LOGIN“เจ้าพูดแบบนี้ทีไรมีปีศาจโผล่มาทุกที ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว พูดเรื่องที่เจ้าเจอแม่นางที่คิดว่ารู้จักดีกว่า ไม่แน่หากเป็นคนที่เจ้ารู้จักจริงๆ นางอาจตอบสิ่งที่เจ้าสงสัยมาตลอดว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน”
“วันนั้นข้ามั่นใจว่านางหลบทันทีที่รู้ว่าข้าหันไปมอง”
“จริงหรือ” อวิ๋นชางเลิกคิ้ว “หรือว่านางจะรู้จักเจ้าจริงๆ”
“อาจใช่…”
อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบประโยค อวิ๋นชางก็ต้องสะดุ้งเฮือก เซี่ยซีเฟิงที่ยืนอยู่ข้างเขา อยู่ๆ ก็เหินกายไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งตามไปทันทีทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร กระทั่งมองเห็นผู้เป็นสหายคว้าข้อมือของหญิงสาวผู้หนึ่ง
...ที่เขาทำได้ก็คืออ้าปากค้างมองด้วยความตื่นตะลึง
สตรีผู้นั้นหันกลับมามองเซี่ยซีเฟิงด้วยความตกใจ เขาเองก็ไม่ได้ต่างไปนัก แต่ยังมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาตกใจมากกว่าการกระทำของสหาย
เมื่อครู่เขามองเห็นข้างกายหญิงสาวผู้นี้มีคนอยู่สองคน กระนั้นทันทีที่เซี่ยซีเฟิงคว้าหญิงสาวเอาไว้ ร่างของคนที่ยืนอยู่กับนางกลับหายวับไปทันที
“เป็นเจ้าเองหรือที่อยู่ในบ้านหลังนี้เมื่อคืน” เซี่ยซีเฟิงดึงหญิงสาวเข้าหาตัว สายตาคมกวาดมองไปรอบๆ จากนั้นคิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น
“ท่านจะทำอะไร!” หญิงสาวกรีดร้องออกมาเมื่อร่างสูงอยู่ๆ ก็ก้มแบกนางตัวลอยขึ้นจากพื้น
“เดี๋ยวๆ ซีเฟิง เจ้าจะทำอะไร!”
อวิ๋นชางมองซ้ายขวาเพราะเกรงจะมีคนผ่านมาเห็น เขาไม่เข้าใจการกระทำของเซี่ยซีเฟิงจึงไม่อาจพูดมาก ได้แต่เดินตามสหายกลับเข้าไปในบ้าน ทำตัวเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างจนใจ ในยามที่เซี่ยซีเฟิงลงมือลักพาตัวหญิงสาวที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร
หลังจากประตูปิดลงทุกอย่างพลันเงียบงัน เหล่าภูตและวิญญาณเร่ร่อนซึ่งออกันอยู่หายวับไปจนสิ้น ในความเงียบนั้นเสียงแผ่วเบาของหลี่เหยาหนิงยังคงดังลอดออกมาให้ได้ยิน แต่ถึงอย่างนั้นตรอกเล็กๆ ที่ไร้ผู้คนสัญจรไปมา ทำให้นอกจากสิ่งมีชีวิตที่หนีหายไป ก็ไม่มีผู้ใดรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแม้แต่คนเดียว
หลี่เหยาหนิงพยายามดิ้นรนจนเกือบหล่นจากไหล่กว้างหลายครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นนางกลับยังไม่อาจสู้เรี่ยวแรงของชายหนุ่ม เมื่อครู่ยืนสนทนากับเหล่าภูตและวิญญาณหลายตน กว่าจะรู้ว่าบุรุษผู้นี้เข้ามาใกล้นางก็พลันถูกคว้าตัวเอาไว้แล้ว
นางรับรู้ถึงความหวาดกลัวที่กระเพื่อมไหวในอากาศของเหล่าภูต ไม่เว้นแม้แต่เสี่ยวฉีและเสี่ยวสุ่ยที่ร่างหายวับไปทันที
“ท่านปล่อยข้านะ ท่านจะทำอะไร ท่านเป็นใคร!”
หลังจากที่เดินไปหยุดยังห้องโถงเล็กๆ ชายหนุ่มวางหญิงสาวลงก่อนกดไหล่ให้นางนั่งลงบนโต๊ะ ร่างสูงชิดกายเข้าไป ใช้ท่อนแขนทั้งสองข้างกักร่างของนางเอาไว้ โดยการวางมือลงบนโต๊ะเบื้องหลังของหญิงสาว
“เจ้าเล่า” เขาเอ่ยถามพร้อมกับหรี่ดวงตามองนางด้วยสายตาคุกคาม
หลี่เหยาหนิงเอนกายไปด้านหลัง แต่จนใจที่แผ่นหลังของนางคือโต๊ะตัวใหญ่ ตอนที่คิดว่าเขาเผลอ นางพยายามก้มตัวออกจากวงแขนกว้างเพื่อวิ่งออกมา
แต่ยังคงช้ากว่าเขาไปก้าวหนึ่ง เพราะยังไม่ทันได้ก้าวออกไปเป็นก้าวที่สอง ท่อนแขนแข็งแรงก็สอดเข้ามาพันธนาการเอวอรชรของนางเอาไว้ได้แล้ว
“ซีเฟิง มีอะไรพูดจากันดีๆ เจ้าทำเช่นนี้ผู้อื่นก็ตื่นตระหนกเอาได้ แม้แต่ข้าเองก็ถูกเจ้าทำให้ตกใจรู้หรือไม่” อวิ๋นชางที่เพิ่งจะเดินเข้ามาส่งเสียงตำหนิ
“คุณชายท่านนี้ ช่วยข้าด้วย” หลี่เหยาหนิงดิ้นรนแต่ยังคงไม่เป็นผล
เซี่ยซีเฟิงถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่ง เขานั่งลงบนเก้าอี้ รั้งร่างที่ยังคงดิ้นรนให้นั่งลงบนตัก สองแขนโอบรอบพันธนาการร่างเล็กที่ดิ้นรนสุดแรงเอาไว้ ก่อนส่งเสียงเตือนด้วยน้ำเสียงที่แฝงประกายอันตราย
“เงียบแล้วก็เลิกดิ้นรน หาไม่ข้าจะมัดเจ้าเอาไว้แล้วขังเอาไว้ที่นี่ ไม่ปล่อยออกไปอีกเลย เจ้าก็เห็นแล้วคนของเจ้าต่างหายไปจนสิ้น”
ได้ผลเพราะหญิงสาวนั่งตัวแข็งทื่อทันที เช่นกันกับอวิ๋นชางที่เพิ่งเคยเห็นท่าทีเช่นนี้ของผู้เป็นสหาย
“ซีเฟิง ทำเช่นนี้ไม่ถูกกระมัง”
“เจ้าก็เห็นแล้วว่าเมื่อครู่สิ่งที่อยู่รอบตัวนางหาใช่มนุษย์ไม่” เซี่ยซีเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมีกลิ่นอายแห่งทวยเทพ”
“อะ…อะไรนะ!” หลี่เหยาหนิงหันขวับไปมองชายหนุ่ม “ท่านว่าอย่างไรนะ กลิ่นอาย…แห่งทวยเทพหรือ”
ท่าทีสับสนงุนงงของหญิงสาวไม่คล้ายการเสแสร้ง ดังนั้นคิ้วเข้มของเซี่ยซีเฟิงจึงขมวดมุ่น
อวิ๋นชางอ้าปากค้างเป็นรอบที่เท่าไรเขาเองก็จำไม่ได้ ชายหนุ่มวิ่งไปที่ประตู มองซ้ายขวาก่อนจะปิดประตูลงทันที ร่างสูงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าคนทั้งสอง ก่อนจะหันไปเอ่ยทวนประโยคเมื่อครู่ของผู้เป็นสหาย
“เจ้าว่านางมีกลิ่นอายของอะไรนะ ทวยเทพอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ผิด” เซี่ยซีเฟิงตอบในทันทีทั้งที่ยังคงสบตากับหญิงสาว
หลี่เหยาหนิงกำลังจะอ้าปากถาม แต่ดูเหมือนอวิ๋นชางเองก็มีข้อสงสัยในใจมากมาย
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร หรือว่าเจ้าจำได้แล้วว่าตัวเองเป็นใคร”
น้ำเสียงตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิดนั้น ทำให้เซี่ยซีเฟิงชะงัก เขาค่อยๆ หันหน้าไปมองสหายของตน ดวงตาฉายแววสับสนงุนงงขึ้นมาแวบหนึ่ง
หลี่เหยาหนิงฉวยโอกาสนั้นดิ้นหลุดออกมาจากพันธนาการ แต่ครั้งนี้นางไม่ได้พยายามหลบหนีออกไปจากห้อง เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนซึ่งดูเหมือนจะรู้ว่านางคือใครและเป็นอะไรกันแน่ ระหว่างภูต วิญญาณ ปีศาจ หรือว่า…ทวยเทพ
เซี่ยซีเฟิงหันมาสบตากับหญิงสาว บางอย่างที่คล้ายหลุดลอยไปทำให้เขาใจหายวาบ เมื่อครู่เขาพูดอะไรออกไป ความรู้สึกคล้ายคำตอบที่ยากจะคว้าจับเอาไว้ ทำให้คิ้วเข้มขมวดมุ่น
“ข้า…”
เห็นสีหน้าของสหายอวิ๋นชางพลันถอนหายใจออกมา แต่เขายังไม่ทันได้เอ่ยอะไรคำถามประหลาดของเซี่ยซีเฟิงก็ทำเอาเขาหันขวับไปมองหญิงสาว
“เจ้ารู้จักข้าหรือไม่ เหตุใดข้าจึงรู้สึกคุ้นหน้าเจ้ายิ่ง”
“เอ่อ...” หญิงสาวได้แต่มองใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสองสลับกันไปมา เมื่อเงยหน้าสบตากับเซี่ยซีเฟิง ความอึดอัดและภาพดวงตาดุดันน่ากลัว ในยามที่มือใหญ่ยื่นออกมาบีบลำคอของนาง
อวิ๋นชางลอบชำเลืองมองหลี่เหยาหนิง จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา “ท่านอย่าเข้าใจซีเฟิงผิด เขาไม่ใช่คนใจร้าย แม้ภายนอกของเขาอาจดูเย็นชา แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยทำร้ายใครเลย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือภูตผีปีศาจ”“ท่านหาต้องกังวลไม่ ข้าเข้าใจดี หาไม่เมื่อครู่ทุกคนที่อยู่รอบตัวข้าคงไม่อาจรอดพ้น”ได้ยินเช่นนั้นอวิ๋นชางก็ยิ้มกว้าง “ท่านเข้าใจก็ดีแล้ว ข้ายังคงยืนยันว่าหากแม่นางต้องการความช่วยเหลือ บ้านของข้ายินดีต้อนรับเสมอ”“แล้วพวกท่านย้ายมาที่นี่เพื่อ...”“ข้ากับซีเฟิงเพิ่งเข้าทำงานที่ร้านแลกเงินฟู่กุ้ย พรุ่งนี้ก็จะเริ่มทำงานแล้ว ตั้งใจว่าทำงานเก็บเงินสักเล็กน้อยค่อยวางแผนว่าจะทำเช่นไรต่อ แล้วแม่นางเล่า”“ข้าย้ายไปเรื่อยๆ แต่ละเมืองจะไม่เกินสิบหรือยี่สิบปี”“นั่นสินะ”อวิ๋นชางพยักหน้าก่อนมองไปยังบ้านที่อยู่ติดกัน คิ้วเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อย จากนั้นก็มองเข้าไปในบ้านเช่าของตน “ข้าไปส่งเจ้าดีกว่า อย่างไรเจ้าก็นับว่าเป็นอิสตรี ดูว่าคนของเจ้ากลับมาแล้วหรือยัง”หญิงสาวเข้าใจในความหมายจึงพยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้ในความหวังดีของอีกฝ่าย “ขอบคุณท่านมาก”“ข้าเองก็ไม่ใคร่จะเห็นเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านั้นกับตัวบ่อยนัก ที
แต่ถึงแม้จะคิดเช่นนั้นภูตเหล่านั้นก็หาผิดไม่ พวกเขาเพียงเข้าใกล้เพื่ออาศัยกลิ่นอายของนางเท่านั้น ไม่มีเลยสักครั้งที่พวกเขาจะทำร้ายนาง เช่นนี้นางจะขับไล่ไสส่งพวกเขาไปได้อย่างไรเห็นสีหน้าของหลี่เหยาหนิงเซี่ยซีเฟิงพลันขมวดคิ้ว “ตัดใจไม่ได้หรือ” น้ำเสียงของเขากระด้างขึ้นมาเล็กน้อย“โง่งม คิดว่าพวกเขาจริงใจกับเจ้าเช่นนั้นหรือ อย่าบอกนะว่าเจ้าอยู่รอดปลอดภัยมาได้ โดยที่ไม่มีเรื่องปีศาจไล่ล่า คิดว่าปีศาจเหล่านั้นเข้าถึงตัวเจ้าได้อย่างไรหากไม่ใช่ถูกผู้อื่นชักนำมา”“ท่าน...” หลี่เหยาหนิงเงยหน้ามองเขา “ท่านรู้ได้อย่างไร”“วิถีผู้ล่าไม่จำเป็นต้องออกติดตามด้วยตัวเอง เพียงมีเบาะแสแค่จับเดรัจฉานสักตนมาก็ได้แล้ว คิดว่าภูตผีวิญญาณเหล่านั้นจะยอมตายเพื่อเจ้าทุกตนหรืออย่างไร” เขาแค่นเสียงเรื่องนี้หลี่เหยาหนิงเองก็เถียงไม่ออก เพียงแต่นางไม่อยากจะยอมรับเท่านั้น “แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ช่วยข้าเอาไว้หลายครั้ง อีกอย่างพวกเขาหาได้ทำสิ่งใดผิด ที่ทำเช่นนั้นเพียงเพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเอาไว้เท่านั้น”อวิ๋นชางกะพริบตามองท่าทีของสหายก่อนจะมองใบหน้าจนใจของหญิงสาว“อย่าได้ถือสาสหายของข้าคนนี้เลย เขาก็นิสัยเช่นนี
มองดูสายตาคมดุดันที่ลึกล้ำราวกับห้วงทะเลลึก หลี่เหยาหนิงพลันถูกตรึงเอาไว้กับที่ นางไม่รู้ตัวเลยว่าชายหนุ่มได้ลุกขึ้นและก้าวเข้ามาหานาง“ดูเหมือนเจ้าจะรู้ดีเหลือเกิน แล้วเจ้าเล่า”“ข้าทำไม” นางเอ่ยถามเขาด้วยท่าทีเหม่อลอย ราวกับถูกดวงตาคู่นั้นของเขาสะกดเอาไว้“เจ้าเป็นใคร”“นามของข้าตอนนี้คือหลี่เหยาหนิง” นางตอบออกมาเสียงเบาก่อนรีบกะพริบตาอย่างตื่นตระหนก“ที่แท้ก็แม่นางหลี่” เสียงขัดจังหวะของอวิ๋นชางไม่ได้มีผลต่อคนทั้งสองที่ยังคงสบตากันนิ่งหลี่เหยาหนิงขมวดคิ้ว ก่อนบังคับสายตาให้ละไปจากชายหนุ่ม ครู่หนึ่งที่นางเหมือนจะสังเกตเห็นว่าดวงตาของเขามีประกายแดงวาบขึ้น จากนั้นนางก็ไม่อาจควบคุมตัวเอง“เจ้าไม่ใช่มนุษย์”นางสะดุ้งเฮือก “ท่านหมายความว่าอย่างไร”“มนุษย์ไม่ตอบสนองการสะกดจิตของข้า” เขาตอบเสียงเรียบ “ตอบข้ามาเจ้าเป็นใคร”หญิงสาวมุ่นคิ้ว “ข้าบอกท่านไม่ได้เพราะตัวข้าเองก็ไม่รู้” นางถอนหายใจออกมาเซี่ยซีเฟิงมองหญิงสาวนิ่งนาน กระนั้นกลับไม่ได้พยายามคาดคั้นเนื่องจากมองเห็นแววตาหดหู่ของหญิงสาว เขาเองก็พอจะเดาได้ว่านางพูดความจริง“หลายปีมานี้ข้าย้ายจากเมืองหนึ่งไปเมืองหนึ่งโดยมีเหล่าภูตเป็นสหาย
ความรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก แม้ไม่ได้ชัดเจนเช่นในคราแรกที่พบเขายังชั้นสองของโรงเตี๊ยม แต่ถึงอย่างนั้นนางยังคงมั่นใจว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่นางคิดไปเองเพียงแต่...นอกจากนั้นนางนึกอะไรไม่ออกทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จำไม่ได้ว่าเคยพบและรู้จักชายหนุ่มหรือไม่“ความจริงข้าไม่รู้จักท่าน”“หากไม่รู้จักตอนนั้นเหตุใดจึงรีบหลบหน้า” เซี่ยซีเฟิงถามขึ้นทันทีที่นางพูดจบประโยคได้ผลเพราะคำพูดประโยคนั้นของเขาทำให้คิ้วเรียวชะงักทันที“ไม่รู้สิ อาจเพราะมีบางอย่างบอกข้าว่าต้องหนีกระมัง” นางเองก็หาเข้าใจไม่ “ท่าน...มองเห็นพวกเขาใช่หรือไม่ วิญญาณเหล่านั้น เหล่าภูตที่อยู่ข้างกายข้า”“ไม่ใช่เพียงแค่เขา เมื่อครู่ข้าเองก็มองเห็น แม่นางเจ้าเป็นใครกันแน่” อวิ๋นชางเอ่ยถามหญิงสาวเสียงนุ่มเห็นสีหน้าของหญิงสาว บวกกับท่าทีกระตือรือร้นอยากได้คำตอบ ซึ่งแตกต่างจากในคราแรกที่หวาดหวั่นของนาง ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าการกระทำของเซี่ยซีเฟิงหาใช่เรื่องเหลวไหลไม่“ท่านทำอะไรพวกเขา” นางเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล“ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น แต่ไหนแต่ไรมาไม่ว่าภูตผี วิญญาณ หรือปีศาจ หากข้าปรากฏตัวพวกเขาล้วนหวาดกลัวและหายไปจนสิ้น”เ
“เจ้าพูดแบบนี้ทีไรมีปีศาจโผล่มาทุกที ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว พูดเรื่องที่เจ้าเจอแม่นางที่คิดว่ารู้จักดีกว่า ไม่แน่หากเป็นคนที่เจ้ารู้จักจริงๆ นางอาจตอบสิ่งที่เจ้าสงสัยมาตลอดว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน”“วันนั้นข้ามั่นใจว่านางหลบทันทีที่รู้ว่าข้าหันไปมอง”“จริงหรือ” อวิ๋นชางเลิกคิ้ว “หรือว่านางจะรู้จักเจ้าจริงๆ”“อาจใช่…”อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบประโยค อวิ๋นชางก็ต้องสะดุ้งเฮือก เซี่ยซีเฟิงที่ยืนอยู่ข้างเขา อยู่ๆ ก็เหินกายไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งตามไปทันทีทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร กระทั่งมองเห็นผู้เป็นสหายคว้าข้อมือของหญิงสาวผู้หนึ่ง...ที่เขาทำได้ก็คืออ้าปากค้างมองด้วยความตื่นตะลึงสตรีผู้นั้นหันกลับมามองเซี่ยซีเฟิงด้วยความตกใจ เขาเองก็ไม่ได้ต่างไปนัก แต่ยังมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาตกใจมากกว่าการกระทำของสหายเมื่อครู่เขามองเห็นข้างกายหญิงสาวผู้นี้มีคนอยู่สองคน กระนั้นทันทีที่เซี่ยซีเฟิงคว้าหญิงสาวเอาไว้ ร่างของคนที่ยืนอยู่กับนางกลับหายวับไปทันที“เป็นเจ้าเองหรือที่อยู่ในบ้านหลังนี้เมื่อคืน” เซี่ยซีเฟิงดึงหญิงสาวเข้าหาตัว สายตาคมกวาดมองไปรอบๆ จากนั้นคิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น“ท่านจะทำอะไร!” หญิงส
หลี่เหยาหนิงงัวเงียลุกจากเตียง เสียงตะโกนด้านนอกทำให้นางสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก กวาดสายตามองเตียงนอนเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมห้อง ภูตวารีไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้นแต่กลับไปยืนใกล้ประตู แง้มประตูออกเล็กน้อยจากนั้นก็แอบมองลอดออกไปตามช่อง“มีอะไรหรือ”“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยสะดุ้ง “ข้าน้อยทำท่านตื่นหรือเจ้าคะ”“เปล่า ข้าได้ยินเสียงตะโกน เกิดอะไรขึ้นหรือ”“ความตาย ข้าน้อยได้กลิ่นอายแห่งความตายเจ้าค่ะ”“เอ๋” หลี่เหยาหนิงเดินไปหยุดข้างๆ ภูตวารี เมื่อพยายามมองลอดออกไปแล้วไม่เห็นสิ่งใด มือเล็กจึงผลักประตูออกคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างหน้าสะดุ้งสุดตัวก่อนเอื้อมมือไปจับบานประตูปิดเข้ามาดังเดิม “นายหญิง!”“ไม่เห็นมีอะไรเลย” นอกจากความเงียบคิดได้ดังนั้นหญิงสาวพลันขมวดคิ้ว ชีวิตนางไม่คุ้นเคยกับความเงียบ เพราะไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย เย็น หรือดึกดื่น เหล่าภูต วิญญาณ หรือแม้กระทั่งบางครั้งยังมีปีศาจตัวน้อยๆ ต่างพยายามหาทางเข้าใกล้นาง ซึ่งนั่นมักจะทำให้เกิดเสียงอยู่ตลอดเวลา หากไม่ใช่เสียงพูดคุยซุบซิบ ก็จะเป็นเสียงการเคลื่อนไหวที่แผ่วเบา ราวกับสายลมพัดผ่านใบหลิว“ข้าจะออกไปดู”“ไม่ได้นะเจ้าคะ!” เสี่ยวสุ่ยคว้าแขนของหลี่







