Share

หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ
หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ
Author: เกิดใหม่ก็บ้าเลย

บทที่ 1

Author: เกิดใหม่ก็บ้าเลย
ตอนที่ระบบแสดงผลว่ายกเลิกสำเร็จ ลู่เจ๋อเหยียนก็เดินออกจากห้องน้ำมาพอดี

เมื่อเห็นฉันนั่งนิ่งไม่ขยับ

เขาก็เหลือบมองเวลาแล้วขมวดคิ้ว

“วันนี้มีอะไรจะพูดหรือเปล่า ใกล้สามทุ่มแล้ว ฉันจะพักผ่อน”

ฉันชะงักไปสองวินาที ก่อนจะส่ายหน้า

“ไม่มี”

เขาพยักหน้ารับ “โอเค งั้นฝันดีนะ”

เขาหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องไปอย่างรวดเร็ว ไม่สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของฉันเลยสักนิด

ฉันเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง

จังหวะที่กำลังจะลุกขึ้น หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ดับไปแล้วก็พลันสว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับแจ้งเตือนสายเรียกเข้าจากเวินหลีที่ซิงก์ข้อมูลตรงกับโทรศัพท์มือถือ

และลู่เจ๋อเหยียน...

ผู้ชายที่ไม่ยอมรับโทรศัพท์ ไม่พูดคุย และไม่ตอบข้อความใครหลังสามทุ่ม กลับกดรับสายทันทีในชั่วอึดใจ

ราวกับกลัวว่าปลายสายจะรอนาน

ฉันหลุดหัวเราะเยาะออกมา ช่างใส่ใจกันดีเหลือเกิน น่าเสียดายที่ข้อยกเว้นของเขา กลับไม่ใช่คู่หมั้นอย่างฉัน

เมื่อกลับเข้ามาในห้องนอน

ลู่เจ๋อเหยียนก็หลับตาลงแล้ว เหมือนเขาจะหลับสนิทไปแล้ว

แต่ในวินาทีนี้ ฉันกลับค้นพบสิ่งที่ตัวเองไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน

เช่น โทรศัพท์มือถือที่ถูกวางคว่ำหน้าลง

เช่น หูฟังสีดำที่ไม่สะดุดตาในหูข้างขวาของเขา

ฉันปิดไฟ ท่ามกลางความมืดมิดนั้น ฉันพิมพ์ตอบกลับประกาศการโยกย้ายตำแหน่งงานที่หัวหน้าแจ้งไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน

ตอนนั้นฉันไม่ได้ตอบตกลงไป เพราะไม่อยากต้องอยู่ห่างกับลู่เจ๋อเหยียนหลังแต่งงาน

แต่ตอนนี้ ทุกอย่างมันจบลงแล้ว

หัวหน้าตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

[คิดดีแล้วใช่ไหม ไปประจำที่สถานทูตฝรั่งเศสต้องอยู่ทำงานอย่างน้อยห้าปี ถ้าคิดดีแล้วก็ไปทำวีซ่าซะ อีกสามวันเตรียมตัวเดินทางได้เลย]

ฉันตอบตกลงไป

เสียงลมหายใจของคนข้างกายยังคงสม่ำเสมอ ฉันคิดว่าในเวลานี้ เวินหลีก็คงจะรู้สึกอุ่นใจมากเช่นเดียวกัน

หลังจากล้มตัวลงนอน

ช่องว่างระหว่างเราก็ดูกว้างใหญ่ราวกับถูกกั้นด้วยแม่น้ำฉู่และเส้นแบ่งแดนฮั่น ฉันเหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะหลับตาลงแล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา

เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่เจ๋อเหยียนกำลังยืนอยู่ในห้องแต่งตัว

ฉันลุกขึ้นยืนแล้วลองแตะโทรศัพท์มือถือของเขาดู

มันร้อนจี๋เลย

หลังจากเตรียมเอกสารสำหรับทำวีซ่าเสร็จเรียบร้อย ฉันปรายตามองเขาแวบหนึ่งแล้วก็เดินออกไป

ทว่าจังหวะที่เดินสวนกันนั้น

ลู่เจ๋อเหยียนเอ่ยรั้งฉันไว้ด้วยความงุนงง “เธอไม่ผูกเนกไทให้ฉันเหรอ”

ฉันกระตุกยิ้มมุมปาก

“ไม่แล้ว คุณหัดผูกเองบ้างเถอะ” ฉันทิ้งช่วงไปอึดใจหนึ่ง “หรือไม่ก็ให้ผู้ช่วยสอนของคุณเป็นคนผูกให้สิ”

ลู่เจ๋อเหยียนวางของในมือลงแล้วเดินตรงเข้ามาหา พลางมองฉันด้วยความสงสัย

“เธอหมายถึงเวินหลีเหรอ”

แค่เอ่ยชื่อนี้ออกมา สีหน้าเคร่งขรึมและดุดันของเขาก็พลันอ่อนโยนลง

แววตาของเขาเจือไปด้วยรอยยิ้ม

“เขาผูกเป็นจริง ๆ นั่นแหละ เป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดดีมาก แต่เรื่องนี้มันไปเกี่ยวอะไรกับการที่เธอต้องผูกเนกไทให้ฉันด้วยล่ะ”

ฉันเงียบไปสองวินาที

ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดจากตรงไหนดี ก็เลยเลือกที่จะไม่อธิบายอะไรออกไป

“ไม่เกี่ยวกันหรอก แค่ไม่อยากผูกให้แล้วแค่นั้นแหละ”

ลู่เจ๋อเหยียนเม้มริมฝีปากด้วยความไม่พอใจ

“ตามใจเธอแล้วกัน จริงสิ กลางวันนี้ไม่ต้องเอาข้าวไปให้ฉันแล้วนะ เวินหลีเพิ่งส่งข้อความมาบอกว่าจะเอามาให้”

มือที่กำลังจับลูกบิดประตูของฉันชะงักไปครู่หนึ่ง

“ได้”

ลู่เจ๋อเหยียนเป็นโรคกระเพาะขั้นรุนแรงเนื่องจากการทำงาน ดังนั้นเมื่อก่อนต่อให้ฉันจะยุ่งแค่ไหน ก็ต้องลงมือทำอาหารให้เขาด้วยตัวเองเสมอ

ก็ดีเหมือนกัน

แบบนี้ฉันจะได้สบายขึ้นหน่อย

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉันก็ไม่คิดจะใส่ใจความรู้สึกของเขาอีกต่อไป พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปพร้อมกับปิดประตูลง

ฉันเดินทางไปที่สถานทูตเพื่อทำวีซ่าทำงานระยะเวลาห้าปี

จากนั้นก็แวะไปรับจดหมายย้ายตำแหน่งที่บริษัท

หลังจากเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเรียบร้อย

ฉันยืนมองดอกท้อที่กำลังค่อย ๆ เบ่งบานอยู่หน้าสถาบันการทูต

ไม่น่าเชื่อเลยว่าฉันจะสัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายและหลุดพ้นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

จู่ ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

ฉันกดเข้าแอปพลิเคชันจองคิวจดทะเบียนสมรส แล้วลบข้อมูลบัตรประชาชนของลู่เจ๋อเหยียนทิ้งไป

เพราะหลังจากนี้

คงไม่ได้ใช้อีกแล้ว

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 8

    ตอนฉันไปถึง ลู่เจ๋อเหยียนยังคงนอนหลับตาสนิทอยู่บนเตียงผู้ป่วยเขาหน้าซีดมากคบกับเขามาห้าปี ฉันไม่เคยเห็นลู่เจ๋อเหยียนในสภาพแบบนี้มาก่อนเลยแต่ฉันทำเพียงปรายตามองแวบหนึ่ง หวังแค่ว่าเขาอย่าเพิ่งมาตายก็พอ ไม่อย่างนั้นคงซวยแย่ขณะที่กำลังจะเดินจากไปจู่ ๆ ผู้ชายที่อยู่ด้านหลังก็ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาแหบพร่ามาก“จืออวี๋...”ฉันชะงักฝีเท้า หันกลับไปสบตากับเขา คนหนึ่งเรียบเฉย ส่วนอีกคนเจ็บปวด“เธอเกลียดฉันขนาดนี้เลยเหรอ”ขอบตาของลู่เจ๋อเหยียนร้อนผ่าวเขานึกถึงเมื่อก่อน ทุกครั้งที่เขาปวดท้องโรคกระเพาะหรือเป็นไข้ ก็จะมีแต่หลินจืออวี๋ที่คอยดูแลอยู่ข้างกายหลายปีที่ผ่านมาเธอลงมือทำอาหารให้เขากินด้วยตัวเองตลอดนานวันเข้า อาการปวดท้องโรคกระเพาะของเขาก็กำเริบน้อยลงเรื่อย ๆเขาตื่นมาทีไรก็มักจะเห็นหลินจืออวี๋ฟุบหลับอยู่ข้างเตียง โดยที่มือยังคงกุมมือเขาไว้แน่นทุกครั้งที่มองเห็นหัวใจของเขาก็อ่อนยวบลงไปหลายส่วนแต่เขามักจะรู้สึกว่าไม่ควรแสดงอารมณ์ออกมา ดังนั้นพอเธอตื่นขึ้นมา เขาก็กลับไปปั้นหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกเหมือนเดิมทว่าตอนนี้ตอนที่เขาป่วยหนักแต่เธอกล

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 7

    ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้น ฤดูใบไม้ร่วงเวียนมา ฉันใช้ชีวิตผ่านไปอีกหนึ่งปีสำหรับฉันเวลาเป็นเพียงแค่พระอาทิตย์ขึ้นและตก น้ำขึ้นและน้ำลงเวลาหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วการทำงานและการใช้ชีวิตของฉันในฝรั่งเศสเข้าที่เข้าทางนานแล้วฉันไม่รับรู้เรื่องในประเทศเลยแม้แต่น้อยฉันลบช่องทางการติดต่อของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับตระกูลลู่ทิ้งไปหมดแล้วไม่เคยคิดว่าจะได้เจอลู่เจ๋อเหยียนอีก อย่างน้อยในใจฉันก็ไม่อยากเจอเขาทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกวันนั้นตอนเลิกงานกลับบ้าน ฉันมองเห็นเงาร่างอันโดดเดี่ยวอ้างว้างยืนอยู่ใต้แสงสลัวของไฟถนนแต่ไกลฉันชะงักฝีเท้า ลู่เจ๋อเหยียนเห็นฉัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านซึ่งฉันเองก็อ่านไม่ออกขณะที่กำลังจะเดินจากไปจู่ ๆ เขาก็พุ่งเข้ามา ทำให้ฉันตกอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นและสั่นเทาทันที“ขอโทษ...”พอได้ยินประโยคนี้ ฉันยังประหลาดใจอยู่บ้างฉันนึกว่าเขาจะมาเอาเรื่อง ไม่คิดเลยว่าจะมาขอโทษแต่ฉันแค่ผลักเขาออกเบา ๆ“ฉันรับทราบแล้ว”จากนั้นก็หมุนตัวเดินหนีจังหวะที่เดินสวนกัน ลู่เจ๋อเหยียนก็คว้าตัวฉันไว้ สายตาที่เขามองมาสั่นไหว“จืออวี๋ ฉันตามหาเธอมาหนึ่งปีเต็มเลย

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 6

    ลู่เจ๋อเหยียนเห็นข้อความนี้ก็ถึงกับมึนงงถอนหมั้นเหรอหลินจืออวี๋เนี่ยนะจะเป็นไปได้ยังไงเมื่อคืนพวกเขายังคุยเรื่องแบบชุดแต่งงานกันอยู่เลยทว่าปลายนิ้วกลับอดสั่นเทาเล็กน้อยไม่ได้ เขากดเข้าไปในหน้าไทม์ไลน์ของหลินจืออวี๋ด้วยความลนลานและกระวนกระวายใจมันว่างเปล่ามีเพียงข้อความประกาศถอนหมั้นถูกปักหมุดไว้บนสุดเท่านั้น[ขอโทษญาติ ๆ และเพื่อน ๆ ทุกท่านที่ได้รับการ์ดเชิญงานแต่งงานของฉันกับลู่เจ๋อเหยียนด้วยนะคะ][เราถอนหมั้นกันแล้วค่ะ งานแต่งงานถูกยกเลิกแล้ว][ขอให้โชคดีในอนาคตค่ะ]หมดแค่นั้น...นัยน์ตาของลู่เจ๋อเหยียนสั่นไหวเล็กน้อย ข้อความสั้น ๆ สามประโยคนี้เขาใช้เวลาอ่านถึงห้านาที แทบจะจ้องจนทะลุเป็นรูบรรดานักศึกษาด้านล่างเห็นเขาเป็นแบบนั้นก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก“ศาสตราจารย์ลู่เป็นอะไรเหรอ ทำไมถึงทำหน้าเหมือนเห็นผีแบบนั้นล่ะ เหมือนเจออะไรสะเทือนใจหนัก ๆ เลย”“ใครจะไปรู้ล่ะ ยังไงซะถ้าไม่ใช่เพราะหน่วยกิต ฉันก็ไม่มาเรียนวิชาของเขาหรอก พวกจอมปลอม ชิ...”ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นั้นเองจู่ ๆ ศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดแห่งคณะอักษรศาสตร์บนโพเดียมก็วิ่งพรวดพราดออกไปจากห้องท่ามก

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 5

    ในเวลาเดียวกัน จู่ ๆ ลู่เจ๋อเหยียนที่กำลังอยู่เป็นเพื่อนเวินหลีในหอพักอาจารย์ของมหาวิทยาลัยจิงก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจขึ้นมาเวินหลีรีบเงยหน้าขึ้นมอง“เจ๋อเหยียน เป็นอะไรไปคะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า พี่หน้าซีด ๆ นะ”ลู่เจ๋อเหยียนสูดลมหายใจลึกทิ้งช่วงไปครู่หนึ่ง อาการเจ็บแปลบในใจถึงค่อย ๆ ทุเลาลง เขาชงยาให้เวินหลีดื่ม“ฉันไม่เป็นไร”เขาลองนึกดู แต่ก็นึกหาเหตุผลไม่ออกเลยเลิกคิดไป“อาจเพราะตอนได้ยินว่าเธอเกิดเรื่องฉันร้อนใจเกินไป พอตั้งสติได้ก็เลยรู้สึกใจหวิวนิดหน่อย”ปลายหูของเวินหลีแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกหวาดผวาไม่หาย“ขอบคุณนะคะ”“ถ้าไม่ได้พี่ คืนนี้ฉันคง...”เธอเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “พี่อย่าบอกอาจารย์นะคะ ไม่งั้นท่านต้องเป็นห่วงจนนอนไม่หลับแน่ ๆ”ลู่เจ๋อเหยียนพยักหน้ารับเมื่อเห็นว่าเวินหลีที่อยู่บนเตียงยังมีท่าทีหวาดกลัวจนไม่กล้าหลับตา เขาก็เม้มริมฝีปากบางแน่น“นอนเถอะ คืนนี้ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเธอที่นี่แหละ ไม่ไปไหนหรอก”ประกายความพึงพอใจพาดผ่านดวงตาของเวินหลี“ค่ะ”พูดจบเธอก็หลับตาลง แต่มือกลับเอื้อมไปคว้าปลายนิ้

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 4

    ระหว่างทางกลับบ้าน เวินหลียังคงนั่งเบาะหน้าคู่คนขับ ลู่เจ๋อเหยียนจึงขับรถไปส่งเธอที่บ้านก่อนส่วนฉันนั่งเบาะหลัง กำลังคุยเรื่องเช่าบ้านกับเจ้าของบ้านชาวฝรั่งเศส“มานั่งข้างหน้านี่”จู่ ๆ ลู่เจ๋อเหยียนก็พูดขึ้น ฉันตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง “ไม่ต้องหรอก”เขาเงียบไปสองวินาที“ตามใจ”ฉันไม่สนใจ เอาแต่ดูรูปบ้านที่โปร่ง ๆ แสงแดดส่องถึงด้วยความพอใจ แล้วโอนเงินมัดจำทันทีพอถึงบ้านเขาก็หยิบอัลบั้มรูปเล่มหนึ่งออกจากกระเป๋าเอกสารแล้วเดินมาหาฉัน“ดูไหม”ฉันรับมาแบบงง ๆ ถึงเพิ่งเห็นว่าเป็นแคตตาล็อกชุดแต่งงาน“รีบเลือกสักชุดเถอะ งานแต่งเหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียว ช่างจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า”เขาชี้ชุดแต่งงานที่ประดับดีเทลดอกสาลี่สามมิติทั้งชุด“ฉันว่าชุดนี้ไม่เลวเลย”แววตาของฉันฉายแววดูแคลนดอกสาลี่...เวินหลี...ช่างนึกถึงผู้หญิงคนนั้นตลอดเลยจริง ๆถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันคงอาละวาดไปแล้วแต่ตอนนี้ฉันกลับพยักหน้ารับอย่างใจเย็น“เอาสิ ได้ เอาชุดนี้แหละ”ยังไงอีกสองวันฉันก็จะไปอยู่แล้วงานแต่งในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะเกี่ยวอะไรกับฉันอีกล่ะลู่เจ๋อเหยียนเหมือนจะพอใจในความว่าง่ายของฉั

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 3

    เมื่อถึงบ้านใหญ่ตระกูลลู่ คุณนายลู่ก็ชะเง้อคอรออยู่ข้างนอกเวินหลีลงจากรถรีบวิ่งเข้าไปควงแขนออดอ้อนทันที “อาจารย์คะ! ข้างนอกลมแรง ทำไมถึงออกมาด้วยตัวเองล่ะคะ รีบเข้าบ้านกันเถอะ”คุณนายลู่ยิ้มอย่างรักใคร่เอ็นดู“ก็มารอเธอนั่นแหละ อาจารย์ให้เธอไปทำงานเป็นลูกน้องเจ๋อเหยียน ลำบากเธอแย่เลย”“เจ้าเด็กนั่นนิสัยพิลึกจะตายไป”เวินหลีมองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งกำลังระบายยิ้มอ่อนโยนประดับมุมปาก ปลายหูของเธอแดงระเรื่อขึ้นมา“ศาสตราจารย์ลู่ดีมากเลยค่ะ ไม่ได้ลำบากอะไรเลย”ทั้งสองคนคุยกันพลางพากันเดินเข้าบ้านคุณนายลู่เดินไปได้ห้าเมตรถึงเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วหันกลับมา ทว่าสายตาที่มองมาทางฉันกลับดูห่างเหินขึ้นไม่น้อย“จืออวี๋ก็มาด้วยเหรอ รีบเข้ามาสิ เดี๋ยวจะหนาวเอา”เอ่ยเพียงประโยคเดียวลู่เจ๋อเหยียนเดินมาหาฉัน เขาหลุบตาลงพลางขมวดคิ้ว “อารมณ์ไม่ดีเหรอ”“เปล่าค่ะ”ฉันก็แค่รู้สึกปล่อยวางได้แล้วเขาเม้มริมฝีปาก“ถ้ามีเรื่องงานที่ไม่สบอารมณ์ ฉันหวังว่าเธอจะไม่เอาความหงุดหงิดนั้นกลับมาที่บ้านนะ ฉันไม่อยากทนมองคนเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงทั้งวัน”มือที่ปล่อยแนบลำตัวพลันกำแน่นขึ้นมา ฝ่ามือรู

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status