LOGIN3 วันถัดมา
ป๊อก! ป๊อก! เสียงไม้กระทบกันดังมาจากประตูไม้ เพื่อส่งเสียงให้คนในเรือนได้รู้ถึงการมาเยือน "มีใครอยู่หรือไม่" เสียงเรียกดังออกมาจากหน้าเรือน หลังจากเคาะไปเพียงแค่ 2 ครา บ่งบอกว่าผู้ที่มาใหม่นั้นใจร้อนมากเพียงใด หลี่ซู่หลินที่กำลังตากปลาอยู่ที่ลานกว้างต้องวางข้าวของในมือก่อนที่จะออกไปเปิดประตู "ช้าเสียจริง" ทันทีที่ประตูเปิดออกหญิงร่างท้วมอายุราว 50 ปี ก็ถือวิสาสะเดินเข้ามาในลานกว้างหน้าเรือนทันทีด้วยท่าทีหงุดหงิด ตามด้วยสาวใช้ 2 คน และบ่าวรับใช้ชายที่ถือกล่องไม้ผูกด้วยผ้าสีแดงอีก 3 กล่อง ดูก็รู้ได้ทันทีว่าภายในกล้องคืออะไรและวันนี้มาเพื่อสิ่งใด "แม่นมหย่าเฟย" "ข้าเอง บุตรสาวเจ้าเหล่า" เสียงแหลมถามหาจุดหมายของการมาที่นี่ทันที แม่นมหย่าเฟย เป็นบ่าวที่รับใช้สกุลเฉินมานาน "ซิ่วเออร์ไม่สบายเจ้าค่ะ ครานี้ป่วยรุนแรงนัก หลายวันมานี้ลุกจากเตียงมิได้เลยเจ้าค่ะ" "เด็กๆ" แม่นมหย่าเฟยส่งสัญญาณให้สาวรับใช้ที่มาด้วยเข้าไปตรวจสอบในเรือนว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หญิงสาวรู้สึกไม่พอใจนักเรื่องหลี่ซิ่วอิงเป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดา มิรู้ว่านายท่านคิดเช่นไรถึงแต่งนางให้ไปเป็นอนุของคุณชาย ถึงกระนั้นนางยังทำตัวไม่รู้ความ ทำให้ข้าต้องมาหาถึงที่แบบนี้ หากเป็นชาวบ้านเรือนอื่นคงวิ่งไปอ้อมหน้าอ้อมหลังที่จวนแล้วกระมัง ไม่นานก็ปรากฏร่างของหญิงสาวผอมบาง ที่อีกเพียงนิดหากถูกลมที่แรงกว่านี้เสียหน่อยพัดมาก็คงจะปลิวแล้ว ใบหน้ามิได้งดงามอีกทั้งยังซีดเผือกด้วยอาการป่วยจึงค่อยๆเดินออกมา "หยุดนะ หยุดตรงนั้น" แม่นมหย่าเฟยเอ่ยออกมาอย่างห้ามปราม อีกทั้งมีท่าทีรังเกียจหญิงสาวอย่างเห็นได้ชัด มิรู้ว่าหลี่ซิ่วอิงเป็นโรคอะไร หากติดนางขึ้นมาจะทำอย่างไรก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูกเอาไว้ "แม่นมหย่าเฟยใช่หรือไมเจ้าคะ" เสียงแหบแห้งของหลี่ซิ่วอิงเอ่ยออกไปอย่างยากลำบาก ก่อนจะส่งสายตามาทางมารดาให้เข้าไปพยุงตนเอง หลี่ซูหลินรู้หน้าที่ตน ตอนนี้นางแทบแยกไม่ออกว่าบุตรสาวนั้นป่วยจริงหรือแกล้งป่วยกันแน่ หากไม่ได้รู้ถึงแผนการของบุตรสาว เกรงว่าวันนี้นางคงเชื่อเช่นเดียวกับผู้อื่นเสียแล้ว " เชิญหมอมาดูหรือยัง หากยังข้า...." "เชิญมาแล้วเจ้าค่ะ ท่านหมอบอกว่าอีก 7 วันถึงจะหายได้เจ้าค่ะ" หลี่ซิ่วอิงรีบเอ่ยขัด หากเชิญท่านหมอมาตรวจนาง เกรงว่าเรื่องที่นางโกหกว่าป่วยจะปิดไว้ไม่ได้เสียแล้ว " 7 วัน โอ๊ย~~~มิได้หรอก ข้าให้เจ้าได้เพียงแค่ 5 วันเท่านั้น หากแม้เจ้าไม่หายต่อให้ป่วยใกล้ตาย เจ้าก็ต้องแต่งเข้าจวนสกุลเฉิน หากไม่แต่งเข้าเจ้าคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว" หย่าเฟยบอกกับหญิงสาวอย่างชัดเจน ก่อนที่ประโยคหลังจะหันมาเอ่ยกับหลี่ซู่หลินผู้เป็นมารดาอย่าข่มขู่ "ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ" "เด็กๆ กลับ" แม่นมหย่าเฟยเอ่ยสั่ง ก่อนที่จะส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ชายที่ตามมาด้วยเอาสินสอดเข้าไปวางไว้ แต่กลับถูกหลี่ซิ่วอิงขวางทางไว้เสียก่อน "อันใดของเจ้าอีกกัน" "เรียนแม่นมหย่าเฟย เรือนข้าเล็กเพียงนิด อีกทั้งมิได้มีประตูหนาแน่นอันใด มีเพียงสตรีสองคนที่อยู่เรือนตลอด ท่านพ่อก็ออกไปล่าสัตว์หลายวันถึงกลับเรือนครั้ง เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยหากมีโจรเข้ามาบุกหวังทรัพย์ไป ท่านเป็นถึงคนในจวนสกุลเฉินก่อนเข้ามาเรือนข้า คงมีผู้พบเห็นมิน้อย อาจทำให้ผู้มิหวังดีแอบดูอยู่นะเจ้าคะ" หลี่ซิ่งอิงเอ่ยหวาดล้อมอย่างถ่อมตน หากนางรับสินสอดเหล่านี้ไว้ เกรงว่านางจะปฏิเสธงานแต่งนี้ไม่ได้เสียแล้ว อย่างไรนางจะต้องปฏิเสธรับสิ่งของจากจวนสกุลเฉินทุกอย่าง ป้องกันเอาไว้และหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดภายหลังได้ "เช่นนั้น อีก 5 วัน ข้าจะมาที่นี่อีกครั้ง หวังว่าเจ้าจะไม่ป่วยตายไปเสียก่อน" แม่นมหย่าเฟยเอ่ยจบก็เดินออกจากเรือนไป .… "แบบนี้จะดีหรือ" ผู้เป็นมารดาเอ่ยอย่างเป็นกังวล "แบบนี้ดีเจ้าค่ะ เพียง 5 วัน 5 วันก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะท่านแม่" หลี่ซิ่วอิงกุมมือผู้เป็นมารดาของตน จากนั้นตรงดิ่งเข้าห้องนอนตัวเองอย่างกระปรี้กระเปร่ามิได้เหมือนนางที่แซ่งป่วยเมื่อสักครู่ หญิงสาวจัดการอาบน้ำอาบท่า ขัดผิว จนแน่ใจแล้วว่าตนเองนั้นสะอาด สระผมยาวสลวยและชโลมด้วยเครื่องหอมบำรุงผมที่นางทำเองจนมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ สวมด้วยชุดตัวใหม่ที่ไม่มีรอยปะสีฟ้าครามไม่ฉูดฉาดสบายตาเวลามอง เกล้าผมครึ่งบนเป็นทรงสวยก่อนจะปักด้วยปิ่นไม้เรียบๆที่แกะสลักเป็นรูปใบไม้ธรรมดา แต่เพราะมีเพียง 1 เดียวบนศรีษะทำให้มันดูเด่นเละเข้ากับทรงผมวันนี้เป็นที่สุด "จากนั้นเหลือแค่..." หญิงสาวเอ่ยออกมากับตัวเองขณะนั่งอยู่หน้ากระจกทองแดง ที่สะท้อนภาพหญิงสาวหน้าตาธรรมดานางหนึ่ง มือบางหยิบฉาดสีสำหรับประทินโฉมขึ้นมาแต่งแต้มอย่างคร่องมือ "ร่างเจ้าหน้าตาธรรมดาที่ไหนกัน ใบหน้าก็รูปไข่ ตาก็โต จมูกก็ทรงสวย ปากก็บางกระจับ มีครบขนาดนี้ เกิดมาจน 20 ปีกลับใช้มันไม่เป็น" หญิงสาวเอ่ยกับตนเองออกมาอย่างอดไม่ได้ หากมองเผินๆก็มิได้งดงาม แต่หากตั้งใจมองจะรู้ว่าร่างนี้งดงามเพียงใด ท่านพ่อก็คมเข้มองอาจ ท่านแม่ก็ใบหน้างามหวานหยดย้อย แล้วร่างนี้จะอัปลักษณ์ไปได้เช่นไรกัน ที่หน้าตาเป็นอย่างนี้คงเป็นเพราะก่อนหน้าที่นางจะมาอยู่ เจ้าของร่างคงรู้ดีว่า เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาหากใบหน้างดงามคงมิได้อยู่อย่างสงบจนอายุมากขนาดนี้ นั้นก็นับว่าฉลาดอยู่บ้าง "แต่ขอโทษนะจ๊ะหนู หากวันนี้เจ้ามิงดงามอีก 5 วันข้างหน้าเจ้าจะต้องแต่งเข้าไปเป็นอนุผู้อื่นแล้วล่ะ" หญิงสาวมองตนเองในกระจกก็ยิ่มร่าออกมาอย่างพอใจ รูปร่าง ทรงผม ใบหน้า นี่นับว่างามที่สุดเท่าที่นางเห็นตนในร่างนี้แล้ว "ซิ่วเออร์" เสียงของมารดาเรียกบุตรสาว ก่อนจะเดินเข้ามาอยู่ที่ด้านหลังของนาง "ท่านแม่มีต้องกังวล ข้ามิได้ทำอันใดไม่ดีนะเจ้าคะ" "แม่รู้ เจ้าเป็นคนฉลาด แม่เชื่อในตัวเจ้านะ" "ท่านแม่..." หลี่ซิ่วอิงโพล่เข้ากอดผู้เป็นมารดาอย่างอดไม่ได้ ถึงตนจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่ความรักที่แม่มีต่อลูก นางสัมผัสได้ดีและรู้ว่าร่างนี้เองก็รับรู้มันได้ "ซิ่วเออร์ของแม่ไม่เคยต้องลำบากรับใช้ผู้อื่น งานหนักๆแม่ก็ไม่เคยให้เจ้าทำ ครั้งนี้ต้องขายตัวไปเป็นบ่าวจวนอื่น แม่....แม่สงสารเจ้ายิ่งนัก" "ข้ามิได้ลำบากเจ้าคะ ท่านแม่อย่าได้เป็นกังวล" สองแม่ลูกกอดกันรำ่ให้ก่อนที่ออกจากห้องมา "ท่านพ่อ..." หลี่ซิ่วอิงเอ่ยเรียกผู้มาใหม่ เขากลับมาบ้านตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ตอนที่คนจวนสกุลเฉินมาต้องหลบเป็นเพราะทำตามแผนของบุตรสาว "วันนี้ลูกสาวข้างดงามยิ่ง" หลี่กวางหมิงมองบุตรสาวของตนอย่างภาคภูมิใจ ใบหน้าที่ไม่เคยมีคราบของหยดน้ำตา ครานี้ปรากฎให้เห็นตรงหน้าอย่างไม่อาย บุตรสาวต้องขายตัวไปอยู่จวนอื่น ต้องไปคอยรับใช้ผู้อื่น ถึงจะเป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เขาผู้เป็นบิดาไม่เคยให้นางต้องลำบาก ตั้งใจดูแลมาอย่างดี มิคิดว่าวันหนึ่งนางจะต้องเจอเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ "ท่านพ่อ บุตรสาวของท่านเพียงไปทำงานข้างนอกนะเจ้าคะ มิได้ไปออกรบเสียหน่อย หากมีโอกาสข้าย่อมกลับมาหาท่านที่เรือนเจ้าค่ะ อีกอย่างข้าเพียงไปที่จวนของเว่ยอ๋องใกล้เพียงเท่านี้ หากท่านคิดถึงก็ส่งจดหมายถึงข้าได้ที่ร้านเหม่ยกุ้ยนะเจ้าค่ะ ชิวชิวสหายข้าเปิดร้านสุราที่นั้นจะนำจดหมายท่านมาให้ข้าเอง เอาล่ะท่านพ่อท่านแม่ข้าต้องไปแล้วเจ้าค่ะ" หญิงสาวเอ่ยลาทั้งคู่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไม่แสดงออกถึงความเศร้าใจ ทั้งที่รู้ว่าอย่างไรก็มีโอกาสน้อยมากหากจะขอกลับมาเยี่ยมทั้งสอง แต่เพื่อไม่ให้ต้องเป็นกังวลเลยต้องฝืนเก็บอารมณ์ของตนเอาไว้ จากนั้นหยิบผ้าขาวบางมาปกปิดหน้าตาตนเองเอาไว้ "ท่านพ่อเจ้าคะ ข้าออกหน้าเรือนมิได้" หลี่กวางหมิงหยักหน้า จากนั้นเดินนำบุตรสาวออกไปทางด้านหลังเรือน ตามตรอกที่ไม่มีผู้คนเดินผ่านมากหนัก "ท่านพ่อส่งข้าเพียงเท่านี้ก็พอเจ้าค่ะ ท่านต้องจำเอาไว้นะเจ้าค่ะ หากจวนสกุลเฉินมาให้ท่านอ้างชื่ออ๋องเว่ยเอาไว้" "ข้ารู้แล้ว เจ้าจงดูแลตัวเองให้ดี" "ลูกลาเจ้าค่ะ" หลี่ซิ่วอิงย่อกายคำนับ ก่อนจะรีบเดินออกไป ใช่เวลากว่าครึ่งชั่วยามในที่สุดก็มาถึงหน้าจวนที่มีกำแพงตั้งตระง่าอยู่ตรงหน้านาง 'เว่ย' ที่สลักบนแผ่นไม้ตัวหนังสือสีทองบงบอกถึงความน่าเกรงขาม จวนที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดรองลงมาจากวังหลวง ความงดงามและหรูหราปรากฏให้เห็นตั้งแต่หน้าประตูทางเข้า บงบอกได้ว่าเจ้าของจวนนั้นมิได้มีเพียงเงินทองแต่ยังมีอำนาจมากมายด้วยเช่นกัน "ข้ามาคัดตัวสาวใช้เจ้าค่ะ" หลี่ซิ่วอิงเอ่ยบอกทหารที่เฝ้าหน้าประตูด้วยท่าทางสำรวม เหตุที่จวนแห่งนี้ให้ทหารเฝ้ามิใช่บ่าวรับใช้อย่างเช่นจวนสกุลอื่นๆ เป็นเพราะว่าเป็นจวนของเชื้อพระวงศ์ ทหารยามเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็มองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อเช็คความมั่นใจว่านางมิใช้คนร้ายที่แอบลักรอดเข้ามาก็เปิดประตูให้นางเข้าไป "เข้าไปแล้วเลี้ยวขวา เดินตรงไปเรื่อยๆ เจ้าจะพบกับแม่นมเหมย” ” ขอบคุณพี่ชาย” หลี่ซิ่วอิงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะเดินไปตามทางที่ทหารเมื่อสักครู่บอก เดินมาได้สักครู่ก็เห็นกลุ่มของเหล่าหญิงสาวราวๆ 20 คน คาดว่าพวกนางเหล่านี้ก็เป็นผู้ที่มาขายตนเพื่อเป็นบ่าวรับใช้ที่นี่เช่นกัน ที่นี่มีกฏว่าตั้งแต่หัวจรดเท้าจะต้องสะอาดสะอ้านแต่งกายด้วยชุดสุภาพ หน้าผมต้องเรียบร้อย “เอาหล่ะ หากมาครบแล้วข้าจะทำการคัดเลือกเพียง 10 คนเท่านั้น” แม่นมเหม่ยเอ่ยขึ้น ใบหน้าที่ดูเหมือนอย่างเข้มงวดแต่แท้จริงแล้วกลับปากร้ายใจดี เป็นบุลคลที่อยู่เคียงข้างเว่ยอ๋องตั้งแต่ในวังหลวง จนได้ออกมาอยู่ที่จวนนอกวังแห่งนี้ หลี่ซิ่วอิงรู้จักตัวละครนี้เป็นอย่างดี ที่นางเลือกมาที่นี่อีกหนึ่งสาเหตุคือแม่นมเหม่ยเป็นผู้ที่ซือสัตย์ต่อผู้เป็นนาย อีกทั้งเป็นผู้ที่มีความเมตตา ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก หากเปรียบเทียบกับโลกเก่าของนางเรียกว่าแม่นมเหม่ยเหมาะกับการเป็นหัวหน้างานเป็นที่สุด การคัดตัวบ่าวรับใช้เข้มงวดมาก นางที่เตรียมตัวมาดีแล้วเนื่องจากได้ข้อมูลมาจากนิยายยังแอบหวั่น หญิงสาวที่มาคัดตัวตอนนี้เหลือเพียง 15 คน และนางได้เป็น 1 ในนั้น “ต่อไปเป็นการทดสอบไหวพริบ บ่าวรับใช้ในจวนเว่ยอ๋องแห่งนี้มิใช่ผู้ใดจะมาเป็นก็ได้ เพราะนอกจากค่าตอบแทนสูงแล้ว คนทางบ้านเจ้ายังได้รับการคุ้มครองจากจวนเว่ยอ๋องแห่งนี้ด้วย” สิ้นเสียงแม่นมเหม่ย หญิงสาวก็แสดงออกถึงความดีใจ และนี้คืออีกสาเหตุที่นางเลือกมาเป็นบ่าวรับใช้ที่นี้ไม่ใช่ว่าสกุลเฉินเกรงกลัวต่อจวนเว่ยอ๋องแต่เพราะจวนเว่ยอ๋องสามารถคุ้มครองท่านพ่อท่านแม่ที่อาศัยอยู่ที่เรือนได้ หากว่าจวนสกุลเฉินจะไปทักถามหาความภายหลัง การคัดเลือกรอบนี้ดำเนินการมาเกือบ 1 ชั่วยาม จนในที่สุดก็สิ้นสุดลง แต่ผลที่ออกมานั้นกลับไม่มีรายชื่อของหลี่ซิ่วอิงที่ผ่านการคัดเลือก ดวงตางามหม่นลงด้วยความผิดหวัง นางที่เตรียมตัวมาดีแล้วแท้ๆ กลับไม่ผ่านการคัดเลือกเช่นนั้นหรือ “แม่นมเหม่ย ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเหตุใดกันถึงข้าไม่ผ่านการคัดเลือก” หลี่ซิ่วอิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อผู้คนเริ่มทยอยเดินออกไปกันแล้ว อย่างไรวันนี้นางก็ต้องได้งานนี้ “เจ้าเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของเรือน ที่บ้านก็นับว่ามิได้ยากจนขนาดต้องขายตัวมาเพื่อเป็นบ่าว อีกทั้งความสามรถเจ้าก็…มิได้ไม่มี หากเจ้าอยู่นอกจวนเว่ยอ๋องเกรงว่า ภายภาคหน้าเจ้าจะดีกว่าอยู่ที่นี่” “เรียนแม่นมเหม่ยตามตรง ที่ข้ามาเป็นบ่าวที่จวนเว่ยอ๋องเพราะข้าถูกจับให้ออกเรือน” “ถูกจับให้ออกเรือนหรือ” “เจ้าค่ะ จวนสกุลเฉินอยากได้ข้าเพื่อเป็นอนุในการมอบทายาทแก่บุตรชายของเขา” “ก็ดีมิใช่หรือ หากเจ้าเป็นถึงอนุจวนสกุลเฉิน เจ้าเองก็สบายไปด้วยมิต้องมาทำงานเป็นบ่าวรับใช้เช่นนี้” “นั้นมิใช่สิ่งที่ข้าต้องการเจ้าค่ะ” “…” “ในยุคนี้…ไม่สิ! ข้าหมายถึงเป็นอนุมิได้ผิดหากมีใจและวาสนาต่อกัน หากแต่ข้านั้นไม่มีทั้งใจ และไม่อาจจะเป็นผู้มอบทายาทให้ผู้ใดด้วย ข้าหวังเพียงชีวิตนี้ได้เลือกเส้นทางให้ตนเอง ใช้ชีวิตกลืนกินไปกับกำแพงจวนเว่ยอ๋อง ทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ผิดต่อผู้ใดและไม่ผิดต่อข้าเป็นพอเจ้าค่ะ” “ข้ารับเจ้า” เสียงทุ่มเอ่ยขึ้นหลังหญิงสาวเอ่ยจบ ตามด้วยร่างสูงใหญ่ของคนผู้หนึ่งปรากฏ “เว่ยอ๋อง” ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นร่วมถึงหญิงสาวเอ่ยพร้อมย่อกายเคารพ นางไม่กล้าแม้แต่เงยหน้ามอง ทำได้เพียงก้มหน้าลงและเบี่ยงตัวหลบไปทางอื่น ถึงแม้นางจะเตรียมใจไว้แล้วหากต้องมาเป็นบ่าวอยู่ที่จวนนี้ อย่างไรเสียนางเองก็ต้องเผชิญหน้ากับเขาเข้าสักวัน สิ่งที่นางต้องการคือไม่อยากให้เขาจำนางได้แม้แต่หน้าตา แค่ทำตัวกลืนกินเข้ากับกำแพงจวนอย่างที่พึ่งเอ่ยไป แต่ใครจะจะคิดว่าวันแรกที่ย่างกายเข้ามาในจวนแห่งนี้ก็พบเขาเข้าเสียช่วงปลายฤดูคิมหันต์ บางวันมีฝนตกให้ได้เห็นเป็นสัญญาณเตือนว่าอีกไม่นานจะเข้าฤดูวสันต์แล้ว วันนี้เมฆหนาตั้งเค้าทำท่าจะตกอีกไม่นานตั้งแต่เช้าตรู่ ลมเย็นผัดเอากรีบดอกโบตั๋นสีเหลือง สัญลักษณ์ของความโชคดีและความรุ่งเรือง ที่ถูกปลูกในกระถางไม้แกะสลักอย่างปราณีตจากบริเวณหน้าต่างเรือนเข้ามาตามสายลม ผ้าแพร่เนื้อดีสีขาวบริสุทธิ์ ที่ถูกตัดเย็บด้วยความปราณีตบัดนี้ถูกสวมโดยร่างใหญ่ช่วยเสริมให้ชายหนุ่มดูสุขุมและน่าเคารพมากกว่าเดิม“ท่านอ๋อง รถม้าพร้อมแล้วขอรับ”หมิงเพ่ยเข้ามารายงานผู้เป็นนายที่กำลังแต่งกายอยู่ มือหนายกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ให้บ่าวรับใช้ที่ค่อยปรนนิบัติดูแลเครื่องแต่งกายออกไปได้ พร้อมกับเดินไปนั่งบนโต๊ะไม้“ได้ความว่าเช่นไร”เสียงใหญ่เอ่ยถาม ขณะที่ยกชาขึ้นดื่มด้วยความใจเย็น“นางเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาขอรับ บิดาเป็นคนล่าสัตว์ในป่า มารดาอยู่เรือน มิได้ติดต่อกับคนของจวนสกุลใด”“แล้วเรื่องที่นางรู้หนังสือเล่า”“นางมิเคยร่ำเรียนขอรับ ดนตรี เดินหมาก วาดภาพ”“แล้วเป็นไปได้เช่นไรที่นางสามารถ อ่าน เขียนคร่องเช่นนั้น”ร่างใหญ่เอ่ยพร้อมมองไปยังหนังสือบันทึกเล่มหนึ่งของนางที่พบเห็นว่าตกในเรือนตำรา“ตั
ภายในเรือนนอนของสาวรับใช้จวนสกุลเว่ย นับว่ามิได้มิมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย เขาว่ากันว่าหากจะดูว่าจวนใดร่ำรวยจริงหรือไม่ มิได้ดูจากข้าวของเครื่องใช้เพียงอย่างดียว แต่สามารถดูได้จากข้ารับใช้ที่ฐานะต่ำสุดในจวนว่ามีความเป็นอยู่เช่นไรอีกด้วย หลี่ซิ่วอิงถูกจัดในนอนกับบ่าวรับใช้ที่พึ่งมาใหม่ด้วยกันอีกคน ข้าวของเครื่องใช้มีครบทุกอย่างภายในห้อง ร่างบางเดินหาวเข้ามา ในขณะที่สหายร่วมห้องนั้นหลับไปแล้วจ๊อก~~เสียงท้องร้องประท้วงออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างบางที่เดิมทีเมื่อตอนกลางวันก็ทานข้าวได้น้อยอยู่แล้ว เพราะถูกเรียกตัวให้ไปดูแลเรือนตำรา อีกทั้วเวลานี่โรงครัวก็ปิดไปเสียแล้ว มิมีอาหารเหลือให้นางเลยแม้แต่น้อย ทำได้เพียงต้องอดทนข่มตานอนหิวจนถึงพรุ่งนี้เช้า“หิวชะมัด!”หญิงสาวบ่นกับตนเองก่อนที่จะรินน้ำและยกขึ้นดื่มด้วยความกระหาย บ้าชะมัดแค่น้ำยังพึ่งตกถึงท้อง อย่าว่าแต่ข้าวเลย“เจ้าหิวหรือ”“วร๊าย~~~ เจ้ายังไม่หลับหรือ”หลี่ซิ่วอิงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา ทำเอานางสะดุ้งจนต้องยกมือทาบอก” ขออภัย ข้าเป็นคนตื่นง่ายหน่ะ”“ข้าทำเจ้าตื่นหรือ เช่นนั้นข้าจะระวัง”“ขอ
“ยังไม่ขอบคุณท่านอ๋องอีก”เสียงแม่นมเหม่ยเอ่ยอย่างตักเตือน”” ขอบพระทัยเว่ยอ๋องเพคะ”หลี่ซิ่วอิงรีบเอ่ยขึ้นพร้อมย่อกายลงทำความเคารพ” หากเจ้าทำงานที่นี่ เลิกพูดคำพิธีหูพวกนี้ซะ ข้าฟังแล้วหงุดหงิด”เสียงเข้มเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์มากหนัก ขณะที่มองมายังร่างของหญิงสาวที่สั่นเทา แต่ยังคงสงบนิ่งรักษาท่าที นับว่านางเป็นผู้ที่จิตใจเข้มแข็งถึงแม้ว่าจะหวาดกลัวก็ตาม คนเช่นนี้หากตกเข้าไปอยู่ในจวนสกุลเฉินก็คงอยู่ไม่ลำบากมากนัก” ท่านอ๋องมีอันใดให้ข้ารับใช้เจ้าคะ เหตุใดมาถึงที่นี่ได้”แม่นมเหม่ยเอ่ยอย่างเปลี่ยนเรื่อง ในจวนแห่งนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่พูดจาอย่างเป็นกันเองกับเจ้าของจวนได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องคำนึกถึงความเหมาะสมเป็นสำคัญ” ข้าเพียงออกมาสูดอากาศ”เสียงเรียบเอ่ยตอบ สิ่งที่เขาเอ่ยนั้นทำเอาผู้ที่ได้ยินต่างประหลาดใจ หลายคนที่ทำงานอยู่ในจวนแห่งนี้มิเคยเห็นผู้เป็นนายของตนนั้นมีอารมณ์อยากสูดอากาศเฉกเช่นผู้อื่นเลยสักครั้ง ยิ่งเข้ามายุ่งกับการเลือกบ่ารับใช้เช่นนี้เองก็มิเคย” ข้าต้องการสาวใช้ดูแลเรือนตำราที่พอรู้หนังสือ”” เกรงว่าหม่อมฉันต้องหาบ่าวรับใช้ใหม่มาเพิ่มเจ้าค่ะ”” คนที่ผ่านการค
3 วันถัดมาป๊อก! ป๊อก!เสียงไม้กระทบกันดังมาจากประตูไม้ เพื่อส่งเสียงให้คนในเรือนได้รู้ถึงการมาเยือน"มีใครอยู่หรือไม่"เสียงเรียกดังออกมาจากหน้าเรือน หลังจากเคาะไปเพียงแค่ 2 ครา บ่งบอกว่าผู้ที่มาใหม่นั้นใจร้อนมากเพียงใด หลี่ซู่หลินที่กำลังตากปลาอยู่ที่ลานกว้างต้องวางข้าวของในมือก่อนที่จะออกไปเปิดประตู"ช้าเสียจริง"ทันทีที่ประตูเปิดออกหญิงร่างท้วมอายุราว 50 ปี ก็ถือวิสาสะเดินเข้ามาในลานกว้างหน้าเรือนทันทีด้วยท่าทีหงุดหงิด ตามด้วยสาวใช้ 2 คน และบ่าวรับใช้ชายที่ถือกล่องไม้ผูกด้วยผ้าสีแดงอีก 3 กล่อง ดูก็รู้ได้ทันทีว่าภายในกล้องคืออะไรและวันนี้มาเพื่อสิ่งใด"แม่นมหย่าเฟย""ข้าเอง บุตรสาวเจ้าเหล่า"เสียงแหลมถามหาจุดหมายของการมาที่นี่ทันที แม่นมหย่าเฟย เป็นบ่าวที่รับใช้สกุลเฉินมานาน"ซิ่วเออร์ไม่สบายเจ้าค่ะ ครานี้ป่วยรุนแรงนัก หลายวันมานี้ลุกจากเตียงมิได้เลยเจ้าค่ะ""เด็กๆ"แม่นมหย่าเฟยส่งสัญญาณให้สาวรับใช้ที่มาด้วยเข้าไปตรวจสอบในเรือนว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หญิงสาวรู้สึกไม่พอใจนักเรื่องหลี่ซิ่วอิงเป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดา มิรู้ว่านายท่านคิดเช่นไรถึงแต่งนางให้ไปเป็นอนุของคุณชาย ถึงกระนั้น
ฟิ๊ววว ฉึก! ตู้ม~~~~~อ๊าก~~~ ฉึก!เสียงต่อสู้ของเหล่าทหารกล้าที่โห่ร้องเรียกพลังและข่มขวัญข้าศึกฝ่ายตรงข้ามดังกึกก้องไปทั่วนภา พอๆกับเสียงม้าที่วิ่งไปทั่วสนามรบ ลมพายุฝนกระหน่ำเทลงมาจากฟากฟ้า เหมือนมันกำลังช่วยชะล้างคราบโลหิตสีแดงสดจากร่างไร้วิญญาณ จนแทบกลายเป็นทะเลโลหิตก็มิปาน“ท่านอ๋อง แคว้นเป่ยเทียน ถอยกำลังไปแล้วขอรับ”ทหารนายหนึ่งควบม้าศึกมารายงานผู้เป็นนาย”“ทหาร~~~ บุกยึดแคว้นเป่ยเทียน ห้ามให้รอดไปได้แม้คนเดียว”เสียงเข้มตะโกนดังลั่นทั่วสนามรบ เหล่าทหารวิ่งบุกฝ่ายตรงข้ามด้วยท่าทีไม่เกรงกลัว แม่ทัพผู้องอาจเป็นแบบอย่างและขวัญกำลังใจให้ทหารกล้าทั้งหลายร่วมใจกันฝ่าฝัน เว่ยตงหยางควบม้าประชิดแม้ทัพแห่งแคว้นเป่ยเทียน ความสามารถและวรยุทธ์ของเขาเป็นที่ประจักษ์อย่างไม่มีข้อกังขา เพียงใช้ไม่กี่กระบวนท่าก็สามารถสะบั้นหัวของแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดายร่างใหญ่กำย่ำสมชายชาตรีส่วมชุดเกาะทหารดูองอาจ คราบโลหิตสีแดงสดเปอะเปื้อนไปทั้งตัว ดวงตาคมสีสนิมท่อประกายของความภาคภูมิใจ เขากระโดดลงจากหลังม้าเพื่อนคู่ใจก่อนที่จะรับธงแคว้นฉินจากทหารผู้ร่วมรบ ปักมันบนแผ่นดินแคว้นเป่ยเทียน“แคว้นฉินชนะแล้







