LOGINวันนี้คุณป้าคอยพูดจาลดทอนคุณค่าของฉันทั้งต่อหน้าและลับหลังตลอดเวลา ฉันย่อมฟังออกว่าที่เธอพูดนั้นเป็นคำประชดประชันฉันยิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันยังต้องไปทำงาน”พูดจบ ฉันก็เดินจากไปคุณป้าหัวเราะอยู่ข้างหลังฉัน “งั้นเดี๋ยวเธออย่าแอบไปประจบบอสใหญ่เชียวนะ คนในไซต์งานของพวกเรามันเยอะ ถ้าเกิดเรื่องน่าหัวเราะเยาะขึ้นมา เธออาจจะจมน้ำลายคนตายเอาก็ได้”ฉันรู้ว่าคุณป้าคนนี้ก็แค่กำลังเตือนฉันว่าอย่าคิดเพ้อเจ้อ อย่าหวังจะเกาะคนรวยฉันยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนเดินตรงไปทางออฟฟิศเรื่องที่ออฟฟิศกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับบอสใหญ่ทั้งนั้นปกติแล้วในออฟฟิศจะเงียบเชียบไร้ชีวิตชีวา มีแต่เสียงเปิดกระดาษกับเสียงเคาะแป้นพิมพ์แต่วันนี้พอฉันเดินเข้าไป ทั้งออฟฟิศกลับเหมือนกระทะน้ำเดือดหลายคนยังปรึกษากันว่าเดี๋ยวตอนพักเที่ยง ถ้าบอสใหญ่ยังไม่กลับ จะรวมตัวกันไปมุงดูบอสใหญ่เสียหน่อยฉันแทบจะขำตาย พวกเขาเอาบอสใหญ่มาเป็นสมบัติของชาติให้ชื่นชมเสียแล้วยังมีเพื่อนร่วมงานเดินมาถามฉันว่าจะไปดูความหล่อเหลาเหนือชั้นของบอสใหญ่ไหม ฉันตอบแบบขำ ๆ ไปว่าไม่ไปเพื่อความปลอดภัยของลูก ไม่ว่าจะเป็นสถานที
ฉันเซถลาไปเล็กน้อย จนเกือบล้มฉันขมวดคิ้วเงยหน้าขึ้นก็เห็นอาเวยอาเวยพูดกับฉันว่า “น้องสาว รถคันนั้นจะขับมาชนเธออยู่แล้ว ทำไมเธอยังยืนบื้ออยู่อีกล่ะ”ถึงรถคันนั้นจะยังอยู่ห่างจากฉันอีกระยะหนึ่ง แต่อาเวยก็เป็นห่วงความปลอดภัยของฉันจริง ๆ ฉันก็เลยไม่ได้โกรธฉันว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรู้ว่าต้องหลบ แค่รู้สึกว่ารถคันนั้นดูคุ้น ๆ น่ะ”“ฮ่า ๆ ๆ ...”พอฉันพูดจบ คุณป้ากับอาเวยก็กุมท้องหัวเราะขึ้นมาทันทีโดยเฉพาะคุณป้า “เสี่ยวถัง เธอเคยเห็นรถหรูแบบนี้ตามท้องถนนใช่ไหมล่ะ ถึงได้คุ้นตาเมื่อกี้ป้าเพิ่งจะบอกเธอไปว่าคนระดับล่างอย่างเราต้องมองความเป็นจริงให้ชัดเจน อย่าเอาแต่คิดจะเกาะคนรวย หวังจะเป็นหงส์เลยดูเธอสิ นอกจากจะไม่ฟังแล้ว ยังคิดจะแกล้งเดินชนรถเพื่อเรียกค่าเสียหายอีก ให้ตายสิ”แกล้งเดินชนรถเพื่อเรียกค่าเสียหายงั้นเหรอมุมปากของฉันกระตุก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรคุณป้าพูดอีกว่า “นี่เป็นรถของบอสใหญ่ในไซต์งานของเราเลยนะ เธออย่าแกล้งโดนชนไม่สำเร็จ ถึงตอนนั้นถูกบอสไล่ออก มันจะไม่คุ้มเอานะ”“ใช่ เสี่ยวถัง” อาเวยก็รีบพูดกับฉันด้วย “คราวก่อนเธอก็จ้องรถหรูคันนี้จนตาค้างไปแล้ว จริงอยู่ที่รถหรูมันด
ทั้งสองคนยิ้มทักทายฉันตอนที่เดินลงไปข้างล่างด้วยกัน อาเวยก็พูดกับฉันว่า “เสี่ยวถัง เมื่อวานเธอเห็นบอสใหญ่ที่พัฒนาไซต์งานของพวกเราไหม”ฉันส่ายหน้า “พวกคุณเห็นเหรอ”เมื่อวานฉันได้ยินมาว่าบอสใหญ่มาตรวจไซต์งาน ขับรถหรูมากมาด้วยคนในออฟฟิศหลายคนก็ไปดูกัน บอกว่าอยากจะเห็นบารมีของบอสใหญ่สักหน่อย แม้แต่หัวหน้าก็ยังไปตัวฉันเองไม่สนใจเรื่องครึกครื้นอยู่แล้ว อีกอย่างฉันก็กลัวอันตรายจากการถูกคนเบียดจนล้มด้วย ก็เลยไม่ได้ไปเมื่อวานแม้แต่ตอนกินข้าวที่โรงอาหาร เรื่องที่ได้ยินก็มีแต่เรื่องเกี่ยวกับบอสใหญ่ทั้งนั้นแต่ที่น่าตลกก็คือ ยังคงไม่มีใครรู้ชื่อของบอสใหญ่คนนั้นอยู่ดีอาเวยว่า “ฉันไม่เห็นหรอก แต่แม่ฉันเห็นน่ะ”อาเวยพูดพลางเอาศอกกระทุ้งแขนแม่ของเขาคุณป้าถึงได้พูดขึ้นว่า “ตอนนั้นเรากำลังว่างพอดีก็เลยเห็นน่ะ จะบอกให้นะ บอสใหญ่คนนั้นหน้าตาสวยมากเลย ตัวสูงขายาว ใบหน้าน่ะ ยิ่งกว่าดาราอีก”พอได้ยินเธอใช้คำว่า ‘สวย’ มาบรรยายถึงบอสใหญ่ที่พัฒนาไซต์งาน ฉันก็นึกอยากหัวเราะนิด ๆคุณป้ามองฉันแวบหนึ่ง ก่อนจิ๊ปาก ส่ายหน้าพลางพูดว่า “เสี่ยวถัง เธออย่าหาว่าป้าพูดตรงเลยนะ ถึงเธอจะยังสาว หน้าตาค่อนข้า
“เขากำลังจะหมั้นแล้ว!”มือที่จับโทรศัพท์ของฉันสั่นเล็กน้อย ผ่านไปครู่ใหญ่ ถึงได้ฝืนยิ้มถาม “งั้นเหรอ”“อืม ถึงฉันจะไม่ได้รับการ์ดเชิญก็เถอะ แน่นอนแหละ ฉันอาจจะไม่มีคุณสมบัตินั้น แต่ฉันได้ยินคนในกองถ่ายหลายคนพูดกันว่าเขากำลังจะหมั้นน่ะ”“งั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับเขาด้วยจริง ๆ” ฉันยิ้ม “หมั้นกับกู้ชิงชิงใช่ไหม”“น่าจะใช่นะ” ตานตานพูดพลางแค่นเสียงดูแคลน “ผู้ชายพวกนี้เนี่ย เป็นพวกเจ้าชู้ประตูดินจริง ๆ เธอดูสิหลายวันก่อนเขาตามหาเธอแทบเป็นแทบตายขนาดไหน แต่ผลลัพธ์ล่ะ เผลอแป๊บเดียวก็ไปหมั้นกับผู้หญิงคนอื่นซะแล้ว”ฉันยิ้ม “จะไปว่าเขาแบบนั้นก็ไม่ได้นะ ที่เขาตามหาฉันเป็นเพราะเกลียดฉัน อยากแก้แค้นฉัน ไม่ใช่เพราะชอบฉันคนที่เขาชอบแต่แรกก็คือกู้ชิงชิงอยู่แล้ว เพราะงั้นการที่เขาหมั้นกับกู้ชิงชิงก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย เราก็หย่ากันตั้งนานแล้วด้วย”ตานตานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามฉัน “อันอัน เธอ...ในใจเธอเสียใจไหม ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนเธอเหมือนจะเคยบอกว่าเธอชอบเขานี่นา”“เลิกชอบไปตั้งนานแล้ว” ฉันรีบพูด “ตอนนี้ฉันแค่อยากตั้งใจหาเงินเก็บเงิน รอให้ลูกของฉันเกิดมา”“ใช่ เธอควรจะคิดแบบนี้แหละ จะต้องกา
ฉันก็ทักทายเธอเช่นกันเธอพูดกับฉันว่า “เธอคงไม่ได้โกรธอาเวยใช่ไหม เขาน่ะพูดไม่เป็น เมื่อวานฉันก็สั่งสอนเขาไปแล้วละ”“ไม่ค่ะ เดิมทีก็ไม่ใช่ความผิดของเขา ฉันเป็นคนทำให้พวกคุณเข้าใจผิดเอง”คุณป้ามองประเมินฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าแวบหนึ่ง แล้วพูดอีกว่า “โธ่เอ๊ย ดูเธอสิยังเหมือนนักศึกษาอยู่เลย ทำไมถึงแต่งงานมีลูกแล้วล่ะ”เธอพูดพลางมองไปที่ท้องของฉัน “เด็กกี่เดือนแล้ว ท้องยังไม่ออกเลยนะ”“ค่ะ เพิ่งท้องได้ไม่นานค่ะ” ฉันตอบยิ้ม ๆ พลางเดินตามคุณป้าขึ้นไปชั้นบนคุณป้ามองซาลาเปาในมือฉัน “เป็นผู้หญิงท้องน่ะ ต้องเสริมสารอาหาร กินแต่ซาลาเปาอย่างเดียวไม่ได้นะอีกอย่างเธอมาเช่าบ้านอยู่ข้างนอกคนเดียวก็ไม่ปลอดภัยฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าแม่สามีกับสามีของเธอวางใจปล่อยให้คนท้องอย่างเธอออกมาทำงานรับจ้างได้ยังไง”ฉันเม้มริมฝีปากยิ้ม “ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ ฉันก็เพิ่งรู้ตัวว่าท้องเหมือนกัน”“งั้นเหรอ” คุณป้ามองท้องฉันอีกครั้ง “แต่ฉันก็ยังอยากแนะนำให้เธอให้สามีมาอยู่ด้วยกันนะ แบบนี้จะได้มีคนคอยดูแลเธอไม่ใช่หรือไง แถวนี้โรงงานของเราก็เยอะแยะไปหมด ขอแค่สามีเธอไม่ขี้เกียจ ไม่มีทางหางานทำไม่ได้หรอก”สำหรับคำพูดข
ดูท่าว่าเฮ่อจือโจวจะยังสงสัยว่าคนที่โทรหาตานตานเมื่อกี้คือฉันผู้ชายคนนี้หลอกไม่ง่ายเลยจริง ๆฉันมองโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด แต่กลับไม่กล้ารับสายตอนนี้ฉันกลัวที่จะได้ยินน้ำเสียงอันมืดมนของเขามากเดิมทีฉันก็กลัวเขามากอยู่แล้ว ถ้าเขาข่มขู่ขึ้นมาอีก ฉันคงมีโอกาสสูงที่จะถูกทำให้ตกใจกลัวจนยอมวิ่งกลับไปแต่โดยดีดังนั้นถึงยังไงฉันก็ไม่รับสาย ปล่อยให้เขาโกรธเกรี้ยวอยู่ปลายสายไปเถอะตราบใดที่ฉันไม่รับสายเขา ก็จะไม่ได้ยินคำข่มขู่ของเขา และก็จะไม่รู้สึกกลัวแล้วเมื่อคิดแบบนี้ ฉันจึงตั้งโทรศัพท์เป็นโหมดปิดเสียง แล้วโยนมันทิ้งไว้ข้าง ๆไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน หน้าจอโทรศัพท์ถึงได้ดับลงฉันหยิบมันขึ้นมาดูแวบหนึ่งให้ตายเถอะ ผู้ชายคนนั้นโทรหาฉันรวดเดียวแปดสายเลยแม้จะมีโทรศัพท์กั้นอยู่ ฉันก็ยังสัมผัสได้ถึงความดื้อรั้นอันน่ากลัวของเขาอย่างลึกซึ้งจริง ๆ นะ เขาปล่อยฉันไป แล้วใช้ชีวิตของเขาให้ดี ๆ ไม่ได้หรือไงการที่เอาแต่ตามติดฉันไม่เลิกแบบนี้ มันไม่ได้เป็นการทรมานตัวเขาเองด้วยหรอกเหรอคนหัวรั้นนี่น่ากลัวที่สุดจริง ๆ แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ยอมปล่อยผ่านขณะที่กำลังคิดอยู่ จู่ ๆ ก็มีข้อความส่งเ







