INICIAR SESIÓNฉันมีภาวะบกพร่องทางการได้ยินเล็กน้อย หูขวาได้ยินไม่ค่อยชัด ตั้งแต่เด็กจนโต เสิ่นเยี่ยนมักจะชอบยืนอยู่ทางด้านขวาของฉันเสมอ เขาบอกว่า “ทำแบบนี้เวลาคนอื่นนินทาเธอ ฉันจะได้ยินก่อน” ต่อมาพวกเราหมั้นกัน การ์ดเชิญงานแต่งงานพิมพ์เสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว ทุกคนต่างบอกว่าฉันโชคดีที่มีเพื่อนสนิทวัยเด็กคอยปกป้องดูแลมาสิบกว่าปี จนกระทั่งซ่งฉิงย้ายเข้ามาทำงานที่บริษัทของเสิ่นเยี่ยน หล่อนนั้นทั้งสวยและโดดเด่นสะดุดตา เวลาพูดจามักจะมีรอยยิ้มประดับอยู่เสมอ ตอนที่เจอหน้ากันครั้งแรก หล่อนจ้องมองเครื่องช่วยฟังของฉันอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยถามเสิ่นเยี่ยนด้วยรอยยิ้ม “เธอเป็นแบบนี้ ตอนกลางคืนจะได้ยินที่คุณพูดคำหวานใส่หรือเปล่าเนี่ย?” ใบหน้าของฉันซีดเผือดลงทันที แต่เสิ่นเยี่ยนกลับเพียงแค่ขมวดคิ้ว “ซ่งฉิงปากไวไปหน่อย เธอก็อย่าเก็บเอาไปใส่ใจเลย” ในวันซ้อมพิธีแต่งงานวันนั้น ฉันยืนอยู่ด้านนอกประตู และได้ยินเสียงซ่งฉิงกำลังอ่านคำปฏิญาณของฉันด้วยรอยยิ้ม “เสิ่นเยี่ยน ฉันยินดีที่จะเป็นหู เป็นไม้เท้า และเป็นภาระติดตัวนายไปตลอดชีวิต” ผู้คนทั่วทั้งห้องหัวเราะครื้นเครงกันยกใหญ่ เสิ่นเยี่ยนเองก็หลุดขำออกมาเช่นกัน “อย่าไปแก้บทส่งเดชสิ เดี๋ยวเธอได้ยินเข้าจะพลอยรู้สึกแย่อีก” ซ่งฉิงเอ่ยถามขึ้น “งั้นคุณยังจะแต่งงานกับเธออยู่อีกเหรอ?” เสิ่นเยี่ยนนิ่งเงียบไปสองวินาที “การ์ดเชิญก็แจกออกไปหมดแล้ว ไม่แต่งแล้วจะให้ทำยังไงล่ะ” ฉันยืนอยู่ตรงสุดปลายทางเดิน ในมือถือร่มคันที่เขาให้มา ซึ่งตอนนี้ยังมีหยดน้ำไหลหยดลงมา ฝนหยุดตกแล้ว ทว่าจู่ๆ ฉันกลับไม่อยากเดินเข้าไปข้างในอีกต่อไปแล้ว
Ver másหนึ่งปีต่อมา ฉันเปลี่ยนไปทำงานที่ใหม่เป็นผู้ออกแบบหลักสูตรอยู่ในศูนย์ฟื้นฟูการได้ยินแห่งหนึ่งทุกวันต้องพบเจอเด็กๆ มากมายมีทั้งเด็กที่ชอบร้องไห้ ขี้ขลาดตาขาว หรือแม้แต่ซ่อนเครื่องช่วยฟังไว้ในกระเป๋าเสื้อและไม่ยอมสวมมันฉันจะย่อตัวลงพูดคุยกับพวกเขา และยืนอยู่ในตำแหน่งที่พวกเขาสามารถได้ยินชัดเจนไม่เร่งรีบและไม่ร้อนใจนานๆ ครั้งโจวซวี่ถึงจะหัวเราะเย้าแหย่ฉัน“ตอนนี้คุณยิ่งดูเหมือนนักบำบัดฟื้นฟูมากกว่าผมเสียอีกนะเนี่ย”ฉันหัวเราะแล้วหยอกล้อกลับไป“งั้นคุณก็หลีกทางให้ฉันสิ”เขายื่นแฟ้มเอกสารส่งมาให้ฉัน“ได้เลยครับ อาจารย์สวี่”ฉันหลุดหัวเราะออกมากับมุกของเขาวันเวลาดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่ได้หวือหวาอย่างที่เคยคิดไว้เพียงแต่พอตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง ถึงเพิ่งสังเกตว่าตัวฉันไม่ได้เสียน้ำตาให้เสิ่นเยี่ยนมานานมากแล้วหลังจากนั้นเสิ่นเยี่ยนแวะมาหาอยู่หลายครั้ง และทุกครั้งล้วนสำรวมกิริยามารยาทเป็นอย่างดีมีบ้างที่นำหนังสือนิทานภาพที่ทางศูนย์ต้องการมามอบให้บางครั้งก็ร่วมบริจาคเงินให้กับโครงการการกุศลตรงช่องผู้บริจาคลงชื่อไว้ว่าหูขวา ซึ่งฉันรู้ทันทีว่าเป็นเขาทว่าฉันไม่ได้ปฏิเส
วันนั้นเสิ่นเยี่ยนไม่ได้วิ่งตามมาอีกตลอดหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น เขาส่งข้อความมาหาฉันทุกวันบางทีก็เป็นคำว่าอรุณสวัสดิ์สั้นๆบางทีก็เป็นรูปถ่ายหนึ่งใบร่มสีขาวที่ซื้อมาใหม่ดอกคามิเลียประดับอกเสื้อที่ทำขึ้นใหม่รวมถึงกระดาษคำปฏิญาณที่ถูกซ่งฉิงแก้ไขจนเละเทะใบนั้น เขาก็ให้คนซ่อมแซมแล้วถ่ายรูปส่งมาให้ฉัน“ฉันหาต้นฉบับกลับมาได้แล้วนะ”ฉันมองดูรูปถ่ายใบนั้นเสิ่นเยี่ยน ขอบคุณนะที่นายคอยเป็นหูข้างขวาให้ฉันมาเป็นสิบปีประโยคนี้เคยเป็นเรื่องจริงทว่ามันก็เป็นได้แค่อดีตฉันไม่ได้ตอบกลับอะไรเลยพอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ฉันไปร่วมงานเสวนาการกุศลเพื่อผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินโจวซวี่ชวนฉันไปเป็นอาสาสมัครเขาบอกว่าเด็กๆ หลายคนที่เพิ่งเริ่มใส่เครื่องช่วยฟังมักจะกลัวโดนเพื่อนๆ ล้อเลียนฉันยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องกิจกรรม แล้วเห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเอามือปิดหูร้องไห้แม่ของเธอนั่งยองๆ ปลอบโยนอยู่ข้างๆฉันเดินเข้าไปใกล้ ถอดเครื่องช่วยฟังของตัวเองออกแล้วยื่นให้เธอดู“ดูสิ พี่ก็มีเหมือนกันนะ”เด็กหญิงสะอึกสะอื้น พลางถามขึ้น“พี่สาวคะ พี่โดนคนอื่นหัวเราะเยาะไหมคะ?”ฉันนิ่งคิดครู่ห
ข่าวเรื่องการยกเลิกงานแต่งงานแพร่สะพัดออกไปจนได้กลุ่มแชทของเพื่อนที่มีร่วมกันครึกครื้นตลอดทั้งวันมีคนเข้ามาถามว่าทะเลาะกันใช่ไหมมีคนเตือนฉันว่าอย่าหุนหันพลันแล่นและยังมีคนส่งข้อความมาหาฉันอีกด้วย“อันที่จริงช่วงนั้นซ่งฉิงก็ทำเกินไปจริงๆ นั่นแหละ”ฉันมองหน้าจอโทรศัพท์นิ่ง ไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใดตกดึก แม่ของเสิ่นเยี่ยนก็โทรศัพท์มาหาฉัน“นั่วนั่ว ป้าไม่ได้จะบีบบังคับหนูนะ แค่อยากจะถามดูว่า หนูกับเสิ่นเยี่ยนยังมีโอกาสเป็นไปได้อีกไหม?”ฉันกำแก้วน้ำในมือแน่น“คุณป้าคะ หนูขอโทษค่ะ”เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ“หนูไม่ต้องมาขอโทษป้าหรอก เจ้าเด็กเสิ่นเยี่ยนนี่ เป็นเพราะถูกหนูตามใจจนเสียคนไปหมดแล้วจริงๆ”ฉันชะงักไปเล็กน้อยเธอพูดขึ้นต่อ“แต่ก่อนเขาเอาแต่คิดเข้าข้างตัวเองมาตลอดว่า ขอแค่หันกลับมา หนูก็จะยังยืนอยู่ที่เดิมเสมอ แต่คนเรามันจะยืนรออยู่ที่เดิมไปได้ตลอดกาลที่ไหนกันล่ะ”ปลายสายมีเสียงของเสิ่นเยี่ยนดังแทรกขึ้นมา“แม่ โทรคุยกับใครอยู่เหรอครับ?”คุณป้าเสิ่นนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง“นั่วนั่ว ดูแลตัวเองด้วยนะลูก”สายโทรศัพท์ถูกตัดไปฉันวางโทรศัพท์มือถือลง น้ำในแก้วเย็นลงแล้ววั
โจวซวี่เอื้อมมารับกระเป๋าจากมือฉันไปถือไว้อย่างเป็นธรรมชาติ“วันนี้เสียงรบกวนในหูข้างขวายังชัดเจนอยู่มากไหมครับ?”ฉันยกมือขึ้นแตะใบหูตัวเองเบาๆ“ดีกว่าสองวันก่อนนิดหน่อยค่ะ”เสิ่นเยี่ยนซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นลงทันที“สวี่นั่วนั่ว เขาเป็นใครกัน?”ฉันหันหน้ากลับมา“นักบำบัดฟื้นฟู”โจวซวี่พยักหน้าให้เขาเล็กน้อย“สวัสดีครับ”เสิ่นเยี่ยนไม่ส่งเสียงตอบรับใดๆสายตาของเขาตกลงบนมือของโจวซวี่ที่กำลังถือกระเป๋าของฉันอยู่“นักบำบัดฟื้นฟูจำเป็นต้องช่วยเธอถือกระเป๋าด้วยงั้นเหรอ?”โจวซวี่ส่งยิ้มบางๆ“แค่หยิบจับสะดวกมือน่ะ”เสิ่นเยี่ยนหันกลับมามองหน้าฉัน“เธอปล่อยให้ผู้ชายแปลกหน้ามาแตะต้องข้าวของของเธอได้หน้าตาเฉยเลยงั้นเหรอ?”จู่ๆ ฉันก็รู้สึกว่ามันช่างน่าขันสิ้นดีซ่งฉิงสวมชุดกระโปรงของฉัน กลัดเข็มกลัดดอกไม้ของฉัน แถมยังแก้คำปฏิญาณของฉันอีกแต่เขากลับหาว่าฉันใจแคบตอนนี้แค่โจวซวี่ช่วยหยิบกระเป๋าให้แค่นี้ เขากลับเป็นฝ่ายถือสาขึ้นมาก่อนเสียอย่างนั้น“เสิ่นเยี่ยน นายก้าวก่ายเรื่องของฉันมากเกินไปแล้วนะ”สีหน้าของเขาแข็งค้างไปวูบหนึ่งซ่งฉิงที่ยืนอยู่ข้างๆ จ






reseñas