LOGINเซี่ยซีเฟิงคือชายหนุ่มคนนั้น เขาสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนดิน ตอนนั้นอวิ๋นชางอายุเพียงหกขวบ แต่ยังคงจดจำเรื่องทุกอย่างได้เป็นอย่างดี
ในขณะที่ฝูงหมาป่านับสิบตัวกำลังเข้าห้อมล้อมเขากับมารดา ร่างของเซี่ยซีเฟิงกลับลุกขึ้นมาจากพื้นดิน
ใช่…เขาไม่ได้ตาฝาด
ร่างของเซี่ยซีเฟิงราวกับผุดขึ้นมาจากความตาย ดวงตาแดงก่ำกวาดมองไปรอบๆ ไม่นานหมาป่าฝูงนั้นก็พุ่งเข้าจู่โจมชายหนุ่ม แต่ความเร็วที่น่าอัศจรรย์ใจ กลับทำให้สัตว์ดุร้ายเหล่านั้นรีบเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว
นับจากวันนั้นจนถึงตอนนี้เซี่ยซีเฟิงก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเขา เวลาผ่านไปสิบห้าปีตัวเขาจากเด็กชายวัยหกขวบ กลับกลายมาเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปี
หากแต่…เซี่ยซีเฟิงยังคงเป็นชายหนุ่มคนเดิม ไม่ผิดจากสิบห้าปีก่อนแม้แต่น้อย
เรื่องน่าประหลาดใจเกี่ยวกับเซี่ยซีเฟิงไม่ได้มีเท่านั้น เพราะนอกจากชื่อแซ่ของตัวเองแล้ว เซี่ยซีเฟิงกลับจดจำสิ่งใดไม่ได้เลย ชายหนุ่มล้วนลืมเลือนจนสิ้น ไม่ว่าตัวเองจะเป็นใครมาจากไหน แล้วลุกขึ้นมาจากใต้พื้นดินได้อย่างไร
คราแรกมารดาของเขาหวาดกลัว แต่เมื่อนานวันเข้ากลับกลายเป็นความเคยชิน เพราะอย่างไรเสียเซี่ยซีเฟิงก็คือผู้มีคุณที่ช่วยชีวิตเอาไว้ อีกทั้งเขาก็ไม่เคยมีท่าทีจะทำร้ายผู้ใดเลยสักครั้ง
ตรงกันข้ามกันนับจากมีเซี่ยซีเฟิงมาอยู่ด้วย ทั้งอวิ๋นชางกับมารดาก็ราวกับมีองครักษ์ประจำบ้าน ไม่ว่าเรื่องใดล้วนวางไว้ในมือเขาได้ทั้งสิ้น
ป้ายวิญญาณของมารดาถูกวางลง อวิ๋นชางถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่ง หลายปีมานี้ทั้งสองออกเดินทางไปทั่ว นานๆ ครั้งถึงจะกลับไปยังบ้านเกิดที่เมืองชิงหวง
การกลับไปครั้งล่าสุดทำให้คนในหมู่บ้านสงสัยในตัวเซี่ยซีเฟิง เขาไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย ทั้งไม่อาจปล่อยให้เซี่ยซีเฟิงถูกทำร้าย จึงพาอีกฝ่ายออกเดินทางอีกครั้ง กระทั่งมาถึงเมืองซ่างจินแห่งนี้
ยามค่ำคืนอันเงียบสงบ เซี่ยซีเฟิงกลับไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียงนอนก่อนเปิดประตูเดินออกมา บรรยากาศอันเย็นเยือก พร้อมกับความรู้สึกราวกับได้ยินเสียงกระซิบพูดคุย ทำให้เขารู้สึกสงสัย
มือใหญ่ยื่นออกไปผลักประตูออก ก่อนจะกวาดสายตาออกไปโดยรอบ บนถนนสายเล็กเงียบงันไร้สุ้มเสียง ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่มีเงาของผู้คน มีเพียงความเงียบงันอันน่าสงสัย
สายตาคมดุดันหรี่ลงเล็กน้อย ในยามที่เท้าทั้งสองข้างก้าวออกมายังท้องถนน เขาเดินมายังบ้านหลังติดกันช้าๆ ดวงตาสาดประกายคมกริบจากนั้นก็หันไปมองโดยรอบ
“หากยังกล้าส่งเสียงรบกวนเวลานอนของข้าอีกละก็”
เขาเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะหรี่ดวงตาลงมองไปรอบกายอันเงียบงัน จบประโยคนั้นทุกอย่างก็ล้วนแล้วแต่หยุดเคลื่อนไหว เสียงจิ้งหรีดที่ร้องถึงกับเงียบงันไปเช่นกัน ชายหนุ่มยิ้มออกมาที่มุมปาก
“นับว่ายังฉลาด”
กล่าวจบก็เขาเดินกลับเข้าไปในบ้าน ปิดประตูแล้วเดินกลับไปยังห้องนอนของตน
ทันทีที่ประตูห้องนอนของเซี่ยซีเฟิงปิดลง เงาร่างโปร่งแสงของเหล่าวิญญาณและเหล่าภูตตัวน้อยก็ค่อยๆ ทยอยโผล่หน้าออกมา ทั้งหมดมองไปยังประตูบ้านที่เพิ่งจะถูกปิดลง จากนั้นก็เดินย่องออกมาจากที่หลบซ่อนตัว พยายามเบาเสียงที่สุด แม้ว่าการเดินของทั้งหมดจะไม่ได้เกิดเสียงเลยแม้แต่น้อย
“น่ากลัวเหลือเกิน”
“เขาเป็นใคร”
“ข้ารู้สึกถึงความตาย”
“อย่าไร้สาระไปหน่อยเลย เจ้าตายไปแล้ว”
“ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้น เหมือนความตายเดินผ่านหน้าไป ไม่กล้าหายใจเลยนะ”
“เจ้าไม่หายใจแล้ว!”
“เขาคือใครหรือ”
“กลิ่นอายรอบตัวเขาล้วนมีเพียงความตาย หากแตะต้องเขาวิญญาณต้องสูญสลายแน่”
“อย่าว่าแต่เจ้าที่เป็นวิญญาณ ข้าเป็นภูตยังรู้สึกว่าเขาน่ากลัว รอบกายเขาราวกับมีไฟบรรลัยกัลป์จากอเวจีล้อมรอบ หากเข้าใกล้เพียงน้อยมีหวังโดนแผดเผาไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด”
“แต่…ข้าได้ยินมาว่าเขาเพิ่งย้ายมา เหตุใดต้องมาอยู่ใกล้นายหญิง”
“อย่าเสียงดังสิ เจ้าไม่ได้ยินที่เขาเตือนหรือ”
“เขาได้ยินเราสนทนากันแน่นอนหาไม่…”
ประตูถูกเปิดออกมาอีกครั้ง คราวนี้เสียงดังลั่นเพราะผู้ที่ก้าวออกมากำลังเดือดดาล “ไสหัวไปให้หมด!!” เซี่ยซีเฟิงตะโกนลั่น
เหล่าภูตและวิญญาณต่างกรีดร้องพร้อมกับหนีตายกันจ้าละหวั่น ครั้งนี้ไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว เพราะเสียงสนทนาแผ่วเบาของพวกเขานั้น ชายหนุ่มผู้นี้ได้ยินอย่างชัดเจนแน่นอน!!!.
อวิ๋นชางเองก็สะดุ้งตื่น เขางัวเงียลุกจากเตียงก่อนเดินมาเปิดประตู “อะไรหรือ” เขาถามเมื่อเซี่ยซีเฟิงเดินผ่านห้องของตนไป
“ไม่มีอะไร เจ้ากลับไปนอนเสีย”
“ได้” อวิ๋นชางพยักหน้างุนงง เขาเหมือนยังไม่ตื่นดี หากเมื่อได้ยินว่าไม่มีอะไรก็เดินกลับไปที่เตียงล้มตัวนอนหลับต่อ
อวิ๋นชางลอบชำเลืองมองหลี่เหยาหนิง จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา “ท่านอย่าเข้าใจซีเฟิงผิด เขาไม่ใช่คนใจร้าย แม้ภายนอกของเขาอาจดูเย็นชา แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยทำร้ายใครเลย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือภูตผีปีศาจ”“ท่านหาต้องกังวลไม่ ข้าเข้าใจดี หาไม่เมื่อครู่ทุกคนที่อยู่รอบตัวข้าคงไม่อาจรอดพ้น”ได้ยินเช่นนั้นอวิ๋นชางก็ยิ้มกว้าง “ท่านเข้าใจก็ดีแล้ว ข้ายังคงยืนยันว่าหากแม่นางต้องการความช่วยเหลือ บ้านของข้ายินดีต้อนรับเสมอ”“แล้วพวกท่านย้ายมาที่นี่เพื่อ...”“ข้ากับซีเฟิงเพิ่งเข้าทำงานที่ร้านแลกเงินฟู่กุ้ย พรุ่งนี้ก็จะเริ่มทำงานแล้ว ตั้งใจว่าทำงานเก็บเงินสักเล็กน้อยค่อยวางแผนว่าจะทำเช่นไรต่อ แล้วแม่นางเล่า”“ข้าย้ายไปเรื่อยๆ แต่ละเมืองจะไม่เกินสิบหรือยี่สิบปี”“นั่นสินะ”อวิ๋นชางพยักหน้าก่อนมองไปยังบ้านที่อยู่ติดกัน คิ้วเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อย จากนั้นก็มองเข้าไปในบ้านเช่าของตน “ข้าไปส่งเจ้าดีกว่า อย่างไรเจ้าก็นับว่าเป็นอิสตรี ดูว่าคนของเจ้ากลับมาแล้วหรือยัง”หญิงสาวเข้าใจในความหมายจึงพยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้ในความหวังดีของอีกฝ่าย “ขอบคุณท่านมาก”“ข้าเองก็ไม่ใคร่จะเห็นเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านั้นกับตัวบ่อยนัก ที
แต่ถึงแม้จะคิดเช่นนั้นภูตเหล่านั้นก็หาผิดไม่ พวกเขาเพียงเข้าใกล้เพื่ออาศัยกลิ่นอายของนางเท่านั้น ไม่มีเลยสักครั้งที่พวกเขาจะทำร้ายนาง เช่นนี้นางจะขับไล่ไสส่งพวกเขาไปได้อย่างไรเห็นสีหน้าของหลี่เหยาหนิงเซี่ยซีเฟิงพลันขมวดคิ้ว “ตัดใจไม่ได้หรือ” น้ำเสียงของเขากระด้างขึ้นมาเล็กน้อย“โง่งม คิดว่าพวกเขาจริงใจกับเจ้าเช่นนั้นหรือ อย่าบอกนะว่าเจ้าอยู่รอดปลอดภัยมาได้ โดยที่ไม่มีเรื่องปีศาจไล่ล่า คิดว่าปีศาจเหล่านั้นเข้าถึงตัวเจ้าได้อย่างไรหากไม่ใช่ถูกผู้อื่นชักนำมา”“ท่าน...” หลี่เหยาหนิงเงยหน้ามองเขา “ท่านรู้ได้อย่างไร”“วิถีผู้ล่าไม่จำเป็นต้องออกติดตามด้วยตัวเอง เพียงมีเบาะแสแค่จับเดรัจฉานสักตนมาก็ได้แล้ว คิดว่าภูตผีวิญญาณเหล่านั้นจะยอมตายเพื่อเจ้าทุกตนหรืออย่างไร” เขาแค่นเสียงเรื่องนี้หลี่เหยาหนิงเองก็เถียงไม่ออก เพียงแต่นางไม่อยากจะยอมรับเท่านั้น “แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ช่วยข้าเอาไว้หลายครั้ง อีกอย่างพวกเขาหาได้ทำสิ่งใดผิด ที่ทำเช่นนั้นเพียงเพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเอาไว้เท่านั้น”อวิ๋นชางกะพริบตามองท่าทีของสหายก่อนจะมองใบหน้าจนใจของหญิงสาว“อย่าได้ถือสาสหายของข้าคนนี้เลย เขาก็นิสัยเช่นนี
มองดูสายตาคมดุดันที่ลึกล้ำราวกับห้วงทะเลลึก หลี่เหยาหนิงพลันถูกตรึงเอาไว้กับที่ นางไม่รู้ตัวเลยว่าชายหนุ่มได้ลุกขึ้นและก้าวเข้ามาหานาง“ดูเหมือนเจ้าจะรู้ดีเหลือเกิน แล้วเจ้าเล่า”“ข้าทำไม” นางเอ่ยถามเขาด้วยท่าทีเหม่อลอย ราวกับถูกดวงตาคู่นั้นของเขาสะกดเอาไว้“เจ้าเป็นใคร”“นามของข้าตอนนี้คือหลี่เหยาหนิง” นางตอบออกมาเสียงเบาก่อนรีบกะพริบตาอย่างตื่นตระหนก“ที่แท้ก็แม่นางหลี่” เสียงขัดจังหวะของอวิ๋นชางไม่ได้มีผลต่อคนทั้งสองที่ยังคงสบตากันนิ่งหลี่เหยาหนิงขมวดคิ้ว ก่อนบังคับสายตาให้ละไปจากชายหนุ่ม ครู่หนึ่งที่นางเหมือนจะสังเกตเห็นว่าดวงตาของเขามีประกายแดงวาบขึ้น จากนั้นนางก็ไม่อาจควบคุมตัวเอง“เจ้าไม่ใช่มนุษย์”นางสะดุ้งเฮือก “ท่านหมายความว่าอย่างไร”“มนุษย์ไม่ตอบสนองการสะกดจิตของข้า” เขาตอบเสียงเรียบ “ตอบข้ามาเจ้าเป็นใคร”หญิงสาวมุ่นคิ้ว “ข้าบอกท่านไม่ได้เพราะตัวข้าเองก็ไม่รู้” นางถอนหายใจออกมาเซี่ยซีเฟิงมองหญิงสาวนิ่งนาน กระนั้นกลับไม่ได้พยายามคาดคั้นเนื่องจากมองเห็นแววตาหดหู่ของหญิงสาว เขาเองก็พอจะเดาได้ว่านางพูดความจริง“หลายปีมานี้ข้าย้ายจากเมืองหนึ่งไปเมืองหนึ่งโดยมีเหล่าภูตเป็นสหาย
ความรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก แม้ไม่ได้ชัดเจนเช่นในคราแรกที่พบเขายังชั้นสองของโรงเตี๊ยม แต่ถึงอย่างนั้นนางยังคงมั่นใจว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่นางคิดไปเองเพียงแต่...นอกจากนั้นนางนึกอะไรไม่ออกทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จำไม่ได้ว่าเคยพบและรู้จักชายหนุ่มหรือไม่“ความจริงข้าไม่รู้จักท่าน”“หากไม่รู้จักตอนนั้นเหตุใดจึงรีบหลบหน้า” เซี่ยซีเฟิงถามขึ้นทันทีที่นางพูดจบประโยคได้ผลเพราะคำพูดประโยคนั้นของเขาทำให้คิ้วเรียวชะงักทันที“ไม่รู้สิ อาจเพราะมีบางอย่างบอกข้าว่าต้องหนีกระมัง” นางเองก็หาเข้าใจไม่ “ท่าน...มองเห็นพวกเขาใช่หรือไม่ วิญญาณเหล่านั้น เหล่าภูตที่อยู่ข้างกายข้า”“ไม่ใช่เพียงแค่เขา เมื่อครู่ข้าเองก็มองเห็น แม่นางเจ้าเป็นใครกันแน่” อวิ๋นชางเอ่ยถามหญิงสาวเสียงนุ่มเห็นสีหน้าของหญิงสาว บวกกับท่าทีกระตือรือร้นอยากได้คำตอบ ซึ่งแตกต่างจากในคราแรกที่หวาดหวั่นของนาง ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าการกระทำของเซี่ยซีเฟิงหาใช่เรื่องเหลวไหลไม่“ท่านทำอะไรพวกเขา” นางเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล“ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น แต่ไหนแต่ไรมาไม่ว่าภูตผี วิญญาณ หรือปีศาจ หากข้าปรากฏตัวพวกเขาล้วนหวาดกลัวและหายไปจนสิ้น”เ
“เจ้าพูดแบบนี้ทีไรมีปีศาจโผล่มาทุกที ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว พูดเรื่องที่เจ้าเจอแม่นางที่คิดว่ารู้จักดีกว่า ไม่แน่หากเป็นคนที่เจ้ารู้จักจริงๆ นางอาจตอบสิ่งที่เจ้าสงสัยมาตลอดว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน”“วันนั้นข้ามั่นใจว่านางหลบทันทีที่รู้ว่าข้าหันไปมอง”“จริงหรือ” อวิ๋นชางเลิกคิ้ว “หรือว่านางจะรู้จักเจ้าจริงๆ”“อาจใช่…”อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบประโยค อวิ๋นชางก็ต้องสะดุ้งเฮือก เซี่ยซีเฟิงที่ยืนอยู่ข้างเขา อยู่ๆ ก็เหินกายไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งตามไปทันทีทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไร กระทั่งมองเห็นผู้เป็นสหายคว้าข้อมือของหญิงสาวผู้หนึ่ง...ที่เขาทำได้ก็คืออ้าปากค้างมองด้วยความตื่นตะลึงสตรีผู้นั้นหันกลับมามองเซี่ยซีเฟิงด้วยความตกใจ เขาเองก็ไม่ได้ต่างไปนัก แต่ยังมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาตกใจมากกว่าการกระทำของสหายเมื่อครู่เขามองเห็นข้างกายหญิงสาวผู้นี้มีคนอยู่สองคน กระนั้นทันทีที่เซี่ยซีเฟิงคว้าหญิงสาวเอาไว้ ร่างของคนที่ยืนอยู่กับนางกลับหายวับไปทันที“เป็นเจ้าเองหรือที่อยู่ในบ้านหลังนี้เมื่อคืน” เซี่ยซีเฟิงดึงหญิงสาวเข้าหาตัว สายตาคมกวาดมองไปรอบๆ จากนั้นคิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น“ท่านจะทำอะไร!” หญิงส
หลี่เหยาหนิงงัวเงียลุกจากเตียง เสียงตะโกนด้านนอกทำให้นางสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก กวาดสายตามองเตียงนอนเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมห้อง ภูตวารีไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้นแต่กลับไปยืนใกล้ประตู แง้มประตูออกเล็กน้อยจากนั้นก็แอบมองลอดออกไปตามช่อง“มีอะไรหรือ”“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยสะดุ้ง “ข้าน้อยทำท่านตื่นหรือเจ้าคะ”“เปล่า ข้าได้ยินเสียงตะโกน เกิดอะไรขึ้นหรือ”“ความตาย ข้าน้อยได้กลิ่นอายแห่งความตายเจ้าค่ะ”“เอ๋” หลี่เหยาหนิงเดินไปหยุดข้างๆ ภูตวารี เมื่อพยายามมองลอดออกไปแล้วไม่เห็นสิ่งใด มือเล็กจึงผลักประตูออกคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างหน้าสะดุ้งสุดตัวก่อนเอื้อมมือไปจับบานประตูปิดเข้ามาดังเดิม “นายหญิง!”“ไม่เห็นมีอะไรเลย” นอกจากความเงียบคิดได้ดังนั้นหญิงสาวพลันขมวดคิ้ว ชีวิตนางไม่คุ้นเคยกับความเงียบ เพราะไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย เย็น หรือดึกดื่น เหล่าภูต วิญญาณ หรือแม้กระทั่งบางครั้งยังมีปีศาจตัวน้อยๆ ต่างพยายามหาทางเข้าใกล้นาง ซึ่งนั่นมักจะทำให้เกิดเสียงอยู่ตลอดเวลา หากไม่ใช่เสียงพูดคุยซุบซิบ ก็จะเป็นเสียงการเคลื่อนไหวที่แผ่วเบา ราวกับสายลมพัดผ่านใบหลิว“ข้าจะออกไปดู”“ไม่ได้นะเจ้าคะ!” เสี่ยวสุ่ยคว้าแขนของหลี่







