LOGINช่วงปลายฤดูคิมหันต์ บางวันมีฝนตกให้ได้เห็นเป็นสัญญาณเตือนว่าอีกไม่นานจะเข้าฤดูวสันต์แล้ว วันนี้เมฆหนาตั้งเค้าทำท่าจะตกอีกไม่นานตั้งแต่เช้าตรู่ ลมเย็นผัดเอากรีบดอกโบตั๋นสีเหลือง สัญลักษณ์ของความโชคดีและความรุ่งเรือง ที่ถูกปลูกในกระถางไม้แกะสลักอย่างปราณีตจากบริเวณหน้าต่างเรือนเข้ามาตามสายลม ผ้าแพร่เนื้อดีสีขาวบริสุทธิ์ ที่ถูกตัดเย็บด้วยความปราณีตบัดนี้ถูกสวมโดยร่างใหญ่ช่วยเสริมให้ชายหนุ่มดูสุขุมและน่าเคารพมากกว่าเดิม
“ท่านอ๋อง รถม้าพร้อมแล้วขอรับ” หมิงเพ่ยเข้ามารายงานผู้เป็นนายที่กำลังแต่งกายอยู่ มือหนายกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ให้บ่าวรับใช้ที่ค่อยปรนนิบัติดูแลเครื่องแต่งกายออกไปได้ พร้อมกับเดินไปนั่งบนโต๊ะไม้ “ได้ความว่าเช่นไร” เสียงใหญ่เอ่ยถาม ขณะที่ยกชาขึ้นดื่มด้วยความใจเย็น “นางเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาขอรับ บิดาเป็นคนล่าสัตว์ในป่า มารดาอยู่เรือน มิได้ติดต่อกับคนของจวนสกุลใด” “แล้วเรื่องที่นางรู้หนังสือเล่า” “นางมิเคยร่ำเรียนขอรับ ดนตรี เดินหมาก วาดภาพ” “แล้วเป็นไปได้เช่นไรที่นางสามารถ อ่าน เขียนคร่องเช่นนั้น” ร่างใหญ่เอ่ยพร้อมมองไปยังหนังสือบันทึกเล่มหนึ่งของนางที่พบเห็นว่าตกในเรือนตำรา “ตั้งแต่นางเกิดมิเคยร่ำเรียนกับผู้ใดขอรับ แต่เมื่อ 7 เดือนก่อนนางป่วยหนักจน…จนมิหายใจแล้วแต่พอเวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยามนางก็ฟื้นคืนชีพขอรับ เพราะนางเป็นคนเก็บตัวทำให้ชาวบ้านมิรู้ว่ามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง แต่ข้าสืบมาได้ว่า 7 เดือนมานี้นางมักซื้อกระดาษ พู่กัน แล้วก็หนังสือละครจากร้านขายตำราบ่อยๆ อีกทั้งยังพบว่านางแอบทำขนม ภาพวาด แต่งกลอน ไปฝากสหายนางที่เปิดร้านสุราหน้าจวนท่านอ๋องขายอยู่เพียงไม่กี่คราขอรับ” “เจ้าจะบอกว่า หลังจากนางตายแล้วฟื้นก็มีท่าทีเปลี่ยนไป อันใดที่ทำมิได้ก็ทำได้ทุกอย่างงั้นหรือ” “ขะ…ขอรับ” “ให้นางไปจวนสกุลจางกับข้า” “ขอรับ” หมิงเพ่ยเอ่ยจบก็รีบวิ่งออกไป ไม่อยากให้ผู้เป็นนายรอนาน ถึงจะรู้สึกแปลกใจที่ท่านอ๋องมิไล่นางออก จวนแห่งนี้มีหรือจะไม่มีผู้ร้ายหรือสายลับที่ถูกส่งตัวเข้ามา แต่ทุกครั้งก็ถูกกำจัดทิ้งมิเหลือ แค่สงสัยผู้เป็นนายก็ไม่เก็บไว้ที่จวนแห่งนี้เสียแล้ว แต่กับแม่นางหลี่ผู้นี้ที่ทำตัวน่าสงสัยอยู่หลายส่วน มิคิดว่านางจะไม่ถูกไล่ออกแต่กลับให้นางอยู่ข้างกายเช่นนี้ด้วย .… หน้าจวนสกุลเว่ย ไม่ว่ายามกลางวันหรือราตรีล้วงมีผู้คนไม่ค่อยพลุ่งพล่านมากนัก เนื่องจากจวนมิได้ตั้งอยู่ใกล้ตลาดมากนักนั้นเป็นเพราะเจ้าของจวนต้องการความสงบ รถม้าคันหรู่ที่ผู้ใดพบเห็นก็ต้องให้ความเคาระชพ แม่ทัพแห่งแคว้นที่คว้าชัยชนะจากการทำศึกมานับไม่ท้วน ถึงแม้เหล่าชาวบ้านจะหวาดกลัวในความโหดเหี้ยมหรืออารมณ์ร้ายจากข่าวนาๆที่ลื่อกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่นำความสงบสุขมาให้ชาวบ้านคือผู้ที่น่าหวั่นเกรงท่านนี้ หลี่ซิ่วอิงหลังจากไปถูกตามตัวจากที่เรือนตำราก็รีบตามหมิงเพ่ยมารอผู้เป็นนายที่ข้างรถม้าหน้าจวนก่อนแล้ว เพียงไม่นานก็ปรากฏร่างใหญ่ที่เดินออกมาจากจวน วันนี้เขาส่วมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์อย่างเฉกเช่นที่นิยายกล่าวเอาไว้ ปอยผมดำที่ด้านหน้าพลิ้วไหวตามสายลม ผิวขาวของเขาที่เดิมขาวอยู่แล้ว วันนี้กลับทำให้เขาดูดีราวเทพเซียนก็มิปาน ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้รถม้าก่อนที่จะชายตามองมาทางหญิงสาวที่จ้องเขาตาเป็นมันอย่างไม่อาย “เอ่อ…เชิญเว่ยอ๋องเจ้าค่ะ” หลี่ซิ่วอิงหาเสียงของตนเองจนเจอ เมื่อถูกจับได้ว่าตนนั้นมองชายหนุ่มจนเผลอแสดงกริยาที่ไม่เหมาะสมออกไป ร่างใหญ่เดินขึ้นไปนั่งในรถม้าด้วยท่าทีนิ่งเรียบเช่นเลย ใบหน้าเช่นนี้หญิงสาวดูไม่ออกจริงๆว่าในใจเขาคิดเช่นไร ก่อนที่จะขึ้นไปนั่งข้างคนขับรถม้าซึ่งวันนี้คือท่านอี้เฉิน ผู้ช่วยคนสนิทอีกคนของชายหนุ่ม ปกติเขาจะมีผู้ช่วยคนสนิททั้งหมด 4 คน คนแรกคือหมิงเพ่ยส่วนใหญ่เขาจะดูแลเป็นผู้ช่วยข้างกายเรื่องต่างๆเวลาชายหนุ่มอยู่จวน ยู่หลงผู้ช่วยข้างกายยามออกทัพ อี้เฉินและอี๋เจ๋อ สองคนนี้เป็นฝาแฝดกันผู้ช่วยทั่วไป แต่เมื่อออกทัพทั้งสี่คนก็จะติดตามข้างกายผู้เป็นนาย ส่วนยามปกติก็จะแบ่งการทำงงานและดูแลเรื่องต่างๆ เรียกว่าเป็นลูกน้องที่ซื่อสัตย์อย่างมาก ถามว่านางรู้ได้เช่นนั้นไรหรือก็เพราะมีบอกไว้ในนิยายหมดแล้ว “ท่านอี้เฉิน ปกติเว่ยอ๋องไปข้างนอกมีผู้ติดตามน้อยเช่นนี้หรือ” หลี่ซิ่วอิวเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ ก่อนหน้าที่นางถูกตามให้ไปคอยรับใช้ก็นึกว่าจะมีบ่าวไปด้วยหลายคน แต่พอมาถึงตอนนี้กลับมีแค่นางกับผู้ช่วยอี้เฉินแค่สองคนเท่านั้น “ท่านอ๋องมิชอบให้มีคนติดตามมากมาย” “เจ้าค่ะ แต่เอ๊ะ…เหตุใดท่านถึงเรียนเว่ยอ๋องว่าท่านอ๋อง มิได้เรียกเช่นข้าเหมือนที่แม่นมเหมยสอน” “หากอยู่นอกจวน ท่านอ๋องให้เรียกเช่นนี้เนื่องจากบางคราก็ต้องออกทัพบ่อยครั้ง เหล่าทหารต่างก็เรียกเช่นนี้จนชินเสียแล้ว” “เช่นนั้นวันนี้ยามอยู่ข้างนอก ข้าต้องเรียกว่าท่านอ๋องหรือ” “อื้ม” อี้เฉินพยักหน้าด้วยท่าทางเป็นมิตร รถม้าใช้เวลาเพียงแค่ 1 เค่อ ก็เดินทางมาถึงจวนสกุลจาง ร่างใหญ่เดินนำเข้าไปก่อนที่อี้เฉินจะนำเทียบเชิญแจ้งให้กับพ่อบ้านที่ยืนอยู่หน้าประตูดู “คารวะท่านอ๋อง รอสักครู่ขอรับ กระหม่อมกำลังให้บ่าวไปตามนายท่านสักครู่ขอรับ” พ่อบ้านกล่าวพร้อมเหงื่อตกนิดหน่อย นี่คือท่านอ๋อง เว่ยตงหยางที่ใครๆก็ต่างเกรงกลัวให้ความเคารพ ร่างใหญ่ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆออกมา ใบหน้าของเขาราบเรียบเช่นเคย มิว่าจะท่าทีหรือกริยาต่างๆ ล้วนดูสูงส่งจนคนที่อยู่บริเวณนั้นต่างเหลียวมองด้วยความชื่นชมมิน้อย “คารวะท่านอ๋อง จวนข้าเสียมารยาทแล้วที่ให้ท่านอ๋องรอนาน เชิญด้านอ๋องด้านในขอรับ” จางอู๋ตี๋รีบทำคารวะและเชื้อเชิญให้เข้าไปในงานด้านใน อี๋เฉินทำหน้าที่ดูแลรถม้า ส่วนหลี่ซิ่วอิงเป็นเพียงบ่าวรับใช้มิได้รับอนุญาติให้เข้าไปด้านในงานหลัก แต่มีที่ให้บ่าวรับใช้ร่วมถึงบ่าวรับใช้ของจวนอื่นๆด้วย มาอยู่เวณพื้นที่ๆจัดเอาไว้ ถึงแม้มีขนมและชาต้อนรับไว้อย่างดีสำหรับบ่าวรับใช้ แต่บ่าวจวนอื่นนั้นมีไม่ต่ำกว่าสามคนด้วยซ้ำ ตอนนี้บ่าวจากจวนอ๋องเว่ยมีเพียงนางคนเดียว และไม่ค่อยมีใครกล้าพูดคุยกับนางด้วยทำให้บรรยากาศในห้องโถงนี้ดูหน้าอึดอัดมิน้อย หลี่ซิ่วอิงนั่งหาวไปแล้วนับสิบครั้งเพราะความน่าเบื่อนี้ กว่าหนึ่งชั่วยามผ่านไปอย่างยาวนาน หญิงสาวรู้ดีว่าภายในงานหลักมีเหตุการณ์ใดเกิดบ้าง แต่นั้นก็ทำได้แค่นั่งเฉยๆที่นี้และมีบริเวณทางเดินสวนหย่อมด้านหน้าที่สามารถไปได้ ก่อนหน้านี้อากาศด้านนอกห้องโถงร้อนจนทำให้ไม่มีใครออกไปเดินเล่นเลย แต่เพียงชั่วครู่เมฆฝนทำท่าตั้งเค้าเหมือนกำลังจะตกอีกไม่กี่ชั่วยามจึงทำให้อากาศเย็นขึ้นทันตา หลี่ซิ่วอิงจึงตัดสินใจออกไปเดินสูดอากาศด้านนอกบ้าง “เจ้านี้เอง แม่นางหลี่” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง เรียกหญิงสาวให้มองตามไปทันที ” คารวะคุณชาย ข้าเป็นเพียงบ่าวรบกวนคุณชายชมทิวทัศน์เสียแล้ว” ” เดี๋ยวสิ จะไปไหน” ชายผู้นั้นไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังจับแขนหญิงสาวเอาไว้ หลี่ซิ่วอิงรีบสะบัดแขนออกก่อนจะก้าวถอยหลังด้วยความสุภาพ ถึงนางจะโมโหเช่นไรก็ควรไว้หน้าจวนอ๋องเว่ย ไม่อยากให้ใครตราหน้าว่าจวนนี้เลี้ยงบ่าวไม่มีมารยาทไว้ในจวน “คุณชายคงเมาแล้ว เช่นนั้นบ่าวจะไปตามบ่าวรับใช้ชาย ให้ช่วยมาพาท่านกลับไปนะเจ้าคะ” “ไม่ต้อง…” ชายผู้นี้ไม่เพียงปฏิเสธอย่างเดียวแต่กลับยื่นมือมาจับใบหน้าหญิงสาวเพื่อมองอย่างชัดๆ แต่เพราะเขาเมามาก หญิงสาวจึงสามารถปัดมือออกเบาๆ ก่อนจะรีบถอยห่างออกไปไกลๆ “เจ้านี้เอง…หึ! ใบหน้าเจ้างดงามกว่าในภาพวาดที่ท่านพ่อข้ามอบให้เสียอีก” “…” “แปลกใจหรือหลี่ซิ่วอิง~ เจ้ากล้านัก กล้าที่หนีข้าไปเป็นบ่าวรับใช้จวนอ๋องเว่ย มานี่…มา! ข้าจะพาเจ้าไปขอท่านอ๋องด้วยตัวข้าเอง” “ทะ…ท่านคือคุณชายสกุลเฉินหรือ” หลี่ซิ่วอิงเอ่ยด้วยท่าทีตกใจ จากนนั้นสะบัดออกจนหลุดจากการจับกุมของเขาได้ในที่สุด ในเมื่อเป็นเช่นนี้นางเองก็ไม่ต้องรักษามารยาทมากหนัก เมื่อมองไปรอบๆ พบว่าไม่มีผู้ใดก็ใจชื่นขึ้นมากบ้าง หากมีคนมาคงคิดว่านางกับคุณขายเฉินผู้นี้ทำเรื่องไม่ดีกัน แต่ในเมื่อไม่มีผู้ใดเช่นนี้ขอเพียงนางหนีให้พ้นก็ไม่ปัญหาอันใดแล้ว “รู้แล้วก็ไปได้แล้ว กลับบ้านไปเป็นอนุของข้าเสีย บ่าวเพียงคนเดียวท่านอ๋องมิเสียดายเจ้าหรอก” “ไม่เจ้าค่ะ” หญิงสาวปฏิเสธเสียงแข็งและถอยห่างเขาเรื่อยๆอย่างหาทางหนี ในขณะที่ชายหนุ่มก็ก้าวตามมาไม่ห่าง “หญิงสาวธรรมดาเช่นเจ้า จะมีค่าอันใดสุดท้ายก็ต้องรองมือรองเท้าคุณชายเช่นข้าอยู่ดี อย่าเล่นตัวหน่อยเลยร่างกายที่ไร้ค่าได้คุณชายอย่างข้าเชยชมก็นับว่าชาตินี้เจ้ามีบุญเพียงใดแล้ว” “……” ” กลิ่นตัวเจ้าหอมมิเบา อย่างนี้สิเหมาะสมที่จะมาสร้างทายาทให้ข้า” ใบหน้าหื่นกามจ้องมองมาที่หน้าอกของนาง ชายหนุ่มไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังตีเข้าที่ก้นหญิงสาวแต่ก็ทำได้เพียงเฉียดๆ เท่านั้น เพราะนางสามารถหลบได้ทันด้วยความว่องไวของนางและอาการเมามายของเฉินชินหยาง ” หยาบคาย” หลี่ซิ่วอิงตะโกนด่าด้วยความตกใจ เหตุการณ์ของทั้งคู่ถึงตอนนี้จะไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วยก็จริง แต่นางกลับมิรู้เลยว่าตอนนี้มีสายตาคมของคนผู้หนึ่งกำลังยืนดูเหตุการของทั้งคู่ด้วยความสนใจ เงาร่างใหญ่ที่คราแรกจะเข้าไปช่วยหญิงสาวและสิ่งที่นางตะโกนเมื่อสักครู่ทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้าเอาไว้ ปากหนายกยิ้มที่มุมปากด้วยความพอใจ เหมือนกับกำลังดูการแสดงงิ้วที่เขาชอบอยู่ ” เจ้าว่าเช่นไรนะ” ชายหนุ่มตะโกนเอ่ยถามด้วยความหงุดหงิดเมื่อได้ยินสิ่งที่นางเอ่ย “เฉินชินหยางท่านมันคนหยาบคาย เป็นคุณชายแล้วอย่างไร เป็นคนสกุลเฉินแล้วอย่างไร ท่านเพียงโชคดีที่เกิดมาในจวนขุนนางเท่านั้น อำนาจ เงินทอง บารมี ล้วนเป็นครอบครัวท่านหามาได้ ท่านหรือสอบจอหงวนกี่ปีแล้วเหตุใดยังมิผ่าน วันๆกินเหล้าเมามาย มีสตรีนับสิบ แม้แต่การเอ่ยกับสตรีเพศเดียวกับมารดาท่านยังหยาบคายเช่นนี้ เกิดมาครั้งหนึ่งได้พบท่านล้วนโชคไม่ดีนัก” หลี่ซิ่วอิงเอ่ยขึ้นด้วยความโมโห คร่าแรกว่าจะไว้หน้าจวนเว่ยอ๋อง แค่คำพูดของชายหนุ่มทำให้ร่างเล็กทนไม่ได้เสียแล้ว หน้าจวนเว่ยอ๋องไว้ครั้งหน้า ครานี้ต้องไว้หน้าตัวเองก่อนแล้วกัน ” เจ้า!!!” เฉินชินหยางไม่เอ่ยเปล่าแต่ง้างมือเตรียมตัวฟาดมาที่หญิงสาวสุดแรง ปั๊ก! ปั๊ก! เสียงก้อนหินกระทบเข้ากับของแข็งสองครั้ง ครั้งแรกกระทบที่ฝามือใหญ่ที่ง้างจะตีหญิงสาว อีกก้อนกระทบที่ขาข้างหนึ่งของชายหนุ่ม ทำให้ชายร่างโตต้องก้มตัวลงไปที่พื้นด้วยความเจ็บ “ผู้ใดว่ะ” “ขออภัยคุณชายเฉิน ข้าเพียงจะดีดใส่กระต่ายตัวสีขาว มันวิ่งมาทางนี้พอดี ทำให้พลาดโดนท่านอย่างมิตั้งใจ” เสียงนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจเย็นอย่างไม่มีท่าทีรู้สึกผิดแล้วแม้แต่น้อย ก่อนที่จะปรากฎร่างขึ้น ชายหนุ่มส่วมอาภรณ์สีฟ้าครามปักลายงดงาม ใบหน้าของเขาขมคายเกลี้ยงเตียนไร้ตอหนวดแต่กลับแฝงไปด้วยความนุ่มลึก กลิ่นอายที่แพร่ออกมาทำเอาคนที่ได้พบเจอแทบหยุดหายใจ รอยยิ้มจ่างๆ ที่ประดับอยู่บนใบหน้าทำให้เขาดูอบอุ่นอย่างเป็นธรรมชาติ ชายผู้นี้นับว่าดูดีมิแพ้ตัวร้ายอย่างเว่ยตงหยางเลยแม้แต่น้อย “โจ้วยู่ร์เฟิงเจ้า…” “โจ้วยู่ร์เฟิง!!!” หญิงสาวอุทานออกมาด้วยความตกใจเสียดัง เมื่อรู้ว่าชายผู้นี้เป็นใคร โจ้วยู่ร์เฟิงพระเอกในนิยายเช่นนั้นหรือ เสียงนางดังเสียจนชายหนุ่มหันมาทางหญิงสาวที่เรียกชื่อของเขาตรงๆอย่างที่ไม่เคยมีใครเรียกมาก่อน ตอนนี้ดวงตาของนางกลมโตปานไข่หาน ปากเล็กอ้าปากข้างขณะที่ยกมือเรียวสองข้างปิดไว้อย่างไม่นึกว่าเป็นเขา ท่าทางของนางทำเอาเขารู้สึกเอ็นดูนางมิน้อยช่วงปลายฤดูคิมหันต์ บางวันมีฝนตกให้ได้เห็นเป็นสัญญาณเตือนว่าอีกไม่นานจะเข้าฤดูวสันต์แล้ว วันนี้เมฆหนาตั้งเค้าทำท่าจะตกอีกไม่นานตั้งแต่เช้าตรู่ ลมเย็นผัดเอากรีบดอกโบตั๋นสีเหลือง สัญลักษณ์ของความโชคดีและความรุ่งเรือง ที่ถูกปลูกในกระถางไม้แกะสลักอย่างปราณีตจากบริเวณหน้าต่างเรือนเข้ามาตามสายลม ผ้าแพร่เนื้อดีสีขาวบริสุทธิ์ ที่ถูกตัดเย็บด้วยความปราณีตบัดนี้ถูกสวมโดยร่างใหญ่ช่วยเสริมให้ชายหนุ่มดูสุขุมและน่าเคารพมากกว่าเดิม“ท่านอ๋อง รถม้าพร้อมแล้วขอรับ”หมิงเพ่ยเข้ามารายงานผู้เป็นนายที่กำลังแต่งกายอยู่ มือหนายกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ให้บ่าวรับใช้ที่ค่อยปรนนิบัติดูแลเครื่องแต่งกายออกไปได้ พร้อมกับเดินไปนั่งบนโต๊ะไม้“ได้ความว่าเช่นไร”เสียงใหญ่เอ่ยถาม ขณะที่ยกชาขึ้นดื่มด้วยความใจเย็น“นางเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาขอรับ บิดาเป็นคนล่าสัตว์ในป่า มารดาอยู่เรือน มิได้ติดต่อกับคนของจวนสกุลใด”“แล้วเรื่องที่นางรู้หนังสือเล่า”“นางมิเคยร่ำเรียนขอรับ ดนตรี เดินหมาก วาดภาพ”“แล้วเป็นไปได้เช่นไรที่นางสามารถ อ่าน เขียนคร่องเช่นนั้น”ร่างใหญ่เอ่ยพร้อมมองไปยังหนังสือบันทึกเล่มหนึ่งของนางที่พบเห็นว่าตกในเรือนตำรา“ตั
ภายในเรือนนอนของสาวรับใช้จวนสกุลเว่ย นับว่ามิได้มิมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย เขาว่ากันว่าหากจะดูว่าจวนใดร่ำรวยจริงหรือไม่ มิได้ดูจากข้าวของเครื่องใช้เพียงอย่างดียว แต่สามารถดูได้จากข้ารับใช้ที่ฐานะต่ำสุดในจวนว่ามีความเป็นอยู่เช่นไรอีกด้วย หลี่ซิ่วอิงถูกจัดในนอนกับบ่าวรับใช้ที่พึ่งมาใหม่ด้วยกันอีกคน ข้าวของเครื่องใช้มีครบทุกอย่างภายในห้อง ร่างบางเดินหาวเข้ามา ในขณะที่สหายร่วมห้องนั้นหลับไปแล้วจ๊อก~~เสียงท้องร้องประท้วงออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างบางที่เดิมทีเมื่อตอนกลางวันก็ทานข้าวได้น้อยอยู่แล้ว เพราะถูกเรียกตัวให้ไปดูแลเรือนตำรา อีกทั้วเวลานี่โรงครัวก็ปิดไปเสียแล้ว มิมีอาหารเหลือให้นางเลยแม้แต่น้อย ทำได้เพียงต้องอดทนข่มตานอนหิวจนถึงพรุ่งนี้เช้า“หิวชะมัด!”หญิงสาวบ่นกับตนเองก่อนที่จะรินน้ำและยกขึ้นดื่มด้วยความกระหาย บ้าชะมัดแค่น้ำยังพึ่งตกถึงท้อง อย่าว่าแต่ข้าวเลย“เจ้าหิวหรือ”“วร๊าย~~~ เจ้ายังไม่หลับหรือ”หลี่ซิ่วอิงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา ทำเอานางสะดุ้งจนต้องยกมือทาบอก” ขออภัย ข้าเป็นคนตื่นง่ายหน่ะ”“ข้าทำเจ้าตื่นหรือ เช่นนั้นข้าจะระวัง”“ขอ
“ยังไม่ขอบคุณท่านอ๋องอีก”เสียงแม่นมเหม่ยเอ่ยอย่างตักเตือน”” ขอบพระทัยเว่ยอ๋องเพคะ”หลี่ซิ่วอิงรีบเอ่ยขึ้นพร้อมย่อกายลงทำความเคารพ” หากเจ้าทำงานที่นี่ เลิกพูดคำพิธีหูพวกนี้ซะ ข้าฟังแล้วหงุดหงิด”เสียงเข้มเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์มากหนัก ขณะที่มองมายังร่างของหญิงสาวที่สั่นเทา แต่ยังคงสงบนิ่งรักษาท่าที นับว่านางเป็นผู้ที่จิตใจเข้มแข็งถึงแม้ว่าจะหวาดกลัวก็ตาม คนเช่นนี้หากตกเข้าไปอยู่ในจวนสกุลเฉินก็คงอยู่ไม่ลำบากมากนัก” ท่านอ๋องมีอันใดให้ข้ารับใช้เจ้าคะ เหตุใดมาถึงที่นี่ได้”แม่นมเหม่ยเอ่ยอย่างเปลี่ยนเรื่อง ในจวนแห่งนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่พูดจาอย่างเป็นกันเองกับเจ้าของจวนได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องคำนึกถึงความเหมาะสมเป็นสำคัญ” ข้าเพียงออกมาสูดอากาศ”เสียงเรียบเอ่ยตอบ สิ่งที่เขาเอ่ยนั้นทำเอาผู้ที่ได้ยินต่างประหลาดใจ หลายคนที่ทำงานอยู่ในจวนแห่งนี้มิเคยเห็นผู้เป็นนายของตนนั้นมีอารมณ์อยากสูดอากาศเฉกเช่นผู้อื่นเลยสักครั้ง ยิ่งเข้ามายุ่งกับการเลือกบ่ารับใช้เช่นนี้เองก็มิเคย” ข้าต้องการสาวใช้ดูแลเรือนตำราที่พอรู้หนังสือ”” เกรงว่าหม่อมฉันต้องหาบ่าวรับใช้ใหม่มาเพิ่มเจ้าค่ะ”” คนที่ผ่านการค
3 วันถัดมาป๊อก! ป๊อก!เสียงไม้กระทบกันดังมาจากประตูไม้ เพื่อส่งเสียงให้คนในเรือนได้รู้ถึงการมาเยือน"มีใครอยู่หรือไม่"เสียงเรียกดังออกมาจากหน้าเรือน หลังจากเคาะไปเพียงแค่ 2 ครา บ่งบอกว่าผู้ที่มาใหม่นั้นใจร้อนมากเพียงใด หลี่ซู่หลินที่กำลังตากปลาอยู่ที่ลานกว้างต้องวางข้าวของในมือก่อนที่จะออกไปเปิดประตู"ช้าเสียจริง"ทันทีที่ประตูเปิดออกหญิงร่างท้วมอายุราว 50 ปี ก็ถือวิสาสะเดินเข้ามาในลานกว้างหน้าเรือนทันทีด้วยท่าทีหงุดหงิด ตามด้วยสาวใช้ 2 คน และบ่าวรับใช้ชายที่ถือกล่องไม้ผูกด้วยผ้าสีแดงอีก 3 กล่อง ดูก็รู้ได้ทันทีว่าภายในกล้องคืออะไรและวันนี้มาเพื่อสิ่งใด"แม่นมหย่าเฟย""ข้าเอง บุตรสาวเจ้าเหล่า"เสียงแหลมถามหาจุดหมายของการมาที่นี่ทันที แม่นมหย่าเฟย เป็นบ่าวที่รับใช้สกุลเฉินมานาน"ซิ่วเออร์ไม่สบายเจ้าค่ะ ครานี้ป่วยรุนแรงนัก หลายวันมานี้ลุกจากเตียงมิได้เลยเจ้าค่ะ""เด็กๆ"แม่นมหย่าเฟยส่งสัญญาณให้สาวรับใช้ที่มาด้วยเข้าไปตรวจสอบในเรือนว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หญิงสาวรู้สึกไม่พอใจนักเรื่องหลี่ซิ่วอิงเป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดา มิรู้ว่านายท่านคิดเช่นไรถึงแต่งนางให้ไปเป็นอนุของคุณชาย ถึงกระนั้น
ฟิ๊ววว ฉึก! ตู้ม~~~~~อ๊าก~~~ ฉึก!เสียงต่อสู้ของเหล่าทหารกล้าที่โห่ร้องเรียกพลังและข่มขวัญข้าศึกฝ่ายตรงข้ามดังกึกก้องไปทั่วนภา พอๆกับเสียงม้าที่วิ่งไปทั่วสนามรบ ลมพายุฝนกระหน่ำเทลงมาจากฟากฟ้า เหมือนมันกำลังช่วยชะล้างคราบโลหิตสีแดงสดจากร่างไร้วิญญาณ จนแทบกลายเป็นทะเลโลหิตก็มิปาน“ท่านอ๋อง แคว้นเป่ยเทียน ถอยกำลังไปแล้วขอรับ”ทหารนายหนึ่งควบม้าศึกมารายงานผู้เป็นนาย”“ทหาร~~~ บุกยึดแคว้นเป่ยเทียน ห้ามให้รอดไปได้แม้คนเดียว”เสียงเข้มตะโกนดังลั่นทั่วสนามรบ เหล่าทหารวิ่งบุกฝ่ายตรงข้ามด้วยท่าทีไม่เกรงกลัว แม่ทัพผู้องอาจเป็นแบบอย่างและขวัญกำลังใจให้ทหารกล้าทั้งหลายร่วมใจกันฝ่าฝัน เว่ยตงหยางควบม้าประชิดแม้ทัพแห่งแคว้นเป่ยเทียน ความสามารถและวรยุทธ์ของเขาเป็นที่ประจักษ์อย่างไม่มีข้อกังขา เพียงใช้ไม่กี่กระบวนท่าก็สามารถสะบั้นหัวของแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดายร่างใหญ่กำย่ำสมชายชาตรีส่วมชุดเกาะทหารดูองอาจ คราบโลหิตสีแดงสดเปอะเปื้อนไปทั้งตัว ดวงตาคมสีสนิมท่อประกายของความภาคภูมิใจ เขากระโดดลงจากหลังม้าเพื่อนคู่ใจก่อนที่จะรับธงแคว้นฉินจากทหารผู้ร่วมรบ ปักมันบนแผ่นดินแคว้นเป่ยเทียน“แคว้นฉินชนะแล้







