Share

บทที่ 2

Author: เกิดใหม่ก็บ้าเลย
ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันได้รับโทรศัพท์จากหัวหน้า

ให้ฉันไปที่คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยจิง เพื่อช่วยยื่นขอเอกสารชุดหนึ่งให้เขา

หลังวางสาย

ฉันถอนหายใจออกมา ทั้งที่อยากจะขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ให้ชัดเจน แต่ลู่เจ๋อเหยียนกลับเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยจิงนี่สิ

เมื่อไปถึงคณะอักษรศาสตร์ ก็ตรงกับช่วงเวลาเร่งด่วนที่นักศึกษากำลังเข้าเรียนพอดี

คำพูดบางอย่างต่อให้ไม่อยากฟังก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง

“วิชาของศาสตราจารย์ลู่คาบนี้ ฉันแย่งลงทะเบียนมาได้อย่างยากลำบากเลยนะ! ฮอตฮิตสุด ๆ ไปเลย”

“นั่นสิ พวกผู้หญิงก็พุ่งเป้าไปที่ศาสตราจารย์ลู่ ส่วนพวกผู้ชายส่วนใหญ่ก็พุ่งเป้าไปที่ผู้ช่วยเวิน จะว่าไปแล้ว พวกเขาเหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยกเลยนะ”

ฝีเท้าของฉันค่อย ๆ ชะลอลง

ความขมขื่นจุกอกขึ้นมาในชั่วอึดใจ

คบกันมาห้าปี ฉันไม่เคยได้ปรากฏตัวในแวดวงสังคมของลู่เจ๋อเหยียนอย่างเปิดเผยเลยสักครั้ง

ตอนที่กำลังอินเลิฟ ฉันเคยอ้อนให้เขาแนะนำฉันให้คนอื่นรู้จัก

ให้เขาเปลี่ยนรูปพื้นหลังในโซเชียลเป็นรูปฉัน

แต่ลู่เจ๋อเหยียน...

ศาสตราจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ผู้เจ้าระเบียบคนนี้ กลับมักจะมองฉันด้วยสายตาเหมือนมองเด็กไม่รู้ความ พร้อมกับขมวดคิ้วสั่งสอนฉันเสมอ

“หลินจืออวี๋ ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่หน่อย”

“เธอไม่ได้อายุสิบแปดแล้วนะ อย่ามาทำเรื่องไร้สาระพวกนี้เลย มันไม่เหมาะกับสถานะของฉัน”

วันนั้นฉันถึงกับอึ้งไปเลย

นับตั้งแต่นั้นฉันก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย

นักศึกษาหญิงข้างกายยังคงพูดถึงเรื่องราวความรักระหว่างลู่เจ๋อเหยียนกับเวินหลีไม่หยุด

“พูดจริง ๆ นะ ข้อมูลบนเว็บไซต์ทางการของศาสตราจารย์ลู่ระบุว่าแต่งงานแล้ว ฉันว่าต้องเป็นผู้ช่วยเวินแน่! ไม่งั้นทำไมถึงไม่มีใครเคยเห็นภรรยาเขาเลยล่ะ”

“แน่นอนสิ คนจริงจังขนาดนั้น กลับยิ้มให้ผู้ช่วยเวินแค่คนเดียว”

ทั้งสองคนเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ

ฝีเท้าของฉันค่อย ๆ ช้าลง จนสุดท้ายก็หยุดยืนอยู่ริมระเบียงทางเดิน

ความน้อยเนื้อต่ำใจในอดีตพรั่งพรูออกมาในชั่วอึดใจ

ฉันสูดหายใจเข้าลึก

แต่ก็ยังดีที่ฉันมีทางออกของตัวเอง อีกสามวันทุกอย่างก็จะจบแล้ว

หลังจากยื่นขอเอกสารให้หัวหน้าเสร็จเรียบร้อย

ตอนที่เดินผ่านหน้าห้องพักอาจารย์ห้องที่สอง ฉันก็ได้ยินเสียงหยอกล้อที่แสนคุ้นเคย

“กินอันนี้สิคะ อร่อยมากเลย!”

เมื่อมองลอดช่องประตูเข้าไป

ฉันเห็นเวินหลีกับลู่เจ๋อเหยียนกำลังนั่งกินมื้อเช้าด้วยกัน เวินหลีป้อนน้ำเต้าหู้จ่อถึงปากเขาอย่างเป็นธรรมชาติ

ทว่าลู่เจ๋อเหยียนไม่ชอบดื่มน้ำเต้าหู้

เมื่อก่อนฉันเคยทำน้ำเต้าหู้ให้เขาครั้งหนึ่ง เขาชักสีหน้าใส่แล้วเดินหนีไปทันที ทิ้งให้ฉันร้องไห้อยู่บ้านคนเดียว

แต่ตอนนี้...

เขาเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจเมื่อถูกเวินหลีคะยั้นคะยอ ทว่ากลับเต็มไปด้วยความตามใจ

แล้วเขาก็ดื่มมันลงไป

เวินหลีกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยดวงตากลมโต “เป็นยังไงบ้างคะ อร่อยไหม”

ลู่เจ๋อเหยียนพยักหน้ารับ “ก็พอใช้ได้”

ฉันอดหัวเราะเยาะตัวเองไม่ได้

ตอนฉันไม่รู้ ลู่เจ๋อเหยียนก็มีมุมที่อ่อนโยนแบบนี้ด้วยเหมือนกัน

เพียงแต่มุมนี้ ฉันไม่เคยได้เห็นเลยตลอดระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา

แม้แต่ครั้งเดียว...

ภายในห้องพักอาจารย์

ลู่เจ๋อเหยียนหยิบทิชชูมาเช็ดเศษอาหารที่มุมปากของเวินหลีอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา

“เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม นอนไม่หลับหรือเปล่า”

“หลับสบายดีค่ะ” เวินหลียิ้ม “พี่ก็รู้นี่คะว่าแค่มีพี่ถือสายคอยคุยด้วย ฉันก็จะนอนหลับสนิท”

เหมือนเธอนึกอะไรขึ้นมาได้

“แต่ฉันได้ยินมาว่าพี่จะไม่รับโทรศัพท์หลัง 21:00 น. ไม่ใช่เหรอ แบบนี้ฉันจะรบกวนพี่หรือเปล่า”

ลู่เจ๋อเหยียนตอบกลับโดยไม่ต้องคิด “เธอคือข้อยกเว้น”

ประโยคสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ

กลับเกี่ยวพันหัวใจของฉันราวกับเถาวัลย์อาบหนาม เจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก

เมื่อได้ยินเขาพูดคำเหล่านี้ออกมาจากปากจริง ๆ

หลังจากความเจ็บปวดจนแทบขาดใจในชั่วอึดใจผ่านพ้นไป

มันก็แปรเปลี่ยนเป็นความด้านชา

หนามบางอันตอนดึงออกอาจจะเจ็บปวดแสนสาหัส แต่ขอแค่ถอนมันออกมาได้ กาลเวลาก็จะทำให้มันหายดี

ฉันพิงกำแพงอยู่นาน ก่อนจะเก็บซ่อนอารมณ์ทั้งหมดในแววตา

แล้วเดินจากที่นั่นมา

พอกลับถึงบ้าน ฉันก็ลากกระเป๋าเดินทางออกมา ค่อย ๆ ยัดข้าวของใส่ลงไปทีละชิ้น

สุดท้ายบ้านที่อยู่มานานถึงห้าปี ทว่ากลับมีข้าวของไม่พอใส่ให้เต็มกระเป๋าเดินทางแม้แต่ใบเดียวเสียด้วยซ้ำ

ตอนเย็น

ลู่เจ๋อเหยียนโทรศัพท์มาหา “เตรียมตัวลงมาได้แล้ว คืนนี้เราจะไปกินข้าวบ้านแม่ฉันกัน”

ฉันตอบรับสั้น ๆ

เมื่อเห็นรถมายบัคจอดอยู่ริมถนน ฉันก็เดินตรงไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับแบบอัตโนมัติ

ทว่ากลับพบเวินหลีกำลังนั่งกินพายวอลนัตอยู่ตรงนั้น

“สวัสดีค่ะพี่สะใภ้”

เมื่อเห็นเศษขนมหล่นอยู่บนเบาะ ปฏิกิริยาแรกของฉันคือการหันไปมองหน้าลู่เจ๋อเหยียน

เขาไม่ชอบให้ใครมากินขนมบนรถ

รวมถึงฉันด้วย

แต่ตอนนี้สีหน้าของเขากลับดูราบเรียบ ราวกับเคยชินกับภาพตรงหน้าไปเสียแล้ว

ฉันถึงเพิ่งจะตระหนักได้

เกือบลืมไปเลยว่าเวินหลีคือข้อยกเว้นในชีวิตของเขา

เวินหลีรีบเช็ดปาก ปัดเบาะรถ “ฉันไปนั่งข้างหลังดีกว่า ฉัน...”

ฉันยิ้มออกมาอย่างสงบนิ่ง

“ไม่เป็นไร เธอนั่งเถอะ แค่ที่นั่งเอง”

ฉันเปิดประตูหลังรถ และทันเห็นประกายความฉงนวาบผ่านแววตาของลู่เจ๋อเหยียน

แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร

เมื่อก่อนใช่ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เคยเกิดขึ้น

แต่ทุกครั้งมักจะจบลงด้วยการที่ลู่เจ๋อเหยียนตวาดใส่ฉันด้วยความรำคาญใจ

“หลินจืออวี๋ แค่ที่นั่งเดียว อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่หน่อยเลย”

สายตาทอดมองสายฝนที่โปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง

ฉันไม่รู้สึกเศร้าหรือน้อยเนื้อต่ำใจเหมือนอย่างเคยอีกแล้ว ความสงบนิ่งนี้ทำเอาฉันยังตกใจตัวเองเลย

นั่นสินะ

ก็แค่ที่นั่งเดียว

ก็แค่คนคนเดียว

สำหรับฉันมันก็เหมือนกันทั้งนั้น แค่โยนทิ้งไปก็พอแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 8

    ตอนฉันไปถึง ลู่เจ๋อเหยียนยังคงนอนหลับตาสนิทอยู่บนเตียงผู้ป่วยเขาหน้าซีดมากคบกับเขามาห้าปี ฉันไม่เคยเห็นลู่เจ๋อเหยียนในสภาพแบบนี้มาก่อนเลยแต่ฉันทำเพียงปรายตามองแวบหนึ่ง หวังแค่ว่าเขาอย่าเพิ่งมาตายก็พอ ไม่อย่างนั้นคงซวยแย่ขณะที่กำลังจะเดินจากไปจู่ ๆ ผู้ชายที่อยู่ด้านหลังก็ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาแหบพร่ามาก“จืออวี๋...”ฉันชะงักฝีเท้า หันกลับไปสบตากับเขา คนหนึ่งเรียบเฉย ส่วนอีกคนเจ็บปวด“เธอเกลียดฉันขนาดนี้เลยเหรอ”ขอบตาของลู่เจ๋อเหยียนร้อนผ่าวเขานึกถึงเมื่อก่อน ทุกครั้งที่เขาปวดท้องโรคกระเพาะหรือเป็นไข้ ก็จะมีแต่หลินจืออวี๋ที่คอยดูแลอยู่ข้างกายหลายปีที่ผ่านมาเธอลงมือทำอาหารให้เขากินด้วยตัวเองตลอดนานวันเข้า อาการปวดท้องโรคกระเพาะของเขาก็กำเริบน้อยลงเรื่อย ๆเขาตื่นมาทีไรก็มักจะเห็นหลินจืออวี๋ฟุบหลับอยู่ข้างเตียง โดยที่มือยังคงกุมมือเขาไว้แน่นทุกครั้งที่มองเห็นหัวใจของเขาก็อ่อนยวบลงไปหลายส่วนแต่เขามักจะรู้สึกว่าไม่ควรแสดงอารมณ์ออกมา ดังนั้นพอเธอตื่นขึ้นมา เขาก็กลับไปปั้นหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกเหมือนเดิมทว่าตอนนี้ตอนที่เขาป่วยหนักแต่เธอกล

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 7

    ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้น ฤดูใบไม้ร่วงเวียนมา ฉันใช้ชีวิตผ่านไปอีกหนึ่งปีสำหรับฉันเวลาเป็นเพียงแค่พระอาทิตย์ขึ้นและตก น้ำขึ้นและน้ำลงเวลาหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วการทำงานและการใช้ชีวิตของฉันในฝรั่งเศสเข้าที่เข้าทางนานแล้วฉันไม่รับรู้เรื่องในประเทศเลยแม้แต่น้อยฉันลบช่องทางการติดต่อของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับตระกูลลู่ทิ้งไปหมดแล้วไม่เคยคิดว่าจะได้เจอลู่เจ๋อเหยียนอีก อย่างน้อยในใจฉันก็ไม่อยากเจอเขาทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกวันนั้นตอนเลิกงานกลับบ้าน ฉันมองเห็นเงาร่างอันโดดเดี่ยวอ้างว้างยืนอยู่ใต้แสงสลัวของไฟถนนแต่ไกลฉันชะงักฝีเท้า ลู่เจ๋อเหยียนเห็นฉัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านซึ่งฉันเองก็อ่านไม่ออกขณะที่กำลังจะเดินจากไปจู่ ๆ เขาก็พุ่งเข้ามา ทำให้ฉันตกอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นและสั่นเทาทันที“ขอโทษ...”พอได้ยินประโยคนี้ ฉันยังประหลาดใจอยู่บ้างฉันนึกว่าเขาจะมาเอาเรื่อง ไม่คิดเลยว่าจะมาขอโทษแต่ฉันแค่ผลักเขาออกเบา ๆ“ฉันรับทราบแล้ว”จากนั้นก็หมุนตัวเดินหนีจังหวะที่เดินสวนกัน ลู่เจ๋อเหยียนก็คว้าตัวฉันไว้ สายตาที่เขามองมาสั่นไหว“จืออวี๋ ฉันตามหาเธอมาหนึ่งปีเต็มเลย

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 6

    ลู่เจ๋อเหยียนเห็นข้อความนี้ก็ถึงกับมึนงงถอนหมั้นเหรอหลินจืออวี๋เนี่ยนะจะเป็นไปได้ยังไงเมื่อคืนพวกเขายังคุยเรื่องแบบชุดแต่งงานกันอยู่เลยทว่าปลายนิ้วกลับอดสั่นเทาเล็กน้อยไม่ได้ เขากดเข้าไปในหน้าไทม์ไลน์ของหลินจืออวี๋ด้วยความลนลานและกระวนกระวายใจมันว่างเปล่ามีเพียงข้อความประกาศถอนหมั้นถูกปักหมุดไว้บนสุดเท่านั้น[ขอโทษญาติ ๆ และเพื่อน ๆ ทุกท่านที่ได้รับการ์ดเชิญงานแต่งงานของฉันกับลู่เจ๋อเหยียนด้วยนะคะ][เราถอนหมั้นกันแล้วค่ะ งานแต่งงานถูกยกเลิกแล้ว][ขอให้โชคดีในอนาคตค่ะ]หมดแค่นั้น...นัยน์ตาของลู่เจ๋อเหยียนสั่นไหวเล็กน้อย ข้อความสั้น ๆ สามประโยคนี้เขาใช้เวลาอ่านถึงห้านาที แทบจะจ้องจนทะลุเป็นรูบรรดานักศึกษาด้านล่างเห็นเขาเป็นแบบนั้นก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก“ศาสตราจารย์ลู่เป็นอะไรเหรอ ทำไมถึงทำหน้าเหมือนเห็นผีแบบนั้นล่ะ เหมือนเจออะไรสะเทือนใจหนัก ๆ เลย”“ใครจะไปรู้ล่ะ ยังไงซะถ้าไม่ใช่เพราะหน่วยกิต ฉันก็ไม่มาเรียนวิชาของเขาหรอก พวกจอมปลอม ชิ...”ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นั้นเองจู่ ๆ ศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดแห่งคณะอักษรศาสตร์บนโพเดียมก็วิ่งพรวดพราดออกไปจากห้องท่ามก

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 5

    ในเวลาเดียวกัน จู่ ๆ ลู่เจ๋อเหยียนที่กำลังอยู่เป็นเพื่อนเวินหลีในหอพักอาจารย์ของมหาวิทยาลัยจิงก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจขึ้นมาเวินหลีรีบเงยหน้าขึ้นมอง“เจ๋อเหยียน เป็นอะไรไปคะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า พี่หน้าซีด ๆ นะ”ลู่เจ๋อเหยียนสูดลมหายใจลึกทิ้งช่วงไปครู่หนึ่ง อาการเจ็บแปลบในใจถึงค่อย ๆ ทุเลาลง เขาชงยาให้เวินหลีดื่ม“ฉันไม่เป็นไร”เขาลองนึกดู แต่ก็นึกหาเหตุผลไม่ออกเลยเลิกคิดไป“อาจเพราะตอนได้ยินว่าเธอเกิดเรื่องฉันร้อนใจเกินไป พอตั้งสติได้ก็เลยรู้สึกใจหวิวนิดหน่อย”ปลายหูของเวินหลีแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกหวาดผวาไม่หาย“ขอบคุณนะคะ”“ถ้าไม่ได้พี่ คืนนี้ฉันคง...”เธอเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “พี่อย่าบอกอาจารย์นะคะ ไม่งั้นท่านต้องเป็นห่วงจนนอนไม่หลับแน่ ๆ”ลู่เจ๋อเหยียนพยักหน้ารับเมื่อเห็นว่าเวินหลีที่อยู่บนเตียงยังมีท่าทีหวาดกลัวจนไม่กล้าหลับตา เขาก็เม้มริมฝีปากบางแน่น“นอนเถอะ คืนนี้ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเธอที่นี่แหละ ไม่ไปไหนหรอก”ประกายความพึงพอใจพาดผ่านดวงตาของเวินหลี“ค่ะ”พูดจบเธอก็หลับตาลง แต่มือกลับเอื้อมไปคว้าปลายนิ้

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 4

    ระหว่างทางกลับบ้าน เวินหลียังคงนั่งเบาะหน้าคู่คนขับ ลู่เจ๋อเหยียนจึงขับรถไปส่งเธอที่บ้านก่อนส่วนฉันนั่งเบาะหลัง กำลังคุยเรื่องเช่าบ้านกับเจ้าของบ้านชาวฝรั่งเศส“มานั่งข้างหน้านี่”จู่ ๆ ลู่เจ๋อเหยียนก็พูดขึ้น ฉันตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง “ไม่ต้องหรอก”เขาเงียบไปสองวินาที“ตามใจ”ฉันไม่สนใจ เอาแต่ดูรูปบ้านที่โปร่ง ๆ แสงแดดส่องถึงด้วยความพอใจ แล้วโอนเงินมัดจำทันทีพอถึงบ้านเขาก็หยิบอัลบั้มรูปเล่มหนึ่งออกจากกระเป๋าเอกสารแล้วเดินมาหาฉัน“ดูไหม”ฉันรับมาแบบงง ๆ ถึงเพิ่งเห็นว่าเป็นแคตตาล็อกชุดแต่งงาน“รีบเลือกสักชุดเถอะ งานแต่งเหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียว ช่างจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า”เขาชี้ชุดแต่งงานที่ประดับดีเทลดอกสาลี่สามมิติทั้งชุด“ฉันว่าชุดนี้ไม่เลวเลย”แววตาของฉันฉายแววดูแคลนดอกสาลี่...เวินหลี...ช่างนึกถึงผู้หญิงคนนั้นตลอดเลยจริง ๆถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันคงอาละวาดไปแล้วแต่ตอนนี้ฉันกลับพยักหน้ารับอย่างใจเย็น“เอาสิ ได้ เอาชุดนี้แหละ”ยังไงอีกสองวันฉันก็จะไปอยู่แล้วงานแต่งในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะเกี่ยวอะไรกับฉันอีกล่ะลู่เจ๋อเหยียนเหมือนจะพอใจในความว่าง่ายของฉั

  • หลุดพ้นพันธนาการแห่งการรอ   บทที่ 3

    เมื่อถึงบ้านใหญ่ตระกูลลู่ คุณนายลู่ก็ชะเง้อคอรออยู่ข้างนอกเวินหลีลงจากรถรีบวิ่งเข้าไปควงแขนออดอ้อนทันที “อาจารย์คะ! ข้างนอกลมแรง ทำไมถึงออกมาด้วยตัวเองล่ะคะ รีบเข้าบ้านกันเถอะ”คุณนายลู่ยิ้มอย่างรักใคร่เอ็นดู“ก็มารอเธอนั่นแหละ อาจารย์ให้เธอไปทำงานเป็นลูกน้องเจ๋อเหยียน ลำบากเธอแย่เลย”“เจ้าเด็กนั่นนิสัยพิลึกจะตายไป”เวินหลีมองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งกำลังระบายยิ้มอ่อนโยนประดับมุมปาก ปลายหูของเธอแดงระเรื่อขึ้นมา“ศาสตราจารย์ลู่ดีมากเลยค่ะ ไม่ได้ลำบากอะไรเลย”ทั้งสองคนคุยกันพลางพากันเดินเข้าบ้านคุณนายลู่เดินไปได้ห้าเมตรถึงเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วหันกลับมา ทว่าสายตาที่มองมาทางฉันกลับดูห่างเหินขึ้นไม่น้อย“จืออวี๋ก็มาด้วยเหรอ รีบเข้ามาสิ เดี๋ยวจะหนาวเอา”เอ่ยเพียงประโยคเดียวลู่เจ๋อเหยียนเดินมาหาฉัน เขาหลุบตาลงพลางขมวดคิ้ว “อารมณ์ไม่ดีเหรอ”“เปล่าค่ะ”ฉันก็แค่รู้สึกปล่อยวางได้แล้วเขาเม้มริมฝีปาก“ถ้ามีเรื่องงานที่ไม่สบอารมณ์ ฉันหวังว่าเธอจะไม่เอาความหงุดหงิดนั้นกลับมาที่บ้านนะ ฉันไม่อยากทนมองคนเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงทั้งวัน”มือที่ปล่อยแนบลำตัวพลันกำแน่นขึ้นมา ฝ่ามือรู

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status