LOGIN๒
เขากล้า…พิสูจน์ครั้งนี้ทำใจสะท้าน
ร่างสูงใหญ่ อกผายไหล่ผึ่งของเมิ่งกวังฮุยยืนหันหลังอยู่ในศาลา ท่วงท่าที่มองจากด้านหลังก็ยังสัมผัสได้ถึงความสง่างามดูตรึงตรายิ่งขึ้นหากใช้ดวงตาที่มีใจรักมั่นเขาในตอนมอง หรงซินเยวี่ยนที่เดินเคียงข้างพี่สาวสามารถรับรู้สายตาของนางได้อย่างชัดเจน
“ฮุยเกอ [1] ”
หรงฟู่กุ้ยเรียกเมิ่งกวังฮุยเสียงแผ่ว แต่ก็ดังมากพอที่เจ้าของนามจะได้ยินแล้วหมุนตัวหันมามอง
“ฟู่กุ้ย!”
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่ไร้รอยยิ้มจะดูดุแต่เมื่อแย้มยิ้มออกมาแล้วจะดูหวานเดินเข้ามาหาหรงฟู่กุ้ย
เขาไม่ได้ชายตามองหรงซินเยวี่ยนเลยสักนิด แต่หญิงสาวไม่ลืมมารยาท ย่อกายลงคารวะอีกฝ่ายแล้วเดินเข้าไปนั่งในศาลาเงียบ ๆ
“ฮุยเกอ ขันทีเพิ่งมาประกาศราชโองการเจ้าค่ะ”
“ทราบแล้ว ที่ข้ามาวันนี้เพราะมีเรื่องจะบอกเจ้า แต่ว่า…” ปรายตามาทางหรงซินเยวี่ยน
หรงฟู่กุ้ยที่อ่านภาษากายชายหนุ่มออกทำสีหน้าหนักใจเพราะนางไม่อาจขัดคำสั่งมารดาเพื่อความสบายใจของเมิ่งกวังฮุย
“ท่านแม่ให้นางมาเจ้าค่ะ เพื่อความเหมาะสมฮุยเกอต้องพูดต่อหน้านางแล้ว”
หรงซินเยวี่ยนมองคู่รักเงียบ ๆ ไม่กลัวว่าตนจะเสียมารยาททั้งยังไม่ขอตัวออกไปจากศาลาแห่งนี้
ตอนนี้พี่สาวของนางคือพระสนมแล้ว หากมีข่าวแพร่ออกไปว่าเห็นสนมของฮ่องเต้อยู่กับบุรุษสองต่อสอง ต่อให้จะไม่ใช่ในที่รโหฐานแต่ก็ยากจะหนีคำติฉินนินทาได้
“ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะพูดที่นี่”
เมิ่งกวังฮุยบีบมือแน่น หน้าที่การงานของเขาทำให้เขามีจิตใจมั่นคงสำหรับทุกสถานการณ์ ทว่าเมื่อต้องเอ่ยคำพูดนี้ต่อหน้าหญิงสาวทั้งสองกลับน้ำท่วมปาก
“กุ้ยเอ๋อร์ เจ้าก็ทราบว่าซินแสที่ท่านย่านับถืออยากให้ข้าแต่งงานในปีนี้ เดิมทีท่านย่าหวังว่าเจ้าจะได้แต่งเข้ามาเป็นหลานสะใภ้ แต่เมื่อเจ้าได้รับราชโองการจากฝ่าบาทให้ต้องเข้าวัง ท่านย่าจึงเสนอให้ข้า…”
เมิ่งกวังฮุยเอ่ยไม่จบประโยค แต่คำพูดต่อจากนี้สองสาวสามารถเดาต่อไปได้
หรงซินเยวี่ยนเพียงหรี่ตาดูปฏิกิริยาของทั้งสองอย่างเงียบ ๆ เท่านั้นต่างจากหรงฟู่กุ้ยที่ใบหน้าแข็งค้างไปแล้ว
“ใครเจ้าคะ สตรีที่ฮูหยินผู้เฒ่าอยากให้ฮุยเกอแต่งด้วย สตรีผู้นั้นเป็นใคร”
“หลินจินอวี้ คุณหนูสามจวนราชครู”
หรงฟู่กุ้ยหายใจแรงขึ้น
นางเคนเห็นหลินจินอวี้ในงานเลี้ยงน้ำชาอยู่หลายครั้ง นับว่าเป็นสตรีที่ดูน่ารักน่าทะนุถนอมมากคนหนึ่ง
“เรื่องนี้ไปถึงไหนแล้วเจ้าค่ะ”
ถึงขนาดจิ้มคน หรงฟู่กุ้ยรู้ในทันทีว่ากระบวนการเรื่องนี้ดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว
“ฟู่กุ้ยอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ท่านย่านับว่าเป็นสหายสนิทของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลหลิน ท่านย่าพอจะทราบว่าเจ้าจะได้ถวายตัวมาจากวงใน ความคิดที่อยากให้ข้าลงเอยกับนางจึงกลับมาอีกครั้ง เจ้าอย่าโกรธข้าเลย”
เห็นท่าทีรีบร้อนอธิบายของชายหนุ่มทำให้นางเบาใจลงเล็กน้อย ทว่าอารมณ์ยังคงขุ่นมัวเช่นเดิม
“ข้าไม่มีสิทธิ์โกรธฮุยเกอเจ้าค่ะ จะให้โทษก็โทษดวงชะตาเถิด ใครใช้ให้ข้าเกิดเป็นพี่ใหญ่ของตระกูล” ว่าแล้วนางก็ปรายตามองหรงซินเยวี่ยน สีหน้าที่ฉายความอิจฉาเด่นชัดจนคนถูกมองลอบถอนหายใจ
ข้าจะมองข้ามสายตานี้ไปเพราะรู้ว่าเจ้ากำลังเสียใจ
“เอาเถอะ เรื่องเกิดขึ้นแล้วและเราก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้ มิสู้หาวิธีตั้งรับมือให้ดี ข้าจะปฏิเสธกับท่านย่าไปว่าคุณหนูหลินไม่ได้ ต้องเป็นคนอื่นที่ข้าเขียนใบหย่าให้นางแล้วนางจะไม่เสียหายมาก”
“ฮุยเกอคิดจะหาสตรีมาตบแต่งแทนหลินจินอวี้หรือเจ้าคะ ทั้งยังเรื่องหย่านี้อีกด้วย”
หรงฟู่กุ้ยอยากมั่นใจว่าชายหนุ่มจะหย่ากับสตรีตัวแทนคนนั้นจริง ๆ
เมื่อเขาพยักหน้ารับนางก็นิ่งคิดไป จมอยู่ในความคิดของตัวเองครู่หนึ่งถึงเสนอในสิ่งที่ทำให้ทั้งหรงซินเยวี่ยนและเมิ่งกวังฮุยนิ่งไป
“ฮุยเกอ ท่านก็รู้ว่าน้องรองไม่อาจมีบุตรได้ นางตั้งใจว่าจะไม่ออกเรือนจนกว่าจะเจอบุรุษที่รับข้อเสียของนางได้ ฮุยเกอสู่ขอนางดีหรือไม่ นอกจากนางจะได้แต่งงานแล้วยังช่วยให้ฮุยเกอไม่ต้องแต่งกับสตรีอื่นแล้วยังรอเวลาหย่าได้ด้วยเจ้าค่ะ”
“ฟู่กุ้ย นี่…”
เมิ่งกวังฮุยพูดไม่ออก จากตอนแรกที่ทำเหมือนไม่รับรู้การมีตัวตนของหรงซินเยวี่ยนกลับเริ่มเป็นห่วงความรู้สึกของหญิงสาวแล้ว
เขามองหน้าคนรักสลับกับมองสีหน้าหรงซินเยวี่ยน
ส่วนหรงซินเยวี่ยนนั้นทุกคำพูดของพี่สาวชวนมุ่นคิ้วจ้องพี่สาวอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
นางบอกเรื่องความลับของข้ากับเขา ขอร้องคนรักราวกับเวทนาในชะตาชีวิตข้าเหลือทน สำคัญที่สุดเลยก็คือ นางคิดจะถามความเห็นของข้าก่อนหรือไม่
“ฮุยเกอ น้องรอง ยังไม่ต้องรับปากข้าตอนนี้ก็ได้ แต่ลองกลับไปคิดดูก่อน ท่านกับน้องรองคือคนที่หรงฟู่กุ้ยคนนี้ไว้ใจ นอกจากน้องรองแล้วข้าก็ไม่ไว้ใจสตรีคนใดอีก ลองเอาข้อเสนอของข้ากลับไปคิดดูให้ดี”
เมิ่งกวังฮุยหลับตาลง หรงซินเยวี่ยนไม่ทราบว่าเขามีสายตาเช่นไร แต่สีหน้าของเขาในตอนนี้ราวกับบุรุษที่เจ็บช้ำกับทางเลือกนี้เหลือเกิน
“ฟู่กุ้ย ไม่ว่าเลือกทางใดข้าก็ผิดต่อเจ้า”
“หากเลือกทางที่ข้าเสนอ ขอให้ท่านมั่นใจได้ว่าข้าจะไม่เสียใจกับคำพูดของตัวเองเจ้าค่ะ”
หรงซินเยวี่ยนกำมือตัวเองแน่นที่มาถึงขั้นนี้แล้วพี่สาวก็ยังไม่ถามความเห็นของนาง ดวงตาที่จับจ้องพี่สาวทอประกายไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนคนถูกมองต้องหันมาปลอบด้วยประโยคนี้
“น้องรอง ที่ข้าเสนอเช่นนี้ล้วนคิดเผื่อเจ้าและฮุยเกอทั้งสิ้น เชื่อข้าหากเลือกทางนี้จะไม่มีปัญหา ข้ารับปากว่าจะไม่โกรธแค้นเจ้า ทั้งยังยินดีที่เจ้าจะได้แต่งงานสักครั้งหนึ่งในชีวิต ในเมื่อเจ้าตัดสินใจจะไม่แต่งงานแล้ว ไยไม่รับข้อเสนอของพี่หญิงใหญ่เล่า”
ท้ายประโยคนางเปลี่ยนมาเรียกอย่างสนิทสนมมากขึ้นทั้งยังเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นนุ่มนวลดั่งพี่สาวผู้ใจกว้าง ทนเห็นคนรักและน้องสาวจับมือกันสู่พิธีวิวาห์ได้
“ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าท่านจะไม่คิดโกรธแค้นข้าทีหลัง หากนานวันเข้าท่านลืมคำพูดนี้ข้าจะทำอย่างไร”
หรงฟู่กุ้ยยื่นมือมาจับมือเรียวของน้องสาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและสายตาจริงใจ
“พี่หญิงใหญ่ให้สัจจะวาจาแก่เจ้า หากเจ้าไม่เชื่อใจ เราสามารถทำสัญญาระหว่างกันได้”
หรงซินเยวี่ยนเงียบไป ตวัดสายตาไปมองเมิ่งกวังฮุยที่ดวงตาคมกริบได้จับจ้องมาที่นางราวกับกำลังรอในคำตอบเช่นกัน ในตอนนั้นเองที่นางคิดอะไรได้
“ก่อนที่ข้าจะให้คำตอบ ข้าขอพิสูจน์อะไรก่อนได้หรือไม่” ว่าแล้วนางก็กวาดสายตามองไปโดยรอบ
มุมปากเจือรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าสาวใช้หายไปจากบริเวณนี้แล้ว นางเดาได้ทันทีว่าผู้ใหญ่กันสาวใช้ให้อยู่ห่างจากศาลาเพื่อควบคุมข่าวลือที่อาจจะลือกันในมุมลับ ๆ
เข้าทางนางพอดี!
“พิสูจน์อย่างไร/อย่างไร”
หรงฟู่กุ้ยและเมิ่งกวังฮุยถามขึ้นพร้อมกัน
หรงซินเยวี่ยนเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มแล้วเอื้อมมือไปจับมือหนาสากระคายตามสภาพการใช้งานอย่างหนัก
นางช้อนสายตาขึ้นมองชายหนุ่ม จากที่ดวงตาฉายความไม่พอใจเปลี่ยนเป็นสายตาระยิบระยับทำร่างสูงแข็งค้าง ยิ่งตัวแข็งทื่อขึ้นไปอีกเมื่อมือบางยื่นมาจับใบหน้าเขา ก่อนที่จะดันตัวเองเข้ามาใกล้แล้วสวมกอดเขาแนบแน่น
ใบหน้าแนบอกแกร่งหันไปทางหรงฟู่กุ้ยเพื่อดูว่านางจะมีปฏิกิริยาอย่างไร หากนางเห็นพี่สาวมีท่าทางกรุ่นโกรธ นางพร้อมจะปฏิเสธข้อเสนอ ไม่ให้การช่วยเหลือในทุกกรณี
“พิสูจน์…แบบนี้หรือ”
คำพูดของหรงฟู่กุ้ยทำให้ชายหนุ่มได้สติ เขายื่นมือดันตัวหรงซินเยวี่ยนออก ทว่าหญิงสาวกอดแน่น นอกจากจะไม่ปล่อยเขาแล้วยังเอ่ยประโยคนี้
“โกรธแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะพี่หญิงใหญ่ เริ่มเสียใจในคำพูดของตัวเองแล้วใช่หรือไม่”
เมิ่งกวังฮุยเลิกดันตัวร่างนุ่มนิ่มที่แนบชิดกับตนอยู่ออก รู้ตัวแล้วว่าตนกำลังเป็นเครื่องมือพิสูจน์ใจคนรัก
เขามองไปที่หรงฟู่กุ้ย ดูว่านางจะมีสีหน้าเช่นไรก็พบว่านางจับหน้าอกตัวเองไว้ หายใจแรงขึ้นเพราะสะเทือนใจกับภาพนี้ไม่น้อย ทว่านางกลับพูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับหัวใจ
“ไม่ได้โกรธ แค่ตั้งรับไม่ทันเท่านั้น ถึงตอนนี้พี่ก็ยังอยากยืนยันคำพูดเดิมของตัวเอง”
หรงซินเยวี่ยนมุ่นคิ้วที่ยังเห็นท่าทางดื้อรั้นไม่ยอมรับใจตัวเองของพี่สาว
“เหตุใดต้องโกหกตัวเองเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้โกหกตัวเอง หากไม่เชื่อเจ้าสามารถพิสูจน์ด้วยวิธีที่ยิ่งกว่านี้ได้ ข้าพร้อมตั้งรับแล้ว…เอาสิ!”
หรงซินเยวี่ยนดวงตาฉายความโกรธ นางหันหน้ามาทางร่างสูงเงยหน้าขึ้นมองเขาที่แววตาอ่านยากขึ้น
ทว่านางไม่สนใจสายตาของเขา ยื่นมือไปรั้งคอชายหนุ่มลงมาประกบริมฝีปากของตนและผละออกเพื่อมองสีหน้าคน
“โกรธหรือไม่”
หรงฟู่กุ้ยสูดหายใจเข้าลึกแล้วส่ายหน้า
หรงซินเยวี่ยนที่ไม่ยอมแพ้ก็รั้งคอชายหนุ่มประกบริมฝีปากอีกครั้ง
ตอนแรกนางไม่คิดจะทำมากกว่าริมฝีปากประกบริมฝีปาก ทว่าตอนนั้นนางมีความรู้สึกว่าชายหนุ่มเผยอริมฝีปาก นางถึงได้รุกล้ำเขามากกว่านั้นด้วยการสอดลิ้นเล็กเข้าไปสำรวจริมฝีปากเขา
ในตอนนี้เองที่นางเริ่มรู้ว่าตนคิดผิด!
เมิ่งกวังฮุยที่ตอนแรกไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธกลับดูดลิ้นเล็กของนาง อาศัยจังหวะที่นางตกใจสอดลิ้นเข้ามาในโพรงปากควานหาความหวาน
“อื้อ~”
นางล้มเลิกที่จะพิสูจน์เรื่องทุกอย่างแล้วดันตัวชายหนุ่มให้ออกห่างจากร่างของตน ยกมือขึ้นจับริมฝีปากตัวเองเอาไว้ นางรู้สึกว่าสายตาเมิ่งกวังฮุยไม่เหมือนเดิม
ทว่ายังไม่ทันได้พิสูจน์ว่าเขามองนางด้วยสายตาเช่นไรก็ต้องหันไปให้ความสนใจพี่สาวที่ยังคงยืนยันคำพูดของตัวเอง
“เจ้าพิสูจน์เช่นนี้ข้ายิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเอง แค่คิดภาพฮุยเกอจุมพิตกับหลินจินอวี้ข้าก็ทานทนไม่ได้แล้ว หากไม่ใช่เจ้าข้าก็ไม่วางใจสตรีคนใดอีก ดังนั้นแล้วแต่งงาน กับฮุยเกอเถิดนะ เรื่องอื่นพี่หญิงใหญ่จะจัดการแทนเจ้าเอง”
[1] เกอ หรือ เกอเกอ (哥哥) พี่ชาย
๕๗หากปาฏิหารย์ไม่มีจริงคงไม่มีคำนี้เกิดขึ้นหลายเดือนผ่านมานี้หรงซินเยวี่ยนพยายามดื่มยาและตรวจร่างกายกับหมอซุนเป็นประจำ ยาที่มีรสขมพอดื่มบ่อย ๆ ลิ้นก็เริ่มชินแต่นางก็ไร้วี่แววว่าจะตั้งครรภ์!หมอซุนกล่าวว่านางกดดันตัวเองมากเกินไป ยิ่งเครียดขึ้นไปอีกเพราะการตรวจวัดชีพจรที่บ่อยขึ้นแล้วมีผลว่านางยังไม่ตั้งครรภ์ดังนั้นนางจึงเลิกให้หมอซุนตรวจวัดชีพจรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ“คุณหนูเจ้าคะ ขบวนนายท่านผู้เฒ่ามานั่นแล้วเจ้าค่ะ ดูจากสัมภาระแล้วต้องขนของมาให้คุณหนูแน่”“ท่านตาบอกว่าจะเอาของมาฝากด้วย ถ้าทั้งสิบเกวียนนี้คือของฝาก จวนแม่ทัพของเราคงไม่มีที่เก็บแล้ว…ไปเถอะ!”หรงซินเยวี่ยนทำหน้ากลุ้มใจก่อนที่จะเดินนำเสี่ยวรุ่ยลงไปยังด้านหน้าประตูเมืองหอคอยเพื่อต้อนรับท่านตาที่มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมนางเสียทีเมื่อลงมาด้านล่างหอคอยก็เห็นว่าสามียืนเอามือกอดดาบเอาไว้ท่าทางสงบนิ่ง สวนทางกับหัวใจที่สั่นระรัวเพราะความตื่นเต้น“หยุด~”คนบังคับรถม้ารั้งบังเหียนม้าเอาไว้ เกวียนบรรทุกของทั้งสิบคันค่อย ๆ หยุดการเคลื่อนไหวหลานเขยที่เห็นเช่นนั้นก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับท่านตาของภรรยาที่เพียงเปิดหน้าต่างรถม
๕๖ด้วยคำอธิษฐานนี้เมิ่งกวังฮุยลาดตระเวนแบบมีจุดมุ่งหมายมาที่ร้านเยวี่ยนวั่งสาขาสอง ด้วยชุดเกราะเต็มตัวของแม่ทัพทำให้เขาคิดอยู่ว่าจะหาเรื่องเข้าไปในร้านนางอย่างไรไม่ให้ดูสะดุดตาคนในร้าน จนกระทั่งเด็กในร้านคนหนึ่งเห็นเขาเข้าพอดีนางรีบเดินเข้ามาหาเขาแล้วทำการคารวะ“ท่านแม่ทัพมาหาฮูหยินหรือเจ้าคะ”“ฮูหยินเล่า”เขาไม่โกหกว่าตั้งใจมาลาดตระเวนแล้วผ่านมา แต่ก็ไม่ได้บอกเด็กในร้านว่าตั้งใจมาหาฮูหยินตอนเขาตั้งคำถามสายตาก็มองเข้าไปด้านในร้าน เผลอชะเง้อคอมอง เหล่าพลทหารที่ติดตามมาด้วยมองหน้ากันแล้วยิ้มให้กับท่าทางนี้รู้ในทันทีว่าการเดินลาดตระเวนก็แค่ข้ออ้าง!“ฮูหยินไปลอยโคมกับเสี่ยวรุ่ยเจ้าค่ะ ไปได้สักพักหนึ่งแล้ว เดี๋ยวก็คงกลับมากันแล้วกระมัง”“อ้อ”เมิ่งกวังฮุยรับคำสั้น ๆ แล้วเดินนำพลทหารไป ท่าทางเขายังเหมือนทหารที่ลาดตระเวนเช่นเคย ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าชายหนุ่มกวาดสายตามองโดยรอบเผื่อจะเห็นฮูหยินของตนหรือจะอยู่ที่ทะเลสาบ“พวกเจ้าไปลาดตระเวนตามเส้นทางที่วางแผนไว้”“ขอรับ”ทหารรับคำสั่งจากเสียงเข้มเสียงผสานที่ชายหนุ่มรีบสั่งเช่นนี้เพราะไม่อยากให้เหล่าทหารได้เห็นท่าทางของเขายามที่อยู่กั
๕๕ใครเดินเล่นเดินไปข้าจะขายของเทศกาลโคมลอยสำหรับคนอื่นคือจุดนัดพบระหว่างกันที่ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบคู่รักหรือนักขายหรงซินเยวี่ยนในฐานะที่เป็นแม่ค้า เตรียมสินค้าเอาไว้ขายให้ชาวเมืองลุ้นยิ่งนักว่าสินค้าจะขายได้หรือไม่เหนือสิ่งอื่นใด นางหวังว่าร้านค้าจะมีชื่อเสียงขึ้นจากเทศกาลโคมลอยในครั้งนี้ อย่างน้อยก็เป็นการประชาสัมพันธ์ร้านค้าความสัมพันธ์ในด้านคู่รักของนางไม่สร้างภาระทางใจให้กัน เพราะเมิ่งกวังฮุยก็ยุ่งอยู่กับการพิสูจน์ตัวเองงานนี้นอกจากจะเป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าเขาจัดการดูแลความเรียบร้อยปลอดภัยให้แก่เมืองได้ดี ชาวเมืองก็จะยอมรับเขาในฐานะแม่ทัพคนใหม่ได้มากขึ้น…จะได้ไม่ดูถูกว่าเป็นแม่ทัพหน้าอ่อนอีก!“…ฟูจวิน ชุดนี้เหมาะกับข้าหรือไม่เจ้าคะ”สาวงามเอ่ยถามสามีด้วยความเอียงอาย ในใจหมายมาดว่าสามีจะยอมจ่ายเงินซื้อชุดที่ครบเครื่องทั้งศีรษะจรดเท้าให้…แล้วเขาก็ไม่ทำให้นางผิดหวัง!“หากเจ้าอยากได้ ฟูจวินจะซื้อให้เจ้า”ภรรยาสาวฉีกยิ้มหวานเมื่อได้ยินคำพูดนี้จนกระทั่งถามราคาที่มากถึงสามสิบตำลึงเงิน ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มก็เปลี่ยนเป็นจืดเจื่อน หันไปส่งสัญญาณให้สามีแล้วส่ายหน้าเบา ๆหรงซินเ
๕๔ร้านเยวี่ยนวั่งสาขาสองหรงซินเยวี่ยนกับเสี่ยวรุ่ยเงยหน้าขึ้นมองร้านค้าเบ็ดเตล็ดที่ขายทั้งผ้า เครื่องประดับ เครื่องเขียนรวมถึงหนังสือ สองสาวจะไม่ตะลึงเลยหากไม่เห็นป้ายหน้าร้านตัวอักษรโต ๆ“ร้านเยวี่ยนวั่งสาขาสอง”หรงซินเยวี่ยนยกมือปิดปากด้วยไม่คิดว่าท่านตาจะเตรียมการทุกอย่างให้หมดแล้วแผนธุรกิจที่นางสู้อุตส่าห์คิดมาสามวันสามคืน สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้“คุณหนู นายท่านผู้เฒ่ารักคุณหนูมากเลยเจ้าค่ะ”“ข้ารู้สึกว่าตัวเองถูกรักก็ตอนนี้ เขียนว่าสาขาสองเช่นนี้ หากคนสงสัยถามว่าสาขาหนึ่งอยู่ที่ใดแล้วทราบว่าอยู่เมืองหลวง ใครจะไม่อยากใช้ของที่มาจากเมืองหลวงกัน นับเป็นการตลาดอย่างหนึ่ง”หลงจู๊เห็นสตรีอายุน้อยสองคนอยู่นอกร้าน ไม่เข้ามาด้านในเสียที เมื่อพิศดูลักษณะท่าทางแล้วคุ้นตาจึงเดินเข้ามาหาทั้งสอง“ขอถามแม่นาง ใช่คุณหนูรองหรงซินเยวี่ยน ฮูหยินแม่ทัพเมิ่งหรือไม่”หรงซินเยวี่ยนส่งยิ้มเป็นมิตรให้หลงจู๊“ข้าหรงซินเยวี่ยน ท่านคงเป็นเจี่ยหลงจู๊กระมัง ผู้ดูแลร้านเยวี่ยนวั่งสาขาสอง”“คารวะคุณหนู ข้าน้อยเจี่ยจี้รับหน้าที่ดูแลร้านมาหนึ่งเดือนแล้วขอรับ”เป็นอีกครั้งที่หรงซินเยวี่ยนยกมือขึ้นปิดริมฝีปากคงมิใช่
๕๓ท่านตาผู้แผ่กิ่งก้านสาขาณ ค่ายทหารทัพประจิม“…ค่ายประจิมงานเหมือนกับค่ายทั่วไป ที่ข้าอยากจะส่งมอบให้ก็คือแผนที่เหล่านี้ จุดที่ควรเน้นการคุ้มกันเป็นพิเศษ รายละเอียดปลีกย่อยหูหลี่จะเป็นคนช่วยเจ้าเอง ส่วนนี่…” หยิบกล่องไม้ขึ้นมาแล้วยื่นให้เมิ่งกวังฮุยชายหนุ่มรับมาเปิดดูก็เห็นว่าเป็นตราประทับเคลื่อนพลของค่ายประจิมสองมือยกขึ้นคารวะแม่ทัพผู้เฒ่าทันทีที่อีกฝ่ายไม่ยึดติดในอำนาจ ส่งมอบกำลังทหารให้โดยไม่ยึดติดเรื่องเล่าการเปลี่ยนผ่านส่งมอบกำลังทหาร เมิ่งกวังฮุยย่อมได้ยินมาบ้างว่าต่อให้จะได้รับพระราชโองการจากฝ่าบาทก็ยังมีการเล่นลิ้น เดิมทีเขาคิดว่าการมารับตำแหน่งครั้งนี้จะยากตั้งแต่วันแรกเสียแล้ว“ฮูหยินน้อยเป็นอย่างไรบ้าง”เมิ่งกวังฮุยเผลอเลิกคิ้ว แม่ทัพเซียวจึงเผยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนาง“ที่จริงข้ากับนางไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว กับตาเฒ่าเผิงต่างหากนับว่าเป็นสหายที่เคยดื่มสุราพูดคุยกันอย่างถูกคอ เมื่อทราบว่าหลานสาวจะย้ายตามสามีมาที่นี่ก็ฝากให้ข้าดูแล เดือนหน้าข้าถึงจะย้ายกลับรั่วหยาง ระหว่างนี้ข้าจะดูแลเจ้าสองสามีภรรยาให้เต็มที่”ที่แท้ท่านตาของนางก็มากรุยทางเอาไว้ให้แล้ว คืนนี
๕๒เมืองที่จัดว่าเจริญก็ไม่ใช่กันดารก็ไม่เชิงสามวันผ่านไปในที่สุดขบวนเดินทางของแม่ทัพประจิมคนใหม่ก็เคลื่อนเข้าสู่เมืองหน้าด่านที่ไม่จัดว่าเจริญเท่าเมืองหลวงแต่ก็ไม่ได้กันดารถึงขนาดใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไม่ได้เมืองนี้มีชาวเมืองอาศัยราวหนึ่งหมื่นบ้าน เป็นทั้งของครอบครัวทหารและชาวบ้านทั่วไป มีเส้นทางน้ำ ที่นาหลายพันไร่ ชาวเมืองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากกว่าการค้าขาย ทหารของค่ายนี้จึงไม่อดอยาก เสบียงพร้อมสำหรับทหารทุกคนความเสี่ยงสองอย่างที่ค่ายประจิมเผชิญ หนึ่งเมืองนี้เป็นที่รับน้ำ สองชายแดนติดกับแคว้นที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพ เกิดการกบฏเปลี่ยนผู้นำแคว้นเป็นว่าเล่น เคราะห์กรรมจึงมาตกอยู่ที่ประชาชนทหารเฝ้าเมืองต้องเข้มงวดตรวจคนเข้าเมืองเพื่อไม่ให้คนลักลอบเข้ามาทำเรื่องผิดกฎหมายเมื่อมาถึงหน้าเมือง เมิ่งกวัยฮุยก็ยื่นป้ายประจำตัวให้แก่ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเมือง ทันทีที่ทหารทราบว่าเป็นแม่ทัพคนใหม่ก็ทำการคารวะ เรียกความสนใจจากชาวเมืองที่กำลังต่อแถวเข้าเมืองให้หันมามองเขาเป็นตาเดียว“นี่นะหรือแม่ทัพคนใหม่ ไยดูอ่อนเยาว์เช่นนี้”“นั่นสิ เหมือนคุณชายมากกว่าเหมือนแม่ทัพ หน้าขาวแบบนี้จะมีฝีม







