LOGINจากท้ายไร่มาถึงบ้านมันไม่ง่ายเลย
หมายถึง…การบังคับเสียงหัวใจไม่ให้เต้นแรงเหมือนเต้นซุมบ้า มันไม่ง่ายเลยจริงๆ ฉันแยกตัวจากพี่ผาเข้าบ้าน ส่วนตัวเขานำม้าไปฝากคนงานให้เอาเข้าคอกแล้วค่อยตามมาทีหลัง ฉันจัดการอาบน้ำชำระล้างเนื้อตัวและยังคงสวมชุดดำไว้อาลัยคุณลุงเหมือนเดิม เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากคนด้านนอกในขณะนั่งละเลงครีมบนใบหน้า บ้านนี้มีคนอยู่แค่สองคนคือฉันและพี่ผา ส่วนแม่บ้านอย่างน้าหมี่หรือคนอื่นๆ จะมาทำงานเช้าเย็นกลับ “เข้ามาสิคะ” ฉันอนุญาตเพราะรู้ว่ายังไงก็เป็นเขา พี่ผาเดินตัวหอมเข้าห้อง ผมที่ยังเปียกหมาดๆ เพราะคงพึ่งผ่านการอาบน้ำมาเช่นกัน “พี่ลืมโน๊ตบุ๊คไว้ในห้องเราน่ะ” เขาเอ่ยพอเป็นพิธีก่อนมองหาของที่ว่า “อยู่นี่เอง” “พี่ผา..” ฉันปากไวรีบเอ่ยเรียกชื่ออีกคนเพียงเพราะเห็นเขากำลังจะเดินกลับออกไป คนตัวสูงหันมองกันเล็กน้อยพร้อมคิ้วเลิกสูงรอคำถาม “พี่ผาจะนอนอีกห้องเหรอ” “อื้ม มีอะไรล่ะ หรือว่าเรานอนคนเดียวไม่ได้ พี่จะได้นอนด้วย” “มะ…ไม่ เหนือนอนคนเดียวได้ ก็แค่ถามดูเฉยๆ” เพราะเสียงลนลานของฉันทำให้เขายกยิ้มอย่างนึกขำ “ดูทำหน้าเข้า ถึงยังไงเราก็เป็นสามีภรรยาถูกต้องตามกฏหมาย จะกลัวอะไรอีก” “เหนือไม่ได้กลัวสักหน่อย แค่ไม่ชิน” ประโยคหลังฉันพูดเสียงแผ่วก่อนก้มหน้างุด มองเล็บมือสีชมพูอ่อนของตัวเองแทนใบหน้าคนตัวสูง “คงไม่มีใครชินหรอก จู่ๆ เหนือเรียนจบแล้วรู้ข่าวว่าพ่อพี่ป่วย พ่อพี่ขอให้เราแต่งงานกัน พี่ก็ไม่ชิน สถานะของเรามันไม่ได้เปลี่ยนง่ายขนาดนั้นสักหน่อย” คำพูดของเขาฉันติ๊กถูกทุกอย่าง พี่ผาหาววอด มือปิดปากและหนังตาปรือตกพร้อมจะหลับได้ทุกเมื่อ “พี่ง่วงแล้ว ไปนอนก่อนนะ” “ค่ะ ฝันดีค่ะพี่ผา” “อื้ม เหนือก็รีบนอนได้แล้ว อย่าทำเอ็มวีอีกล่ะ” “รู้น่า ปิดประตูให้ด้วย” ฉันยู่ปากตอบกลับก่อนจะล้มตัวนอนหันหลังพร้อมตลบผ้าห่มคลุมตัว โดนแซวดักทางเรื่องร้องไห้ประหนึ่งแสดงเอ็มวี พี่ผารู้จักฉันดีเกินไปแล้ว เมื่อทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบเชียบ พี่ผาเองก็คงนอนหลับไปแล้ว หากแต่ฉันยังลืมตาโพลงในความมืดมิด ปรับสายตาให้คุ้นชินรวมไปถึงคำพูดของพี่ผาที่ยังคงติดตรึงในหัวราวกาวเหนียวติดสมอง ‘สถานะของเรามันไม่ได้เปลี่ยนง่ายขนาดนั้นสักหน่อย’ นั่นสินะ ถ้ามันเปลี่ยนง่ายขนาดนั้นก็คงเปลี่ยนไปนานแล้ว พี่ผากำลังทำให้ฉันนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน คิดถึงมันทีไรก็มีความสุขปนขมขื่นทุกครั้งไป คืนนั้น… พี่ผาเมามาก ฉันไม่เคยเห็นเขาดื่มเยอะจนเมามายหมดสภาพมาก่อน เพื่อนพี่ผาหิ้วปีกขึ้นมาส่งถึงบนห้อง มีฉันคอยยืนมองดูห่างๆ ด้วยความเป็นห่วง ไม่กล้าเข้าไปใกล้เพราะเสียงครางน่ากลัวในลำคอของคนเมา เสียงกระทืบเท้าตึงตังจนเตียงสั่นไหว ไหนจะละเมอเรียกชื่อผู้หญิงคนนั้นอีก… ผู้หญิงที่เป็นตัวต้นเหตุให้พี่ผาเมาและก็ยังเป็นรักแรกของพี่ผา จากที่ฉันเล่ามาคงเดาได้ไม่ยากนักว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดเกิดจากอะไร พี่ผาโดนบอกเลิก เธอคนนั้นสวมเขาให้พี่ชายฉัน ช่างเป็นผู้หญิงสารเลวหน้าไม่อาย ฉันสงสารพี่ผามาก เพื่อนๆ ของเขาฝากให้ฉันคอยช่วยดูแล สภาพแต่ล่ะคนที่แบกพี่ผามาก็ดูไม่ได้เช่นกัน เมื่ออยู่กันตามลำพังในห้องอึมครึมและข้างนอกฝนตกหนักราวพายุถล่ม ฉันฝืนความกลัวที่มีเพื่อจัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เขา ตั้งใจแค่เช็ดตัวจริงๆ ไม่คิดว่าจะโดนเขาทำแบบนั้นด้วยซ้ำ “เอมเหรอ ชะเอมกลับมาหาผาใช่ไหม” “มะ…ไม่ใช่นะพี่ผา หนูเอง น้ำเหนือไง” ข้อมือที่โดนรวบจนตัวติดกัน ใบหน้าอยู่ใกล้จนสัมผัสถึงลมหายใจอีกฝ่าย เพียงชั่วพริบตาเดียวที่พยายามปฏิเสธ ฉันกลับได้รับจูบร้อนเร่าด้วยริมฝีปากดุเดือดของคนเมา จากที่คิดว่าโดนยัดเยียดก็เริ่มคล้อยตามเรื่อยๆ “อะ…อื้อ พี่ผา” “เอมกลับมาหาผานะ…มาหาผา” ฉันดีดตัวออกมาจากเขาได้สำเร็จ มีมือหนาที่ยังควานสะเปะสะปะเพราะคิดว่าฉันคือพี่ชะเอม ทำเอาหัวใจเต้นถี่รัวเกิดเจ็บหนึบขึ้นมาเสียอย่างนั้น แต่ต่อให้ปวดใจมากเท่าไร พี่ผาที่พึ่งโดนทิ้งมาคงเจ็บมากกว่าฉันเป็นร้อยเท่าพันเท่า เขาน่ะเสียศูนย์แบบสุดๆ ไปเลยล่ะ แล้วฉันจะยังมาห่วงความรู้สึกเล็กน้อยของตัวเองอยู่อีกเหรอ สุดท้ายก็อยู่ดูแลเขาไปแบบนั้น ปล่อยให้จูบแรกมันจางหายไป เหมือนกับรักแรกของฉันเอง ชีวิตฉันน่ะมันหันเหตามแรงลมเหมือนกังหันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว หากไม่มีลุงไตรภพคอยส่งเสียเลี้ยงดู ให้ร่ำเรียนสูงๆ ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ในหลืบในซอกไหน พวกเขามีพระคุณกับฉันมากจริงๆ ด้วยความที่ลุงไตรภพรักและเอ็นดูฉันเสมือนลูกสาวคนหนึ่ง ฉันสอบติดมหาลัยในกรุงเทพฯ ท่านก็ส่งเสียไม่ปริปากบ่นสักคำ นั่นจึงเป็นเหตุให้นานครั้งฉันจะกลับบ้าน แต่ลุงและพี่ผาก็มาหากันตลอด จนพักหลังลุงป่วย เจ็บออดๆ แอดๆ ต้องพักรักษาตัว พี่ผาก็ต้องดูแลพ่อ ดูแลไร่ ทำให้ไม่มีเวลามาหาฉัน มีแต่จะติดต่อผ่านกันทางโทรศัพท์ นานวันเข้าความสัมพันธ์ที่มีต่อเขาก็เริ่มเลือนรางจนกระทั่งฉันมีแฟน ครั้นเรียนจบชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเมื่อต้องมารู้ว่าลุงป่วยหนัก ป่วยแบบไม่สามารถยื้อชีวิตตัวเองให้มีลมหายใจบนโลกนี้ได้นานอีกแล้ว ครั้งแรกที่รู้เรื่องทั้งหมด ฉันร้องไห้เอาเป็นเอาตายเพราะยังไงก็รักลุงเหมือนพ่อ เพราะฉะนั้นคำขอสุดท้ายของลุงที่อยากเห็นฉันเป็นฝั่งเป็นฝากับพี่ผา ฉันถึงยอมทำตามอย่างปฏิเสธไม่ลง รู้สึกผิดต่อแฟนตัวเองที่ต้องบอกเลิกเขาทั้งที่เราก็รักกันดี และยิ่งรู้สึกผิดไปอีก เมื่อหัวใจเจ้ากรรมมันเริ่มกลับมาหวั่นไหวให้พี่ผาอีกครั้งทั้งที่ฉันคิดว่าตัวเองทิ้งความรู้สึกบ้าบอนั่นไปตั้งนานแล้ว ฉันเหมือนนางวันทองสองใจเลยว่าไหม จนถึงตอนนี้ก็ยังจัดการกับความรู้สึกปั่นปวนชวนอ้วกของตัวเองไม่ได้จริงๆ นี่ฉันกลายเป็นคนโลเลแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ“รูดเบาๆ แค่นั้นพี่ไม่แตกง่ายๆ หรอกนะ เหนือต้องทำแบบนี้” ราวกับรู้ใจ พี่ผายิ้มเอ็นดูมองอาการตื่นเต้นขลาดเขินที่ฉันเป็นอยู่ ฝ่ามือหนาวางทาบหลังมือสวยก่อนจะออกแรงควบคุมให้ฉันขยับข้อมือขึ้นลงเป็นจังหวะที่เร็วขึ้น ไม่นานนักก็ได้เห็นหน้าฟินๆ ของเขา “อื้ม ดี ดีมาก” และเมื่อเขาปล่อยมือให้ฉันทำเอง ฉันก็เรียนรู้ได้ว่าควรใช้จังหวะยังไง ทั้งที่คิดว่าตัวเองไม่ไก่อ่อนเรื่องนี้ แต่พอเป็นพี่ผาใจฉันมันระทวยจนทำอะไรไม่ถูก ราวกับเด็กฝึกหัด “อ่า…เก่งมากน้ำเหนือ ต่อไปก็ใช้ปาก” หน้าหล่อๆ ตอนมีอารมณ์ของพี่ผาสร้างความรู้สึกขัดเขินส่งผ่านทางสีหน้าและแก้มแดงปลั่งของฉัน ริมฝีปากอมชมพูครอบหัวหยักดูดลองเชิงเบาๆ แต่แค่นั้นก็ทำพี่ผาครางอย่างหมดมาด มองเห็นมือของเขาที่ค้ำยันตัวขณะเอนหลัง มันจิกผ้าปูเตียงแน่นระบายความเสียว ปากสวยค่อยๆ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตั้งอกตั้งใจ ฉันผงกหัวรูดกลืนเข้าๆ ออกๆ เอ็นอุ่นที่พองขยายคับแน่นเต็มโพรงปาก มันทั้งนิ่มและร้อน “อ่า! เป็นงานมากน้ำเหนือ โคตรเก่ง” มือสากของพี่ผาลูบหัวฉันเบาๆ ไม่รู้เลยว่าเขาแสดงสีหน้าแบบไหนออกมาบ้าง แต่เท่าที่ฟังดูจากเสียงสั่นพร่าก็คงเสียวซ่านไม่ใช่น้อ
ตั้งแต่พ่อแม่ตายไป ฉันก็ไม่เคยคาดหวังชีวิตที่มีความสุขและสมบูรณ์แบบ สำหรับฉันสิ่งเหล่านั้นไม่มีจริง เหมือนนิทานหลอกเด็ก ทุกชีวิตล้วนเกิดมารับกรรมและมีแต่ความเจ็บปวด ฉันคิดแบบนั้นมาตลอดจนกระทั่งตอนนี้ ตอนที่ชีวิตของฉันมิชชั่นคอมพลีทดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย เพอร์เฟคและสมบูรณ์แบบ ฉันถึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าชีวิตคู่ที่ยืนยาวและอบอุ่นมันสามารถสร้างขึ้นได้จากคนสองคน ความคิดแง่ลบก็มลายหายไป คนที่เข้ามาเติมเต็มและเปลี่ยนความคิดฉันก็คือเขา… “พี่ผาพักก่อนค่ะ เหนือคั้นน้ำส้มมาให้” คนถูกเรียกละสายตาจากงานตรงหน้า ส่งยิ้มอบอุ่นละมุนละไมมองใบหน้าสดใสของฉัน หากแต่รอยยิ้มของเขาดูจะสดใสกว่าเสียอีก พี่ผาวางค้อน เก็บตะปูลงกล่องเครื่องมือ มือสากเปื้อนเศษไม้เช็ดลวกๆ เข้ากับกางเกงยีนส์ตัวเก่งที่สภาพผ่านการใช้งานมาหนักหน่วง “มีเค้กด้วย น่ากินจัง” เขานั่งลงบนม้านั่งตัวเดียวกัน เราอยู่ในสวนข้างบ้านที่พี่ผาคิดปรับปรุงทำสนามเด็กเล่นให้ลูก เห็นเศษซากไม้ที่หักเป็นชิ้น ไหนจะผงขี้เลื่อยและอุปกรณ์งานช่างต่างๆ วางระเกะระกะสักหน่อย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือเขาทั้งนั้น และเมื่อถึงขั้นตอนลงสีกลิ่นคงจะฉุนจนแส
“ใครจะเมาก็เมาไปเถอะ แต่พี่ผาห้ามเมาเด็ดขาด ไม่งั้นเราคนใดคนหนึ่งนี่แหละที่ต้องขับรถกลับ” “เอาน่า ต่อให้พี่ผาเมาจริงๆ ฉันก็ขับกลับได้ หรือจะให้ไอ้หนาวขับก็ได้ ใช่ไหมน้ำหนาว” อั่งเปาถามคนที่ยกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดเนี่ยนะ ถามจริงๆ เถอะว่าฉันไว้ใจพวกมันสองคนได้ใช่ไหม และต่อให้อั่งเปาพูดอย่างนั้นก็เถอะ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อมา สุราออกฤทธิ์เปลี่ยนเพื่อนฉันสองคนให้กลายเป็นซากอะไรสักอย่างที่นอนสลบสไลไม่ได้สติ ตัวคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้าหึ่งจนต้องให้การ์ดของพี่คิเรย์มาพาตัวไปไว้ในรถ ส่วนพี่ผาก็ดื่มไปพอกรึ่มๆ เช่นกัน หากแต่ยังพอประคองสติได้อยู่ “พี่ผา ถ้ารู้สึกเวียนหัวหรืออยากอ้วก สลับให้เหนือขับแทนเถอะนะ” ฉันกังวลความปลอดภัยจริงๆ แต่พูดไปก็เท่านั้นในเมื่อคนตัวสูงรั้นจะขับเองให้ได้ สองมือประคองพวงมาลัย สายตาจดจ่อกับถนนเบื้องหน้า มีฉันผู้นั่งข้างๆ คอยสวดมนต์ภาวนาอีกที ขอเถอะ…ขอให้เราทั้งหมดกลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพด้วยเถอะ ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง…คำขอของฉันที่ภาวนามาตลอดเส้นทางสำเร็จสมดั่งใจหมาย หากแต่ความปวดหัวยังไม่จบเท่านี้ การปลุกอั่งเปาและน้ำหนาวให้ขึ้นไปบนห้องนั้นทำได้ยากยิ่ง ฉันต้อ
งานแต่งของพี่พายัพและน้องต้นหยงจัดขึ้นช่วงกลางวันที่โรงแรมหรูบนเขาใหญ่ แขกเหรื่อมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ต่างเป็นคนมีหน้ามีตามีชื่อเสียงทั้งนั้น แม้แต่เหล่าดาราและอินฟลูเอนเซอร์ก็ยังมี ฉันทึ่งในคอนเนคชั่นของพวกเขามากนะ “พี่ผาๆ คนนั้นเหนือชอบมากเลยอะ ติดตามผลงานเขาอยู่” ฉันสะกิดคนข้างๆ มองผู้ชายรูปร่างสูงยาวเข่าดี หน้าตาหล่อเหลา สไตล์ลูกครึ่งไทย-จีน อย่างกับหลุดมาจากซีรีส์สักเรื่อง และแน่นอนว่าผู้ชายที่ฉันหมายถึงคือดาราดังที่เล่นซีรีส์จริงๆ เพียงแต่เป็นซีรีส์ไฮสคูลของไทย พี่ผามองตามสายตาเคลิบเคลิ้มของฉัน เขาไม่พูดหรือถามไถ่อะไรสักคำ ร่างสูงก็ลุกออกจากโต๊ะและเดินไปทางดาราดังคนนั้นในทันทีคุยอะไรกันสองสามคำ พี่ผาก็พาเขากลับมาที่โต๊ะด้วยกันได้สำเร็จ ฉันตื่นเต้นจนพูดไม่ออก ยิ่งดูใกล้ๆ ทำไมถึงหล่อได้ขนาดนี้ ออร่าบางอย่างในตัวเขาสะกดสายตาฉันได้อยู่หมัด “ไอ้ไป๋ นี่เมียกูชื่อน้ำเหนือ น้องบอกว่าชอบมึงมาก ยังไงก็ขอให้เมียกูถ่ายรูปกับมึงหน่อยนะ” พี่ผาพูดกับเขาอย่างเป็นกันเอง แล้วคุณไป๋ก็หันมาส่งยิ้มหวานให้ฉันพร้อมเอ่ยแนะนำตัว ยื่นมือทักทาย“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้องน้ำเหนือ ไม่คิดว่าเ
“คนนี้นี่เองพี่มุกดา สวยจังเลยนะคะ” ฉันกระซิบกระซาบกับพี่ผา มองผู้หญิงที่พี่มาร์ตินออกตัวชัดว่าเขาเป็นเจ้าของ ส่วนพี่มุกดาก็แค่ยิ้มรับ ไม่มีความเคอะเขินกระดากอาย เธอเป็นคนที่สวยมากๆ คนหนึ่ง หน้าตาผิวพรรณดูดีสุดๆ ไปเลยล่ะ ฉันไม่แปลกใจเท่าไร่ที่ผู้ชายเจ้าชู้อย่างพี่เขาจะปิ๊งพี่มุกดาได้ ระหว่างมื้ออาหารก็มีการพูดคุยถึงเรื่องงานแต่งในอีกไม่กี่วันที่ใกล้จะถึง พี่พายัพยิ้มไม่หุบตั้งแต่ฉันเข้ามา เขาคงจะมีความสุขมากที่ได้แต่งงานกับน้องต้นหยง ผู้หญิงที่เขารัก กิ๊ง! กิ๊ง! เสียงช้อนตีกระทบแก้วดังขึ้นจากทางพี่คิเรย์ เขาลุกยืนส่งยิ้มให้กับน้องสาวตัวเองและว่าที่น้องเขย “กูขอดื่มฉลองให้กับมึง ไอ้พายัพคนที่เป็นทั้งเพื่อนรักและก็น้องเขยของกู และพี่ก็ดื่มให้หนูด้วย ต้นหยงน้องรักของพี่” ไวน์แดงก่ำถูกกลืนลงคอรวดเดียวจนหมด ก่อนคนอื่นๆ จะทำตาม ร่วมดื่มฉลองให้กับว่าที่บ่าวสาว มีแค่ฉันที่ดื่มน้ำส้ม แปลกและแตกต่าง เราใช้เวลาสังสรรค์มื้อเย็นจนเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงค่ำ แสงไฟจากระเบียงถูกเปิดขึ้นให้บรรยากาศอีกแบบ พี่พายัพที่กรึ่มๆ ได้ที่ก็จูงมือน้องต้นหยงออกไปเต้นด้วยกันยามที่เพลงเปิดคลอมันกังวานเร
น้ำเหนือ | Part ร่างกายที่แน่นหนัดด้วยมัดกล้ามเนื้อค่อยๆ โยกขยับร่างกายเชื่องช้าแต่เน้นจังหวะลีลาพลิ้วไหวใต้ร่างบอบบางซึ่งนอนกระเส่าครางเสียงหวานรับการกระแทกแสนโยนอ่อนหากแต่ถึงใจ อาจจะด้วยบรรยากาศอึมครึมด้านนอกที่ไม่มีท่าฝนจะหยุดลงง่ายๆ มวลอากาศหนาวเย็นและเมื่อผสมรวมกับความร้อนรุ่มในกายซึ่งเกิดจากกิจกามสวาท ก็กลายเป็นความอบอุ่นที่เข้าด้วยกันเป็นอย่างดี “อ๊า เสียว” ฉันพร่ำบอกพี่ผาตั้งไม่รู้กี่หนขณะที่เขากระแทกกระทั้นและบดอัดช่วงล่างทำเอาใจจะขาด แต่ครั้งนี้ไร้ซึ่งความรุนแรงจนหัวสั่นหัวคลอนเช่นครั้งก่อนๆ อาจจะด้วยเจ้าก้อนในครรภ์ พี่ผาถึงได้ปราณีฉันบ้างเนินนมขาวผ่องถูกครอบดูดครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกิดรอยแดงเถือก กระนั้นคนฝากรอยเอาไว้ก็ดูจะพออกพอใจมิใช่น้อย ความสาดเสียวจากปลายลิ้นช่ำชองทำฉันตัวสั่นสะท้าน มือจิกกำเบาะนอนเป็นที่ระบาย หน้าอกก็แอ่นขึ้นลงตามแรงปรนเปรอที่ส่งมอบให้กัน “นุ่มมาก ชักจะเสพติดนมเมียซะแล้วสิ ต่อไปพี่คงต้องดูดทุกวัน” เสียงหื่นๆ ที่ร้องบอกทำฉันวูบวาบไปทั้งตัว มันก็แค่ข้ออ้างของคนขี้เอาเท่านั้นแหละพี่ผาดูดยอดอกสีก่ำจนพอใจด็เลื่อนใบหน้าหล่อเหลาคลอเคลียลำคอฉัน ลมห
คนมีความรักมักจะดูเด็กลงไปนิดหนึ่ง น้ำเหนือและภูผากำลังเป็นแบบนั้น เหมือนโลกของคนทั้งสองถูกย้อมด้วยสีชมพู มันอบอวลไปด้วยกลิ่นบางอย่างที่ให้ความรู้สึกสดชื่น อบอุ่นและมีความสุข น้ำเหนือตามผู้เป็นสามีมาช่วยเก็บใบชา ร่างเล็กในชุดเอี๊ยมสีขาวมีผ้าโพกหัวลายดอกไม้ ปล่อยผมยาวสลวยคลอเคลียไหล่ มือคล้องตะก
“อ๊า! อื้อ เปลี่ยนท่าหน่อยพี่ผา เหนือเจ็บเข่า” “ซี๊ด อ่า…เอาดิ เหนืออยากได้ท่าไหน” คนขี้แกล้งชอบสรรหาเรื่องให้เธอไปต่อไม่ถูกเสมอ เมื่อเขาถอนเอ็นอุ่นออกไป น้ำเหนือพลิกตัวกลับมามองเห็นหัวเข่าตัวเองแดงเถือก“ฮื่อ ทำไมมันแดงขนาดนี้อะ พี่ผาเห็นไหม ไม่ถนอมเหนือเลย”“พี่ขอโทษ ก็เมื่อกี้มันเอาเพลินไปหน
กว่าจะช่วยงานที่โรงเรียนเสร็จก็ปาไปเกือบเย็น พอร่ำลากับอั่งเปาและอีกสองคุณครู ภูผาและน้ำเหนือพากันเดินทางกลับ ซึ่งก่อนเข้าไร่เขาพาคนน้องแวะไปทานอาหารร้านเปิดใหม่เสียก่อน น้ำเหนือดูมีความสุขกับช่วงเวลานี้มาก เขาเองก็พลอยมีความสุขและยิ้มแย้มตามเธอไปด้วย มันเหมือนกับเราสองคนเข้าใกล้คำว่าครอบครัวมากข
ภูผาออกจากโรงพยาบาลได้หลายวันแล้ว หมออนุญาตให้ทำแผลเองได้ที่บ้าน แผลของเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับจนอีกไม่กี่วันคงหายดีสนิท ซึ่งระหว่างนี้ภูผากลับเข้าไร่ลุยงานของตัวเองต่อ ไม่ได้คิดจะหยุดจนกว่าร่างกายจะฟื้นฟูเต็มที่แต่อย่างใด เพราะการที่เขาไม่ได้ทำงานหลายวัน ราวกับชีวิตขาดสีสันอะไรไปสักอย่าง หาก







