LOGIN
ปีพุทธศักราช ๒๔๗๘
ณ วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เสียงลิเก หนังกลางแปลง ลำตัด ละครชาตรี งิ้ว จำอวด และเสียงคนร้องเรียกคนดูดังสลับกับเสียงหัวเราะของผู้คนทั้งในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน งานวัดประจำปีก็สนุกเช่นนี้ทุกปี
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ดึงหัวกางเกงที่ไร้เข็มขัดขึ้นอีกนิดหนึ่ง เท้าเปื้อนดินเล็กน้อยเพราะตอนเดินเมื่อกี้มันเหยียบโดนโคลนนิดหน่อย แม้หลวงท่านประกาศให้ใส่เกือกแต่ชาวบ้านอย่างมันไม่ชอบเลย ใส่แล้วเดินไม่ถนัด ตีนเปล่าแบบนี้แหละถนัดนักแล
มันอยากอยู่ต่ออีกนิดแต่เวลานี้ก็ง่วงเหลือประมาณ คงต้องกลับเรือนแล้ว ไอ้กล้ากระชับตะเกียงในมือ จากวัดกว่าจะเดินถึงเรือนมันก็ใช้เวลามากโข
ต้องเดินกลับเพียงคนเดียวไอ้กล้าก็นึกหวั่นใจไม่น้อย ถามว่ามันกลัวผีหรือไม่ ตอบตามตรงว่ากลัว แต่เพราะเป็นบ่าวของคุณศรัณย์ผู้เป็นทายาทหมอผีชื่อดังอย่างพ่อหมอสินมันจึงอุ่นใจ
กำลังจะพ้นเขตวัดมันก็ควานหาสายสิญจน์ที่คุณศรัณย์ให้ติดตัวไว้เพื่อป้องกันภูตผีและอันตรายทั้งปวง
ตายละหว่า ดันเผลอวางไว้บนหัวเตียงในตอนที่แต่งองค์ทรงเครื่อง ใบหน้าหล่อเหลาที่สาว ๆ ต่างมองกันเหลียวหลังเวลานี้กำลังซีดเผือด
“คงไม่มีอันใดหรอก” ปลอบใจตัวเองก่อนจะรีบก้าวเท้ายาว ๆ ฝ่าความมืด
“ใครกันที่อุตริคิดจัดงานวัดในคืนเดือนดับเช่นนี้” ไอ้กล้าบ่นขณะเดินย่ำเท้ากลับเรือน
ถ้ามีเมียก็คงไม่ต้องลำบากกลับเรือนคนเดียวเช่นนี้ นึกแล้วหนุ่มวัยยี่สิบสองก็อยากมีเมียกับเขาบ้าง แต่ก็นั่นแหละ มันบวชเรียนตั้งแต่เด็ก เพิ่งสึกออกมารับใช้คุณศรัณย์ได้แค่สองปี
งานการหรือก็มากนัก อีกอย่างไอ้กล้ายังหาคนถูกใจมิได้ ระหว่างเดินไปก็นึกถึงสาว ๆ ที่ได้เจอวันนี้ ยังไม่มีใครถูกตาต้องใจสักคน
มันเดินผิวปากไปด้วยระหว่างที่เดิน ช่วยให้ผ่อนคลายได้นิดหน่อย พลันนึกถึงสายตาของสาว ๆ ที่เหลียวมองมันวันนี้ เสื้อสีขาวแบบฝรั่งกับกางเกงขายาวชุดเก่งนี้ คุณศรัณย์ท่านยกให้เมื่อเดือนก่อน
เป็นของใหม่เชียวหนา คุณเขาไปบางกอกจึงซื้อชุดใหม่มาฝากบ่าวไพร่ในเรือน ได้เจ้านายดีก็วาสนาคนรับใช้ แต่ถ้าได้นายจ้างไม่ดีอย่างบางบ้าน บ่าวอย่างพวกมันคงไม่ได้ออกมาเที่ยวงานวัดเช่นนี้
ไอ้กล้าชะลอผีเท้าเมื่อกำลังจะก้าวถึงศาลาท่าน้ำเรือนพระยาพิชิต คิ้วของมันขมวดมุ่น
‘ใครกันรึ’ ตะเกียงในมือยกขึ้นส่องไปทางร่างงามของหญิงสาวนางหนึ่ง หล่อนแต่งกายด้วยชุดกระโปรงสีขาวลายดอกไม้ตามสมัยนิยม ผมของหล่อนรวบเพียงครึ่งศีรษะ ส่วนปลายผมยาวและม้วนได้รูป
เพียงแค่เห็นแผ่นหลังก็มโนจิตได้ถึงความงามของใบหน้าหญิงสาวได้ราวกับว่าเคยเห็นดวงหน้านั้นมานับครั้งไม่ถ้วน
“คุณผู้หญิง” เสียงของไอ้กล้าเรียกหญิงสาวที่นั่งหันหลังให้ เหตุใดหญิงงามถึงได้มานั่งในที่มืด ๆ เช่นนี้ ถึงข้างกายหล่อนจะมีตะเกียงเจ้าพายุแต่มันก็ไม่ได้สว่างมากมาย
ค่ำมืดเช่นนี้หล่อนจะหลงทางหรือมารอใคร ไอ้กล้าผู้มีจิตใจดีพร้อมเอาธุระช่วยคนที่เดือดร้อนร้องทัก แล้วก็เดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามที่หล่อนนั่ง
ศาลาไม้แม้จะเก่าแต่ก็สะอาด มีที่นั่งอยู่ทั้งสองฝั่ง ศาลาแห่งนี้เป็นท่าน้ำสำหรับรอเรือ รอพระผ่านมาบิณฑบาตในตอนเช้าของวัน
พระท่านมาบิณฑบาตเช่นนี้ ผีสางคงไม่กล้ามาปรากฏตัว ด้วยเพราะคิดเช่นนี้ไอ้กล้าจึงกล้าหาญตามชื่อนั่งลงตรงข้ามสาวเจ้า หล่อนเอียงกายให้เขาได้เห็น เนื่องด้วยใบหน้าที่ไอ้กล้าคิดว่างดงามหันมองออกทางแม่น้ำ
“คุณพี่” เสียงของเจ้าหล่อนช่างหวานยิ่งนัก เท่าที่เคยได้สดับ มิมีผู้ใดในอยุธยาที่เรียกไอ้กล้าด้วยเสียงไพเราะเช่นนี้มาก่อน
หัวอกหัวใจของไอ้กล้าเต้นโครมคราม ลมเย็นพัดผ่านไล่ความร้อนจากใบหน้าของมันได้ดี เพราะเป็นชายหนุ่มที่ไม่เคยต้องมือสาวมาก่อนนั่นยิ่งทำให้เลือดในกายพุ่งพล่าน
“ไยน้องจึงมานั่งในที่มืด ๆ เช่นนี้เล่า” ไอ้กล้าเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง เขาพยายามเพ่งมองใบหน้างามของหญิงตรงหน้าเผื่อจะได้รู้ว่าเป็นคุณหนูเรือนใด
แต่ยิ่งพิศกลับมองไม่เห็น ราวกับว่ามีม่านหมอกปกคลุม แต่แม้มองไม่เห็นใบหน้าของสาวเจ้า หากไอ้กล้าก็คิดว่าหล่อนต้องหน้าตาเข้าทีเป็นแน่ ทั้งจากการแต่งกาย จากนิ้วมือเรียวยาว และผิวขาวที่โผล่แขนเสื้อ เท่านั้นก็ทำให้รู้ได้ว่าหล่อนงดงามเพียงใด
“ดิฉันมารอคุณพี่จ๊ะ” คำตอบของหล่อนหวานไพเราะจับใจ เสียงกังวานนั่นก็เช่นกัน
ลมแรงพัดผ่านวูบหนึ่งทำให้ต้นไผ่ที่ปลูกริมฝั่งเสียดสีกันจนเกิดเสียงดัง ราวกับเป็นเสียงของเครื่องดนตรีตามธรรมชาติที่กำลังประสานเสียงส่งให้บรรยากาศรอบตัวไอ้กล้าหวานล้ำ
โอ้หนอความรัก หากเป็นก่อนหน้านี้ไอ้กล้าคงร้องด่า ต้นไผ่ที่เสียดสีกันว่าน่ารำคาญ แต่เพราะเวลานี้ทุกอย่างรอบตัวคล้ายมีสีชมพูไหลอาบท่วมอกท่วมใจ
“ลูกสาวเจ้าค่ะ คุณหลวง” หมอตำแยรีบออกมาบอกผู้เป็นพ่อที่เพิ่งเดินขึ้นเรือนมาด้วยความร้อนอกร้อนใจ“เป็นอย่างไรบ้าง”“ดีเลยเจ้าค่ะ น่าชังยิ่งนัก” หมอตำแยรีบบอก คุณหลวงถอนหายใจอย่างโล่งอกโล่งใจเช้าวันต่อมาคุณหลวงรีบเร่งไปวัดใกล้บ้านเพื่อหารือเรื่องลูกและดวงเกิดของลูกสาว“ชื่อเพราะ เอาตามที่โยมว่านั่นแหละ ชื่อเป็นมงคลดีแล้ว” หลวงพ่อชราเอ่ยกับคนตรงหน้า พระท่านถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนจะพูดต่อ“ลูกคนนี้มีดวงอุปถัมภ์ค้ำจุนครอบครัวและคนรอบข้าง แต่มีบางสิ่งที่ต้องระวัง” คำของหลวงพ่อทำให้สีหน้าของผู้เป็นพ่อจืดเจื่อนไปถนัดตา“ต้องระวังสิ่งใดขอรับ”“คืนก่อนเป็นคืนราหูทั้งที่มิควรเป็น คืนที่พระจันทร์งดงามเช่นนี้กลับกลายเป็นคืนราหู” คำบอกเล่าของหลวงพ่อตรงหน้าทำให้หลวงพิชิตยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก เข้าใจเพียงครึ่งที่หลวงพ่อพูด“อย่างไรหรือขอรับ” สุดท้ายในเมื่อไม่เข้าใจ หลวงพิชิตก็เก็บความฉงนไว้ไม่ได้เอ่ยถามออกไป“เป็นคนดวงแข็ง เกิดในคืนราหูอมจันทร์นั่นเท่ากับว่าดวงของลูกโยมมีพลังแห่งเงาและความมืด เป็นพลังที่คนชั่วอยากได้นักแล”“อยากได้ไปทำไมขอรับ” หลวงพิชิตเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล“เอาไปทำสิ่งไม่ดี เอ็งอย่าอยาก
“ยังไงวะ สอนข้าหน่อย” ไอ้ชดขยับเข้ามาอีกหน่อยเพราะเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่พูดเสียงดังกันได้“ตอนที่น้ำกำลังจะพุ่งมึงต้องเอาออกมาพุ่งด้านนอก” คำสอนของไอ้กล้าทำคนฟังชะงักไปนิดพลางคิดในใจว่า กูจะชักออกอย่างไรให้ทัน“มันทำได้เหรอวะ เวลานั้นกูไม่อยากเอาออกมาเลย” ไอ้ชดเอ่ยแย้ง เขาอยากกดแช่ไว้แล้วพุ่งในตัวเมียมากกว่าดึงออก“กูถึงบอกว่ามันต้องฝึกไง ไม่งั้นมึงก็หายาต้มมาให้เมียมึงกิน” ไอ้กินยาต้มนี้ไอ้ชดก็ให้เมียกินเช่นกัน แต่เมียเขามันบอกว่ามึนหัวเวลากิน ไอ้ชดเลยไม่อยากให้กินบ่อย“เอาออกมาแล้วมันจะพุ่งเหรอวะกล้า”“มึงก็เอามือรูด ๆ แรง ๆ เดี๋ยวก็พุ่งออกมา”“ไม่ท้องแน่นะ”“มันก็อยู่ที่ความสามารถของมึงไอ้ชด” กล้ายกยิ้มอย่างเป็นต่อ เพราะเขาเป็นผู้ใช้วิธีนี้ได้ผล อยากเสพสุขกับเมียเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องกังวลใจว่าจะมีลูกหลายเดือนผ่านไปใบหน้าของชดแช่มชื่นเพราะอารมณ์คั่งค้างได้ปลดปล่อยทุกคืนและวิธีที่ไอ้กล้าบอกก็ได้ผลนักแล“เป็นอะไรอารมณ์ดีเชียว” ศรัณย์ถามลูกน้องคนสนิท“ไอ้ชดไม่มีลูกเพิ่มแล้วนะครับ”“เหรอ ทำไมล่ะมีเพิ่มก็ได้นี่จะได้ช่วยกันทำงาน ที่นี่มีงานให้ทำอีกเยอะ” ศรัณย์พูดถึงโรงสีข้าวขนาด
“อา...อ๊ะ ดาวพี่เสียว” เวลาร่วมรักศรัณย์จะร่ายอาคมครอบกระท่อมไว้ ฤทธิ์เดชของมนตร์นั้นทำให้คนหรือแม้แต่ผีสางเทวดาก็มองไม่เห็นว่ายามนี้เขากับดุจดารากำลังขย่มกันชานกระท่อมแทบพัง“เสียวจัง อา...อา ดาวเสียวจังค่ะ” หล่อนครางบอกเขา สายตาหล่อนปรือหวานด้วยความรัญจวนที่ได้รับเกินกว่าจะห้ามกิริยาไว้ได้“พี่ก็เสียว น้องตอดพี่ตุบ ๆ เลย” ศรัณย์เองเวลานี้เขาเองก็ไม่หลงเหลืออากัปกิริยาของสุภาพบุรุษ เวลาเช่นนี้ความเร้าใจ ความดิบเถื่อนเท่านั้นที่พวกเขาต้องการศรัณย์นอนลงโดยที่ดุจดาราล้มตัวลงทาบอยู่บนอกแกร่งจากนั้นชายหนุ่มก็ทำให้หล่อนรู้ว่าสุขจนตาลอยน้ำตาไหลอาบแก้มเป็นเช่นไร เมื่อเขากระแทกจากด้านล่างทำให้ร่างบางบนอกกรีดร้องด้วยความสุขเสียวเขาเองก็ครางราวกับสัตว์ป่ากำลังโดนทำร้าย หากแต่ความจริงเขากำลังเป็นสัตว์ป่าที่กำลังเมามันในกามาที่แสนสุข“พร้อมกันดาว” เมื่อคำสั่งของเขาดังขึ้นร่างบางก็กระตุกรับความอุ่นวาบที่ไหลเข้าสู่กายสาว ใบหน้างามร้อนด้วยพิษรักแนบกับอกแกร่งหล่อนยังเสียวและกระตุกตอดเขาไม่หยุด ทั้งสองกดกายแช่ไว้ในกันและกันด้วยรู้ว่าบทรักรอบเดียวไม่เพียงพอทั้งเขาและหล่อนบทรักรอบสองเกิดขึ้นเมื่อเขา
ตอนพิเศษ 1 ทำด้วยกันได้แล้วหลังกลับจากวัดสองคนผัวเมียนั่งอยู่ที่กระท่อมชายทุ่ง ดุจดารายิ้มกับแสงแดดและสายลม“ยิ้มอะไรรึ” ศรัณย์ช้อนร่างบางของเมียรักขึ้นนั่งบนตัก กดจมูกหอมแก้มหล่อนฟอดใหญ่ วันนี้เมียรักเขาอารมณ์ชื่นบานนัก ไม่รู้ว่ายิ้มกับสิ่งใด“ก็วันนี้ดาวมีลูกให้พี่ได้ ไปวัดกับพี่ได้ บอกกับคนอื่นได้ว่าเป็นเมียพี่ศรัณย์”“พี่ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะพูดเช่นนั้นกับน้อง เวลานั้นพี่ต้องทำให้น้องเกลียดพี่และยอมไปจากพี่” นึกถึงคำพูดนั้นทีไรหัวใจของศรัณย์ก็ปวดร้าวทุกครา“ดาวไม่ได้โกรธแล้ว อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิคะ เพราะคำพูดวันนั้นทำให้เรามีวันนี้อย่างไรคะ” ดุจดารายิ้มหวานให้เจ้าของตักและอ้อมกอดอบอุ่น หล่อนซุกหน้าลงบนอกกว้าง“จำได้หรือไหมว่าตรงนี้เราทำอะไรกัน” ชานกระท่อมที่ไม่มีฝาไม้ไผ่ปิดบังสายตาผู้คน คำถามนั้นทำให้ดุจดาราหน้าร้อนถ้าเขาถามอย่างนี้จะมีอะไรเล่าที่เราทำร่วมกันบนกระท่อมปลายนาเช่นนี้“น้องอายนะคะ” ปากบอกว่าอายแต่มือกลับไม่ปัดป้องยามมือใหญ่หนาลูบไล้เนินนางใต้กระโปรงและกางเกงชั้นใน“หันหน้ามาทางพี่ คร่อมพี่ไว้ ไม่ต้องอายไม่มีใครเห็น”“ตอนเป็นวิญญาณรู้ว่าไม่มีใครเห็น แต่ยามนี้น้องเป็นค
เรื่องมาลากับสมหมายผ่านไปเพียงไม่นาน ไอ้กล้าก็คลานเข่าเข้ามาหาศรัณย์ในตอนที่ชายหนุ่มอยู่ตามลำพัง ไร้เงาเมียเจ้านายและไอ้ชดคนติดเจ้านาย“มีอะไรกล้า”“คุณศรัณย์ไปขอสาวให้ผมหน่อยครับ” ขอสาว คำนี้ศรัณย์ต้องขมวดคิ้วอย่างไม่อยากเชื่อ เขาไม่เคยได้ยินว่าไอ้กล้าจะชอบพอใคร“ใครรึ”“คนไม่ไกลนี่แหละครับ” ได้ยินมันบอกเช่นนั้นศรัณย์ยิ่งสนใจใคร่รู้ว่าคนไม่ไกลที่มันหมายถึงคือใคร“จะบอกได้หรือยัง เดี๋ยวกูก็ไม่ไปขอให้หรอก”“บอกแล้วครับบอกแล้ว นังสร้อยนะครับ” ไอ้กล้าตอบพร้อมทั้งบิดตัวไปมาด้วยความเขินอาย ศรัณย์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าไอ้กล้าจะถูกใจสาวที่เจอหน้ากันทีไรก็มักจะวิวาทะกันเสมอ“มันอย่างไรวะไอ้กล้า ข้าไม่อยากเชื่อ” ศรัณย์ถามอย่างปรีดา ในช่วงเวลานั้นเองที่ดุจดารากับสร้อยก็เดินขึ้นเรือนมาพอดี“น้องดาวมานี่เร็ว” ดุจดาราเร่งจังหวะฝีเท้าขึ้นเมื่อผู้เป็นผัวเร่งเร้า หล่อนเดินไปยังตั่งที่สามีนั่ง หย่อนกายลงนั่งข้างกันบนตั่งไม้สักที่อยู่มุมหนึ่งของเรือน ข้างหน้าเห็นว่าไอ้กล้านั่งเหงื่อตกอยู่“มีอะไรหรือคะ” ดุจดาราเอ่ยถาม มองหน้าคนข้างกาย รอฟังสิ่งที่เขาจะเล่า“ไอ้กล้ามันให้พี่เป็นเถ้าแก่”“เป็น
“อ้าว มาลามาได้อย่างไร แล้วใครดูร้านรึ” คุณหญิงไพลินตกใจเมื่อเห็นว่ามาลา ผู้เป็นน้องสาวมาปรากฏที่ห้องนั่งเล่นของเรือนที่บางปะอินแทนที่จะอยู่ที่พระนครเพื่อดูแลร้าน“เอ่อ...เอ่อ” มาลาอ้ำอึ้ง มือวางบนหน้าขาตัวเองขย้ำกระโปรงสีหวานไปมา มาลาเป็นคนสวย แต่งตัวราวสาวสมัยใหม่ด้วยเพราะต้องดูแลร้านตัดเสื้อของพี่สาวเพราะความงามทำให้ในวัยสาวหล่อนพลาดพลั้งเผลอใจกับคู่หมั้นหนุ่ม แต่เมื่อเขาได้เชยชมสมใจกลับไม่ยอมแต่งงานอย่างที่ตกลงกันไว้ แม้จะได้ของหมั้นมาทั้งหมดแต่มาลาก็อับอายจนไม่กล้ารักใคร่ผู้ใดอีก“มีอะไรรึ อ้ำอึ้งอยู่ได้” คุณหญิงไพลินใจคอไม่ดีจึงเอ่ยถามน้องสาวอย่างอยากรู้ อาการเช่นนี้และพาตัวเองมาถึงบางปะอินคงไม่ใช่เรื่องขี้ปะติ๋วเป็นแน่“ฮือ...ฮือ ฉันท้องจ้ะพี่ไพลิน” คำตอบของมาลาทำให้คุณหญิงไพลินและดุจดาราเบิกตากว้างด้วยไม่อยากเชื่อว่ามาลาจะท้อง ในเมื่อหล่อนไม่มีคนรักหรือสามี จะท้องได้อย่างไร“ท้อง!!!” คุณหญิงไพลินลุกขึ้นยืนกำมือแน่นด้วยความโมโห“ฮือ ๆ” มาลาร้องไห้ตัวโยน น้ำตาของหล่อนไหลอาบทั้งสองแก้ม ดุจดาราจำต้องรีบเข้าไปโอบกอดผู้เป็นน้าไว้แน่น“ใจเย็นก่อนค่ะแม่” ดุจดาราผู้ไม่เคยเห็นแม่ของหล่







