LOGIN“บาย เจอกัน”
รถยนต์คันหรูเคลื่อนเข้าจอดใต้หอพักหญิงในมหาวิทยาลัย ผู้โดยสารยิ้มหวานเป็นการขอบคุณก่อนจะโบกมือลาพลขับ แม้ว่าใจจะยังไม่อยากจากเขาเลยด้วยซ้ำ
“เฮ้อ ! กลับมาสู้รบปรบมือกับเคมเมทก่อนดรีม มีสติ มีสติ !”
หญิงสาวพับคอไปมาพลางยืดเหยียดแขนเป็นการระบายความเมื่อย เมื่อครั้นพูดถึงรายวิชาเรียนที่ตนไม่ถนัดก็เหนื่อยล้าโดยที่ไม่ต้องทำอะไร
ร่างเล็กก้าวเข้าที่พักอย่างคนหมดเรี่ยวแรง กระนั้นยังมีรอยยิ้มให้ผู้คนที่เดินผ่านอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่สัตว์เลี้ยงประจำหอ
“หนูดรีม แฟนไม่มาด้วยเหรอ”
“แหนะ ! แซวอีกแล้วป้าแหวน เพื่อนกันค่ะ”
เธอย้ำสถานะระหว่างตนกับเพื่อนให้ป้าแม่บ้านประจำหอพักฟังอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มเก้อเขิน พวงแก้มแดงระเรื่อบอกเป็นนัยว่าเธอพอใจกับคำพูดเมื่อครู่มาก
“ผู้ชายเขาไม่กล้ารุก เราก็รุกก่อนเลยลูก ผู้หญิงสมัยใหม่ด้านได้อายอดนะ ยิ่งผู้ชายดี ๆ แบบนี้อย่าปล่อยให้หลุดมือ”
ป้าแม่บ้านแนะนำยาวเหยียดเฉกเช่นผู้มีประสบการณ์โชกโชนก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้คนเด็กกว่ายืนยิ้มเขินอายไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี
“หนูก็อยากรุก แต่หนูเขิน ฮึ”
แม้จะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอเองก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรเหมือนกัน เป็นเพื่อนกันมานับสิบปีอยู่ดี ๆ ต้องมาจีบเพื่อนตัวเองก็จะกระไรอยู่
คนตัวเล็กจัดการตัวเองด้วยการอาบน้ำเป็นอันดับแรกเมื่อมาถึงห้อง ก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์พกพาเครื่องเก่าเตรียมตัวอ่านหนังสือเตรียมสอบตั้งแต่เนิ่น ๆ
“ดรีมพวกกูไปหอสมุดนะ”
“อืม แล้วกลับดึกไหม”
“อาจจะกลับเช้า นอนก่อนเลยเดี๋ยวเอากุญแจไป”
รูมเมตร่ำลาแล้วจึงเดินจากไป กลายเป็นว่าทั้งห้องตอนนี้เหลือเพียงแค่ฝันลดาผู้เดียว ซึ่งนั่นก็ดีเหมือนกันเพราะเธอเองก็ต้องการสมาธิเป็นอย่างมาก
“เฮ้อ !”
ทว่าความกดดันที่มีมากจนเกินไปทำให้ทุกอย่างที่อ่านเพียงไหลผ่านตา ไม่ถูกบันทึกลงในสมอง ถึงจะทวนซ้ำหลาย ๆ รอบก็ยังมีจุดที่ผิดพลาด
ติ๊ง ! การแจ้งเตือนดังขึ้นจากคนคุ้นเคย ดรีมละสายตาจากกระดาษเบนสายตามองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ความคร่ำเครียดบนใบหน้าค่อย ๆ จางลงแทนที่ด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ บริเวณมุมปาก
h.heart : มาอ่านหนังสือบ้านกูไหม
dream_fun : จะติวให้เหรอ
h.heart : เดี๋ยวไปรับ 10 นาทีถึง
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น สาวน้อยดีดตัวลุกขึ้นเปลี่ยนชุดแล้วจึงเริ่มเก็บของใส่กระเป๋าเตรียมไปติวหนังสือกับเพื่อนสนิท
ไม่เกินเวลานัดรถเพื่อนชายก็เทียบท่าจอดริมฟุตพาต ดรีมก้าวขึ้นรถด้วยรอยยิ้มทักทาย แต่ด้วยความที่สนิทกันมานานความกังวลในแววตาก็ไม่สามารถปิดบังเขาได้อยู่ดี
“ทำไมทำหน้าเครียดขนาดนั้น”
“ก็กูไม่ถนัดนี่ !”
“เดี๋ยวพี่ติวให้ไอ้น้อง !”
เขาว่าพลางเอื้อมมือยีกลุ่มผมจุกทรงดังโงะเบา ๆ ก่อนจะละลงไปหมุนพวงมาลัยขับเคลื่อนยานพาหนะออกจากลานจอด ไม่ทันสังเกตเลยว่าคนด้านข้างแก้มแดงแค่ไหนกับการกระทำของเขาเมื่อครู่
บ้านพักขนาดกลางใกล้มหาวิทยาลัยถูกจัดแต่งเรียบ ๆ สไตล์ของผู้พักอาศัย ดรีมลงจากรถเดินตามเจ้าของพื้นที่ไปพลางสอดส่องมองหาอะไรสักอย่าง
“แล้วพวกนั้นล่ะ ?”
เธอเข้าใจว่ากลุ่มเพื่อนอีกสามคนจะมาด้วยจึงเอ่ยถาม ทว่าเมื่อเจ้าของบ้านได้ฟังกลับชักสีหน้าแปลก ๆ ใส่เธอราวกับไปจี้จุดอะไรบางอย่าง
“ถามหาใคร ไอ้แบท ?”
“ก็ทั้งสามคนนั้นแหละ”
ฝันลดาสัมผัสได้ถึงรังสีความกรุ่นโกรธเล็กน้อยโชยมาตามเสียง ต่อให้เธออธิบายไปแล้วแต่เขาก็ยังมีท่าทีไม่พอใจอยู่ดี
“ไม่มา หรือมึงจะไปติวกับพวกมันก็ได้นะ”
“อ้าว อะไรของมึง ?”
เธอพึมพำในลำคอเบา ๆ พลางส่ายหน้ามองตามชายหนุ่มเจ้าของบ้านที่เดินหนีเข้าห้องครัวไป เป็นอีกครั้งที่เธอพูดถึงชายคนอื่นแล้วเขาหงุดหงิดโมโห
“ถ้าเป็นแฟนกันกูคงคิดว่ามึงหึงอะ”
ความคิดที่เข้าข้างตัวเองถูกกลั่นออกมาเป็นคำพูดแผ่วเบารำพันกับตัวเองเท่านั้น ก่อนที่ลมหายใจร้อนฉ่าจะพ่นออกมาเพื่อเตือนสติตัวเองไม่ให้คิดไปไกล
“คืนนี้ พี่ขอรักเราให้สมกับที่พี่รอคอยมาทั้งอาทิตย์นะ”สิ้นเสียงแหบพร่า เสื้อผ้าอาภรณ์ชิ้นน้อยใหญ่ถูกปลดเปลื้องทิ้งลงข้างเตียงอย่างไม่ไยดี เผยให้เห็นความงดงามตามธรรมชาติที่ซ่อนรูป ยอดถันสีชมพูระเรื่อชูชันสู้สายตา ท้าทายให้ลิ้มลอง ไพค์ไม่รอช้าก้มลงครอบครองความนุ่มหยุ่นนั้นด้วยริมฝีปากร้อนผ่าว“อ๊า~ พี่ไพค์... เสียวจังอื้มมม”แอนนาแอ่นอกรับสัมผัสวาบหวามเมื่อลิ้นสากร้อนตวัดเลียวนรอบปานนมไว ๆ สลับกับดูดดึงแรง ๆ จนแก้มตอบ เสียงจ๊วบจ๊าบจากการดูดกลืนดังลั่นห้องฟังดูน่าอายแต่กลับปลุกเร้าอารมณ์ดิบเถื่อนได้อย่างดีเยี่ยมไพค์ขบกัดยอดอกแข็งขึงเบา ๆ อย่างมันเขี้ยว สลับกับใช้มืออีกข้างบีบเคล้นเต้าอวบอิ่มจนเนื้อล้นออกตามง่ามนิ้ว สร้างรอยแดงจาง ๆ ตามแรงบีบมือเรียวของหญิงสาวขยุ่มกลุ่มผมสีดำสนิทของชายหนุ่มระบายความเสียวซ่านที่แล่นพล่านจากปลายอกลงสู่ท้องน้อย สะโพกมนเริ่มบิดเร่าไปมาอย่างทรมานไพค์เลื่อนมือต่ำลงผ่านหน้าท้องแบนราบ สัมผัสเนินเนื้อสาวที่นูนเด่น ก่อนจะส่งนิ้วเรียวแทรกผ่านกลีบเกสรสีสดที่ชุ่มฉ่ำเข้าไปสำรวจความพร้อมภายใน น้ำหวานใสที่หลั่งรินออกมาต้อนรับเขาจนนิ้วเปียชุ่มเปรอะเปื้อน“แฉะหมดแล้ว อ
กว่าที่ทั้งสองจะออกจากห้องมาส่งคนน้องได้ก็กินเวลาไปค่อนวัน มือปลาหมึกของพี่หมอเอาแต่เกี่ยวรั้งเธอไว้ไม่ยอมปล่อย“ขอบคุณที่มาส่งค่ะ”แอนนากล่าวคำขอบคุณประดับยิ้มหวาน มือน้อยปลดเข็มขัดนิรภัย เตรียมจะเปิดประตูลงเมื่อจอดสนิท“เดี๋ยว”“คะ ?” “ยาแก้ปวด กับวิตามินบำรุง กินข้าวแล้วกินยาด้วย เย็นนี้พี่โทรหา ถ้าออกไปแล้วไม่บอกแบบเมื่อคืนรู้นะว่าต้องเจอกับอะไร หืม ?”เขายื่นถุงกระดาษใบเล็กที่เตรียมไว้ให้เธอด้วยสายตาเปื้อนเลศนัย แอนนารับถุงยามาถือไว้ หัวใจพองโตกับความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ ทั้งขบขันกับความหวงจนออกหน้าออกตา“รู้แล้วน่า สั่งยิ่งกว่าพ่ออีก”“ผัวครับ ไม่ใช่พ่อ หรือหนูขาดชูการ์แดดดี๊ไหมคะ”แอนนาหน้าร้อนฉ่า รีบเปิดประตูรถลงไปอย่างรวดเร็ว ที่เพื่อนเธอเล่าให้ฟังเขาไม่ใช่คนแบบนี้เลยแม้แต่นิด ตอนนี้กลับกลายเป็นหนุ่มขี้อ้อนชอบหว่านเสน่ห์ไปได้เธอยืนโบกมือลาจนรถของเขาขับออกไปลับสายตา ก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นหอพักด้วยรอยยิ้มที่กว้างที่สุดในรอบปี โลกทั้งใบดูเป็นสีชมพูสดใส แม้แดดเมืองไทยจะร้อนระอุก็ไม่อาจทำให้เธอหงุดหงิดได้“ฮั่นแน่ ! ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาแต่ไกลเชียวนะ”เสียงทักทายจากล็อบบี้ทำเอาแอน
แสงแดดอ่อนยามสายลอดผ่านม่านทึบแสงเข้ามาภายในห้องนอนกว้าง ตกกระทบลงบนผิวกายเปลือยเปล่าใต้ผ้าห่มนวมผืนหนาที่ยับยู่ยี่แอนนาลืมตาตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้งที่เปลือกตา อาการปวดเมื่อยตามร่างกายยังคงตอกย้ำถึงบทรักอันเร่าร้อนและยาวนานเมื่อคืนได้เป็นอย่างดี หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อยเพื่อคลายความขบเมื่อย แต่กลับพบว่าตนเองถูกพันธนาการไว้ด้วยวงแขนแกร่งของคนที่นอนหายใจสม่ำเสมออยู่ข้างกายพี่หมอไพค์ยังคงหลับสนิท ใบหน้ายามนิทราของเขาดูไร้พิษสง ผิดกับพยัคฆ์ร้ายจอมหึงหวงเมื่อคืนราวกับคนละคน แอนนานอนตะแคงมองใบหน้าคมคายนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งรัก ทั้งหลง แต่ลึก ๆ กลับมีความหวาดหวั่นสายหนึ่งเกาะกุมหัวใจอยู่ไม่จางหายรักจริง ๆ ...หรือระบายความใคร่...แม้เมื่อคืนเขาจะพูดคำว่าแฟนออกมา แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนั้น ใครจะไปรู้ว่าเขาพูดเพื่อตัดรำคาญหรือพูดเพราะอารมณ์พาไป ยิ่งคิดถึงสถานะที่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ให้เพื่อนสนิทอย่างลัทรู้ ความน้อยเนื้อต่ำใจก็ตีตื้นขึ้นมาจุกที่อก“แค่เมียเก็บของคุณหมอเหมือนที่ได้ยินมาไหมนะ”ความคิดฟุ้งซ่านทำให้ขอบตาร้อนผ่าว แอนนาค่อย ๆ แกะท่อนแขนหนักอึ้งของชายหนุ่มอ
เสียงบีทดนตรีหนักหน่วงดังกึกก้องสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ แสงไฟเลเซอร์หลากสีสาดส่องตัดผ่านความมืดสลัวภายในผับหรู สร้างบรรยากาศมึนเมาเร้าอารมณ์ให้เหล่าผีเสื้อราตรีได้วาดลวดลายโยกย้ายส่ายสะโพกกันอย่างเต็มที่ กลิ่นบุหรี่จาง ๆ ผสมปนเปกับกลิ่นน้ำหอมหลากยี่ห้อปะทะกลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึก ลอยอวลเป็นเอกลักษณ์ของสถานเริงรมย์ยามค่ำคืนแอนนาในชุดเดรสเกาะอกสีแดงเพลิงรัดรูปสั้นเหนือเข่า อวดผิวสีขาวผ่องนวลเนียนและเรียวขายาวสวย กำลังยืนเต้นเบา ๆ อยู่หน้าโต๊ะวีไอพีกับกลุ่มเพื่อน แก้วค็อกเทลสีสวยในมือถูกยกขึ้นจิบเป็นระยะ ใบหน้าหวานฉ่ำเยิ้มด้วยฤทธิ์เมรัย ดวงตากลมโตปรือมองบรรยากาศรอบกายด้วยความสนุกสนาน“ชะนี ผู้มองค่ะแจกอ้อยเร็ว”ลัทกระซิบกระซาบข้างหูแข่งกับเสียงเพลง พลางพยักพเยิดไปทางชายหนุ่มหน้าตาดีที่ส่งยิ้มเจ้าชู้มาให้ ทว่าแอนนาเพียงแค่ยักไหล่ ยิ้มตอบตามมารยาทไม่ได้คิดจะสานต่อแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่คิดเช่นนั้น ชายหนุ่มคนดังกล่าวถือแก้วเหล้าเดินตรงเข้ามาหาอย่างถือวิสาสะ สายตาโลมเลียกวาดมองเรือนร่างของหญิงสาวอย่างจาบจ้วง ก่อนจะเอื้อมมือมาแตะที่ต้นแขนเปลือยเปล่าของเธอ“ขอโทษครับคนสวย มาคนเดียวเหรอ ให้ผมเล
“อ่ะ กินเยอะ ๆ”เขาวางจานที่จัดการเสร็จสรรพคืนมาตรงหน้าเธอ พร้อมกับตักเนื้อปูแกะแล้วใส่จานให้อีกกองพะเนิน จนอรไพลินรู้สึกกังวลเล็กน้อย“พี่หมอไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ค่ะ แอนเกรงใจ”เสียงเธออ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ความประทับใจตีตื้นขึ้นมาจุกอก ใบหน้าสดใสมั่นอกมั่นใจตอนนี้เล็กลีบเหลือเพียงสองนิ้วได้“กินไปเถอะ ไม่ได้ลำบากอะไร บอกแล้วค่อยใช้คืน”เขาเบี่ยงเบนความสนใจคนน้องไปทางอื่นเพื่อให้เธอผ่อนคลายลง แอนนามองการกระทำที่สวนทางกับคำพูดห้วน ๆ นั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ไม่รู้ว่าเขาใส่ใจเธอ...หรือเป็นแค่ช่วงโพรโมชัน...“ขอบคุณนะคะ พี่หมอไพค์น่ารักจัง”คำชมโต้ง ๆ ทำเอาหมอไพค์สำลักน้ำซุปเล็กน้อยจนใบหูแดงระเรื่อลามไปถึงคอ เขาหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มกลบเกลื่อน สายตาวอกแวกเล็กน้อยไม่กล้ามองเธอตรง ๆ อย่างที่เคยบรรยากาศบนโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างรื่นรมย์ ความเกร็งในตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น ทั้งคู่แลกเปลี่ยนบทสนทนาเรื่องสัพเพเหระ แอนนาเล่าเรื่องวีรกรรมเปิ่น ๆ ในมหาวิทยาลัยให้ฟัง ส่วนไพค์ก็นั่งฟังเงียบ ๆ คอยตบมุกบ้าง ยิ้มบ้าง คอยตักอาหารใส่จานไม่ให้ขาดสาย ราวกับกำลังขุนหมูตัวน้อยให้อ้วนพีจนกระทั่งของคาวหมดเกลี้ยง เ
รถหรูแล่นฝ่าการจราจรที่คับคั่ง มุ่งหน้าสู่ร้านอาหารริมน้ำชื่อดังแห่งหนึ่ง บรรยากาศในรถเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยมวลความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่น มันทั้งขัดเขิน โหยหา และตื่นเต้น“เรื่องลัท... พี่ไม่อยากให้น้องพี่รู้เรื่องเราตอนนี้นะ”จู่ ๆ ไพค์ก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ แอนนาชะงัก หันไปมองเขาด้วยแววตาตัดพ้อเล็กน้อย ทั้งที่สะกดจิตตัวเองทุกเช้าแต่กลับรู้สึกจุกในอกตอนที่ได้ยินจากปากเขาเอง“ค่ะ”เธอตอบสั้น ๆ ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความน้อยอกน้อยใจจนเขารับรู้ได้ ไพค์เลี้ยวรถเข้าซองจอดอย่างชำนาญ ก่อนจะหันมาสบตาเธอตรง ๆ ด้วยท่าทางจริงจังน่าเกรงขาม“พี่แค่อยากให้เรามั่นใจกันมากกว่านี้ก่อนแล้วค่อยบอก แอนมั่นใจก็บอกพี่ เดี๋ยวพี่ไปคุยกับลัทเอง”ใจดวงน้อยพองโตคับอก ความน้อยใจเมื่อครู่มลายหายไปราวกับหมอกควัน คำพูดเมื่อครู่ราวกับว่าเขายกการทางเลือกทั้งหมดให้เธอเป็นฝ่ายตัดสินใจเขาจะเชื่อฟังทุกอย่าง...“มะ... มั่นใจอะไรคะ เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”เธอตอบเสียงอ้อมแอ้มก้มหน้างุดมองมือตัวเอง ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าพยายามกลั้นรอยยิ้มไว้แน่น ขณะเดียวกันอกซ้ายก็บีบคลายเร็วรัวจนรู้สึกปวดหนึบไพค์ปลดเข็มขัดนิรภัยก







