LOGIN“ยังไม่ขอบคุณท่านอ๋องอีก”
เสียงแม่นมเหม่ยเอ่ยอย่างตักเตือน” ” ขอบพระทัยเว่ยอ๋องเพคะ” หลี่ซิ่วอิงรีบเอ่ยขึ้นพร้อมย่อกายลงทำความเคารพ ” หากเจ้าทำงานที่นี่ เลิกพูดคำพิธีหูพวกนี้ซะ ข้าฟังแล้วหงุดหงิด” เสียงเข้มเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์มากหนัก ขณะที่มองมายังร่างของหญิงสาวที่สั่นเทา แต่ยังคงสงบนิ่งรักษาท่าที นับว่านางเป็นผู้ที่จิตใจเข้มแข็งถึงแม้ว่าจะหวาดกลัวก็ตาม คนเช่นนี้หากตกเข้าไปอยู่ในจวนสกุลเฉินก็คงอยู่ไม่ลำบากมากนัก ” ท่านอ๋องมีอันใดให้ข้ารับใช้เจ้าคะ เหตุใดมาถึงที่นี่ได้” แม่นมเหม่ยเอ่ยอย่างเปลี่ยนเรื่อง ในจวนแห่งนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่พูดจาอย่างเป็นกันเองกับเจ้าของจวนได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องคำนึกถึงความเหมาะสมเป็นสำคัญ ” ข้าเพียงออกมาสูดอากาศ” เสียงเรียบเอ่ยตอบ สิ่งที่เขาเอ่ยนั้นทำเอาผู้ที่ได้ยินต่างประหลาดใจ หลายคนที่ทำงานอยู่ในจวนแห่งนี้มิเคยเห็นผู้เป็นนายของตนนั้นมีอารมณ์อยากสูดอากาศเฉกเช่นผู้อื่นเลยสักครั้ง ยิ่งเข้ามายุ่งกับการเลือกบ่ารับใช้เช่นนี้เองก็มิเคย ” ข้าต้องการสาวใช้ดูแลเรือนตำราที่พอรู้หนังสือ” ” เกรงว่าหม่อมฉันต้องหาบ่าวรับใช้ใหม่มาเพิ่มเจ้าค่ะ” ” คนที่ผ่านการคัดเลือกมิมีเลยหรือ” “มิมีเจ้าค่ะ” “เช่นนั้นก็ไล่ออกทั้งหมดเถอะ” เสียงคำสั่งที่ฟังดูราบเรียบกลับทำให้หญิงสาวที่ผ่านการคัดเลือกเมื่อสักครู่ ร่วมถึงหลี่ซิ่วอิงด้วยต้องหน้าซีดเผือก ต้องการคนที่พอรู้หนังสือเพียงคนเดียวถึงกลับไล่คนเป็นสิบออกได้อย่างง่ายดาย เขาชั่งเหมาะสมกับชายาตัวร้ายเสียจริง แต่ก็ไม่ผิดหากเห็นใจผู้อื่นจะเรียกว่าตัวร้ายได้เช่นไรกัน เขามีทั้งอำนาจ ทั้งทรัพย์สิน มือเรียวบางจิกเข้าหากันอย่างใช้ความคิด วันนี้นางต้องการได้เป็นบ่าวรับใช้ที่จวนแห่งนี้เท่านั้น มิเช่นนั้นไม่ใช่เพียงแค่นางที่ลำบากรวมถึงทั้งท่านพ่อและท่านแม่นางด้วย “ข้าระ…รู้เจ้าค่ะ ข้ารู้หนังสือเจ้าค่ะ” เสียงหวานเอ่ยออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ “เจ้าพูดจริงหรือ…แต่ในข้อมูลเจ้า เจ้าแจ้งว่ามิรู้หนังสือมิใช่หรือ” แม่นมเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ขออภัยแม่นมเหม่ยที่ข้าแจ้งเช่นนั้น ข้าคิดว่าเป็นเพียงบ่าวรู้หนังสือไปก็มิได้จำเป็นอันใด เลยแจ้งว่ามิรู้หนังสือเจ้าค่ะ” หลี่ซิ่วอิงเอ่ยออกไปด้วยท่าทางไม่มั่นใจนัก “รู้หรือไม่ โกหกหรือไม่ เรื่องเช่นนี้มันพิสูจน์ยากหรือ เช่นนั้นให้นางดูแลเรือนตำราข้า” เสียงเรียบเอ่ยพร้อมเดินออกไปจากบริเวณดังกล่าว ร่างบางยกมือทาบที่อก ก่อนจะมองแผ่นหลังร่างใหญ่ที่เดินออกไป เขาสวมชุดสีดำสนิทปักด้วยลวดลายสีทอง ผมยาวดกดำที่ถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อยแผ่ประจายอยู่ตามแผ่นหลังของเขาเคลื่อนไหวตามแรงลม ท่วงท่าที่เขาเดินล้วนสง่างาม ในนิยายบรรยายเอาไว้ไม่ดีนัก อย่างที่เขาบอกว่าตัวหนังสือไม่สามารถเอ่ยถึงความสง่างามของชายผู้นี้ได้หมดเสียเลย เห็นเพียงด้านหลังเขายังดูดีเช่นนี้หากพบหน้าจะดูดีเช่นไรกันนะ หลี่ซิ่วอิงสลัดความคิดในหัวออกไปเมื่อรู้ว่าตนเองนั้นไม่ควรทำเช่นนั้น ความตั้งใจแรกคือนางจะไม่มีทางเข้าไปยุ่งวุ่นวายหรือเอาตัวเองเข้าไปใกล้เนื้อเรื่องในนิยายเด็ดขาด จากนั้นแม่นมเหม่ยแบ่งหน้าที่ของสาวใช้แต่ละคนว่าต้องทำอันใดบ้าง จวนอ๋องเว่ยถึงแม้จะใหญ่โต แต่บ่าวรับใช้ทั้งหมดในนี้กลับมีไม่มากมายหนัก เพราะนี้คือจวนของตัวร้ายสินะ ในนิยายเขียนความโหดเหี้ยมเอาไว้เสียหน้ากลัว นางยังจำคำบรรยายในนิยายได้ชัด เหตุเพราะเว่ยอ๋องผู้โหดร้ายท่ารุนบ่าวรับใช้ จึงทำให้ไม่มีผู้ที่อยากขายตนมาเป็นบ่าวที่นี่มากหนัก แต่บางคนก็ไม่มีทางเลือกเนื่องจากที่จวนแห่งนี้ให้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าจวนอื่นๆ บางก็ถูกครอบครัวขายมาเพื่อนำเงินไป แต่พอนางได้เข้ามาสัมผัสการคัดเลือกจริงก็มิได้โหดร้ายเหมือนในนิยายเลยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกว่าเขาก็ดูปกติเสียด้วยซ้ำ “หลี่ซิ่วอิง คือผู้ใด” เสียงของชายวัยกลางคนเอ่ยเรียกหญิงสาว ผู้คนในจวนแห่งนี้มักเรียกเขาว่าพ่อบ้านตู๋ เป็นอีกคนที่ทำงานกับอ๋องเว่ยมานานมิแพ้แม่นมเหม่ย “ท่านอ๋องให้เจ้าทำความสะอาดที่เรือนตำรา ตามข้ามา “ ” เจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยรับอย่างว่าง่าย พร้อมนำข้าวของที่ใช้ทำความสะอาดติดไปด้วย นางมาที่จวนเพียงแค่ 2 ชั่วยาม และพึ่งเป็นบ่าวรับใช้ที่จวนแห่งนี้เพียงแค่ครึ่งชั่วยามก็ต้องทำงานเสียแล้ว มิได้มีเวลาให้นางได้ปรับตัวแม้แต่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ต้องพร้อมและตื่นตัวตลอดเวลา นางสัญญากับตนเองว่าหากเว่ยอ๋องอยู่ที่ใดนางจะอยู่ทิศตรงข้ามกับชายหนุ่มเท่านั้น ชนิดที่ว่าอยู่ให้ไกลที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ “หน้าที่ของเจ้าคือ ทำความสะอาดเรือนแห่งนี้ 3 เวลาต่อวัน ห้ามมิให้มีแม้แต่ฝุ่นสักเม็ด ไม่ว่าท่านอ๋องจะได้ใช้หรือไม่ เจ้าก็ต้องทำความสะอาด” “เจ้าค่ะ แล้วเช่นนี้ข้าต้องไปช่วยคนอื่นทำอย่างอื่นหรือไม่เจ้าคะ” “มิต้อง หน้าที่ของเจ้ามีเพียงแค่ที่แห่งนี้ ส่วนที่อื่นๆหากเกิดเรื่องวุ่นวายแล้วข้าพบเจ้าอยู่ที่นั้นก็เตรียมตัวออกไปจากจวนอ๋องได้เลย “ ” ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะไม่ย่างกายออกจากเรือนตำราแห่งนี้เลยเจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร ” อื้ม” พ่อบ้านตู๋เอ่ยจบก็เดินออกไป ทิ้งไว้เพียงหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าเรือน .… มือเรียวค่อยๆพลักประตูไม้ก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปดูราดราว เมื่อพบว่าไม่มีผู้ใดอยู่ถึงได้แทรกตัวเองเข้าไปช้าๆ ร่างบางเดินสำรวจภายในห้องกว้าง ชั้นว่างตำรานับ 20 แถว ล้วงมีหนังสือและตำราต่างๆ ถูกจัดเรียงเอาไว้เต็มชั้นอย่างเป็นระเบียบ มีทางเดินเป็นทางตรงกลาง ด้านหน้าสุดมีโต๊ะไม้สำหรับอ่านหรือเขียนตำรา และชุดโต๊ะน้ำชา 1 ชุด ที่คาดว่าน่าจะเอาไว้สำหรับสนทนาหรือหารือต่างๆ ชาติที่แล้วนางเป็นพนักงานออฟฟิตก็จริง แต่สถานที่ทำงานของนางอยู่ในตึกบรรณสารของมหาลัย ถึงแม้ไม่ได้เป็นบรรณารักษ์ที่ดูแลเรื่องหนังสือ แต่นางก็พอมีความรู้มาบ้าง ไม่รู้สวรรค์แกล้งนางหรือใจดีกับนาง เพราะนี้ดูเหมือนว่างานที่หญิงสาวได้รับมอบหมายดูจะไม่ยากเกินความสามารถ ดูแลเรือนตำราก็ดีถึงอย่างไรก็มิค่อยมีคนพุ่งพลาดเป็นแน่ คนที่นี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้หนังสือ หรือเรียกว่าชาวบ้านธรรมดานั้นรู้หนังสือนับคนได้ ผู้คนที่จะมาเยือนที่นี่ดูเหมือนจะมีไม่กี่คนและหนึ่งในนั้นคือเจ้าของเรือนแห่งนี้ คนที่นางไม่อยากพบหน้ามากที่สุด "เอาเถอะ หลี่ซิ่วอิง ด่านแรกผ่านไปแล้วต่อไปนี้เจ้าก็ตั้งใจทำงานใช้ชีวิตให้เมือนตุ๊กแก จิ้งจก กลืนกินไปกับกำแพงและผนังจวน ถึงมีตัวตนก็มิได้มีผู้ใดสนใจ" หลี่ซิ่วอิงเอ่ยด้วยใบหน้าของความเด็ดเดี่ยว ให้กำลังใจตนเอง "บ่าวเช่นเจ้ามักชอบตุ๊กแก จิ้งจก ขนาดนั้นเลยหรือ" ผู้ที่อยู่ก่อนแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะปรากฏร่างที่ส่วมอาภรณ์ที่คุ้นตาเพราะนางพึ่งเคยเห็นเมื่อหนึ่งชั่วยามที่แล้ว ดวงตาสีสนิมจ้องมองมายังหญิงสาวจนนางเองก็ไม่สามารถละสายตาจากความน่าดึงดูดนั้นได้ มันเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามและอบอุ่นไปด้วย ชั่งเป็นสายตาที่มีเสน่ห์ คำกล่าวในนิยายบรรยายถึงสายตาของตัวร้ายว่า สบตาเพียงครั้ง…ยอมจำนนทั่วล้า วันนี้หญิงสาวได้ประจักษ์แล้วเมื่อได้สบตากับเขาเข้าอย่างจัง คงมีเพียงนางเอกในนิยาย จางเซียวเหยียนเท่านั้นที่สายตาของเขาผู้นี้มิมีผล และนั้นทำให้เว่ยตงหยาง หรือที่ใครต่างเรียกเขาว่าเว่ยอ๋องผู้นี้สนใจนางและสุดท้ายก็หลงรักนางในที่สุด "ขออภัยท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันมิทราบว่าท่านประทับอยู่ เช่นนั้นมิรบกวน หม่อมฉันขอตัวออกไปก่อนเพคะ" หลี่ซิ่วอิง รีบเรียกสติตนเองก่อนที่จะเก็บท่าทางที่ดูตื่นเต้นนี้ไว้ คำราชาศัพท์ที่ผิดๆถูกๆถูกเอ่ยออกไปด้วยความไม่รู้ หากตนเองเผลอทำกิริยาที่ไม่เหมาะเกรงว่านางคงจะได้เป็นบ่าวรับใช้ที่มีอายุการทำงานในจวนแห่งนี้น้อยที่สุดเสียแล้ว "ชา" คำพูดห้วยๆของชายหนุ่มเป็นคำตอบว่านางไม่ต้องออกไป เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่หญิงสาวเอ่ยเมื่อสักครู่ นางตอนนี้ท่าทีดูตื่นตะหนกเมื่อได้พบเขา แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีเหมือนอย่างเช่นสาวใช้ก่อนหน้านี้ที่เมื่อเขาเอ่ยด้วยท่าทางเป็นกันเองก็มักเข้าหาเขาตั้งแต่ครั้งแรก บ้างตกใจกลัวจนหนีเตลิดไปก็มี ชื่อเสียงและสิ่งที่ผู้คนเอ่ยถึงเขานอกจวนแห่งนี้เขาพอได้ยินมาบ้าง ก็มิแปลกที่พวกนางจะเป็นเช่นนั้น ทุกคนที่เข้ามาที่นี่นั้นล้วนมีจุดประสงค์กันทั้งนั้น ไม่แม้แต่นางก็ตาม จ๊อก~~~ เสียงน้ำชาจากเหยือกกระทบกับถ้วยชา ควันขาวลอยออกมาจากถ้วยตามด้วยกลิ่นหอมของชาชั้นดี หญิงสาวรินเสร็จก็รีบถ่อยห่างทันที ก่อนจะถือข้าวของสำหรับทำความสะอาดเตรียมหายตัวออกไปจากเรือนนี้ให้เร็วที่สุด "นั้นเจ้าจะไปที่ใด" หลี่ซิ่วอิงเดินไปได้เพียงครึ่งก้าวก็ต้องชะงักฝีเท้าของตนเองไว้ รีบหันมาทางชายหนุ่มและคุกเข้าลงที่พื้นทันที น้ำเสียงที่นางได้ยินนั้นดูจะแข็งกร้าวมากกว่าประโยคเมื่อสักครู่ ไม่รู้ว่านางทำสิ่งใดผิด ทางที่ดีนางต้องเรียบคุกเข่าดูท่าจะดีที่สุด "ระ...เรียนท่านอ๋อง หม่อมฉันเกรงว่าจะรบกวนท่านอ่านตำรา หากทำความสะอาดเวลานี้คงไม่ดีเลยจะออกไปก่อนเพคะ" "ข้าบอกให้เจ้าใช้คำเช่นไร" "....." "ออกไป แล้วรับเงินกับพ่อบ้านตู๋" เสียงเข้มเอ่ยด้วยท่าทางหงุดหงิด หลี่ซิ่วอิงที่ได้ยินถึงกลับใบหน้าซีดเผือกอีกคร่า นางพึ่งมาอยู่ยังไม่ครบวันด้วยซ้ำ แต่กลับถูกชายหนุ่มไล่ออกถึง 2 ครั้งเช่นนี้ "ขออภัยท่านอ๋อง ให้โอกาสหม่อม...ขะ...ข้าสักครั้งเจ้าค่ะ" หลี่ซิ่วอิงไม่พูดเปล่ายังเขกหัวไปที่พื้นอย่างอ้อนวอน เวลาผ่านไปเพียงครู่แต่เป็นเวลาที่ยาวนานสำหรับหญิงสาวเหลือเกิน นางโคกหัวจนหน้าผากแดงก่ำถึงได้สัญญาณจากชายหนุ่มให้พอ "เอาตำราที่พื้นไปแยกประเภทแล้วใส่ชั้นให้หมด หากผิดแม้แต่เล่มเดียวคงรู้นะว่าต้องทำเช่นไร" "เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว ขอบคุณท่านอ๋อง" หลี่ซิ่วอิงรีบเอ่ยขอบคุณ จากนั้นรีบเดินไปยังตำรากองโตทางมุมห้อง คาดว่าตรงนี้น่าจะนับว่ามีเกือบร้อยตำราก็ว่าได้ อีกทั้งยังกระจัดกระจายกันไปหมด เห็นทีว่างานที่นางคิดว่าสวรรค์เข้าข้างก่อนหน้านี้ เกรงว่าตอนนี้คงมิใช่เสียแล้ว ตุ๊บ! เสียงตำราที่หญิงสาวหอบเสียจนล้นแขนตกกระทบพื้น ท่ามกลางความเงียบเช่นนี้เดิมก็ดังอยู่แล้ว แต่สถานการณ์ที่เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ ไม่ต้องคิดเลยว่าตำราไม้ที่ทำจากไม้ไผ่ร้อยเข้าด้วยกันจะดังแค่ไหน ใบหน้าคมละสายตาจากตำรามองมาทางหญิงสาว ที่ตัวสั่นเทาขณะที่ก้มลงหลิบตำราที่พื้น ดวงตาของนางกลมโตปานไข่ห่านเมื่อเขามองไป "จิ๊งจกหรือตุ๊กแกเหมาะกับเจ้าอย่างที่เจ้าว่า" เว่ยตงหยางเอ่ยเสียงเรียบ มิรู้ว่าเขาคิดถูกหรือคิดผิดที่ให้นางมาทำงานอยู่ที่นี่ ปกติเขาไม่ยุ่งกับเรื่องพวกนี้ ยิ่งหากเป็นบ่าวรับใช้ขัดหูขัดตาเขาเพียงนิดก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อ กับนางเองเขาก็อ่อนให้หลายส่วน นางก็ไม่มีท่าทีเข้าหาเข้าอย่างเช่นสาวใช้ก่อนหน้านี้ นั่นอาจทำให้เขารู้สึกว่านางเองก็ใช้ได้ สตรีชาวบ้านธรรมดากลับรู้หนังสือเช่นนางนับว่าหายาก บุตรสาวบุตรชายจวนขุนนางบางคนถึงมีอาจารย์คอยสั่งสอน บางคนยังมิรู้หนังสือก็มีให้เห็นมิน้อย "ขออภัยท่านอ๋อง" ร่างบางรีบเก็บตำราที่ตกพื้น จากนั้นนำไปแยกใส่ชั้นให้เรียบร้อย ภายในเรือนที่มีเพียงแสงเทียนติดบริเวณต่างๆ มีประตูทางออกแค่ทางเดียวและหน้าต่างอีกไม่กี่บาน บรรยากาศภายในเรือนนั้นทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องรู้สึกอบอ้าวไปบ้าง แต่สำหรับหลี่ซิ่วอิงแล้วกลับรู้สึกเย็นระเยือก นางใช้เวลากว่า 2 ชั่วยามในการนำตำราไปเก็บที่ชั้น จนล้วงเลยมาจนถึงต้นยามซวีแล้วยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย พ่อบ้านอู๋บอกว่าบ่าวรับใช้ต้องสลับมากินข้าวกัน ก่อนปลายยามโหย่ว แต่เรือนแห่งนี้มีคนดูแลแค่คนเดียวจะมีผู้ใดมาสับเปลี่ยนกับนางกัน หากเป็นเช่นนี้ทุกวันเกรงว่านางคงผอมตายเป็นแน่ อ่องตัวร้ายนี่ก็ชั่งประไรกันดึกขนาดนี้ยังอ่านตำราอยู่ได้ไม่หิวไม่เหนื่อยกันหรืออย่างไร 'แต่จะว่าไปใบหน้าที่สมบรูณ์แบบของเขานี้ก็เป็นอาหารตาที่ดีเหมือนกันนะ ดูคิ้วสีดำเข้มนั้นสิมิรู้ว่าในยุคโบราณเช่นนี้เหตุใดทรงคิ้วเขาถึงได้ดูงดงามเช่นนี้กันนะ ไหนจะดวงตาคมสีสนิมเอกลักษณ์ทีมีเสน่ห์นั้นอีก จมูก...ยามแสงจากโคมไฟตกกระทบใบหน้านั้น เหมือนกับใส่ฟิวเตอร์โทนภาพเก่าๆในยุคของข้าอย่างไรอย่างนั้น เฮ้อ~~~ เสียดายจริงๆ ที่บทสรุปเขาต้องพ่ายให้กับความรักและอยู่อย่างสันโดด ไม่คิดมีคนรักชั่วชีวิต' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ ขณะที่ในมือก็ถือพัดคอยพัดให้ชายหนุมอยู่ห่างๆ บางครั้งนางก็แทบกลั้นหายใจกลัวว่าจะไปรบกวนชายหนุ่มจนถูกไล่ออกอีกครั้ง ก่อนที่จะคิดอะไรไปได้มากกว่านี้ อาการเหม่อเลยเมื่อสักครู่ก็ต้องชะงักและแทนที่ด้วยอาการตกใจ เมื่อจู่ๆชายหนุ่มก็ลุกพรวดขึ้นอย่างกระทันหัน พลางหันมาทางหญิงสาวที่ค่อยรับใช้เขากว่า 2 ชั่วยามที่ผ่านมา ก็พบเข้าดวงตากลมโตที่ตื่นตนกเหมือนกวางน้อยทุกคราที่เขามองไป "ดูแลที่เหลือให้เรียบร้อย" เขาเอ่ยสั่งเพียงสั้นๆ ก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้หญิงสาวที่ยังคงนั่งอยู่กับที่ยิ้มล่าออกมาตามหลังชายหนุ่มช่วงปลายฤดูคิมหันต์ บางวันมีฝนตกให้ได้เห็นเป็นสัญญาณเตือนว่าอีกไม่นานจะเข้าฤดูวสันต์แล้ว วันนี้เมฆหนาตั้งเค้าทำท่าจะตกอีกไม่นานตั้งแต่เช้าตรู่ ลมเย็นผัดเอากรีบดอกโบตั๋นสีเหลือง สัญลักษณ์ของความโชคดีและความรุ่งเรือง ที่ถูกปลูกในกระถางไม้แกะสลักอย่างปราณีตจากบริเวณหน้าต่างเรือนเข้ามาตามสายลม ผ้าแพร่เนื้อดีสีขาวบริสุทธิ์ ที่ถูกตัดเย็บด้วยความปราณีตบัดนี้ถูกสวมโดยร่างใหญ่ช่วยเสริมให้ชายหนุ่มดูสุขุมและน่าเคารพมากกว่าเดิม“ท่านอ๋อง รถม้าพร้อมแล้วขอรับ”หมิงเพ่ยเข้ามารายงานผู้เป็นนายที่กำลังแต่งกายอยู่ มือหนายกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ให้บ่าวรับใช้ที่ค่อยปรนนิบัติดูแลเครื่องแต่งกายออกไปได้ พร้อมกับเดินไปนั่งบนโต๊ะไม้“ได้ความว่าเช่นไร”เสียงใหญ่เอ่ยถาม ขณะที่ยกชาขึ้นดื่มด้วยความใจเย็น“นางเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาขอรับ บิดาเป็นคนล่าสัตว์ในป่า มารดาอยู่เรือน มิได้ติดต่อกับคนของจวนสกุลใด”“แล้วเรื่องที่นางรู้หนังสือเล่า”“นางมิเคยร่ำเรียนขอรับ ดนตรี เดินหมาก วาดภาพ”“แล้วเป็นไปได้เช่นไรที่นางสามารถ อ่าน เขียนคร่องเช่นนั้น”ร่างใหญ่เอ่ยพร้อมมองไปยังหนังสือบันทึกเล่มหนึ่งของนางที่พบเห็นว่าตกในเรือนตำรา“ตั
ภายในเรือนนอนของสาวรับใช้จวนสกุลเว่ย นับว่ามิได้มิมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย เขาว่ากันว่าหากจะดูว่าจวนใดร่ำรวยจริงหรือไม่ มิได้ดูจากข้าวของเครื่องใช้เพียงอย่างดียว แต่สามารถดูได้จากข้ารับใช้ที่ฐานะต่ำสุดในจวนว่ามีความเป็นอยู่เช่นไรอีกด้วย หลี่ซิ่วอิงถูกจัดในนอนกับบ่าวรับใช้ที่พึ่งมาใหม่ด้วยกันอีกคน ข้าวของเครื่องใช้มีครบทุกอย่างภายในห้อง ร่างบางเดินหาวเข้ามา ในขณะที่สหายร่วมห้องนั้นหลับไปแล้วจ๊อก~~เสียงท้องร้องประท้วงออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างบางที่เดิมทีเมื่อตอนกลางวันก็ทานข้าวได้น้อยอยู่แล้ว เพราะถูกเรียกตัวให้ไปดูแลเรือนตำรา อีกทั้วเวลานี่โรงครัวก็ปิดไปเสียแล้ว มิมีอาหารเหลือให้นางเลยแม้แต่น้อย ทำได้เพียงต้องอดทนข่มตานอนหิวจนถึงพรุ่งนี้เช้า“หิวชะมัด!”หญิงสาวบ่นกับตนเองก่อนที่จะรินน้ำและยกขึ้นดื่มด้วยความกระหาย บ้าชะมัดแค่น้ำยังพึ่งตกถึงท้อง อย่าว่าแต่ข้าวเลย“เจ้าหิวหรือ”“วร๊าย~~~ เจ้ายังไม่หลับหรือ”หลี่ซิ่วอิงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา ทำเอานางสะดุ้งจนต้องยกมือทาบอก” ขออภัย ข้าเป็นคนตื่นง่ายหน่ะ”“ข้าทำเจ้าตื่นหรือ เช่นนั้นข้าจะระวัง”“ขอ
“ยังไม่ขอบคุณท่านอ๋องอีก”เสียงแม่นมเหม่ยเอ่ยอย่างตักเตือน”” ขอบพระทัยเว่ยอ๋องเพคะ”หลี่ซิ่วอิงรีบเอ่ยขึ้นพร้อมย่อกายลงทำความเคารพ” หากเจ้าทำงานที่นี่ เลิกพูดคำพิธีหูพวกนี้ซะ ข้าฟังแล้วหงุดหงิด”เสียงเข้มเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์มากหนัก ขณะที่มองมายังร่างของหญิงสาวที่สั่นเทา แต่ยังคงสงบนิ่งรักษาท่าที นับว่านางเป็นผู้ที่จิตใจเข้มแข็งถึงแม้ว่าจะหวาดกลัวก็ตาม คนเช่นนี้หากตกเข้าไปอยู่ในจวนสกุลเฉินก็คงอยู่ไม่ลำบากมากนัก” ท่านอ๋องมีอันใดให้ข้ารับใช้เจ้าคะ เหตุใดมาถึงที่นี่ได้”แม่นมเหม่ยเอ่ยอย่างเปลี่ยนเรื่อง ในจวนแห่งนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่พูดจาอย่างเป็นกันเองกับเจ้าของจวนได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องคำนึกถึงความเหมาะสมเป็นสำคัญ” ข้าเพียงออกมาสูดอากาศ”เสียงเรียบเอ่ยตอบ สิ่งที่เขาเอ่ยนั้นทำเอาผู้ที่ได้ยินต่างประหลาดใจ หลายคนที่ทำงานอยู่ในจวนแห่งนี้มิเคยเห็นผู้เป็นนายของตนนั้นมีอารมณ์อยากสูดอากาศเฉกเช่นผู้อื่นเลยสักครั้ง ยิ่งเข้ามายุ่งกับการเลือกบ่ารับใช้เช่นนี้เองก็มิเคย” ข้าต้องการสาวใช้ดูแลเรือนตำราที่พอรู้หนังสือ”” เกรงว่าหม่อมฉันต้องหาบ่าวรับใช้ใหม่มาเพิ่มเจ้าค่ะ”” คนที่ผ่านการค
3 วันถัดมาป๊อก! ป๊อก!เสียงไม้กระทบกันดังมาจากประตูไม้ เพื่อส่งเสียงให้คนในเรือนได้รู้ถึงการมาเยือน"มีใครอยู่หรือไม่"เสียงเรียกดังออกมาจากหน้าเรือน หลังจากเคาะไปเพียงแค่ 2 ครา บ่งบอกว่าผู้ที่มาใหม่นั้นใจร้อนมากเพียงใด หลี่ซู่หลินที่กำลังตากปลาอยู่ที่ลานกว้างต้องวางข้าวของในมือก่อนที่จะออกไปเปิดประตู"ช้าเสียจริง"ทันทีที่ประตูเปิดออกหญิงร่างท้วมอายุราว 50 ปี ก็ถือวิสาสะเดินเข้ามาในลานกว้างหน้าเรือนทันทีด้วยท่าทีหงุดหงิด ตามด้วยสาวใช้ 2 คน และบ่าวรับใช้ชายที่ถือกล่องไม้ผูกด้วยผ้าสีแดงอีก 3 กล่อง ดูก็รู้ได้ทันทีว่าภายในกล้องคืออะไรและวันนี้มาเพื่อสิ่งใด"แม่นมหย่าเฟย""ข้าเอง บุตรสาวเจ้าเหล่า"เสียงแหลมถามหาจุดหมายของการมาที่นี่ทันที แม่นมหย่าเฟย เป็นบ่าวที่รับใช้สกุลเฉินมานาน"ซิ่วเออร์ไม่สบายเจ้าค่ะ ครานี้ป่วยรุนแรงนัก หลายวันมานี้ลุกจากเตียงมิได้เลยเจ้าค่ะ""เด็กๆ"แม่นมหย่าเฟยส่งสัญญาณให้สาวรับใช้ที่มาด้วยเข้าไปตรวจสอบในเรือนว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หญิงสาวรู้สึกไม่พอใจนักเรื่องหลี่ซิ่วอิงเป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดา มิรู้ว่านายท่านคิดเช่นไรถึงแต่งนางให้ไปเป็นอนุของคุณชาย ถึงกระนั้น
ฟิ๊ววว ฉึก! ตู้ม~~~~~อ๊าก~~~ ฉึก!เสียงต่อสู้ของเหล่าทหารกล้าที่โห่ร้องเรียกพลังและข่มขวัญข้าศึกฝ่ายตรงข้ามดังกึกก้องไปทั่วนภา พอๆกับเสียงม้าที่วิ่งไปทั่วสนามรบ ลมพายุฝนกระหน่ำเทลงมาจากฟากฟ้า เหมือนมันกำลังช่วยชะล้างคราบโลหิตสีแดงสดจากร่างไร้วิญญาณ จนแทบกลายเป็นทะเลโลหิตก็มิปาน“ท่านอ๋อง แคว้นเป่ยเทียน ถอยกำลังไปแล้วขอรับ”ทหารนายหนึ่งควบม้าศึกมารายงานผู้เป็นนาย”“ทหาร~~~ บุกยึดแคว้นเป่ยเทียน ห้ามให้รอดไปได้แม้คนเดียว”เสียงเข้มตะโกนดังลั่นทั่วสนามรบ เหล่าทหารวิ่งบุกฝ่ายตรงข้ามด้วยท่าทีไม่เกรงกลัว แม่ทัพผู้องอาจเป็นแบบอย่างและขวัญกำลังใจให้ทหารกล้าทั้งหลายร่วมใจกันฝ่าฝัน เว่ยตงหยางควบม้าประชิดแม้ทัพแห่งแคว้นเป่ยเทียน ความสามารถและวรยุทธ์ของเขาเป็นที่ประจักษ์อย่างไม่มีข้อกังขา เพียงใช้ไม่กี่กระบวนท่าก็สามารถสะบั้นหัวของแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดายร่างใหญ่กำย่ำสมชายชาตรีส่วมชุดเกาะทหารดูองอาจ คราบโลหิตสีแดงสดเปอะเปื้อนไปทั้งตัว ดวงตาคมสีสนิมท่อประกายของความภาคภูมิใจ เขากระโดดลงจากหลังม้าเพื่อนคู่ใจก่อนที่จะรับธงแคว้นฉินจากทหารผู้ร่วมรบ ปักมันบนแผ่นดินแคว้นเป่ยเทียน“แคว้นฉินชนะแล้







