อปากว่างท้องอิ่ม สมองของเด็กน้อยก็เริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง
"ว่ายังไงคะคนเก่ง จะเอาอะไรอีกคะ" เธอส่งยิ้มบาง ๆ ให้กับลูกสาวในตอนที่ยื่นกระดาษทิชชูเปียกเพื่อให้เจ้าเด็กน้อยได้ทำความสะอาดมือที่เลอะไอศกรีมเมื่อครู่
"สามีคืออะไรเหรอคะ เหมือนป๊าของเพื่อนที่จีนของเจินเจินหรือเปล่าคะ" หญิงสาวไม่คิดว่าอีกคนจะติดใจคำคำนี้ที่ได้ยินมาจากผู้ชายคนนั้นเพียงครั้งสองครั้งเมื่อครู่ แม้เจ้าตัวจะไม่รู้ความหมายแต่ก็ต้องเข้าใจบริบทในขณะนั้นเป็นแน่ เธอราวกับกลืนก้อนสะอึกลงคอไปไม่ไหว น้ำท่วมปากไม่รู้จะต้องตอบอีกคนว่าอย่างไร ตอนนี้เด็กนี่ก็โตพอจะพูดเรื่องพ่อกับเธอแล้วสินะ
ยังไม่ทันได้ปวดหัวคิดหาคำตอบที่ดีให้กับลูกสาวได้นาน โชคดีที่คนที่พวกเธอกำลังรออยู่นั้นมาถึงอย่างพอดิบพอดี
"เจินเจินหลานอาา"
"คุณอาอลันขาา!!"
ซูเปอร์สตาร์ตัวน้อยหันไปสนใจผู้มาใหม่ก่อนรีบวิ่งไปโอบกอดอีกคนด้วยความคิดถึง นั่นทำให้เจลกาโล่งใจขึ้นมามากที่ผ่านมันไปได้ ดูท่าแล้วคงต้องเตรียมคำตอบดี ๆ เอาไว้ให้ลูกสาวแล้วจริง ๆ
ทว่าภาพครอบครัวสุขสันต์ของทั้งสามคนนั้นมีคนอื่นได้ล่วงรู้แล้ว และแน่นอนว่าก็ได้ยกกล้องขึ้นมาถ่ายเก็บความน่าประหลาดใจครั้งนี้เอาไว้ด้วยเช่นกัน...
ตอนที่ 5 เส้นทางสู่วงการ10 ปีก่อน...ในงานประกวดดาวเดือนรอบสุดท้ายทุกคนที่ได้รับหน้าที่ในการเป็นตัวแทนคณะเพื่อแข่งขันทั้งทักษะความสามารถและการตอบคำถามนั้น ต่างคนต่างแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ ผลที่ออกมานั้นเป็นไปตามคาดหมาย เมืองหนาวได้เป็นเดือนของมหาวิทยาลัยโดยมีอลันเป็นรองเดือน ส่วนด้านดาวมหาวิทยาลัยนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นเจลกานั่นแหละ "เรื่องนั้น...พวกนายคิดดีแล้วหรือยัง" หญิงสาวในชุดนักศึกษาตัวโคร่งตามสไตล์เด็กปีหนึ่งนั่งลงตรงลานกว้างที่มีนักศึกษาชายอีกสองคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว"แล้วเจลล่ะ จะตกลงไหม" เป็นอลันที่เอ่ยถามหญิงสาวกลับไปบ้าง"อืออ ฉันว่าจะตกลงน่ะ ฉันอยากเป็นดาราแหละ" เธอตอบด้วยรอยยิ้มพร้อมแสดงความตื่นเต้นออกทางสายตาหลังจากที่ทั้งสามลงจากเวทีประกวดดาวเดือนแล้วก็ได้รับการทาบทามจากแมวมองผู้หนึ่ง ในตอนนั้นยังไม่ทันได้พูดคุยกันอย่างดีเท่าไรแต่แมวมองคนนั้นก็ฝากช่องการทางติดต่อเอาไว้ให้แล้ว เมื่อทั้งสามกลับมาทบทวนอีกครั้งวันนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องให้คำตอบเขาแล้ว"ถ้าเจลเป็นเราก็เป็นด้วย" อลันว่า"ฉันก็ด้วย" ตามมาด้วยเมืองหนาวอีกคน"จริงนะ แบบนี้เราก็จะได้เป็นดาราด้วยกันแล้ว
"ฉันว่าเราเสียเวลามากแล้วนะคะ เราคุยเรื่องงานกันสักทีจะได้ไหม!" คนตัวเล็กทุบที่โต๊ะไปครั้งหนึ่งจนเสียงดังลั่น เธอพยายามข่มอารมณ์อย่างที่สุดแล้วจริง ๆ แต่กลับทำอะไรตามใจตัวเองไม่ได้เลยสักอย่าง เสียงที่ดังลั่นนั้นทำให้ผู้คนในร้านอาหารเริ่มมองมาที่พวกเขา ทว่าหญิงสาวกลับไม่ได้สนใจมันเลย"โอ๋ ๆ อย่าพึ่งหัวร้อนสิครับผมก็แค่อยากรู้ตามประสาคนคุ้นเคยกัน" ชายหนุ่มถือวิสาสะส่งมือหนาเข้าไปลูบไล้มือขาวของคนตัวเล็ก หวังปลอบประโลมที่มันเพิ่งบาดเจ็บจากการตีโต๊ะเมื่อครู่ และเพื่อคลายความหัวร้อนของเจ้าของมันด้วย อันที่จริงท่าทางแบบนี้ของเจลกาเขาก็ยังชื่นชอบมันนัก นึกย้อนกลับไปเมื่อก่อนเขาก็ชอบแกล้งให้อีกคนหัวร้อนแล้วค่อยกอดปลอบและตามใจเพื่อไถ่โทษทีหลังแบบนี้เหมือนกัน เพราะว่าเจลกาตอนโกรธนั้นน่ารักน้อยเสียเมื่อไร"ฉันไม่เคยเป็นคนคุ้นเคยกับคุณ รบกวนจำใหม่ด้วย" การปลอบประโลมนั้นไม่ได้ช่วยให้เจลกาอ่อนลงแต่อย่างใด เพราะดันไปเจอกับประโยคที่ฟังแล้วแสลงหูเข้าบทสนทนาระหว่างสองคนนั้นเป็นไปอย่างยียวนและกวนประสาทความจริงแล้วที่เมืองหนาวชวนมาทานข้าวนั้นไม่ได้มีเจตนาจะกินข้าวหรือหิวข้าวแต่อย่างใด เพียงแค่อยากอยู่ใก
ตลอดการคุยงานดูเหมือนทุกอย่างจะปกติแต่กลับมีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ปกติเอาเสียเลย คนคนนั้นก็คือเมืองหนาวที่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำให้จุดรวมสายตาของเขานั้นอยู่ที่หญิงสาวฝั่งตรงข้ามตลอดเวลา ไม่ว่าคนตัวเล็กจะขยับไปทางไหนจะทำท่าทางอะไร ล้วนอยู่ในสายตาของเมืองหนาวทั้งสิ้นความจริงแล้วเมืองหนาวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโพรเจกต์นี้เลยแม้แต่น้อย แต่เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เขาไม่อาจปล่อยวางสองแม่ลูกได้จึงได้หาโอกาสให้ตัวเองเข้าใกล้ทั้งคู่แบบนี้ กระทั่งทุ่มเงินทุนและข้อเสนออันหอมหวานให้บริษัทต้นสังกัดของเจินเจินเพื่อให้ตัวเองมีส่วนร่วมกับโพรเจกต์นี้ ไม่เพียงเท่านั้นเขาขอความช่วยเหลือจากเมืองเหนือกับเมืองน่านพี่น้องของตนในเรื่องเงินทุนและได้รับเป็นเสียงด่าทอกลับมาก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากทั้งสองและสิ่งนี้สร้างความอึดอัดใจให้กับเจลกาเป็นอย่างมาก เธอรู้สึกถึงสายตาที่ไม่ประสงค์ดีจากชายหนุ่มแต่ทว่าเธอทำอะไรไม่ได้เลย ทำได้เพียงแสร้งไม่เห็นไม่รู้สึกและหวังให้การคุยงานในครั้งนี้จบลงเร็ว ๆ"โพรเจกต์นี้น่าสนใจมากอยู่ทีเดียวครับ แต่ผมอาจจะต้องใช้เวลาในการพิจารณามากเสียหน่อย และจากการที่คุณเจลกามาสายนั้นผมจึง
บทที่ 4 เจินเจินอยากกลับบ้านสองแม่ลูกเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความวุ่นวายจากภาระหน้าที่ที่เจลกาต้องรับผิดชอบนั่นก็คือการแต่งตัวให้กับลูกสาวของเธอที่กำลังเข้าเรียนที่โรงเรียนที่อลันหาเอาไว้ให้ หากแต่ภาระหน้าที่ไม่ได้มีเพียงไปส่งลูกเท่านั้นก็เพราะวันนี้เธอยังต้องเป็นตัวแทนไปคุยงานให้ลูกสาวหลังจากครบกำหนดสองอาทิตย์ที่ได้หยุดด้วย "แม่เจลขาา ใกล้จะถึงโรงเรียนหรือยังคะเจินเจินอยากไปโรงเรียนอยากไปเล่นกับเพื่อนจะแย่อยู่แล้วค่ะ" คนฟังได้แต่นึกเอ็นดูในความปากดีของลูกสาวนัก ตอนแรกก็ทำเป็นพูดดีแบบนี้แต่ไม่รู้ว่าพอไปถึงหน้าโรงเรียนจริง ๆ แล้วจะร้องไห้อยากกลับบ้านหรือเปล่า"อย่าให้เห็นว่าร้องไห้อยากกลับบ้านนะ แม่จะบีบแก้มอ้วนให้บุ๋มเลย" คนเป็นแม่แสร้งขู่ ทว่ามันไม่ได้สร้างความสะทกสะท้านให้กับเจ้าเด็กน้อยเลยสักนิด ก็เพราะว่าเจ้าตัวรู้สึกตื่นเต้นมากเสียจนเมื่อคืนแทบไม่ได้นอนตั้งตารอให้ถึงตอนเช้าเร็ว ๆ"เจินเจินไม่ร้องไห้แน่นอนเจินเจินสัญญา แม่เจลไม่ต้องเป็นห่วงเจินเจินนะเดี๋ยวไว้เราเจอกันตอนเย็นนะคะ" บอกลาแม่ไปด้วยอีกหนึ่งกรุบ ดูท่าแล้วคงจะได้รับการเป่าหูมาจากอลันเป็นแน่เพราะตั้งแต่เพื่อนของเธอบอกเรื่องโ
ชายหนุ่มจ้องมองการแสดงของเด็กน้อยแทบตลอดเวลา ท่าทางของเด็กคนนี้น่าเอ็นดูและมีความเป็นมืออาชีพมาก ๆ มากเกินอายุไปเยอะทีเดียวแสดงให้เห็นว่าเจลกาเลี้ยงดูเด็กคนนี้มาอย่างใส่ใจ เพียงแต่ว่า...การเลี้ยงเด็กเพียงลำพังแบบนี้คงจะลำบากไม่น้อยตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมานั้นไม่รู้มีชีวิตกันมาอย่างไร เมื่อคิดมาจนถึงตอนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะโทษตัวเองกับเรื่องเมื่อตอนนั้น ถ้าหากว่าเขาไม่ขอหย่ากับเจลกาเธอก็คงไม่ต้องไปเจอกับผู้ชายคนนั้นแล้วมีลูกด้วยกัน สุดท้ายก็มาตายไปก่อนทิ้งสองแม่ลูกลำบากกันตามลำพัง คิดไปคิดมาก็ไม่พ้นเป็นความผิดของเขาเองแต่เพียงผู้เดียว...บรรยากาศการทำงานเป็นไปอย่างปกติที่สุดก็ถึงเวลาเลิกกองเสียที การถ่ายทำที่กินเวลาไปเกิน 18 ชั่วโมงทำให้เด็กน้อยพลังหมดจนตอนนี้เดินเองก็แทบไม่ไหว"นั่งรอก่อนเถอะเจล เดี๋ยวเราไปส่งรอไม่นานหรอก" อลันยังมีงานที่ต้องจัดการตรงนี้อีกหลายส่วนแต่ใจเขาก็ยังปล่อยให้เจลกาและเจินเจินกลับบ้านไปตามลำพังไม่ได้"อลันทำงานของตัวเองไปเถอะเรากลับเองได้ อีกอย่างเจินเจินก็หิวด้วยน่ะ" เมื่อเจลกายืนยันแน่วแน่แล้วอลันก็ไม่คิดจะรั้งเอาไว้นาน"อย่างนั้นก็ได้ ถ้าถึงคอนโดแล้วโทรมานะ" ร่ำลา
เสียงของผู้มาใหม่ทำให้คนที่กำลังสูบบุหรี่อยู่บนชั้นดาดฟ้านั้นแอบสะดุ้งเล็กน้อย ก็เพราะว่าเขากำลังจมดิ่งอยู่ในความคิดของตัวเองโดยไม่ทันได้สังเกตว่าแท้จริงตอนที่เดินขึ้นมาด้านบนมีคนแอบเดินตามเข้ามาด้วย"มึงตามกูมาทำไม" เขาถามทั้งที่มือยังคีบบุหรี่อยู่ไม่วาง"ก็มาดูมึงไง มีอะไรจะถามกูไหมล่ะ" ถึงจะเปิดโอกาสให้เขาถามหากแต่กลับไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหน"เด็กคนนั้น...ไม่ใช่ลูกของมึงจริง ๆ เหรอ" ที่ถามแบบนี้ก็เพราะถึงแม้เจินเจินกับอลันจะดูสนิทกันมากขนาดไหนแต่กลับยิ่งมองออกว่ามันไม่ใช่อย่างที่เข้าเข้าใจ"กูก็อยากจะเป็นคนคนนั้นเหมือนกันนั่นแหละ...มึงก็รู้ว่ากูรักเจลมานานไม่แพ้มึง" คนฟังหยุดชะงักไปชั่วครู่ขณะที่คนพูดทิ้งตัวหันหลังอิงกับกำแพงและหันมามองเพื่อนของตัวเองด้วยรอยยิ้มที่เจือไปด้วยความเสียดายเรื่องมันเกิดมานานมากจนพวกเขาเองก็เกือบจะหลงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยมีเหตุการณ์นี้ด้วย"นั่นสินะ" เมืองหนาวรู้สึกผิดขึ้นมาทันที ในตอนนั้นมันเป็นเขาเองที่ขอให้อลันหลีกทางให้ และก็ยังเป็นเขาเองอีกที่สุดท้ายทำผิดต่อเจลกาด้วยเช่นกัน"แต่มึงคิดจริง ๆ เหรอว่ากูจะหักหลังเพื่อนตัวเองได้" เมืองหนาวเริ่มได







