LOGIN
๑
สตรีที่ไม่อาจแต่งงานเป็นภรรยาใครได้
หิมะตกโปรยปรายกลบทับดอกไม้ที่หรงซินเยวี่ยนปลูกเอาไว้ที่สวนข้างเรือนนอน
มือเรียวจับร่มสีแดง พาร่างที่ไม่ผอมบางจนเกินไปมาที่แปลงดอกไม้ ตรวจดูว่าความงามที่ถูกรังสรรค์โดยมือของนางจะอยู่พ้นฤดูหนาวไปได้หรือไม่
ร่างงามย่อกายนั่งลงให้ความสูงอยู่ระดับเดียวกันแล้วก้มลงดอมดมกลิ่นดอกไม้
เมื่อผละออกก็กล่าวเสียงอ่อนโยนเหมือนยามที่สนทนากับของรัก
“ต้องอย่างนี้สิ พวกเจ้าผ่านมือหรงซินเยวี่ยนทั้งทีจะตายง่าย ๆ ได้อย่างไร”
เช่นเดียวกับหรงซินเยวี่ยนที่สามารถรอดพ้นจากความตายเพราะเจ็บป่วยได้ แต่ก็มีราคาที่ต้องจ่ายกลับไป
ตอนเด็กนางเจ็บป่วยง่าย ท่านตาผู้เป็นคหบดีร่ำรวยติดอันดับหนึ่งในสิบของแคว้นเหลียนสรรหายาและหมอเทวดาทั่วแผ่นดิน
ทว่านอกจากจะไม่เจอหมอเทวดาแล้ว ร่างกายยังทรุดโทรมลงเพราะเป็นหนูทดลองยา!
เดิมทีนางควรทิ้งอายุเอาไว้ตั้งแต่ 10 หนาว ดีว่าสวรรค์ยังให้โอกาสนางรอดชีวิต หมอเทวดาประจำหุบเขาเดียวดายที่ปลีกวิเวกเข้าจวนกุนซือใหญ่หรงกงหมิงผู้เป็นบิดา ยื่นความหวังให้นางรอดชีวิตที่แฝงความเสี่ยงมาด้วย
ฮูหยินรองเผิงทูทูผู้เป็นมารดาต้องเลือกว่าจะส่งบุตรสาวสู่แม่น้ำลืมเลือนหรือว่าฉุดมือนางเอาไว้แล้วรับการรักษาจากหมอเทวดาที่มีตำรายาแรง
เขารับรองผลว่านางจะหายขาด แต่ผลข้างเคียงจะทำให้นางไม่สามารถมีบุตรได้ตลอดชีวิต!
ตอนนั้นทุกคนไม่มีทางเลือก หมอหลายท่านวินิจฉัยตรงกันว่านางจะไม่รอดคืนนี้ หรงกงหมิงและเผิงทูทูเห็นตรงกันว่าอย่างไรก็ต้องรักษาชีวิตบุตรสาวเอาไว้ให้ได้ คว้าเชือกเส้นเล็กที่ต้องเลือกจับตรงกลางหน้าผา
แม้ไม่รู้ว่าเชือกเส้นนี้จะขาดหรือไม่ แต่เมื่อเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะสามารถต่อชีวิตให้บุตรสาวได้
ทั้งสองก็จำต้องคว้าเชือกเส้นนี้เอาไว้!
สุดท้ายหมอเทวดาก็ดึงหรงซินเยวี่ยนขึ้นมาจากประตูปากผีได้ ทุกคนจึงเชื่อว่านางจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้จริง ๆ
หลังจากหรงซินเยวี่ยนอายุ 15 หนาวผ่านพิธีการปักปิ่นได้ลองเชิญหมอหลวงที่เชี่ยวชาญด้านสูติมาตรวจอาการอีกครั้ง พบว่านางจะไม่สามารถมีบุตรได้จริง ๆ
เรื่องนี้ถูกปิดเอาไว้เป็นความลับ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทราบความลับข้อนี้
เผิงทูทูในฐานะที่เป็นมารดาคนถึงสองรู้สึกเสียใจแทนบุตรสาวยิ่งนักที่นางจะไม่ได้สัมผัสความรู้สึกตอนเป็นมารดาคน ต่างจากหรงซินเยวี่ยนที่นอกจากเสียดายเล็กน้อยแล้วก็ไม่ได้มีความรู้สึกอื่น
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวจากเรือนใหญ่มาเจ้าค่ะ”
หรงซินเยวี่ยนค่อย ๆ หันไปมองด้านหลัง บ่าวชายคนสนิทของบิดาโค้งกายให้นางอย่างนอบน้อมแล้วผายมือไปยังทิศทางที่เขาเดินมา
“คารวะคุณหนูรอง นายท่านให้มาเชิญไปที่เรือนใหญ่ขอรับ ขบวนขันทีใกล้จะมาถึงจวนแล้ว”
“จะไปเดี๋ยวนี้”
สิ้นคำหรงซินเยวี่ยนก็เดินนำทุกคนไป
ทุกคนในตระกูลทราบล่วงหน้าแล้วว่าขบวนขันทีจะมาประกาศพระราชโองการในเรื่องใด เพียงแต่ต้องลุ้นเท่านั้นว่าหรงฟู่กุ้ยจะได้ตำแหน่งใดในวังหลัง
เมื่อหรงซินเยวี่ยนเดินมาถึงลานเรือนหน้าเรือนใหญ่ก็เห็นว่าทุกคนในตระกูลหรงมารอรับขบวนประกาศพระราชโองการแล้ว ขาดเพียงหรงจิ่นปู้ที่ไปศึกษาต่างแดน
“เยวี่ยนเอ๋อร์”
เผิงทูทูกวักมือเรียกบุตรสาวให้เข้ามายืนใกล้ ๆ
หรงซินเยวี่ยนส่งยิ้มให้มารดาบางเบาก่อนที่จะหันไปย่อกายทำความเคารพบิดาและฮูหยินใหญ่หวังปิงหลิง
“คารวะท่านพ่อ คารวะแม่ใหญ่เจ้าค่ะ”
หรงซินเยวี่ยนย่อกายทำความเคารพอย่่างงดงาม ก่อนที่จะหันไปผงกศีรษะให้พี่สาว
ทุกคนยังไม่ทันได้สนทนากัน ขบวนขันทีก็เดินเข้ามาในจวนกุนซือใหญ่ โดยที่หัวหน้าขันทีนั้นถือพระราชโองการสีทองไว้กับมือด้วย
“หรงฟู่กุ้ยรับราชโองการ…”
ทุกคนทั้งนายและบ่าวคุกเข่าลงบนพื้น สองแขนยกขึ้นมือซ้ายประกบมือขวา ก้มหน้าลงต่ำเสมือนกำลังอยู่หน้าหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้จริง ๆ
ทุกคนตั้งใจฟังเนื้อหาพระราชโองการที่ขันทีเสียงแหลมกำลังจะเอื้อนเอ่ย
“ด้วยพระราชโองการแห่งฟ้า หรงฟู่กุ้ยคุณหนูใหญ่ตระกูลหรงมีรูปโฉมงดงาม คุณสมบัติเพียบพร้อม เป็นเลิศในศาสตร์ทั้งสี่ ฉิน ฉี ซู ฮว่า [1] เห็นควรว่าสมตำแหน่งชงอี๋ จบราชโองการ”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี” ทุกคนขอบพระทัยพร้อมกันเสียงผสาน
หรงฟู่กุ้ยที่ได้รับพระราชทานตำแหน่งโดยตรงยื่นมือไปรับพระราชโองการ ขอบคุณในพระมหากรุณาธิคุณอีกครั้ง ตำแหน่งชงอี๋ไม่สูงไม่ต่ำ เป็นรองชั้นเฟยแต่อยู่เหนือพระสนมทั้งหมด
ทว่าสำหรับหรงฟู่กุ้ยแล้ว ไม่ว่านางจะได้ตำแหน่งใดล้วนไม่สำคัญทั้งสิ้น นางเข้าวังเป็นสนมครั้งนี้ในนามเท่านั้น
ฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบันพระชนม์มายุมากทั้งยังมีโรคชรารุมเร้า สามปีเท่านั้นที่ทุกคนแอบคาดการณ์ว่าพระองค์จะสวรรคต
ตามธรรมเนียมสนมทุกคนจะต้องถูกแขวนคอตามไปด้วย ทว่าฮ่องเต้ออกราชโองละเว้นธรรมเนียมนี้ หลังจากที่พระองค์สวรรคตอนุญาตให้สนมทุกคนมีครอบครัวใหม่ได้
ดังนั้น 12 ตระกูลที่เข้าวังปีนี้จึงไม่ได้หวั่นวิตกว่าบุตรหลานของตนจะตกที่นั่งลำบาก ทว่าสำหรับความลำบากใจของหรงฟู่กุ้ยคือ…
นางมีคนที่ชอบพออยู่แล้ว!
แม้จะทราบอยู่แก่ใจว่าวันนี้ต้องมาถึง แต่ตอนที่ยื่นมือไปรับพระราชโองการ มือกลับสั่นเล็กน้อยอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้
ขบวนขันทีต้องเดินทางไปประกาศพระราชโองการที่อื่นต่อจึงไม่อาจรั้งอยู่จวนตระกูลหรงได้นาน ทุกคนรอส่งขันทีออกจากประตูหน้าจวนแล้วพากันเดินเข้าไปในเรือนใหญ่เพื่อหารือเรื่องนี้กันต่อ
“กุ้ยเอ๋อร์ พ่อรู้ว่าในใจเจ้ายังยอมรับได้ไม่ทั้งหมด แต่พ่อรับปากเจ้าอย่างหนึ่งว่าเมื่อใดที่เจ้าเป็นอิสระ พ่อจะเร่งจัดงานแต่งให้เจ้ากับเขา”
หรงฟู่กุ้ยยิ้มเศร้า ทุกคนคาดการณ์เอาไว้สามปียังไม่นับช่วงเวลาไว้ทุกข์ ต่อให้นางจะมั่นใจในตัวคนรัก แต่ให้อีกฝ่ายรอนานถึงเพียงนั้น…
นางไม่มั่นใจว่าจะไม่เกิดสถานการณ์พิเศษขึ้น!
“ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ”
หรงฟู่กุ้ยไม่บอกความกังวลใจของตนให้บิดารับรู้
นางเปิดดูพระราชโองการในมือ มองทุกตัวอักษรนิ่งนาน ย้ำกับตัวเองว่านี่เป็นเหตุการณ์จริงมิใช่ฝันไป
หรงซินเยวี่ยนมองพี่สาวด้วยสายตาเรียบนิ่ง นางไม่มีสิทธิ์เห็นใจใครทั้งยังไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงความยินดีด้วยจึงทำเพียงจิบชาอย่างเงียบ ๆ
พี่สาวของนางยังมีโอกาสได้แต่งงานกับคนที่ตัวเองรักและยังสามารถมอบทายาทให้สามี
ต่างจากนางที่แต่งงานได้ ยกเว้นว่าสามีจะไม่ถือสาแล้วรับภรรยาคนอื่นมาช่วยอุ้มบุตรแทน
หรงซินเยวี่ยนยังไม่อยากมีชะตาชีวิตเช่นนั้นเร็วเกินไป ตอนนี้นาง 17 หนาว ใช้ชีวิตอย่างอิสระและมีความสุขยิ่ง ต่อให้ต้องเลยวัยออกเรือนไปไกลนางก็ยอม
สาวใช้เดินเข้ามาในโถงนั่งเล่นแล้วรายงาน
“...เรียนนายท่าน ฮูหยิน คุณหนู ท่านรองแม่ทัพมาขอพบคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ”
รองแม่ทัพเมิ่งกวังฮุย เดิมทีเข้านอกออกในจวนกุนซือหรงอยู่แล้ว เพราะกองทัพต้องร่วมกันหารือกับกุนซือใหญ่ตลอด เพียงแต่การเข้าจวนตระกูลหรงในวันนี้ของเขามิใช่เพราะเรื่องงาน แต่เป็นเรื่องที่คุณหนูใหญ่ของจวนได้รับพระราชโองการอย่างเป็นทางการแล้ว
“ท่านพ่อเจ้าคะ ลูกขอตัวไปสนทนากับท่านรองแม่ทัพสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ”
หรงฟู่กุ้ยขออนุญาตบิดา ทว่าคนที่ออกปากห้ามคือ
…มารดาของนาง!
“เพียงลำพังไม่ได้ หากจะสนทนาต้องมีเยวี่ยนเอ๋อร์อยู่ด้วย พระราชโองการลงมาแล้ว เท่ากับว่าตอนนี้เจ้าคือพระสนมของฝ่าบาท”
หวังปิงหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่แม้แต่หรงกงหมิงก็ยังไม่กล้าขัดคำพูด
คนในจวนนี้ผู้ที่มีอำนาจที่สุดมิใช่หรงกงหมิง แต่เป็นฮูหยินใหญ่ที่มาจากตระกูลแม่ทัพ!
นอกจากนางจะเชี่ยวชาญด้านวรยุทธ์แล้วยังเป็นเพื่อนเล่นของสามีตั้งแต่ตอนที่ยังเยาว์วัย นางที่เป็นรักแรกของสามีไม่ถือหากเขาจะรับฮูหยินรอง
เผิงทูทูที่เป็นรักในวัยหนุ่มสาวของหรงกงหมิงถึงได้แต่งเข้ามาเป็นฮูหยินรอง
“ก็ได้เจ้าค่ะ”
หรงฟู่กุ้ยรับคำมารดาอย่างเลี่ยงไม่ได้ก่อนที่จะหันมาหาหรงซินเยวี่ยน
“น้องรอง ไปกัน”
“เจ้าค่ะ”
หรงซินเยวี่ยนรับคำพี่สาวที่อายุมากกว่าตนหนึ่งปี เดินตามหลังไปอย่างว่าง่ายโดยมีสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสามคู่มองตาม เผิงทูทูที่อึดอัดกว่าใครถอนหายใจเบา ๆ
ไม่ใช่สตรีทุกคนที่จะได้แต่งงานกับบุรุษที่ตนหมายปองสินะ ไม่โชคดีเหมือนข้าที่ได้แต่งให้ท่านพี่
[1] ศาสตร์ทั้งสี่คุณสมบัติที่คนชั้นสูงควรมี ฉิน (ความเชี่ยวชาญเครื่องสาย) ฉี (ความเชี่ยวชาญด้านการเดินหมาก) ซู (ความเชี่ยวชาญด้านพู่กัน) ฮว่า (ความเชี่ยวชาญด้านการวาดภาพ)
๕๗หากปาฏิหารย์ไม่มีจริงคงไม่มีคำนี้เกิดขึ้นหลายเดือนผ่านมานี้หรงซินเยวี่ยนพยายามดื่มยาและตรวจร่างกายกับหมอซุนเป็นประจำ ยาที่มีรสขมพอดื่มบ่อย ๆ ลิ้นก็เริ่มชินแต่นางก็ไร้วี่แววว่าจะตั้งครรภ์!หมอซุนกล่าวว่านางกดดันตัวเองมากเกินไป ยิ่งเครียดขึ้นไปอีกเพราะการตรวจวัดชีพจรที่บ่อยขึ้นแล้วมีผลว่านางยังไม่ตั้งครรภ์ดังนั้นนางจึงเลิกให้หมอซุนตรวจวัดชีพจรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ“คุณหนูเจ้าคะ ขบวนนายท่านผู้เฒ่ามานั่นแล้วเจ้าค่ะ ดูจากสัมภาระแล้วต้องขนของมาให้คุณหนูแน่”“ท่านตาบอกว่าจะเอาของมาฝากด้วย ถ้าทั้งสิบเกวียนนี้คือของฝาก จวนแม่ทัพของเราคงไม่มีที่เก็บแล้ว…ไปเถอะ!”หรงซินเยวี่ยนทำหน้ากลุ้มใจก่อนที่จะเดินนำเสี่ยวรุ่ยลงไปยังด้านหน้าประตูเมืองหอคอยเพื่อต้อนรับท่านตาที่มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมนางเสียทีเมื่อลงมาด้านล่างหอคอยก็เห็นว่าสามียืนเอามือกอดดาบเอาไว้ท่าทางสงบนิ่ง สวนทางกับหัวใจที่สั่นระรัวเพราะความตื่นเต้น“หยุด~”คนบังคับรถม้ารั้งบังเหียนม้าเอาไว้ เกวียนบรรทุกของทั้งสิบคันค่อย ๆ หยุดการเคลื่อนไหวหลานเขยที่เห็นเช่นนั้นก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับท่านตาของภรรยาที่เพียงเปิดหน้าต่างรถม
๕๖ด้วยคำอธิษฐานนี้เมิ่งกวังฮุยลาดตระเวนแบบมีจุดมุ่งหมายมาที่ร้านเยวี่ยนวั่งสาขาสอง ด้วยชุดเกราะเต็มตัวของแม่ทัพทำให้เขาคิดอยู่ว่าจะหาเรื่องเข้าไปในร้านนางอย่างไรไม่ให้ดูสะดุดตาคนในร้าน จนกระทั่งเด็กในร้านคนหนึ่งเห็นเขาเข้าพอดีนางรีบเดินเข้ามาหาเขาแล้วทำการคารวะ“ท่านแม่ทัพมาหาฮูหยินหรือเจ้าคะ”“ฮูหยินเล่า”เขาไม่โกหกว่าตั้งใจมาลาดตระเวนแล้วผ่านมา แต่ก็ไม่ได้บอกเด็กในร้านว่าตั้งใจมาหาฮูหยินตอนเขาตั้งคำถามสายตาก็มองเข้าไปด้านในร้าน เผลอชะเง้อคอมอง เหล่าพลทหารที่ติดตามมาด้วยมองหน้ากันแล้วยิ้มให้กับท่าทางนี้รู้ในทันทีว่าการเดินลาดตระเวนก็แค่ข้ออ้าง!“ฮูหยินไปลอยโคมกับเสี่ยวรุ่ยเจ้าค่ะ ไปได้สักพักหนึ่งแล้ว เดี๋ยวก็คงกลับมากันแล้วกระมัง”“อ้อ”เมิ่งกวังฮุยรับคำสั้น ๆ แล้วเดินนำพลทหารไป ท่าทางเขายังเหมือนทหารที่ลาดตระเวนเช่นเคย ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าชายหนุ่มกวาดสายตามองโดยรอบเผื่อจะเห็นฮูหยินของตนหรือจะอยู่ที่ทะเลสาบ“พวกเจ้าไปลาดตระเวนตามเส้นทางที่วางแผนไว้”“ขอรับ”ทหารรับคำสั่งจากเสียงเข้มเสียงผสานที่ชายหนุ่มรีบสั่งเช่นนี้เพราะไม่อยากให้เหล่าทหารได้เห็นท่าทางของเขายามที่อยู่กั
๕๕ใครเดินเล่นเดินไปข้าจะขายของเทศกาลโคมลอยสำหรับคนอื่นคือจุดนัดพบระหว่างกันที่ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบคู่รักหรือนักขายหรงซินเยวี่ยนในฐานะที่เป็นแม่ค้า เตรียมสินค้าเอาไว้ขายให้ชาวเมืองลุ้นยิ่งนักว่าสินค้าจะขายได้หรือไม่เหนือสิ่งอื่นใด นางหวังว่าร้านค้าจะมีชื่อเสียงขึ้นจากเทศกาลโคมลอยในครั้งนี้ อย่างน้อยก็เป็นการประชาสัมพันธ์ร้านค้าความสัมพันธ์ในด้านคู่รักของนางไม่สร้างภาระทางใจให้กัน เพราะเมิ่งกวังฮุยก็ยุ่งอยู่กับการพิสูจน์ตัวเองงานนี้นอกจากจะเป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าเขาจัดการดูแลความเรียบร้อยปลอดภัยให้แก่เมืองได้ดี ชาวเมืองก็จะยอมรับเขาในฐานะแม่ทัพคนใหม่ได้มากขึ้น…จะได้ไม่ดูถูกว่าเป็นแม่ทัพหน้าอ่อนอีก!“…ฟูจวิน ชุดนี้เหมาะกับข้าหรือไม่เจ้าคะ”สาวงามเอ่ยถามสามีด้วยความเอียงอาย ในใจหมายมาดว่าสามีจะยอมจ่ายเงินซื้อชุดที่ครบเครื่องทั้งศีรษะจรดเท้าให้…แล้วเขาก็ไม่ทำให้นางผิดหวัง!“หากเจ้าอยากได้ ฟูจวินจะซื้อให้เจ้า”ภรรยาสาวฉีกยิ้มหวานเมื่อได้ยินคำพูดนี้จนกระทั่งถามราคาที่มากถึงสามสิบตำลึงเงิน ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มก็เปลี่ยนเป็นจืดเจื่อน หันไปส่งสัญญาณให้สามีแล้วส่ายหน้าเบา ๆหรงซินเ
๕๔ร้านเยวี่ยนวั่งสาขาสองหรงซินเยวี่ยนกับเสี่ยวรุ่ยเงยหน้าขึ้นมองร้านค้าเบ็ดเตล็ดที่ขายทั้งผ้า เครื่องประดับ เครื่องเขียนรวมถึงหนังสือ สองสาวจะไม่ตะลึงเลยหากไม่เห็นป้ายหน้าร้านตัวอักษรโต ๆ“ร้านเยวี่ยนวั่งสาขาสอง”หรงซินเยวี่ยนยกมือปิดปากด้วยไม่คิดว่าท่านตาจะเตรียมการทุกอย่างให้หมดแล้วแผนธุรกิจที่นางสู้อุตส่าห์คิดมาสามวันสามคืน สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้“คุณหนู นายท่านผู้เฒ่ารักคุณหนูมากเลยเจ้าค่ะ”“ข้ารู้สึกว่าตัวเองถูกรักก็ตอนนี้ เขียนว่าสาขาสองเช่นนี้ หากคนสงสัยถามว่าสาขาหนึ่งอยู่ที่ใดแล้วทราบว่าอยู่เมืองหลวง ใครจะไม่อยากใช้ของที่มาจากเมืองหลวงกัน นับเป็นการตลาดอย่างหนึ่ง”หลงจู๊เห็นสตรีอายุน้อยสองคนอยู่นอกร้าน ไม่เข้ามาด้านในเสียที เมื่อพิศดูลักษณะท่าทางแล้วคุ้นตาจึงเดินเข้ามาหาทั้งสอง“ขอถามแม่นาง ใช่คุณหนูรองหรงซินเยวี่ยน ฮูหยินแม่ทัพเมิ่งหรือไม่”หรงซินเยวี่ยนส่งยิ้มเป็นมิตรให้หลงจู๊“ข้าหรงซินเยวี่ยน ท่านคงเป็นเจี่ยหลงจู๊กระมัง ผู้ดูแลร้านเยวี่ยนวั่งสาขาสอง”“คารวะคุณหนู ข้าน้อยเจี่ยจี้รับหน้าที่ดูแลร้านมาหนึ่งเดือนแล้วขอรับ”เป็นอีกครั้งที่หรงซินเยวี่ยนยกมือขึ้นปิดริมฝีปากคงมิใช่
๕๓ท่านตาผู้แผ่กิ่งก้านสาขาณ ค่ายทหารทัพประจิม“…ค่ายประจิมงานเหมือนกับค่ายทั่วไป ที่ข้าอยากจะส่งมอบให้ก็คือแผนที่เหล่านี้ จุดที่ควรเน้นการคุ้มกันเป็นพิเศษ รายละเอียดปลีกย่อยหูหลี่จะเป็นคนช่วยเจ้าเอง ส่วนนี่…” หยิบกล่องไม้ขึ้นมาแล้วยื่นให้เมิ่งกวังฮุยชายหนุ่มรับมาเปิดดูก็เห็นว่าเป็นตราประทับเคลื่อนพลของค่ายประจิมสองมือยกขึ้นคารวะแม่ทัพผู้เฒ่าทันทีที่อีกฝ่ายไม่ยึดติดในอำนาจ ส่งมอบกำลังทหารให้โดยไม่ยึดติดเรื่องเล่าการเปลี่ยนผ่านส่งมอบกำลังทหาร เมิ่งกวังฮุยย่อมได้ยินมาบ้างว่าต่อให้จะได้รับพระราชโองการจากฝ่าบาทก็ยังมีการเล่นลิ้น เดิมทีเขาคิดว่าการมารับตำแหน่งครั้งนี้จะยากตั้งแต่วันแรกเสียแล้ว“ฮูหยินน้อยเป็นอย่างไรบ้าง”เมิ่งกวังฮุยเผลอเลิกคิ้ว แม่ทัพเซียวจึงเผยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนาง“ที่จริงข้ากับนางไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว กับตาเฒ่าเผิงต่างหากนับว่าเป็นสหายที่เคยดื่มสุราพูดคุยกันอย่างถูกคอ เมื่อทราบว่าหลานสาวจะย้ายตามสามีมาที่นี่ก็ฝากให้ข้าดูแล เดือนหน้าข้าถึงจะย้ายกลับรั่วหยาง ระหว่างนี้ข้าจะดูแลเจ้าสองสามีภรรยาให้เต็มที่”ที่แท้ท่านตาของนางก็มากรุยทางเอาไว้ให้แล้ว คืนนี
๕๒เมืองที่จัดว่าเจริญก็ไม่ใช่กันดารก็ไม่เชิงสามวันผ่านไปในที่สุดขบวนเดินทางของแม่ทัพประจิมคนใหม่ก็เคลื่อนเข้าสู่เมืองหน้าด่านที่ไม่จัดว่าเจริญเท่าเมืองหลวงแต่ก็ไม่ได้กันดารถึงขนาดใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไม่ได้เมืองนี้มีชาวเมืองอาศัยราวหนึ่งหมื่นบ้าน เป็นทั้งของครอบครัวทหารและชาวบ้านทั่วไป มีเส้นทางน้ำ ที่นาหลายพันไร่ ชาวเมืองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากกว่าการค้าขาย ทหารของค่ายนี้จึงไม่อดอยาก เสบียงพร้อมสำหรับทหารทุกคนความเสี่ยงสองอย่างที่ค่ายประจิมเผชิญ หนึ่งเมืองนี้เป็นที่รับน้ำ สองชายแดนติดกับแคว้นที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพ เกิดการกบฏเปลี่ยนผู้นำแคว้นเป็นว่าเล่น เคราะห์กรรมจึงมาตกอยู่ที่ประชาชนทหารเฝ้าเมืองต้องเข้มงวดตรวจคนเข้าเมืองเพื่อไม่ให้คนลักลอบเข้ามาทำเรื่องผิดกฎหมายเมื่อมาถึงหน้าเมือง เมิ่งกวัยฮุยก็ยื่นป้ายประจำตัวให้แก่ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเมือง ทันทีที่ทหารทราบว่าเป็นแม่ทัพคนใหม่ก็ทำการคารวะ เรียกความสนใจจากชาวเมืองที่กำลังต่อแถวเข้าเมืองให้หันมามองเขาเป็นตาเดียว“นี่นะหรือแม่ทัพคนใหม่ ไยดูอ่อนเยาว์เช่นนี้”“นั่นสิ เหมือนคุณชายมากกว่าเหมือนแม่ทัพ หน้าขาวแบบนี้จะมีฝีม







