LOGINหลี่เหยาหนิงงัวเงียลุกจากเตียง เสียงตะโกนด้านนอกทำให้นางสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก กวาดสายตามองเตียงนอนเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมห้อง ภูตวารีไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้นแต่กลับไปยืนใกล้ประตู แง้มประตูออกเล็กน้อยจากนั้นก็แอบมองลอดออกไปตามช่อง
“มีอะไรหรือ”
“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยสะดุ้ง “ข้าน้อยทำท่านตื่นหรือเจ้าคะ”
“เปล่า ข้าได้ยินเสียงตะโกน เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ความตาย ข้าน้อยได้กลิ่นอายแห่งความตายเจ้าค่ะ”
“เอ๋” หลี่เหยาหนิงเดินไปหยุดข้างๆ ภูตวารี เมื่อพยายามมองลอดออกไปแล้วไม่เห็นสิ่งใด มือเล็กจึงผลักประตูออก
คนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างหน้าสะดุ้งสุดตัวก่อนเอื้อมมือไปจับบานประตูปิดเข้ามาดังเดิม “นายหญิง!”
“ไม่เห็นมีอะไรเลย” นอกจากความเงียบ
คิดได้ดังนั้นหญิงสาวพลันขมวดคิ้ว ชีวิตนางไม่คุ้นเคยกับความเงียบ เพราะไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย เย็น หรือดึกดื่น เหล่าภูต วิญญาณ หรือแม้กระทั่งบางครั้งยังมีปีศาจตัวน้อยๆ ต่างพยายามหาทางเข้าใกล้นาง ซึ่งนั่นมักจะทำให้เกิดเสียงอยู่ตลอดเวลา หากไม่ใช่เสียงพูดคุยซุบซิบ ก็จะเป็นเสียงการเคลื่อนไหวที่แผ่วเบา ราวกับสายลมพัดผ่านใบหลิว
“ข้าจะออกไปดู”
“ไม่ได้นะเจ้าคะ!” เสี่ยวสุ่ยคว้าแขนของหลี่เหยาหนิงเอาไว้ “ไม่ได้โดยเด็ดขาด!”
“เสี่ยวสุ่ย เจ้าไม่ห่วงใยเสี่ยวฉีหรือ” นางสอดส่ายสายตาออกไปยังรอยแยกของประตูที่แง้มอยู่ บ้านหลังนี้มีสองห้องนอน เสี่ยวสุ่ยอยู่กับนางเพราะเป็นสตรีด้วยกัน ส่วนอีกห้องซึ่งอยู่อีกฟากเป็นของเสี่ยวฉี
“แต่…”
“ไม่มีอะไรหรอก เราอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปข้างนอก”
แม้จะลังเลแต่เพราะห่วงใยเสี่ยวฉี ภูตวารีจึงได้แต่เดินอ้อมมายืนบังหลี่เหยาหนิงเอาไว้ด้านหลัง ทั้งที่ตัวเองก็หวาดกลัวจนตัวสั่น
เมื่อทั้งสองไปถึงเสี่ยวฉีที่แอบดูเช่นกันรีบเปิดประตูออก “นายหญิง! ท่านออกมาทำไมหรือขอรับ”
“มาดูเจ้า” หญิงสาวตอบก่อนชะเง้อมองไปรอบบ้านที่เงียบงัน “เหล่าภูตและวิญญาณหายไปไหนหมดแล้ว”
“ไปแล้วขอรับ”
“เอ๋” หญิงสาวหันกลับมามองเสี่ยวฉี
“บ้านติดกันเพิ่งมีคนย้ายเข้ามา เมื่อครู่เขาออกมาไล่ทุกคนกระเจิดกระเจิงไปจนหมด” เสี่ยวฉีอธิบายเสียงสั่น
หลี่เหยาหนิงมองไปยังทิศทางของบ้านที่อยู่ติดกัน คิ้วเรียวขมวดแน่น “เจ้าบอกว่าเขาเดินออกมาไล่หรือว่าเป็นเสียงตะโกนเมื่อครู่”
“ขอรับ”
“เขาเป็นมนุษย์หรือว่าไม่ใช่ เหตุใดเขามองเห็นเหล่าภูตและวิญญาณเล่า หากไม่ใช่มนุษย์…บ้านหลังนั้นท่านป้าหูบอกว่าปล่อยให้คนเช่าเช่นกัน จะว่าเป็นภูตแล้วเหตุใดทำตัวเยี่ยงมนุษย์ หรือว่าเป็นปีศาจ”
“ข้าน้อยเองก็ไม่แน่ใจขอรับ”
หลี่เหยาหนิงกำลังจะออกเดินไปยังประตู แต่เสี่ยวสุ่ยกลับคว้านางเอาไว้อีกครั้ง “เขามีกลิ่นอายแห่งความตายนะเจ้าคะ”
“เช่นนั้นเขาคือปีศาจหรือ” หลี่เหยาหนิงเลิกคิ้ว
“เอ่อ…” มองดูท่าทีลังเลของภูตทั้งสองหญิงสาวพลันงุนงง “ไม่ใช่ปีศาจแล้วเป็นอะไรกัน”
“ข้าน้อยเองก็ไม่ทราบ แต่ว่าเขาน่ากลัวมาก” เสี่ยวฉีกล่าวจบก็ถอนหายใจออกมา
“นายหญิงจะอย่างไรก็ดึกมากแล้ว”
“นั่นสินะ” แม้จะกังวลเพราะเหล่าภูตและวิญญาณที่คอยอาศัยกลิ่นอายจากตัวนางเพื่อการเยียวยารักษา แต่เวลานี้ดึกมากแล้วที่หญิงสาวเช่นนางจะออกไปเดินด้านนอก โดยเฉพาะในยามที่ไม่รู้ว่าเพื่อนบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามานั้นเป็นใคร
เนื่องจากผ่านการทดสอบวรยุทธ์ อีกทั้งร้านแลกเงินฟู่กุ้ยกำลังขาดคน สำนักคุ้มภัยตระกูลหวังจึงส่งเซี่ยซีเฟิงและอวิ๋นชางมาคุ้มกัน ทั้งนี้อีกเหตุผลหนึ่งก็คือทั้งสองพักอยู่ใกล้ เหมาะกว่าผู้อื่นซึ่งไม่ได้เช่าบ้านแยกออกมาต่างหาก เพราะหลายคนหากไม่พักอยู่ที่สำนักคุ้มภัย ก็มักจะขายตัวเข้าไปเป็นทาส หรือไม่ก็ทำสัญญาใช้แรงงานระยะยาว
ถนนไป๋เส่อเป็นย่านที่ครึกครื้นที่สุดของเมืองซ่างจิน ร้านรวงต่างๆ เป็นร้านใหญ่ ทั้งยังมีกิจการมากมายที่ล้วนแล้วแต่เป็นของตระกูลดัง เช่นกันกับร้านแลกเงินฟู่กุ้ยซึ่งเป็นร้านแลกเงินที่ใหญ่ที่สุดของเมืองซ่างจิน
หลังจากคนของสำนักคุ้มภัยตระกูลหวังส่งตัวอวิ๋นชางและเซี่ยซีเฟิงมายังร้านแลกเงินฟู่กุ้ย หลงจู๊หลิ่วผู้ดูแลก็พาเดินวนดูสถานที่สองรอบ แนะนำสิ่งต่างๆ ที่ทั้งสองต้องทำ กำชับถึงความปลอดภัยที่ต้องระวัง ส่วนไหนคือส่วนต้องห้ามและเรื่องใดที่ควรทำหรือไม่ควรทำ
วันเริ่มงานจริงๆ คือวันถัดไป วันนี้เพียงมาแนะนำตัวและดูสถานที่ หลังจากหลงจู๊หลิ่วกำชับทุกอย่างจนมั่นใจจึงปล่อยทั้งสองกลับไป
คนคุ้มกันของร้านแลกเงินฟู่กุ้ย แบ่งออกเป็นสามชุด เช้า บ่าย และยามค่ำคืน ผลัดเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ดังนั้นเวลาทำงานจึงไม่แน่นอน แต่นับว่ายังโชคดีที่หลงจู๊หลิ่วเห็นใจอวิ๋นชางและเซี่ยซีเฟิงจึงได้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
“ข้าเบิกค่าแรงล่วงหน้ามาได้นิดหน่อย แบ่งออกเป็นสามส่วน เจ้าส่วนหนึ่ง ข้าส่วนหนึ่ง อีกส่วนคงพอเป็นค่าใช้จ่าย” อวิ๋นชางยื่นถุงเงินที่เขาแบ่งออกเป็นสองส่วนให้เซี่ยซีเฟิง
“ข้าไม่ต้องใช้” ระหว่างนั้นทั้งสองก็เดินเข้าไปในตรอกเล็กๆ ซึ่งตัดเชื่อมกับถนนใหญ่ถึงสองสาย แม้การเดินทางใช้เวลาเพียงน้อยนิด แต่กลับไม่ใคร่จะมีคนใช้สัญจร
“พกติดตัวเอาไว้เผื่อมีเรื่องจำเป็น”
“เก็บไว้ที่เจ้า” กล่าวจบก็เดินไปข้างหน้า สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ
อวิ๋นชางถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่ง เขากวาดมองตามสายตาของอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ
“เจ้ามองหาผู้ใด”
เซี่ยซีเฟิงส่ายหน้า “ข้าอาจคิดมากเกินไป ข้ารู้สึกว่าตรอกแห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่น เมื่อวานไม่รุนแรงเท่าวันนี้”
“ไม่เอาน่า” อวิ๋นชางขนลุกซู่
อวิ๋นชางลอบชำเลืองมองหลี่เหยาหนิง จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา “ท่านอย่าเข้าใจซีเฟิงผิด เขาไม่ใช่คนใจร้าย แม้ภายนอกของเขาอาจดูเย็นชา แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยทำร้ายใครเลย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือภูตผีปีศาจ”“ท่านหาต้องกังวลไม่ ข้าเข้าใจดี หาไม่เมื่อครู่ทุกคนที่อยู่รอบตัวข้าคงไม่อาจรอดพ้น”ได้ยินเช่นนั้นอวิ๋นชางก็ยิ้มกว้าง “ท่านเข้าใจก็ดีแล้ว ข้ายังคงยืนยันว่าหากแม่นางต้องการความช่วยเหลือ บ้านของข้ายินดีต้อนรับเสมอ”“แล้วพวกท่านย้ายมาที่นี่เพื่อ...”“ข้ากับซีเฟิงเพิ่งเข้าทำงานที่ร้านแลกเงินฟู่กุ้ย พรุ่งนี้ก็จะเริ่มทำงานแล้ว ตั้งใจว่าทำงานเก็บเงินสักเล็กน้อยค่อยวางแผนว่าจะทำเช่นไรต่อ แล้วแม่นางเล่า”“ข้าย้ายไปเรื่อยๆ แต่ละเมืองจะไม่เกินสิบหรือยี่สิบปี”“นั่นสินะ”อวิ๋นชางพยักหน้าก่อนมองไปยังบ้านที่อยู่ติดกัน คิ้วเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อย จากนั้นก็มองเข้าไปในบ้านเช่าของตน “ข้าไปส่งเจ้าดีกว่า อย่างไรเจ้าก็นับว่าเป็นอิสตรี ดูว่าคนของเจ้ากลับมาแล้วหรือยัง”หญิงสาวเข้าใจในความหมายจึงพยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้ในความหวังดีของอีกฝ่าย “ขอบคุณท่านมาก”“ข้าเองก็ไม่ใคร่จะเห็นเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านั้นกับตัวบ่อยนัก ที
แต่ถึงแม้จะคิดเช่นนั้นภูตเหล่านั้นก็หาผิดไม่ พวกเขาเพียงเข้าใกล้เพื่ออาศัยกลิ่นอายของนางเท่านั้น ไม่มีเลยสักครั้งที่พวกเขาจะทำร้ายนาง เช่นนี้นางจะขับไล่ไสส่งพวกเขาไปได้อย่างไรเห็นสีหน้าของหลี่เหยาหนิงเซี่ยซีเฟิงพลันขมวดคิ้ว “ตัดใจไม่ได้หรือ” น้ำเสียงของเขากระด้างขึ้นมาเล็กน้อย“โง่งม คิดว่าพวกเขาจริงใจกับเจ้าเช่นนั้นหรือ อย่าบอกนะว่าเจ้าอยู่รอดปลอดภัยมาได้ โดยที่ไม่มีเรื่องปีศาจไล่ล่า คิดว่าปีศาจเหล่านั้นเข้าถึงตัวเจ้าได้อย่างไรหากไม่ใช่ถูกผู้อื่นชักนำมา”“ท่าน...” หลี่เหยาหนิงเงยหน้ามองเขา “ท่านรู้ได้อย่างไร”“วิถีผู้ล่าไม่จำเป็นต้องออกติดตามด้วยตัวเอง เพียงมีเบาะแสแค่จับเดรัจฉานสักตนมาก็ได้แล้ว คิดว่าภูตผีวิญญาณเหล่านั้นจะยอมตายเพื่อเจ้าทุกตนหรืออย่างไร” เขาแค่นเสียงเรื่องนี้หลี่เหยาหนิงเองก็เถียงไม่ออก เพียงแต่นางไม่อยากจะยอมรับเท่านั้น “แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ช่วยข้าเอาไว้หลายครั้ง อีกอย่างพวกเขาหาได้ทำสิ่งใดผิด ที่ทำเช่นนั้นเพียงเพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเอาไว้เท่านั้น”อวิ๋นชางกะพริบตามองท่าทีของสหายก่อนจะมองใบหน้าจนใจของหญิงสาว“อย่าได้ถือสาสหายของข้าคนนี้เลย เขาก็นิสัยเช่นนี
มองดูสายตาคมดุดันที่ลึกล้ำราวกับห้วงทะเลลึก หลี่เหยาหนิงพลันถูกตรึงเอาไว้กับที่ นางไม่รู้ตัวเลยว่าชายหนุ่มได้ลุกขึ้นและก้าวเข้ามาหานาง“ดูเหมือนเจ้าจะรู้ดีเหลือเกิน แล้วเจ้าเล่า”“ข้าทำไม” นางเอ่ยถามเขาด้วยท่าทีเหม่อลอย ราวกับถูกดวงตาคู่นั้นของเขาสะกดเอาไว้“เจ้าเป็นใคร”“นามของข้าตอนนี้คือหลี่เหยาหนิง” นางตอบออกมาเสียงเบาก่อนรีบกะพริบตาอย่างตื่นตระหนก“ที่แท้ก็แม่นางหลี่” เสียงขัดจังหวะของอวิ๋นชางไม่ได้มีผลต่อคนทั้งสองที่ยังคงสบตากันนิ่งหลี่เหยาหนิงขมวดคิ้ว ก่อนบังคับสายตาให้ละไปจากชายหนุ่ม ครู่หนึ่งที่นางเหมือนจะสังเกตเห็นว่าดวงตาของเขามีประกายแดงวาบขึ้น จากนั้นนางก็ไม่อาจควบคุมตัวเอง“เจ้าไม่ใช่มนุษย์”นางสะดุ้งเฮือก “ท่านหมายความว่าอย่างไร”“มนุษย์ไม่ตอบสนองการสะกดจิตของข้า” เขาตอบเสียงเรียบ “ตอบข้ามาเจ้าเป็นใคร”หญิงสาวมุ่นคิ้ว “ข้าบอกท่านไม่ได้เพราะตัวข้าเองก็ไม่รู้” นางถอนหายใจออกมาเซี่ยซีเฟิงมองหญิงสาวนิ่งนาน กระนั้นกลับไม่ได้พยายามคาดคั้นเนื่องจากมองเห็นแววตาหดหู่ของหญิงสาว เขาเองก็พอจะเดาได้ว่านางพูดความจริง“หลายปีมานี้ข้าย้ายจากเมืองหนึ่งไปเมืองหนึ่งโดยมีเหล่าภูตเป็นสหาย
ความรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก แม้ไม่ได้ชัดเจนเช่นในคราแรกที่พบเขายังชั้นสองของโรงเตี๊ยม แต่ถึงอย่างนั้นนางยังคงมั่นใจว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่นางคิดไปเองเพียงแต่...นอกจากนั้นนางนึกอะไรไม่ออกทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จำไม่ได้ว่าเคยพบและรู้จักชายหนุ่มหรือไม่“ความจริงข้าไม่รู้จักท่าน”“หากไม่รู้จักตอนนั้นเหตุใดจึงรีบหลบหน้า” เซี่ยซีเฟิงถามขึ้นทันทีที่นางพูดจบประโยคได้ผลเพราะคำพูดประโยคนั้นของเขาทำให้คิ้วเรียวชะงักทันที“ไม่รู้สิ อาจเพราะมีบางอย่างบอกข้าว่าต้องหนีกระมัง” นางเองก็หาเข้าใจไม่ “ท่าน...มองเห็นพวกเขาใช่หรือไม่ วิญญาณเหล่านั้น เหล่าภูตที่อยู่ข้างกายข้า”“ไม่ใช่เพียงแค่เขา เมื่อครู่ข้าเองก็มองเห็น แม่นางเจ้าเป็นใครกันแน่” อวิ๋นชางเอ่ยถามหญิงสาวเสียงนุ่มเห็นสีหน้าของหญิงสาว บวกกับท่าทีกระตือรือร้นอยากได้คำตอบ ซึ่งแตกต่างจากในคราแรกที่หวาดหวั่นของนาง ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าการกระทำของเซี่ยซีเฟิงหาใช่เรื่องเหลวไหลไม่“ท่านทำอะไรพวกเขา” นางเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล“ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น แต่ไหนแต่ไรมาไม่ว่าภูตผี วิญญาณ หรือปีศาจ หากข้าปรากฏตัวพวกเขาล้วนหวาดกลัวและหายไปจนสิ้น”เ
“เจ้าพูดแบบนี้ทีไรมีปีศาจโผล่มาทุกที ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว พูดเรื่องที่เจ้าเจอแม่นางที่คิดว่ารู้จักดีกว่า ไม่แน่หากเป็นคนที่เจ้ารู้จักจริงๆ นางอาจตอบสิ่งที่เจ้าสงสัยมาตลอดว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน”“วันนั้นข้ามั่นใจว่านางหลบทันทีที่รู้ว่าข้าหันไปมอง”“จริงหรือ” อวิ๋นชางเลิกคิ้ว “หรือว่านางจะรู้จักเจ้าจริงๆ”“อาจใช่…”อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบประโยค อวิ๋นชางก็ต้องสะดุ้งเฮือก เซี่ยซีเฟิงที่ยืนอยู่ข้างเขา อยู่ๆ ก็เหินกายไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งตามไปทันทีทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร กระทั่งมองเห็นผู้เป็นสหายคว้าข้อมือของหญิงสาวผู้หนึ่ง...ที่เขาทำได้ก็คืออ้าปากค้างมองด้วยความตื่นตะลึงสตรีผู้นั้นหันกลับมามองเซี่ยซีเฟิงด้วยความตกใจ เขาเองก็ไม่ได้ต่างไปนัก แต่ยังมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาตกใจมากกว่าการกระทำของสหายเมื่อครู่เขามองเห็นข้างกายหญิงสาวผู้นี้มีคนอยู่สองคน กระนั้นทันทีที่เซี่ยซีเฟิงคว้าหญิงสาวเอาไว้ ร่างของคนที่ยืนอยู่กับนางกลับหายวับไปทันที“เป็นเจ้าเองหรือที่อยู่ในบ้านหลังนี้เมื่อคืน” เซี่ยซีเฟิงดึงหญิงสาวเข้าหาตัว สายตาคมกวาดมองไปรอบๆ จากนั้นคิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น“ท่านจะทำอะไร!” หญิงส
หลี่เหยาหนิงงัวเงียลุกจากเตียง เสียงตะโกนด้านนอกทำให้นางสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก กวาดสายตามองเตียงนอนเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมห้อง ภูตวารีไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้นแต่กลับไปยืนใกล้ประตู แง้มประตูออกเล็กน้อยจากนั้นก็แอบมองลอดออกไปตามช่อง“มีอะไรหรือ”“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยสะดุ้ง “ข้าน้อยทำท่านตื่นหรือเจ้าคะ”“เปล่า ข้าได้ยินเสียงตะโกน เกิดอะไรขึ้นหรือ”“ความตาย ข้าน้อยได้กลิ่นอายแห่งความตายเจ้าค่ะ”“เอ๋” หลี่เหยาหนิงเดินไปหยุดข้างๆ ภูตวารี เมื่อพยายามมองลอดออกไปแล้วไม่เห็นสิ่งใด มือเล็กจึงผลักประตูออกคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างหน้าสะดุ้งสุดตัวก่อนเอื้อมมือไปจับบานประตูปิดเข้ามาดังเดิม “นายหญิง!”“ไม่เห็นมีอะไรเลย” นอกจากความเงียบคิดได้ดังนั้นหญิงสาวพลันขมวดคิ้ว ชีวิตนางไม่คุ้นเคยกับความเงียบ เพราะไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย เย็น หรือดึกดื่น เหล่าภูต วิญญาณ หรือแม้กระทั่งบางครั้งยังมีปีศาจตัวน้อยๆ ต่างพยายามหาทางเข้าใกล้นาง ซึ่งนั่นมักจะทำให้เกิดเสียงอยู่ตลอดเวลา หากไม่ใช่เสียงพูดคุยซุบซิบ ก็จะเป็นเสียงการเคลื่อนไหวที่แผ่วเบา ราวกับสายลมพัดผ่านใบหลิว“ข้าจะออกไปดู”“ไม่ได้นะเจ้าคะ!” เสี่ยวสุ่ยคว้าแขนของหลี่







