ログイン“ตัวร้ายแล้วอย่างไร พระเอกแล้วอย่างไร ใช่ว่าหน้าตาดีแล้วจะมารบกวนชีวิตที่แสนสงบของข้าได้หรือ” ใครจะคิดว่าคนธรรมดาที่วันๆโหยหาแต่วันหยุด เพื่อดูซีรีส์หรือไม่ก็อ่านนิยายเงียบๆกับแมวในห้องเล็กๆเท่านั้น วันหนึ่งจะเข้าไปอยู่ในนิยายที่อ่านจบไปนานแล้ว เนื้อเรื่องก็แทบจำไม่ได้ในร่างของหญิงสาวธรรมดา ไม่ได้มีแม่เลี้ยงใจร้าย ตระกูลใหญ่โต ใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ เป็นเพียงคนไร้ตัวตนในนิยายที่ไม่ถูกกล่าวถึงแม้เพียงประโยค เธอตั้งใจจะใช้ชีวิตที่สงบสุขแต่แล้ววันหนึ่งกลับถูกจวนขุนนางใหญ่บังคับให้ไปเป็นอนุผลิตทายาท เพื่อหนีฐานะอัปยศนี้เลยเข้าจวนอ๋องร้ายไปเป็นสาวใช้ที่ทำตัวกลืนกินไปกับกำแพงจวนอย่างเช่นตุ๊กแก จิ้งจก “เว่ยตงหยาง” หรือใครๆที่เรียกเขาว่าเว่ยอ๋อง สมยานามว่าโหดร้ายและป่าเถื่อนอีกทั้งยังเป็นตัวร้ายในนิยายอีกด้วย เอาเถอะอยู่ใกล้คนเช่นนี้ดีกว่าต้องไปเป็นอนุของชายที่ไร้ค่าเช่นนั้น…
もっと見る10 ปีผ่านไปบรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยลูกค้าหนาแน่น ครานี้กลายเป็นโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งในเมืองหลวงเสียแล้ว โรงเตี๊ยมถูกแต่งเติมให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับลูกค้าที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ตอนนี้ก็เข้าปลายยามโหย่วแล้ว แต่หลี่ซิ่วอิงยังคงนั่งตรวจสอบบัญชีของทางโรงเตี๊ยมช่วยสหายอยู่เลย จากหุ้นส่วนเพียงไม่มาก ตอนนี้นางถือหุ้นส่วนครึ่งหนึ่งแล้ว"ก๊อกๆ คุณน้าอิงอิงอยู่หรือไม่เจ้าคะ"เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงอายุราวห้าขวบโพล่เพียงหน้าเข้ามาในห้องเอ่ยทักหญิงสาวก่อน หลี่ซิ่วอิงเงิยหน้ามองตามเสียงทันที ก่อนจะยิ้มกว้างทักทายหนูน้อยที่เข้ามากวนตอนที่นางทำบัญชีเสร็จแล้วพอดี"อ้าว ลี่จิ่นหนูมาได้ยังไงเอ่ย"หญิงสาวเอ่ยทักเด็กหญิงตัวน้อยทันที ก่อนที่จะอ้ามือรอรับร่างเล็กมากอด ไม่นานก็ปรากฏกายของบิดาและมารดาของนาง"คารวะคุณชายโจ้วและฮูหยิน""คารวะฮูหยินจวนเว่ย"ทั้งคู่ก็เอ่ยและคารวะตอบหญิงสาว"พวกท่านมาได้เช่นไรกัน"หลี่ซิ่วอิงเอ่ยถามโจ้วยู่ร์เฟิงและจางเซียวเหยียน หลังจากเสนาบดีสกุลจาง จางอู๋ตี๋ออกจากคุก ด้วยความสามรถของนางที่มีบิดาที่มากไปด้วยความรู้แล้วความสามารถ ทำให้เพียง 5 ปีตระกูลของนางก็กลับมา
"หนึ่งเดือนก่อนแต่งเข้าจวนข้า เจ้าก็มิยอมมาอยู่ที่จวน มิรู้ว่าโรงเตี๊ยมมีดีอันใด ถึงรั้งเจ้าเอาไว้ได้ เช่นนี้ข้าน้อยใจหนัก"หลี่ซิ่วอิงมองใบหน้าคมที่ครานี้ทำท่าทีแง้งอนเหมือนเด็กน้อย นี่ใช่หรือไม่ที่เขาว่ากันว่า เมื่อเราอยู่กับคนที่เรารักจะมีนิสัยเด็กลงเว่ยตงหยางไม่ยอมให้นางได้เอ่ยอันใดอีก เขาดันตัวหญิงสาวนอนราบไปกับเตียง เชยคางของหญิงสาวขึ้นมาและมองใบหน้างามเช่นนั้นอยู่ชั่วครู่ วันนี้หญิงสาวงดงามมาก เขาอยากเก็บภาพเจ้าสาวของเขาวันนี้ด้วยตาสองข้าง จมูกโด่งของชายหนุ่มแตะที่ปลายจมูกเรียวเบาๆอย่างเอ็นดู ทั้งคู่สบตากันที่เต็มไปด้วยความรัก "ขอบใจเจ้าที่วางใจให้ข้าได้ดูแลและทะนุทะนอมตลอดไป""ขอบคุณที่ท่านดูแลข้าเป็นอย่างดี"ปากหนาบรรจงจุมพิษที่หน้าผากอย่างอ่อนโยน ไล่มาที่แก้มสองข้าง ปากหนาประกบจูบที่ปากเรียวอย่างแผ่วเบาและนุ่มนวล กลิ่นสุราชั้นดีคลุ้งทั่วทั้งปากของหญิงสาว กลิ่นยังไม่จางหายไปกลับถูกแทนด้วยลิ้นอุ่นของชายหนุ่ม ความหอมหวานของสุราที่เขามอบให้ทำให้นางเคลิบเคลิ้ม หลี่ซิ่วอิงจูบตอบชายหนุ่มอย่างไม่ประสา นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มได้ใจและนึกเอ็นดูนาง ใบหน้าคมเลื่อนริมฝีปากมาที่ซอกคอขาวผ่อ
ปัง! ปัง! ปัง!เสียงเคาะไม้ดังก้อง เป็นสัญญาณบอกว่าได้เวลาอาหารเข้าแล้ว เหล่านักโทษพากัยื่นนมือรอรับอาหารอย่างน่าสังเวช ดวงตางามที่ไม่รู้ว่าหลับไปตั้งแต่ตอนไหนค่อยๆลืมตาขึ้น และพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนตักของชายหนุ่ม เว่ยตงหยางตื่นก่อนนางนานแล้ว มือหนาเอื้อมไปทัดผมที่บังใบหน้างามออกอย่างอ่อนโยน พร้อมยิ้มกว้างให้หญิงสาว"อรุณสวัสดิ์"เสียงทุ่มเอ่ยเบาๆ ก่อนที่จะก้มลงจุมพิษที่หน้าผากเนียน หลี่ซิ่วอิงยิ้มตอบกลับไป เวลายามนี้มันช่างดีเหลือเกิน หากผ่านเรื่องพวกนี้ไปได้ นางเองก็จะดีกับเขาให้มากหน่อย"คุมตัวเว่ยอ๋องและแม่นางหลี่ออกไป"เสียงหัวหน้าทหารเอ่ยสั่งเสียงเข้ม ก่อนที่ทหารเหล่านั้นจะเข้ามาคุมตัวคนทั้งคู่ไป "จะพาพวกข้าไปที่ใดกัน"หลี่ซิ่วอิงเอ่ยด้วยท่าทีหวาดกลัวเล็กน้อย แต่ก็มิได้รับคำตอบใดๆกลับมา ทั้งคู่ถูกนำตัวออกมาที่ด้านหน้าคุกหลวง ก่อนจะพบกับฝ่าบาท ขันทีจำนวนหนึ่ง สหายของนาง และผู้ช่วยของชายหนุ่มอีกสี่คน เว่ยตงหยางถูกผลักให้ล้มลงไปกับพื้นน่าสภาพน่าเวทนา และกลับไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาช่วยเขาเลย เนื่องจากฝ่าบาทประทับอยู่ที่นี่ด้วย หลี่ซิ่วอิงรีบวิ่งเข้าไปพยุงชายหนุ่มให้ลุกขึ้น"เป็นเช่น
"ท่านพ่อ"เสียงตะโกนก้องของจางเซียวเหยียน ก่อนที่จะวิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นบิดา ที่กำลังเดินออกมาจากคุกหลวงด้านนอก น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบหน้า เต็มไปด้วยความดีใจจนหาสิ่งใดเปรียบมิได้ ทั้งคู่กอดกันกลมอยู่เช่นนั้น เหมือนกับว่านี่คือความฝัน จางอิงเย่วเองก็เดินไปหาทั้งคู่ ทั้งสามกอดกันกลม ในที่สุดครอบครัวของนางก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกัน คดีของจวนสกุลจางถูกเว่ยตงหยางรื้อขึ้นมาใหม่ จนตรวจสอบได้แน่ชัดแล้วว่ามิได้มีส่วนเกี่ยวของกับการทุจริตเสบียงที่ต้องส่งไปให้ทหารที่ชายแดน จางอู๋ตี๋เช็ดน้ำตาที่ไหลไม่หยุด ก่อนที่แหงนขึ้นมามองที่หอคอยสูง ครานี้มีคนสองคนที่กำลังยืนดูพวกเขาอยู่ ทั้งสามคนทำท่าคารวะมายังพวกเขา ก่อนที่จะเดินกอดกันกลับจวน หนึ่งคือเว่ยหมิงฉิน กษัตริย์แห่งแคว้นฉิน อีกคนเป็นแค่คนธรรมดาหลี่ซิ่วอิง"คนเรายามชีวิตดีจนถึงจุดสูงสุดก็ร่วงหล่นลงมาที่จุดต่ำสุดได้ หรือยามที่คิดว่าตอนนี้คือจุดต่ำสุดแล้ว ก็สามารถค่อยๆไต่ขึ้นจนถึงจุดสูงสุดได้เช่นกัน ทุกอย่างจะเป็นดังที่เราคิดและตั้งใจเสมอ แค่เชื่อมั่นในตัวเองก็พอ"เว่ยหมิงฉินเอ่ยขึ้นก่อน หลี่ซิ่วอิงมองตามแผ่นหลังสามคนที่เดินไปเบื่องล่าง ชีวิตนางก็เคยมีจุดส
ซ่า~~~~เสียงฝนเม็ดใหญ่ตกกระทบใบหน้างามที่หลับไหลอย่างไม่ได้สติให้ตื่นขึ้น ทั่วทั้งร่างเปียกโชนไปด้วยน้ำ ครึ่งบนอยู่บนบกแต่ตัวครึ่งล่างยังคงนอนแช่อยู่ในน้ำ ผิวบางถูกกิ่งไม้ขูดขีดตามร่างกายเสียจนปวดร้าวไปทั้งตัว“อื่อ~~ เจ็บจัง ฮื่อๆ”หลี่ซิ่วอิงร้องออกมาทั้งที่ยังไม่ได้ขยับตัวเลยแม้เพียงกระดิกนิ้ว
คลืน~ เปรี๊ยง!เสียงฟ้าร้องดังก้องทั่วท้องนภา ลมพายุพัดแรงแทบตัวปลิว เม็ดฝนเริ่มตกเต็มเม็ดจนแทบมองทางไม่เห็น“ท่านอ๋องจะหยุดพัก รอฝนหยุดก่อนหรือไม่ขอรับ”อี้เฉินทักท้วงผู้เป็นนายด้วยความเป็นห่วง เว่ยตรงหยางหลายวันมานี้เขามีสุขภาพไม่ค่อยดีนัก งานที่หนักอึ้งรัดตัวจนแทบไม่ได้พักผ่อน ชายหนุ่มเข้า-ออกวั
แสงแดดร้อนช่วงเที่ยงของวันถูกปกคลุมไปด้วยหมู่เมฆหนา ละอองน้ำฝนเม็ดเล็กๆสาดเทไปตามแรงลมอย่างไม่แรงนัก คลอเคลียร์เสียงบรรเลงของเครื่องดนตรีกู่เจิง ท่องทำนองหวานหูพาให้ผู้ที่รับฟังต่างเคลือบเคลิมดั่งต้องมนต์สะกด นิ้วเรียวขาวเคลื่อนไหวอย่างชำนาญ 5 ประจักษ์ 3 ลักษณ์ ตามหลักสตรีงามแห่งแคว้นนางล้วนมีครบ
ช่วงปลายฤดูคิมหันต์ บางวันมีฝนตกให้ได้เห็นเป็นสัญญาณเตือนว่าอีกไม่นานจะเข้าฤดูวสันต์แล้ว วันนี้เมฆหนาตั้งเค้าทำท่าจะตกอีกไม่นานตั้งแต่เช้าตรู่ ลมเย็นผัดเอากรีบดอกโบตั๋นสีเหลือง สัญลักษณ์ของความโชคดีและความรุ่งเรือง ที่ถูกปลูกในกระถางไม้แกะสลักอย่างปราณีตจากบริเวณหน้าต่างเรือนเข้ามาตามสายลม ผ้าแพร่เ






レビューもっと