Masukนางพูดยังไม่ทันจบประโยค แคทเธอรีนก็ลืมตาขึ้นเต็มที่ ดวงตาคมเย็นของเธอจ้องตรงเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวอย่างไม่กะพริบ ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความอ่อนแอ มีเพียงสายตาของนักล่าที่กำลังประเมินเหยื่อ
รอยยิ้มอ่อนหวานบนใบหน้าของหญิงสาวแข็งค้างทันที สีเลือดบนใบหน้าค่อย ๆ จางลง นางชะงักอยู่กับที่อย่างไม่อาจปิดบังความตกใจได้ เพราะพระชายาที่ควรหมดสติจากฤทธิ์ยากลับกำลังจ้องมองนางด้วยสายตาเย็นชาราวกับมองทะลุทุกแผนการที่ซ่อนอยู่ในใจ และเป็นครั้งแรกที่หนิงซินรู้สึกหวาดหวั่นต่อสตรีผู้อ่อนแอที่ตนเคยเหยียบย่ำมาตลอดหลายปี
สนมเอกผู้แสร้งหวังดี
สายตาของทั้งสองประสานกันเพียงชั่วอึดใจ แต่บรรยากาศภายในเกี้ยวกลับเย็นยะเยือกราวกับเวลาได้หยุดเดิน
หนิงซินเบิกตาเล็กน้อย ความตกใจแวบผ่านใบหน้างดงามก่อนจะถูกซ่อนหายไปอย่างรวดเร็ว นางเป็นสตรีที่เติบโตมาในตระกูลแม่ทัพใหญ่ ผ่านการเรียนรู้มารยาทและการควบคุมสีหน้ามาตั้งแต่เด็ก เพียงชั่วพริบตา รอยยิ้มอ่อนโยนก็กลับมาประดับอยู่บนริมฝีปากอีกครั้ง ราวกับเมื่อครู่นางไม่เคยเสียอาการเลยแม้แต่น้อย
“พระชายาเพคะ ในที่สุดพระองค์ก็ทรงฟื้นแล้ว หม่อมฉันเป็นห่วงแทบแย่”
น้ำเสียงหวานละมุนเต็มไปด้วยความอาทร หากเป็นอวี่ซีคนเดิมคงรู้สึกซาบซึ้งจนหลั่งน้ำตา แต่สำหรับแคทเธอรีน เสียงเช่นนี้กลับฟังดูคล้ายคำพูดของนักธุรกิจที่กำลังปั้นรอยยิ้มเพื่อปกปิดผลประโยชน์มากกว่า
เธอเคยเจอผู้คนประเภทนี้มาแล้วนับไม่ถ้วน ยิ้มให้ต่อหน้า แทงข้างหลังเมื่อสบโอกาส แคทเธอรีนไม่ตอบ เพียงมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ ความเงียบกลับสร้างแรงกดดันเสียยิ่งกว่าคำพูด หนิงซินยื่นมือมาจับข้อมือของนางอย่างอ่อนโยน
“พระชายาพักผ่อนเถิดเพคะ เมื่อครู่พระองค์เป็นลมเพราะอากาศร้อน เดินทางไกลเช่นนี้ ร่างกายย่อมรับไม่ไหว”
แคทเธอรีนเหลือบมองมือที่กำลังจับข้อมือตน ปลายนิ้วของหนิงซินเย็นผิดปกติ แต่มือกลับสั่นเพียงเล็กน้อย คนที่กำลังกลัวไม่ใช่เธอ แต่เป็นหนิงซิน
“อากาศร้อนหรือ”
แคทเธอรีนเอ่ยเสียงแผ่ว ราวกับยังไม่มีเรี่ยวแรง
“ใช่เพคะ ช่วงนี้อากาศแห้งจัด พระชายาคงอ่อนเพลียจนหมดสติ”
หนิงซินตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เร็วเกินไป เหมือนเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า แคทเธอรีนเหลือบตามองไปยังกระถางกำยานที่ถูกผ้าไหมคลุมไว้ หนิงซินเห็นเพียงแวบเดียวก็รีบเดินเข้าไป
“โอ๊ะ กำยานดับเสียแล้ว”
นางยื่นมือเหมือนจะเปิดผ้าออก
“อย่าแตะ!”
เสียงของแคทเธอรีนดังขึ้น แม้จะไม่ดังนัก แต่หนักแน่นจนหนิงซินชะงัก
“พระชายา...”
“กลิ่นแรงเกินไป” แคทเธอรีนตอบสั้น ๆ “ข้าปวดศีรษะ”
หนิงซินยิ้มอย่างโล่งใจอยู่ในใจ นางคิดว่าอวี่ซีเพียงไม่ชอบกลิ่นกำยาน มิได้สงสัยสิ่งใด
“ได้เพคะ หม่อมฉันจะให้คนเปลี่ยนกระถางใหม่”
“ไม่ต้อง” แคทเธอรีนตอบทันที “เก็บไว้เช่นนี้”
หนิงซินพยักหน้ารับ แต่ดวงตากลับแวบความกังวล เหตุใดพระชายาจึงไม่เหมือนเดิม แม้จะพูดเพียงไม่กี่คำ แต่แววตาของอีกฝ่ายกลับเย็นชาเสียจนทำให้หนิงซินรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้า
ในอดีตอวี่ซีมักหลบสายตา ไม่กล้าสบตาใคร พูดจาก็อ่อนโยนจนแทบไม่มีใครเกรงใจ แต่หญิงที่อยู่ตรงหน้า...กลับมีอำนาจบางอย่างที่มองไม่เห็น แคทเธอรีนเองก็กำลังประเมินอีกฝ่ายเช่นกัน ผู้หญิงคนนี้สวยมาก สวยจนผู้ชายส่วนใหญ่คงหลงใหลได้ไม่ยาก
ใบหน้าหวานละมุน ริมฝีปากอมชมพู ดวงตาอ่อนโยน และทุกการเคลื่อนไหวดูสง่างามสมฐานะสตรีตระกูลแม่ทัพ แต่ยิ่งมอง เธอกลับยิ่งพบพิรุธ ทุกครั้งที่หนิงซินพูดถึงอาการป่วย สายตาจะเหลือบมองกระถางกำยาน
ทุกครั้งที่พูดถึงการเดินทาง มือจะกำชายแขนเสื้อแน่น เมื่อเห็นเลือดที่ซึมออกมาจากผ้าพันฝ่ามือของเธอ หนิงซินก็ขมวดคิ้วเพียงเสี้ยววินาที ก่อนรีบเก็บสีหน้า
คนบริสุทธิ์ไม่มีวันสังเกตบาดแผลก่อนถามอาการ แสดงว่านางกำลังเฝ้าดูว่าฤทธิ์ยายังทำงานอยู่หรือไม่ แคทเธอรีนยิ้มในใจ ผู้หญิงคนนี้...มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดแน่นอน แต่ตอนนี้เธอยังไม่มีหลักฐาน หากกล่าวหาออกไป มีแต่จะถูกย้อนว่าใส่ร้ายสนมคนโปรด ในโลกธุรกิจ เธอเรียนรู้มานานแล้วว่า คนฉลาดไม่ใช่คนที่เปิดศึกก่อน แต่เป็นคนที่รอให้ศัตรูเปิดไพ่จนหมดมือ
“พระชายา” หนิงซินเรียกเสียงอ่อน “หม่อมฉันประคองพระองค์ลงจากเกี้ยวดีไหมเพคะ ทุกคนกำลังรออยู่”
“ยังไม่ต้อง” อวี่ซีตอบ “ข้าเวียนศีรษะ”
“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันจะอยู่เป็นเพื่อนพระองค์”
“ไม่จำเป็น”
น้ำเสียงเรียบนิ่งทำให้หนิงซินยิ้มค้าง
“เจ้าลงไปก่อน”
หนิงซินชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ย่อตัวคำนับ
“เพคะ”
อวี่ซีหยิบเอกสารหกชุดออกมาวางบนโต๊ะ“ให้เรียกว่าข้อตกลงเส้นทางการค้าชายแดน”หานซือจิ้งหยิบเอกสารขึ้นอ่าน“ลดภาษีผ่านด่านสามส่วน ยกเว้นค่าตรวจสินค้าสำหรับข้าว เกลือ ยา และผ้า ให้พ่อค้าจากหกเมืองใช้คลังชายแดนร่วมกัน และรับประกันราคาขั้นต่ำในช่วงสงคราม”เขาเงยหน้าขึ้น“เงื่อนไขดีเกินไป”“เพราะค่ายชายแดนต้องการสินค้า และหัวเมืองของพวกท่านต้องการตลาด”อวี่ซีกล่าว “ช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เส้นทางจากเมืองหลวงหยุดชะงัก ราคาข้าวในอันเหอตกเพราะขนไปขายไม่ได้ ส่วนราคาผ้าในเผิงโจวสูงเกินไปเพราะไม่มีเกลือแลกเปลี่ยน หากเปิดเส้นทางค้าระหว่างหกเมืองกับชายแดน สินค้าจะหมุนเวียนโดยไม่ต้องผ่านคนกลางของตระกูลเฉิน”ถังชิงไห่พลิกดูเอกสาร“มีข้อเสนอให้ช่างจากหย่งผิงเข้าซ่อมอาวุธและเครื่องมือเกษตรในค่าย โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินกับข้าวสาร แต่ไม่มีข้อกำหนดให้ผลิตอาวุธสงคราม”“ถูกต้อง”อวี่ซีตอบ“ข้าต้องการให้ช่างมีงาน ไม่ได้ต้องการบังคับพวกเ
ในตอนท้ายมีลายพระนามของฮ่องเต้และรอยพระราชลัญจกรสีแดง แต่ทันทีที่อวี่ซีเห็นตราประทับ นางก็ขมวดคิ้ว“ตรานี้ไม่สมบูรณ์”เผยจื่ออันวางราชโองการลงใต้แสงตะเกียง รอยมังกรส่วนบนชัดเจน แต่ตัวอักษรด้านล่างหายไปเกือบครึ่ง ราวกับตราถูกกดลงบนผ้าไหมในมุมเอียง หรือถูกยกขึ้นก่อนชาดติดครบทุกส่วน เซียวจิ้งเหยียนใช้ปลายนิ้วแตะขอบกระดาษ“พระราชโองการแต่งตั้งรัชทายาทเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของแผ่นดิน ต้องมีตราครบถ้วน ต้องผ่านราชเลขา สำนักพิธีการ และประกาศต่อศาลบรรพชน”เผยจื่ออันกล่าว “แต่ฉบับนี้ไม่มีรายชื่อพยาน ไม่มีตราสำนักพิธีการ และไม่มีวันทำพิธีบูชาบรรพชนพ่ะย่ะค่ะ”อวี่ซีเพ่งมองรอยชาด“อาจถูกประทับขณะฮ่องเต้ขัดขืน หรือผู้ประทับรีบร้อนเพราะไม่สามารถนำตราออกมาใช้ได้นาน”แม่ทัพหลิวถาม“แต่ต่อให้ตราไม่สมบูรณ์ ราชสำนักประกาศออกมาแล้ว หัวเมืองจะเชื่อหรือไม่”เซียวจิ้งเหยียนมองเนื้อความซ้ำอีกครั้ง“คนที่ต้องการเชื่อย่อมเชื่อ เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์ของตร
เผยจื่ออันก้มมองแผนที่“พระชายากล่าวถูกพ่ะย่ะค่ะ หากโอรสของเต๋อเฟยขึ้นครองอำนาจ ราชโองการปราบจ้านอ๋องจะกลายเป็นคำสั่งจากรัชทายาทหรือฮ่องเต้องค์ใหม่ ผู้ที่ยังลังเลอยู่ย่อมจำต้องเลือกข้าง”แม่ทัพหลิวกล่าว“แต่หากเราช่วยฝ่าบาทได้ และให้พระองค์ปรากฏตัวต่อหน้าราชสำนัก ความชอบธรรมจะกลับมาอยู่ฝ่ายเรา”อวี่ซีส่ายหน้า“อย่าพูดว่ากลับมาอยู่ฝ่ายเรา เป้าหมายไม่ใช่ให้ฮ่องเต้ประกาศว่าจ้านอ๋องถูกทุกอย่าง เป้าหมายคือให้พระองค์กลับมามีอำนาจตัดสินด้วยตนเอง”เซียวจิ้งเหยียนมองนาง“แม้หลังจากนั้นพระองค์ยังตัดสินลงโทษข้า”“ก็ให้ราชสำนักตัดสินตามหลักฐาน”ทุกคนในห้องเงียบลงอีกครั้ง อวี่ซีวางมือบนโต๊ะ“เราต้องแยกเรื่องออกจากกัน จ้านอ๋องถูกกล่าวหาว่ากบฏหรือไม่ ให้ตรวจว่ามีคำสั่งเคลื่อนทัพจริงหรือไม่ มีการสะสมกำลังเพื่อยึดอำนาจหรือไม่ และพระชายาถูกลักพาตัวจริงหรือไม่ ส่วนเสนาบดีฝ่ายขวากับเต๋อเฟยปลอมพระบัญชาหรือไม่ ก็ต้องเปิดคลังตรา ตรวจบันทึก และสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง”
คืนนั้น สารลับสามฉบับถูกซ่อนออกจากพระราชวังต่างเส้นทาง ฉบับหนึ่งอยู่ใต้ก้นกล่องเครื่องหอม ฉบับหนึ่งเย็บไว้ในซับเสื้อของหญิงขายสมุนไพร และอีกฉบับซ่อนในกระบอกไม้ไผ่ซึ่งลอยไปตามคลองส่งน้ำออกนอกกำแพง สองฉบับหายไประหว่างทาง แต่อีกฉบับผ่านเครือข่ายพ่อค้าและสถานีขนส่ง เดินทางข้ามหัวเมืองอย่างรวดเร็วจนถึงค่ายชายแดนในอีกหลายวันต่อมา อวี่ซีรับกระดาษแผ่นเล็กจากเยี่ยนหลัว นางอ่านเพียงครั้งเดียว สีหน้าก็เปลี่ยนไป เซียวจิ้งเหยียนถามทันที“เกิดอะไรขึ้น”อวี่ซียื่นสารให้เขา “ฮ่องเต้ไม่ได้เพียงประชวร”นางมองแผนที่เมืองหลวงบนโต๊ะ ดวงตาเย็นลงทีละน้อย“พระองค์ถูกกักไว้ในตำหนักเฉียนหมิง และฮองเฮาสงสัยว่ากำลังถูกวางยา”นอกค่าย ลมเหนือพัดธงรบดังสะบัด ขณะที่ราชโองการฉบับใหม่กำลังเดินทางไปทั่วแผ่นดิน สั่งให้ทุกกองทัพกำจัดจ้านอ๋องโดยไม่ต้องจับเป็นสงครามซึ่งเดิมยังเป็นเพียงรอยร้าวระหว่างราชสำนักกับชายแดน จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปเพราะบัดนี้ผู้ที่ออกพระราชโองการอาจไม่ใช่ฮ่องเต้และผู้ที่นั่งอยู่หลังม่านกำลังใช้พร
เต๋อเฟยนั่งอยู่ข้างเตียง นางสวมอาภรณ์สีม่วงเข้มและถือผ้าเช็ดพระพักตร์ไว้ในมือ สีหน้าอ่อนโยนประหนึ่งกำลังเฝ้าดูแลด้วยความภักดีฮ่องเต้ค่อย ๆ ลืมพระเนตรขึ้น“น้ำ”พระสุรเสียงแหบจนแทบฟังไม่ชัด เต๋อเฟยรับถ้วยชาจากนางกำนัลและประคองให้พระองค์ดื่ม“ฝ่าบาทควรบรรทมต่อเพคะ หมอหลวงกล่าวว่าพระวรกายยังอ่อนแรง”ฮ่องเต้ดื่มได้เพียงเล็กน้อยก็เบือนพระพักตร์หนี“กลิ่นแปลก”มือของเต๋อเฟยหยุดเล็กน้อย ก่อนยิ้ม“เป็นสมุนไพรบำรุงพระทัยเพคะ”พระเนตรของฮ่องเต้เลื่อนไปมองประตู“เหตุใดไม่มีขันทีจาง”“เขาป่วยเพคะ หม่อมฉันจึงให้หลี่กงกงมาดูแลแทน”“เรียกราชเลขา”“งานราชการถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว ฝ่าบาทไม่ต้องทรงกังวล”ฮ่องเต้พยายามขยับพระวรกาย แต่แขนกลับอ่อนแรงจนยกไม่ขึ้น“ข้าไม่ได้ออกคำสั่งปราบจ้านอ๋อง”เต๋อเฟยเงียบไปชั่วขณะ “ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาเมื่อคืนเพคะ”“ข้าจำได้ว่าข
ฮ่องเต้ประชวรเสียงระฆังยามเช้าดังขึ้นเหนือกำแพงพระราชวังตามปกติ แต่ประตูท้องพระโรงกลับปิดสนิท ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ยืนรออยู่บนลานหินท่ามกลางอากาศหนาว ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้า แม้เวลาประชุมราชการจะผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้วก็ตาม ความผิดปกตินี้ทำให้เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นทีละน้อย“ฝ่าบาทไม่เคยทรงยกเลิกการประชุมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า”“เมื่อคืนยังมีพระบัญชาเรียกกรมทหารเข้าพบมิใช่หรือ”“ข้าได้ยินว่าตำหนักเฉียนหมิงปิดประตูตั้งแต่ยามสอง แม้แต่หมอหลวงบางคนยังเข้าไม่ได้”ขุนนางอาวุโสคนหนึ่งหันไปมองทหารรักษาพระองค์ซึ่งยืนขวางบันไดท้องพระโรง แล้วถามเสียงเข้ม“เหตุใดจึงยังไม่เปิดประตู”นายทหารค้อมกาย“ฝ่าบาททรงประชวรกะทันหันขอรับ เต๋อเฟยมีรับสั่งให้งดประชุมราชการวันนี้”คำตอบนั้นทำให้ลานทั้งลานเงียบลงในทันที สำนักราชการมีลำดับชัดเจน หากฮ่องเต้ประชวร ผู้ที่ควรแจ้งเรื่องแก่ขุนนางคือขันทีใหญ่ประจำตำหนักเฉียนหมิง หรือราชเลขาผู้รับพระบัญชา ไม่ใช่สน







