Masuk“เจ้าพูดแบบนี้ทีไรมีปีศาจโผล่มาทุกที ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว พูดเรื่องที่เจ้าเจอแม่นางที่คิดว่ารู้จักดีกว่า ไม่แน่หากเป็นคนที่เจ้ารู้จักจริงๆ นางอาจตอบสิ่งที่เจ้าสงสัยมาตลอดว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน”
“วันนั้นข้ามั่นใจว่านางหลบทันทีที่รู้ว่าข้าหันไปมอง”
“จริงหรือ” อวิ๋นชางเลิกคิ้ว “หรือว่านางจะรู้จักเจ้าจริงๆ”
“อาจใช่…”
อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบประโยค อวิ๋นชางก็ต้องสะดุ้งเฮือก เซี่ยซีเฟิงที่ยืนอยู่ข้างเขา อยู่ๆ ก็เหินกายไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งตามไปทันทีทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร กระทั่งมองเห็นผู้เป็นสหายคว้าข้อมือของหญิงสาวผู้หนึ่ง
...ที่เขาทำได้ก็คืออ้าปากค้างมองด้วยความตื่นตะลึง
สตรีผู้นั้นหันกลับมามองเซี่ยซีเฟิงด้วยความตกใจ เขาเองก็ไม่ได้ต่างไปนัก แต่ยังมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาตกใจมากกว่าการกระทำของสหาย
เมื่อครู่เขามองเห็นข้างกายหญิงสาวผู้นี้มีคนอยู่สองคน กระนั้นทันทีที่เซี่ยซีเฟิงคว้าหญิงสาวเอาไว้ ร่างของคนที่ยืนอยู่กับนางกลับหายวับไปทันที
“เป็นเจ้าเองหรือที่อยู่ในบ้านหลังนี้เมื่อคืน” เซี่ยซีเฟิงดึงหญิงสาวเข้าหาตัว สายตาคมกวาดมองไปรอบๆ จากนั้นคิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น
“ท่านจะทำอะไร!” หญิงสาวกรีดร้องออกมาเมื่อร่างสูงอยู่ๆ ก็ก้มแบกนางตัวลอยขึ้นจากพื้น
“เดี๋ยวๆ ซีเฟิง เจ้าจะทำอะไร!”
อวิ๋นชางมองซ้ายขวาเพราะเกรงจะมีคนผ่านมาเห็น เขาไม่เข้าใจการกระทำของเซี่ยซีเฟิงจึงไม่อาจพูดมาก ได้แต่เดินตามสหายกลับเข้าไปในบ้าน ทำตัวเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างจนใจ ในยามที่เซี่ยซีเฟิงลงมือลักพาตัวหญิงสาวที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร
หลังจากประตูปิดลงทุกอย่างพลันเงียบงัน เหล่าภูตและวิญญาณเร่ร่อนซึ่งออกันอยู่หายวับไปจนสิ้น ในความเงียบนั้นเสียงแผ่วเบาของหลี่เหยาหนิงยังคงดังลอดออกมาให้ได้ยิน แต่ถึงอย่างนั้นตรอกเล็กๆ ที่ไร้ผู้คนสัญจรไปมา ทำให้นอกจากสิ่งมีชีวิตที่หนีหายไป ก็ไม่มีผู้ใดรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแม้แต่คนเดียว
หลี่เหยาหนิงพยายามดิ้นรนจนเกือบหล่นจากไหล่กว้างหลายครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นนางกลับยังไม่อาจสู้เรี่ยวแรงของชายหนุ่ม เมื่อครู่ยืนสนทนากับเหล่าภูตและวิญญาณหลายตน กว่าจะรู้ว่าบุรุษผู้นี้เข้ามาใกล้นางก็พลันถูกคว้าตัวเอาไว้แล้ว
นางรับรู้ถึงความหวาดกลัวที่กระเพื่อมไหวในอากาศของเหล่าภูต ไม่เว้นแม้แต่เสี่ยวฉีและเสี่ยวสุ่ยที่ร่างหายวับไปทันที
“ท่านปล่อยข้านะ ท่านจะทำอะไร ท่านเป็นใคร!”
หลังจากที่เดินไปหยุดยังห้องโถงเล็กๆ ชายหนุ่มวางหญิงสาวลงก่อนกดไหล่ให้นางนั่งลงบนโต๊ะ ร่างสูงชิดกายเข้าไป ใช้ท่อนแขนทั้งสองข้างกักร่างของนางเอาไว้ โดยการวางมือลงบนโต๊ะเบื้องหลังของหญิงสาว
“เจ้าเล่า” เขาเอ่ยถามพร้อมกับหรี่ดวงตามองนางด้วยสายตาคุกคาม
หลี่เหยาหนิงเอนกายไปด้านหลัง แต่จนใจที่แผ่นหลังของนางคือโต๊ะตัวใหญ่ ตอนที่คิดว่าเขาเผลอ นางพยายามก้มตัวออกจากวงแขนกว้างเพื่อวิ่งออกมา
แต่ยังคงช้ากว่าเขาไปก้าวหนึ่ง เพราะยังไม่ทันได้ก้าวออกไปเป็นก้าวที่สอง ท่อนแขนแข็งแรงก็สอดเข้ามาพันธนาการเอวอรชรของนางเอาไว้ได้แล้ว
“ซีเฟิง มีอะไรพูดจากันดีๆ เจ้าทำเช่นนี้ผู้อื่นก็ตื่นตระหนกเอาได้ แม้แต่ข้าเองก็ถูกเจ้าทำให้ตกใจรู้หรือไม่” อวิ๋นชางที่เพิ่งจะเดินเข้ามาส่งเสียงตำหนิ
“คุณชายท่านนี้ ช่วยข้าด้วย” หลี่เหยาหนิงดิ้นรนแต่ยังคงไม่เป็นผล
เซี่ยซีเฟิงถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่ง เขานั่งลงบนเก้าอี้ รั้งร่างที่ยังคงดิ้นรนให้นั่งลงบนตัก สองแขนโอบรอบพันธนาการร่างเล็กที่ดิ้นรนสุดแรงเอาไว้ ก่อนส่งเสียงเตือนด้วยน้ำเสียงที่แฝงประกายอันตราย
“เงียบแล้วก็เลิกดิ้นรน หาไม่ข้าจะมัดเจ้าเอาไว้แล้วขังเอาไว้ที่นี่ ไม่ปล่อยออกไปอีกเลย เจ้าก็เห็นแล้วคนของเจ้าต่างหายไปจนสิ้น”
ได้ผลเพราะหญิงสาวนั่งตัวแข็งทื่อทันที เช่นกันกับอวิ๋นชางที่เพิ่งเคยเห็นท่าทีเช่นนี้ของผู้เป็นสหาย
“ซีเฟิง ทำเช่นนี้ไม่ถูกกระมัง”
“เจ้าก็เห็นแล้วว่าเมื่อครู่สิ่งที่อยู่รอบตัวนางหาใช่มนุษย์ไม่” เซี่ยซีเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมีกลิ่นอายแห่งทวยเทพ”
“อะ…อะไรนะ!” หลี่เหยาหนิงหันขวับไปมองชายหนุ่ม “ท่านว่าอย่างไรนะ กลิ่นอาย…แห่งทวยเทพหรือ”
ท่าทีสับสนงุนงงของหญิงสาวไม่คล้ายการเสแสร้ง ดังนั้นคิ้วเข้มของเซี่ยซีเฟิงจึงขมวดมุ่น
อวิ๋นชางอ้าปากค้างเป็นรอบที่เท่าไรเขาเองก็จำไม่ได้ ชายหนุ่มวิ่งไปที่ประตู มองซ้ายขวาก่อนจะปิดประตูลงทันที ร่างสูงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าคนทั้งสอง ก่อนจะหันไปเอ่ยทวนประโยคเมื่อครู่ของผู้เป็นสหาย
“เจ้าว่านางมีกลิ่นอายของอะไรนะ ทวยเทพอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ผิด” เซี่ยซีเฟิงตอบในทันทีทั้งที่ยังคงสบตากับหญิงสาว
หลี่เหยาหนิงกำลังจะอ้าปากถาม แต่ดูเหมือนอวิ๋นชางเองก็มีข้อสงสัยในใจมากมาย
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร หรือว่าเจ้าจำได้แล้วว่าตัวเองเป็นใคร”
น้ำเสียงตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิดนั้น ทำให้เซี่ยซีเฟิงชะงัก เขาค่อยๆ หันหน้าไปมองสหายของตน ดวงตาฉายแววสับสนงุนงงขึ้นมาแวบหนึ่ง
หลี่เหยาหนิงฉวยโอกาสนั้นดิ้นหลุดออกมาจากพันธนาการ แต่ครั้งนี้นางไม่ได้พยายามหลบหนีออกไปจากห้อง เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนซึ่งดูเหมือนจะรู้ว่านางคือใครและเป็นอะไรกันแน่ ระหว่างภูต วิญญาณ ปีศาจ หรือว่า…ทวยเทพ
เซี่ยซีเฟิงหันมาสบตากับหญิงสาว บางอย่างที่คล้ายหลุดลอยไปทำให้เขาใจหายวาบ เมื่อครู่เขาพูดอะไรออกไป ความรู้สึกคล้ายคำตอบที่ยากจะคว้าจับเอาไว้ ทำให้คิ้วเข้มขมวดมุ่น
“ข้า…”
เห็นสีหน้าของสหายอวิ๋นชางพลันถอนหายใจออกมา แต่เขายังไม่ทันได้เอ่ยอะไรคำถามประหลาดของเซี่ยซีเฟิงก็ทำเอาเขาหันขวับไปมองหญิงสาว
“เจ้ารู้จักข้าหรือไม่ เหตุใดข้าจึงรู้สึกคุ้นหน้าเจ้ายิ่ง”
“เอ่อ...” หญิงสาวได้แต่มองใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสองสลับกันไปมา เมื่อเงยหน้าสบตากับเซี่ยซีเฟิง ความอึดอัดและภาพดวงตาดุดันน่ากลัว ในยามที่มือใหญ่ยื่นออกมาบีบลำคอของนาง
หลี่เหยาหนิงเดินไปข้างหน้าหลายก้าว มองดูภาพอันคุ้นเคยและผูกพัน แม้ว่าตัวนางไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นานนัก แต่นางยังคงรู้สึกว่าแดนอสูรแห่งนี้จึงจะเป็นบ้านของนางอย่างแท้จริงมองดูอวิ๋นชางที่มองไปรอบกายด้วยดวงตาสงสัยใคร่รู้ นางและเซี่ยซีเฟิงก็สบตากัน ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรอวิ๋นชางจึงจะสามารถฟื้นคืนความทรงจำ เซี่ยซีเฟิงเคยบอกนางว่าเขาละทิ้งความทรงจำทั้งหมดของตัวเอง เพราะเขาไม่อยากจดจำความเจ็บปวด เขาอยากทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้นางและเซี่ยซีเฟิงได้ลงเอยกันกระนั้นนางกลับรู้สึกว่าเขาอยากลืมความทรงจำอันเจ็บปวด ซึ่งตัวเขาไม่ได้รับความรักจากหลิงเซียงเหยาผู้เป็นพี่สาวนางมากกว่า“ปล่อยเขาไปเถิด บางทีนี่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว” เซี่ยซีเฟิงกระซิบบอกนาง“ซีเฟิง ข้าอยากไปดูให้ทั่ว”น้ำเสียงร่าเริ่งของอวิ๋นชาง ทำให้หลี่เหยาหนิงและเซี่ยซีเฟิงยิ้มออกมา“ได้สิ”“หลังมื้อเช้านะเจ้าคะ”“พี่สะใภ้มีเนื้อตุ๋นหรือไม่”“ย่อมมีแน่นอน”“เช่นนั้นข้าจะกิน!”หลี่เหยาหนิงเงยหน้าขึ้นสบตากับเซี่ยซีเฟิง ชายหนุ่มเองก็รั้งนางเข้าสู่อ้อมแขน เพื่อให้นางก้าวเดินไปพร้อมกับเขา“หนิงเอ๋อร์ ไม่สิ เหยาเอ๋อร์”หญิงสาวหัว
“ท่านแม่” เสี่ยวลี่หอบเอากล่องลงรักใบหนึ่งมาให้มารดา “ท่านน้าทั้งสองฝากไว้ให้ท่านพ่อกับท่านแม่เจ้าค่ะ”เมื่อเปิดออกดูสองสามีภรรยาก็ต้องร่ำไห้ ในกล่องนั้นมีโฉนดร้านบะหมี่ รวมไปถึงตั๋วเงินถึงห้าพันตำลึงพร้อมกับจดหมายสั่งเสีย แม้จะประหลาดใจที่เกิดเรื่องกะทันหัน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่สอบสวนแล้วว่าไม่ใช่การวางเพลิง ดังนั้นทุกอย่างจึงตกเป็นของสองสามีภรรยาอย่างถูกต้องทันทีที่ลืมตาขึ้นอวิ๋นชางก็ต้องหลับตาลงอีกครั้ง แสงสว่างจ้าทำให้เขาที่รู้สึกเหมือนนอนหลับไปนานต้องใช้เวลาปรับตัว ความคิดอันว่างเปล่า บวกกับร่างกายที่คล้ายเบาหวิว ทำให้เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย“ซีเฟิง พี่สะใภ้” เขาพึมพำเสียงเบากับตัวเองในใจได้แต่สงสัยว่าเป็นเวลาเท่าไรแล้ว เขาตื่นสายหรือไม่ และวันนี้เขาไปทำงานที่ร้านแลกเงินฟู่กุ้ยสายแล้วหรือยังเมื่อปรับสภาพตัวเองอยู่นาน ในที่สุดเขาก็สามารถลุกขึ้นนั่งได้อย่างมั่นคง แต่เมื่อมองเห็นห้องหรูหรา พร้อมกับด้านนอกที่มีสภาพแตกต่างจากบ้านเช่าในตรอกแคบๆ โดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มก็พลันตื่นตระหนก“ซีเฟิง! พี่สะใภ้!”ร่างสูงกระโดดลงมาจากเตียง ก่อนจะวิ่งออกมาจากห้องในทันที กระทั่งมองเห็นเซี่ยซีเฟิงยืน
เซี่ยซีเฟิงถอนใจออกมาคราหนึ่ง “ที่นี่ไม่ได้” เขาตอบผู้เป็นสหายออกมาคราวนี้ทั้งหลี่เหยาหนิงและอวิ๋นชางต่างก็มองเขาด้วยดวงตาประหลาดใจ ทว่าชายหนุ่มกลับมองไปยังเสี่ยวลี่ที่วิ่งออกไป เนื่องจากบิดาและมารดาของนางเดินออกมาตามพอดี“บุตรของอสูรจะอยู่ในครรภ์นานกว่ามนุษย์ อีกทั้งที่นี่คือโลกมนุษย์ อากาศและสภาพแวดล้อมไม่อาจให้กำเนิดอสูรตนใดได้ ยิ่งเป็นบุตรของจ้าวอสูรด้วยแล้วยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้”“แล้วหากเป็นแดนอสูรเล่า” อวิ๋นชางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้“แน่นอนว่าย่อมได้”“แย่จริง”“อะไรที่ว่าแย่” เซี่ยซีเฟิงเลิกคิ้วมองสหาย“ข้าก็อายุปูนนี้แล้ว จะตามเจ้าไปแดนอสูรได้อย่างไร” เขาเอ่ยเสียงเศร้า หลี่เหยาหนิงเลิกคิ้วมองอวิ๋นชาง ก่อนจะเหลือบมองไปมองผู้เป็นสามี“ท่านยังไม่ได้บอกเขาหรือว่าเรากำลังรอเขาอยู่ หาไม่ท่านจะยังรั้งอยู่ที่โลกมนุษย์ด้วยเหตุผลใด” นางกระซิบถามเซี่ยซีเฟิงเสียงเบา“ยังบอกไม่ได้ ต้องให้เฮย-ไป๋อู๋ฉางรับตัวไปยังยมโลกก่อน”“อ้อ” นางพยักหน้าก่อนมองแผ่นหลังอวิ๋นชางที่เดินกลับเข้าไปในบ้าน “เขาดูผิดหวังมาก”เซี่ยซีเฟิงเองก็ยังไม่ละสายตาไปจากอวิ๋นชาง “เจ้าเขียนจดหมายยกทุกอย่างให้บิดามารดาของเสี
บ้านหลังเล็กสองห้องนอนที่อยู่บนเนินเขา ในยามนี้บุรุษผมขาวกำลังนั่งเหม่อมองไปเบื้องหน้า ภาพใบเฟิงที่กำลังร่วงหล่นปลิวไปตามสายลม ทำให้เขาเศร้าใจ แต่ในความเศร้านั้นยังคงทำให้เขามีรอยยิ้มเงาร่างของชายหนุ่มและหญิงสาวซึ่งกำลังเดินเคียงข้างกันขึ้นเขา ยิ่งทำให้รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างขึ้นอีก“ชาง ออกมานั่งทำไมตรงนี้คนเดียว นี่ก็เย็นย่ำแล้ว” หลี่เหยาหนิงเลิกคิ้วมองเขา“ออกมารอเจ้าสองคน” ชายชราค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ก่อนจะมองไปยังชายหนุ่มที่เดินตามหญิงสาวมา ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววไม่พอใจเล็กน้อย “ร่างกายของเจ้าเพิ่งจะดีขึ้น เหตุใดยังออกมานั่งตากลม” “ข้าดีขึ้นแล้ว นอนจนเบื่อ วันนี้ไม่ได้ไปช่วยเจ้าสองคน เหนื่อยหรือไม่”นับตั้งแต่ย้ายมายังเมืองซื่อซาน พวกเขาทั้งสามก็ไม่ได้ย้ายไปไหนอีกเลย เนื่องจากสุขภาพของอวิ๋นชางที่ไม่ใคร่จะดีนัก ปีนี้เขาจะอายุครบหกสิบ ดังนั้นเซี่ยซีเฟิงจึงเสนอให้รั้งอยู่ที่เมืองซื่อซาน แทนที่จะเดินทางไปเรื่อยๆ เช่นหลายปีที่ผ่านมานอกเมืองซื่อซานสงบสุขไร้ความวุ่นวาย เขาเองก็เห็นด้วยที่จะอยู่นานหน่อย บวกกับมีร้านบะหมี่ที่เพิ่งประกาศขายกิจการ หลี่เหยาหนิงที่มีฝีมือในการทำบะหมี่จึงตัดสินใจซื้อ
เซี่ยซีเฟิงกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน จุมพิตไปบนเรือนผมแผ่วเบา ปลอบประโลมนางด้วยความอ่อนโยน “ทั้งหมดเป็นความผิดข้าเอง ข้าสมควรปกป้องเจ้าให้ดีกว่านี้”หลี่เหยาหนิงหัวใจอ่อนยวบ นางซบใบหน้าเข้ากับอกแกร่ง พึ่งพิงหัวใจอันเหนื่อยล้าและโดดเดี่ยวกว่าพันปี ทิ้งความเข้มแข็งที่นางมั่นใจว่าตลอดหลายปีมานี้นางยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเองเอาไว้ที่เขา“ข้าตั้งใจใช้พลังทั้งหมดส่งเจ้าและชางมายังโลกมนุษย์ เพราะรู้ว่าพวกเจ้าถูกหลอกใช้”“แต่คุณชายอวิ๋นชางเป็นมนุษย์”“นั่นเพราะเขาสละพลังชีวิตของตัวเองให้ข้า ข้าใช้พลังทั้งหมดเพื่อเจ้า เขาใช้พลังทั้งหมดส่งข้ากลับมา ดังนั้นข้าจึงยังคงเป็นจ้าวอสูรคนเดิมที่มีกลิ่นอายแห่งความตาย”“ท่าน...ท่านตั้งใจส่งข้ามากับเขา แล้วท่านเล่า...ท่านบอกให้ข้ารอ ส่งข้ามายังโลกมนุษย์เพื่อรอ หากอวิ๋นชางไม่ได้ใช้พลังของเขา ท่าน...”“แม้จะใช้เวลานานอีกนิด แต่ข้าจะกลับมา ข้ารู้ว่าเจ้าต้องรอข้า มั่นใจในตัวเจ้าเต็มที่ ข้ารักเจ้าที่เจ้าเป็นเช่นนี้”นางถึงกับพูดไม่ออก แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปในยามที่นางกับเขาพบหลิงเซียงเหยา เขาเองก็ปกป้องนางทุกวิถีทาง แม้ว่าจะยังจดจำสิ่งใดไม่ได้“หากรู้ว่าทำเช่นนี้แล้ว
“เมื่อก่อนเล่า”“เมื่อก่อนข้าแซ่หลิง นามเยี่ยเหยา”“เหยาเอ๋อร์สินะ” ชายหนุ่มเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง “เหยาเอ๋อร์ข้าขอถามเจ้า”“ข้ารอฟังอยู่ ข้าสัญญาว่าจะตอบท่านตามตรงไม่โกหกแม้แต่น้อย”“ข้าขอถามว่าเจ้าคนที่มีดวงตาที่ไม่อาจโกหก เจ้าคนที่ดวงตาสื่อถึงความอ่อนโยน เจ้าคนที่จิตใจมีแต่ความดีงาม เจ้าคนนี้ที่อยู่ในอ้อมกอดข้าคนนี้หรือจะเคยทำร้ายข้า” พูดจบก็จุมพิตลงไปยังริมฝีปากอิ่ม เขาผละออกก่อนจะสบตากับนางที่ยังคงมีท่าทีไม่อยากเชื่อ“ข้าพูดจริง ข้า...”“เช่นนั้นเพราะเหตุใดเจ้าจึงลงมือ”“นั่นเพราะ...” นางกะพริบตามองเขา พยายามเรียบเรียงเรื่องราว ก่อนจะเห็นแววตาคมฉายร่องรอยแห่งความขบขัน“เห็นหรือไม่ เจ้าบอกไม่ได้ หรือหากไม่ใช่อย่างที่ข้าคิด เจ้าคงถูกหลอกใช้กระมัง”หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย พร้อมกับเบิกตามองหน้ามองเขา “ท่าน...”เซี่ยซีเฟิงหัวเราะเสียงเบา “ข้าเดาถูกจริงๆ ด้วย ตอนแรกยังลังเล แต่ตอนนี้มั่นใจแล้วว่าเจ้าคงถูกหลอกใช้จริงๆ”ได้ยินดังนั้นนางพลันเม้มปากแน่น ก่อนมองค้อนเขา“เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าทุกอย่างที่เจ้าคิด เจ้าเผลอแสดงออกมาทางแววตาทั้งหมด ยิ่งในยามที่เจ้าตื่นตระหนก เช่นเมื่อครู่ที่ข้าลองคาดเดา
เซี่ยซีเฟิงมีท่าทีลำบากใจ ชายหนุ่มกระซิบกระซาบกับอวิ๋นชางเสียงเบา ในยามที่หญิงสาวเดินกลับไปชงชามาให้ทั้งสอง“เรื่องนี้ออกจะดูไม่เหมาะสมนัก จะอย่างไรนางก็ยังไม่ออกเรือน ในบ้านไม่มีใคร หากข้ารั้งอยู่อาจเกิดคำครหาได้”“นั่นสิ”เพราะอวิ๋นชางเห็็็็นด้วยง่ายๆ เซี่ยซีเฟิงจึงเลิกคิ้วมองผู้เป็นสหายด้วยดวงตา
“อะไรหรือ”“เรื่องนี้อย่าให้คุณชายทราบเรื่องเป็นดีที่สุด”“ทำไมเล่า”“ท่านทั้งสามเป็นสหายกันมานาน คุณชายอวิ๋นเป็นคนใจอ่อน เขาต้องไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน หากเขาเห็นใจแม่นางหลิงเยี่ยเหยาขึ้นมาคงไม่เป็นผลดี”“เจ้าพูดถูก” หลิงเซียงเหยาพยักหน้านางไม่แม้แต่จะระแคะระคายว่าอีกฝ่ายมีแผนร้าย ไม่สงสัย และมองไ
“ข้าไม่คิดเช่นนั้นขอรับ เมื่อก่อนเอาชนะใจนางไม่ได้ วันนี้ก็คงเหมือนเมื่อก่อน นางไม่เคยมองมาที่ข้าเลยสักครั้ง”เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากนั้นเทพมังกรดำก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีกเลย กระทั่งบุตรชายของเขาเดินจากไป เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นหน้าแท่น เขาก็เสี่ยวอี้ ภูตรับใช้อันซื่อสัตย์ของมังกรด
“ใช่สินะย่อมไม่เหมือน” หลิงเซียงเหยาน้ำตาคลอ นางปล่อยมืออวิ๋นชางก่อนเดินออกไป ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาแล้วได้แต่เดินตามหญิงสาวออกไปอย่างจนใจหลิงเยี่ยเหยาที่ยังคงงุนงงหันไปมองอสูรแห่งพฤกษา “พวกเขา...สนิทสนมกันมานานมากเลยหรือ”“เจ้าค่ะ จ้าวอสูรเป็นสหายกับคุณชายอวิ๋นชางมาตั้งแต่ยังเด็ก กระทั่งคุณหนูเซีย







