เข้าสู่ระบบ
บทนำ
เสียงร่ำไห้โศกเศร้าเคล้าน้ำตาของคนมาร่วมงานขาวดำ รวมไปถึงควันสีทะมึนที่ลอยอ้อยอิ่งจากปล่องเมรุสู่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ต่อให้เป็นวันที่อากาศดี ไม่ร้อนแผดเผาทุกสิ่งให้แห้งกรอบอย่างเช่นทุกวัน ทว่าบรรยากาศในงานศพกลับดูอึมครึมเต็มไปด้วยความเสียใจจากเหล่าบรรดาญาติสนิทมิตรสหายของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว น้ำเหนือกอดรูปของคุณลุงผู้เป็นที่รักไว้อย่างแนบแน่น เธอสะอื้นและสั่นคลอนเป็นบางจังหวะที่คิดถึงใบหน้าของคุณลุง โดยที่มีคนข้างกายคอยลอบมองเป็นระยะอย่างเป็นห่วง “ท่านไปสบายดีแล้ว อย่าคิดมาก” น้ำเสียงเจือความอบอุ่นทำให้ดวงตากลมสวยรื้นหยาดน้ำตาเงยมองกันเพียงชั่วครู่ ใบหน้าของเขายังคงดูราบเรียบเป็นปกติ ยากต่อการคาดเดาใจว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทั้งที่เธอควรเป็นคนพูดคำนั้นแท้ๆ “เหนือสงสารคุณลุง ฮึก..” “เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันคือสัจธรรมชีวิต พ่อพี่ไปแบบไม่ต้องทุกข์ทรมาน ไม่ต้องทนเจ็บออดๆ แอดๆ อีก ท่านไปสบายแล้วน้ำเหนือ” ภูผาปรายตามองหญิงสาวข้างกาย ใบหน้าหวานสวยเปื้อนเปรอะไปด้วยหยาดน้ำตา เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอก่อนเบนสายตาที่มีแต่ความโศกเศร้ามองดูวิวข้างทาง เขาเองก็เสียใจไม่ต่างจากเธอ แต่ถ้าไม่เข้มแข็งเข้าไว้แล้วจะเอาแรงที่ไหนปลอบโยนคนที่ความรู้สึกเปราะบางกว่า รถหลายคันทะยอยขับเข้ามาภายอาณาบริเวณบ้านเชิงดอยหลังใหญ่ที่มีเจ้าของบ้านเป็นผู้นำทาง ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนสนิทกันทั้งนั้น “เหนือขอเอารูปกับอัฐิคุณลุงไปเก็บก่อนนะคะ” หญิงสาวเจ้าของดวงหน้าหวานใสเอ่ยขออนุญาตกับภูผา เขาเห็นถึงความอ่อนแอและไม่พร้อมจะคุยกับใครของน้ำเหนือ จึงพยักหน้าเป็นการตามใจ “พ่อมึงหมดห่วงแล้วนะ” มือสากจากคนที่นั่งข้างกันอย่างมาร์ตินตบบ่าเพื่อนสนิทเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “ไม่คิดว่าเสร็จจากงานแต่งมึงจะเป็นงานศพลุงไตรเลย ใจหายว่ะ” คิเรย์หนุ่มลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นหนึ่งในเพื่อนสนิทอีกคนกล่าวพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ท่านไปสบายดีแล้ว พวกมึงเลิกคิดมากกันได้ละ เดี๋ยวไอ้ภูผามันก็เครียดเอาหรอก” มาร์คัสแฝดพี่ของมาร์ตินเอ่ยขึ้นบ้าง “กูทำใจได้แล้วว่ะ แต่ว่าน้ำเหนือนี่สิ” ดวงตาคู่คมปรายมองยังชั้นสองของตัวบ้าน ซึ่งหญิงสาวที่เขากล่าวถึงคงเอาแต่ซุกตัวร้องไห้อยู่ในห้อง “เท่าที่กูเห็น น้องซึมมากจริงๆ ว่ะ” พายัพเอ่ยตามที่เห็น ตลอดงานฌาปนกิจศพคุณลุงไตรภพ น้ำเหนือตาแดงๆ จะร้องไห้อยู่รอมร่อตั้งแต่ก่อนจะมีการวางดอกไม้จันทน์เสียอีก “อืม น้ำเหนือรักพ่อกูเหมือนพ่อตัวเอง คงทำใจได้ยากหน่อย” ภูผาระบายลมหายใจหนักหน่วง เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย ระหว่างทางมีทั้งความสุข อบอุ่นและขมขื่น กว่าวันเวลาจะช่วยเยียวยาแผลใจ เขาสงสารคนตัวเล็กเหลือเกิน เล่าย้อนแบบคร่าวๆ น้ำเหนือคือลูกสาวเพื่อนรักของพ่อเขา ชะตาชีวิตของเธออาภัพอับโชคมาตั้งแต่เด็กๆ ครอบครัวล้มละลายไม่พอ พ่อแม่ยังมาประสบอุบัติเหตุจากไปกะทันหัน ทิ้งเด็กหญิงในวัยแปดขวบให้ตกอยู่ในความดูแลของพ่อภูผา เขาและเธอเติบโตมาในรูปแบบความสัมพันธ์ของพี่ชายและน้องสาว ทว่าเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ พ่อที่เจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัวมาตลอดและคิดว่าตัวเองคงอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกไม่นาน ท่านขอร้องให้ภูผาดูแลน้ำเหนือ ผู้หญิงที่ท่านรักเหมือนลูกคนหนึ่งด้วยการแต่งงานกับน้อง ท่านจะได้หมดห่วงและมั่นใจจริงๆ ว่าน้ำเหนือมีคนคอยดูแลเมื่อท่านจากโลกนี้ไป ภูผาไม่เคยขัดคำขอของพ่อ และเมื่อเป็นคำขอครั้งสุดท้าย เขาในฐานะลูกชายเพียงคนเดียวที่เติบโตมากับท่านสองคนย่อมทำให้ได้อยู่แล้ว มีแค่น้ำเหนือที่คิดมากเพราะจำเป็นต้องบอกเลิกแฟนที่คบกันเพื่อตอบรับคำขอของผู้มีพระคุณ ในที่สุด สถานะพี่น้องระหว่างเราก็เป็นอันยุติลง เหลือเพียงแค่สามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างท่านไตรภพต้องการ ท่านฝืนลมหายใจสุดท้ายอยู่รอดูคู่บ่าวสาวเข้าห้องหอ ก่อนที่คืนนั้นมันจะกลายเป็นคืนที่ท่านจากไปอย่างสงบโดยไม่มีห่วงอะไรมาเหนี่ยวรั้งอีก หลังเพื่อนๆ แยกย้ายกลับ ภูผาใช้เวลาส่วนตัวเงียบๆ นั่งปล่อยใจพร้อมสูดเอาควันบุหรี่เข้าปอด มองวิวทิวเขาไปเรื่อย มีความคิดหลายเรื่องราวในหัว จนกว่าจะรู้ตัวเวลาก็ล่วงเข้าหลายชั่วโมง “น้าหมี่เห็นน้ำเหนือไหมครับ” ภูผาถามแม่บ้านวัยกลางคนที่ยังคงสวมชุดดำไว้อาลัยพ่อของเขา สายตาเธอสบมองยังชั้นบนก่อนถอนหายใจเชื่องช้า “คุณเหนือยังบ่ะลงมาจากห้องเลยเจ้า” ภูผารู้เหตุผลในทันที ชายหนุ่มเดินขึ้นมายังชั้นบน ประตูห้องของน้ำเหนือไม่ได้ถูกล็อคเอาไว้ ทำให้เขาเปิดแง้มแอบดูเธอได้ ภาพที่ปรากฏคือหญิงสาวนั่งเหม่อลอยหันหลังให้เขา เธอทำเพียงแค่นั่งนิ่งๆ ไร้ซึ่งเสียงสะอึกสะอื้นอย่างที่คาดคิด คงกำลังใจลอยนึกถึงพ่อเขาอีกแน่ๆ มือข้างหนึ่งผลักประตูเปิดกว้าง แต่ดันเกิดความลังเลว่าสมควรโผล่เข้าไปดีหรือไม่ สุดท้ายแล้วภูผาก็มองหญิงสาวค้างไว้เพียงชั่วครู่ก่อนจะค่อยๆ ปิดประตูอย่างเบามือและกลับลงมายังชั้นล่าง “น้าหมี่ครับ ถ้าเตรียมอาหารเย็นเสร็จขึ้นไปเรียกน้ำเหนือลงมากินด้วยนะ ผมจะเข้าไปดูในไร่หน่อย” “ป้อเลี้ยงจะปิ๊กมานอนตี้นี่ก่อเจ้า” (พ่อเลี้ยงจะกลับมานอนที่นี่ไหมคะ) “ยังไม่รู้เลยครับน้าหมี่ ผมฝากที่สั่งไปด้วยนะครับ พยายามให้น้ำเหนือลงมากินข้าวให้ได้” “ได้เจ้าป้อเลี้ยง” (ได้ค่ะพ่อเลี้ยง) ภูผาคิดว่าให้เวลาน้ำเหนืออยู่คนเดียว อยู่กับตัวเองไปก่อนคงเป็นการดีที่สุด เขายังไม่อยากไปแทรกแซงความเศร้าของเธอ หากหญิงสาวทำใจได้สักวันก็คงได้กลับมาสดใสร่าเริงดังเดิม ไร่ของภูผากว้างสุดลูกหูลูกตา แทบจะปกคลุมดอยทั้งลูกแต่เพียงผู้เดียว ทั้งไร่ชาเขียวขจีสีสดที่ปลูกโค้งวนไปตามไหล่เขา วิวทิวทัศน์สวยงามและยังมีร้านอาหารคอยให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ถัดจากไร่ชาลงมาอีกหน่อยคือไร่ส้มที่มีทิวเขาล้อมรอบอย่างสวยงาม มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นส้มผลสีสดน่ารับประทาน ไม่ใกล้ไม่ไกลจากไร่ส้มคือรีสอร์ตขนาดใหญ่และคอกม้าในฟาร์มมีไว้สำหรับแขกเข้าพัก การที่เหล่าชาวบ้านพูดว่าพ่อเลี้ยงภูผาคือเจ้าของดอยหยาดฟ้าก็คงไม่เป็นคำพูดที่เกินจริงไปนัก อิทธิพลของพ่อเลี้ยงและชื่อเสียงไร่ส้ม ไร่ชาเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว ภูผาแวะมาเอาม้าคู่ใจมีนามว่าเจ้ายูกิ ในความหมายของญี่ปุ่นคือหิมะ เพราะตัวมันมีสีขาวปลอด รูปร่างก็สูงใหญ่สง่างาม เขาควบขี่เจ้ายูกิไปยังท้ายไร่ติดภูเขาและลำธารน้ำใส สถานที่ที่มักเอาไว้พักผ่อนหย่อนใจหรือหลบมาพักพิงเมื่อเจอเรื่องรบกวนจิตใจอย่างในตอนนี้ ภูผาผูกเจ้ายูกิไว้กับต้นไม้ใกล้ๆ ในระยะสายตายังคงมองเห็น ให้มันได้แทะเล็มหญ้าแถวนั้น ส่วนตัวเขาเข้ามานั่งจุดบุหรี่สูบบนบ้านไม้หลังน้อยริมลำธาร บ้านที่เขาและพ่อช่วยสร้างกันเมื่อนานมาแล้ว เป็นบ้านที่ยังมีกลิ่นอายความอบอุ่นของพ่ออยู่ที่นี่ ภูผาถึงได้ชอบแอบมางีบหลับบ่อยๆ เวลาผ่านไปจากบ่ายคล้อยจนถึงเย็นย่ำ แสงอาทิตย์ส้มอมเหลืองย้อมผืนฟ้าน่ามองส่องผ่านหุบเขามาถึงชานระเบียง ชายหนุ่มที่นอนยืดเท้ายืดแขนมานานนับชั่วโมงหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตนเมื่อหูแว่วเสียงกรุ๊งกริ๊งของจักรยานคันคุ้นเคย “เหนือมาทำไม” ภูผาดีดตัวลุกขึ้นนั่ง สายตาสอดมองคนตัวเล็กที่จอดจักรยานไม่ห่างเจ้ายูกิ ตะกร้าด้านหน้ามีกล่องอาหารที่เจ้าตัวพกติดมือมาด้วย “เหนือรู้น่ะสิว่าพี่ผาจะนอนค้างที่นี่ไม่ยอมกลับบ้าน” เสียงเล็กๆ นั่นบอกกับภูผา บ้านไม้หลังน้อยมีของใช้อำนวยความสะดวกครบครัน พี่ชายของเธอถึงได้ชอบหลบมานอนที่นี่บ่อยๆ “เป็นอะไรล่ะเรา นอนที่บ้านคนเดียวไม่ชินอีกรึไง” “ใจร้าย” น้ำเหนือยู่ปากค้อนเข้าให้ “ทิ้งน้องให้อยู่บ้านคนเดียวได้ไง เหนือก็เหงาเป็นนะ” แม้น้ำเสียงจะมีแววทีเล่นทีจริง แต่ภูผามองออกว่าคนน้องพยายามเก็บซ่อนความเสียใจเอาไว้ น้ำเหนือจัดการกับสำรับอาหารที่เธอเตรียมมา ระหว่างสองหนุ่มสาวตกอยู่ในความเงียบไร้เสียงพูดคุย มีเพียงเสียงธรรมชาติยามเย็นที่รายล้อมสถานที่แห่งนี้ “เหนือไม่อยากให้พี่ผาอยู่คนเดียว มือเรียวยื่นกล่องอาหารที่ใหญ่กว่าของตนให้คนพี่ “แล้วเหนือก็ไม่อยากกินข้าวคนเดียวด้วย” ใบหน้าสวยชำเลืองมองผู้ชายตรงหน้าที่จ้องมองเธออยู่นานแล้ว ความเศร้า ความเข้าอกเข้าใจส่งผ่านดวงตาของกันและกันอย่างไม่ต้องอธิบายเป็นคำพูด ทั้งคู่นั่งทานอาหารเย็นด้วยกันอย่างเงียบๆ นับว่าเป็นมื้อแรกในรอบหลายวันที่ภูผาสังเกตเห็นว่าน้ำเหนือทานได้เยอะกว่าปกติ แค่เห็นว่าน้องกินอิ่มเขาก็พอใจแล้วล่ะ “พี่ผายังจะนอนค้างที่นี่ไหม” “นอนอะไรกันล่ะ มีเด็กมาตามซะขนาดนี้” “เหนือไม่เด็กแล้วนะ เหนืออายุยี่สิบสามแล้ว” “จ้าๆ ไม่เด็กก็ไม่เด็ก แต่ส่วนสูงเราไม่เคยโตตามอายุเลยนะ” “พี่ผาอะ!” ภูผาหัวเราะร่าอารมณ์ดีที่แหย่น้องสาวได้สำเร็จ เขาอยากให้น้องกลับมาสดใสเร็วๆ และดูเหมือนว่าการพูดคุยกันของเราสองคนคือทางออกที่ดีที่สุด “กลับกันเถอะ ใกล้มืดแล้วเนี่ย” “พี่ผานำไปก่อนเลย เดี๋ยวเหนือขี่จักรยานตามหลัง” คนตัวสูงหันมองจักรยานคันสีน้ำตาลที่มีขนาดใหญ่กว่าเจ้าของมันพอสมควร ระยะทางระหว่างท้ายไร่และบ้านเชิงดอยนับกว่าไกลเอาเรื่อง อีกอย่างหากให้น้ำเหนือปั่นจักรยานกลับ กว่าจะถึงก็ดึกดื่นและกินแรงพอสมควร “ไม่ต้องหรอก เหนือทิ้งจักรยานไว้ที่นี่ เดี๋ยวพี่ค่อยให้คนเข้ามาเอา” “อ้าว แล้วเหนือจะกลับยังไงล่ะ” ภูผายิ้มก่อนส่งสายตาไปทางเจ้าม้าหนุ่มสีขาวที่ยืนสะบัดหางเคี้ยวหญ้าอย่างเพลิดเพลิน “พี่ผาจะให้เหนือขี่เจ้ายูกิเหรอคะ” “อื้ม มาเถอะก่อนจะมืดค่ำไปมากกว่านี้” ภูผาปลดเชือกที่ผูกเจ้าม้าคู่ใจก่อนหันกลับมามองคนตัวเล็กที่ยืนเก้ๆ กังๆ อย่างน่าเอ็นดู “เหนือจะขึ้นยังไงอะพี่ผา เหนือว่า…ว้าย!” คำพูดถูกกลืนหายไปในลำคอ แทนที่ด้วยเสียงหวีดร้องเมื่อตัวเธอลอยขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดายประหนึ่งเป็นตุ๊กตา ภูผาอุ้มหญิงสาวขึ้นนั่งบนหลังเจ้ายูกิได้สำเร็จ ก่อนจะเหวี่ยงขาตัวเองขึ้นมาซ้อนด้านหลังหญิงสาว มือกระชับสายบังเหียนพร้อมกับบังคับให้เจ้ายูกิเริ่มวิ่งเหยาะๆ ตลอดเส้นทางมุ่งหน้ากลับบ้าน น้ำเหนือนั่งตัวเกร็งและแทบไม่กล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ ทั้งที่หัวใจของเธอมันออกจะเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง “เหนือกลัวเหรอ” “คะ?” “พี่ถามว่ากลัวเหรอ” “มะ…ไม่ ไม่ค่ะ” แต่การที่เขายื่นหน้ามากระซิบใกล้ๆ เธอจนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายลอยเตะจมูก แบบนี้เธอกลัวยิ่งกว่า กลัวว่าหัวใจไม่รักดีของตัวเธอมันจะวกกลับไปชอบเขาอีก ชอบแบบที่เคยชอบเมื่อหลายปีก่อน แล้วกว่าจะทำใจให้เลิกชอบเขาได้ก็ใช้เวลานานโขเหมือนกัน“รูดเบาๆ แค่นั้นพี่ไม่แตกง่ายๆ หรอกนะ เหนือต้องทำแบบนี้” ราวกับรู้ใจ พี่ผายิ้มเอ็นดูมองอาการตื่นเต้นขลาดเขินที่ฉันเป็นอยู่ ฝ่ามือหนาวางทาบหลังมือสวยก่อนจะออกแรงควบคุมให้ฉันขยับข้อมือขึ้นลงเป็นจังหวะที่เร็วขึ้น ไม่นานนักก็ได้เห็นหน้าฟินๆ ของเขา “อื้ม ดี ดีมาก” และเมื่อเขาปล่อยมือให้ฉันทำเอง ฉันก็เรียนรู้ได้ว่าควรใช้จังหวะยังไง ทั้งที่คิดว่าตัวเองไม่ไก่อ่อนเรื่องนี้ แต่พอเป็นพี่ผาใจฉันมันระทวยจนทำอะไรไม่ถูก ราวกับเด็กฝึกหัด “อ่า…เก่งมากน้ำเหนือ ต่อไปก็ใช้ปาก” หน้าหล่อๆ ตอนมีอารมณ์ของพี่ผาสร้างความรู้สึกขัดเขินส่งผ่านทางสีหน้าและแก้มแดงปลั่งของฉัน ริมฝีปากอมชมพูครอบหัวหยักดูดลองเชิงเบาๆ แต่แค่นั้นก็ทำพี่ผาครางอย่างหมดมาด มองเห็นมือของเขาที่ค้ำยันตัวขณะเอนหลัง มันจิกผ้าปูเตียงแน่นระบายความเสียว ปากสวยค่อยๆ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตั้งอกตั้งใจ ฉันผงกหัวรูดกลืนเข้าๆ ออกๆ เอ็นอุ่นที่พองขยายคับแน่นเต็มโพรงปาก มันทั้งนิ่มและร้อน “อ่า! เป็นงานมากน้ำเหนือ โคตรเก่ง” มือสากของพี่ผาลูบหัวฉันเบาๆ ไม่รู้เลยว่าเขาแสดงสีหน้าแบบไหนออกมาบ้าง แต่เท่าที่ฟังดูจากเสียงสั่นพร่าก็คงเสียวซ่านไม่ใช่น้อ
ตั้งแต่พ่อแม่ตายไป ฉันก็ไม่เคยคาดหวังชีวิตที่มีความสุขและสมบูรณ์แบบ สำหรับฉันสิ่งเหล่านั้นไม่มีจริง เหมือนนิทานหลอกเด็ก ทุกชีวิตล้วนเกิดมารับกรรมและมีแต่ความเจ็บปวด ฉันคิดแบบนั้นมาตลอดจนกระทั่งตอนนี้ ตอนที่ชีวิตของฉันมิชชั่นคอมพลีทดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย เพอร์เฟคและสมบูรณ์แบบ ฉันถึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าชีวิตคู่ที่ยืนยาวและอบอุ่นมันสามารถสร้างขึ้นได้จากคนสองคน ความคิดแง่ลบก็มลายหายไป คนที่เข้ามาเติมเต็มและเปลี่ยนความคิดฉันก็คือเขา… “พี่ผาพักก่อนค่ะ เหนือคั้นน้ำส้มมาให้” คนถูกเรียกละสายตาจากงานตรงหน้า ส่งยิ้มอบอุ่นละมุนละไมมองใบหน้าสดใสของฉัน หากแต่รอยยิ้มของเขาดูจะสดใสกว่าเสียอีก พี่ผาวางค้อน เก็บตะปูลงกล่องเครื่องมือ มือสากเปื้อนเศษไม้เช็ดลวกๆ เข้ากับกางเกงยีนส์ตัวเก่งที่สภาพผ่านการใช้งานมาหนักหน่วง “มีเค้กด้วย น่ากินจัง” เขานั่งลงบนม้านั่งตัวเดียวกัน เราอยู่ในสวนข้างบ้านที่พี่ผาคิดปรับปรุงทำสนามเด็กเล่นให้ลูก เห็นเศษซากไม้ที่หักเป็นชิ้น ไหนจะผงขี้เลื่อยและอุปกรณ์งานช่างต่างๆ วางระเกะระกะสักหน่อย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือเขาทั้งนั้น และเมื่อถึงขั้นตอนลงสีกลิ่นคงจะฉุนจนแส
“ใครจะเมาก็เมาไปเถอะ แต่พี่ผาห้ามเมาเด็ดขาด ไม่งั้นเราคนใดคนหนึ่งนี่แหละที่ต้องขับรถกลับ” “เอาน่า ต่อให้พี่ผาเมาจริงๆ ฉันก็ขับกลับได้ หรือจะให้ไอ้หนาวขับก็ได้ ใช่ไหมน้ำหนาว” อั่งเปาถามคนที่ยกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดเนี่ยนะ ถามจริงๆ เถอะว่าฉันไว้ใจพวกมันสองคนได้ใช่ไหม และต่อให้อั่งเปาพูดอย่างนั้นก็เถอะ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อมา สุราออกฤทธิ์เปลี่ยนเพื่อนฉันสองคนให้กลายเป็นซากอะไรสักอย่างที่นอนสลบสไลไม่ได้สติ ตัวคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้าหึ่งจนต้องให้การ์ดของพี่คิเรย์มาพาตัวไปไว้ในรถ ส่วนพี่ผาก็ดื่มไปพอกรึ่มๆ เช่นกัน หากแต่ยังพอประคองสติได้อยู่ “พี่ผา ถ้ารู้สึกเวียนหัวหรืออยากอ้วก สลับให้เหนือขับแทนเถอะนะ” ฉันกังวลความปลอดภัยจริงๆ แต่พูดไปก็เท่านั้นในเมื่อคนตัวสูงรั้นจะขับเองให้ได้ สองมือประคองพวงมาลัย สายตาจดจ่อกับถนนเบื้องหน้า มีฉันผู้นั่งข้างๆ คอยสวดมนต์ภาวนาอีกที ขอเถอะ…ขอให้เราทั้งหมดกลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพด้วยเถอะ ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง…คำขอของฉันที่ภาวนามาตลอดเส้นทางสำเร็จสมดั่งใจหมาย หากแต่ความปวดหัวยังไม่จบเท่านี้ การปลุกอั่งเปาและน้ำหนาวให้ขึ้นไปบนห้องนั้นทำได้ยากยิ่ง ฉันต้อ
งานแต่งของพี่พายัพและน้องต้นหยงจัดขึ้นช่วงกลางวันที่โรงแรมหรูบนเขาใหญ่ แขกเหรื่อมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ต่างเป็นคนมีหน้ามีตามีชื่อเสียงทั้งนั้น แม้แต่เหล่าดาราและอินฟลูเอนเซอร์ก็ยังมี ฉันทึ่งในคอนเนคชั่นของพวกเขามากนะ “พี่ผาๆ คนนั้นเหนือชอบมากเลยอะ ติดตามผลงานเขาอยู่” ฉันสะกิดคนข้างๆ มองผู้ชายรูปร่างสูงยาวเข่าดี หน้าตาหล่อเหลา สไตล์ลูกครึ่งไทย-จีน อย่างกับหลุดมาจากซีรีส์สักเรื่อง และแน่นอนว่าผู้ชายที่ฉันหมายถึงคือดาราดังที่เล่นซีรีส์จริงๆ เพียงแต่เป็นซีรีส์ไฮสคูลของไทย พี่ผามองตามสายตาเคลิบเคลิ้มของฉัน เขาไม่พูดหรือถามไถ่อะไรสักคำ ร่างสูงก็ลุกออกจากโต๊ะและเดินไปทางดาราดังคนนั้นในทันทีคุยอะไรกันสองสามคำ พี่ผาก็พาเขากลับมาที่โต๊ะด้วยกันได้สำเร็จ ฉันตื่นเต้นจนพูดไม่ออก ยิ่งดูใกล้ๆ ทำไมถึงหล่อได้ขนาดนี้ ออร่าบางอย่างในตัวเขาสะกดสายตาฉันได้อยู่หมัด “ไอ้ไป๋ นี่เมียกูชื่อน้ำเหนือ น้องบอกว่าชอบมึงมาก ยังไงก็ขอให้เมียกูถ่ายรูปกับมึงหน่อยนะ” พี่ผาพูดกับเขาอย่างเป็นกันเอง แล้วคุณไป๋ก็หันมาส่งยิ้มหวานให้ฉันพร้อมเอ่ยแนะนำตัว ยื่นมือทักทาย“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้องน้ำเหนือ ไม่คิดว่าเ
“คนนี้นี่เองพี่มุกดา สวยจังเลยนะคะ” ฉันกระซิบกระซาบกับพี่ผา มองผู้หญิงที่พี่มาร์ตินออกตัวชัดว่าเขาเป็นเจ้าของ ส่วนพี่มุกดาก็แค่ยิ้มรับ ไม่มีความเคอะเขินกระดากอาย เธอเป็นคนที่สวยมากๆ คนหนึ่ง หน้าตาผิวพรรณดูดีสุดๆ ไปเลยล่ะ ฉันไม่แปลกใจเท่าไร่ที่ผู้ชายเจ้าชู้อย่างพี่เขาจะปิ๊งพี่มุกดาได้ ระหว่างมื้ออาหารก็มีการพูดคุยถึงเรื่องงานแต่งในอีกไม่กี่วันที่ใกล้จะถึง พี่พายัพยิ้มไม่หุบตั้งแต่ฉันเข้ามา เขาคงจะมีความสุขมากที่ได้แต่งงานกับน้องต้นหยง ผู้หญิงที่เขารัก กิ๊ง! กิ๊ง! เสียงช้อนตีกระทบแก้วดังขึ้นจากทางพี่คิเรย์ เขาลุกยืนส่งยิ้มให้กับน้องสาวตัวเองและว่าที่น้องเขย “กูขอดื่มฉลองให้กับมึง ไอ้พายัพคนที่เป็นทั้งเพื่อนรักและก็น้องเขยของกู และพี่ก็ดื่มให้หนูด้วย ต้นหยงน้องรักของพี่” ไวน์แดงก่ำถูกกลืนลงคอรวดเดียวจนหมด ก่อนคนอื่นๆ จะทำตาม ร่วมดื่มฉลองให้กับว่าที่บ่าวสาว มีแค่ฉันที่ดื่มน้ำส้ม แปลกและแตกต่าง เราใช้เวลาสังสรรค์มื้อเย็นจนเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงค่ำ แสงไฟจากระเบียงถูกเปิดขึ้นให้บรรยากาศอีกแบบ พี่พายัพที่กรึ่มๆ ได้ที่ก็จูงมือน้องต้นหยงออกไปเต้นด้วยกันยามที่เพลงเปิดคลอมันกังวานเร
น้ำเหนือ | Part ร่างกายที่แน่นหนัดด้วยมัดกล้ามเนื้อค่อยๆ โยกขยับร่างกายเชื่องช้าแต่เน้นจังหวะลีลาพลิ้วไหวใต้ร่างบอบบางซึ่งนอนกระเส่าครางเสียงหวานรับการกระแทกแสนโยนอ่อนหากแต่ถึงใจ อาจจะด้วยบรรยากาศอึมครึมด้านนอกที่ไม่มีท่าฝนจะหยุดลงง่ายๆ มวลอากาศหนาวเย็นและเมื่อผสมรวมกับความร้อนรุ่มในกายซึ่งเกิดจากกิจกามสวาท ก็กลายเป็นความอบอุ่นที่เข้าด้วยกันเป็นอย่างดี “อ๊า เสียว” ฉันพร่ำบอกพี่ผาตั้งไม่รู้กี่หนขณะที่เขากระแทกกระทั้นและบดอัดช่วงล่างทำเอาใจจะขาด แต่ครั้งนี้ไร้ซึ่งความรุนแรงจนหัวสั่นหัวคลอนเช่นครั้งก่อนๆ อาจจะด้วยเจ้าก้อนในครรภ์ พี่ผาถึงได้ปราณีฉันบ้างเนินนมขาวผ่องถูกครอบดูดครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกิดรอยแดงเถือก กระนั้นคนฝากรอยเอาไว้ก็ดูจะพออกพอใจมิใช่น้อย ความสาดเสียวจากปลายลิ้นช่ำชองทำฉันตัวสั่นสะท้าน มือจิกกำเบาะนอนเป็นที่ระบาย หน้าอกก็แอ่นขึ้นลงตามแรงปรนเปรอที่ส่งมอบให้กัน “นุ่มมาก ชักจะเสพติดนมเมียซะแล้วสิ ต่อไปพี่คงต้องดูดทุกวัน” เสียงหื่นๆ ที่ร้องบอกทำฉันวูบวาบไปทั้งตัว มันก็แค่ข้ออ้างของคนขี้เอาเท่านั้นแหละพี่ผาดูดยอดอกสีก่ำจนพอใจด็เลื่อนใบหน้าหล่อเหลาคลอเคลียลำคอฉัน ลมห
ที่ร้องไห้ฟูมฟายจะเป็นจะตายเมื่อสักครู่ น้ำเหนือตลกตัวเอง เธออยากย้อนเวลากลับไปใหม่และตั้งสติให้ดีก่อนจะทำอะไรบ้าๆ เพราะหลังจากที่คิดเองเออเองแล้ว เจอความเป็นจริงเข้าไปก็แทบปิดหน้าหนีอาย ‘ฮืออออ พี่ผา ฮึก…ขอทางหน่อยค่ะ ขอทางหน่อย’ แหวกฝูงชนเข้าไปหวังถึงตัวคนเป็นสามีเร็วๆ ด้วยเสียงร้องห่มร้องไห้สะอ
(น้องน้ำเหนือเป็นยังไงบ้างแล้ววะ) เสียงถามไถ่แสดงความเป็นห่วงของเหล่าบรรดาเพื่อนภูผา เกิดมาจากเมื่อชั่วโมงก่อน น้ำเหนือดูหน้าซีดๆ และไม่สนุกสนานกับคนอื่นๆ เท่าที่ควร สาเหตุคงมาจากอาการแพ้ท้องของเธอ ภูผาถึงได้รีบพากลับที่พัก “น้องหลับไปแล้ว บอกว่าเวียนหัวน่ะ”(ขอให้น้องอาการดีขึ้นเร็วๆ เว้ย แล้
พายัพเอ่ยคำว่าเมียกับน้องเขาทีไร คิเรย์ก็หนาวจับใจทุกที “เออก็ได้ กูไปขี่ม้ากับพวกแม่งดีกว่า” เขาพูดกับพายัพเสียงหนึ่ง “ต้นหยงคะ หนูดูแลตัวเองดีๆ ด้วยนะ รีบกลับนะคะอย่าไปเถลไถลไกล” แต่พูดกับน้องสาวเสียงสอง “มีพี่พายัพคอยดูแลหนูทั้งคน พี่คิเรย์ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” เด็กสาวหน้าตาน่ารักยิ้มแป้นและค
กลับสู่ไร่ภูพนาไพร ภูผาพาภรรยาฝากครรภ์ยังโรงพยาบาลชั้นนำของจังหวัด น้ำเหนือท้องได้สามวีคแล้วเป็นสามวีคที่ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งเริ่มสำแดงอาการ และคาดว่าคงเป็นแบบนี้ไปอีกระยะ เรื่องที่เธอท้องแพร่ไปถึงหูลูกน้องของภูผาเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นเหล่าคนงานในไร่หรือพนักงานของรีสอร์ต ต่างก็รู้กันทั้ง







