LOGIN“ถ้าทำไม่ได้อย่างที่พูดก็อย่าน้ำลาย เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นเธอนั่นแหละที่โดนฉันกัดลิ้นซะเอง”
พิมพิกาที่ได้ยินคำพูดของพายัพก็ตัวแข็งทื่ออย่างคนทำอะไรไม่ถูกได้แต่มองหน้าพายัพด้วยสายตาเลิ่กลั่ก ในขณะที่ตัวของพายัพขยับมายืนตัวตรงล้วงมือเข้ากับกระเป๋ากางเกงพลางยักคิ้วหลิ่วตาใส่พิมพิกาอย่างไม่สะทกสะท้าน “ฉันให้เวลาเธอสิบนาทีเก็บของให้เสร็จแล้วตามฉันไปที่ห้องทำงาน” ก่อนที่เขาจะเอ่ยสั่งพิมพิกาเสียงเรียบ “อย่าให้ฉันต้องเดินมาตามล่ะ เพราะคนอย่างฉันตามธรรมดาไม่เป็น” “ไอ้บ้า” พิมพิกาก่นด่าตามหลังชายหนุ่มที่เดินออกไปไกลด้วยความอัดอั้นใช้มือขย้ำกระโปรงตัวเองจนยับยู่ยี่เพื่อระบายความโกรธของตัวเอง เธออยากจะยกมือข่วนหน้าพายัพให้เป็นรอย อยากจะข่วนหน้าเขาให้เลือดไหลเป็นทาง ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้เลยด้วยซ้ำ เขาที่ชื่อว่า “พายัพ” มันบ้าที่สุดเลย “ทำไมแกไม่บอกฉันฮะอรว่าเขายืนอยู่” เมื่อนึกอะไรบางอย่างออกพิมพิกาก็หันมาแหวใส่เพื่อนสนิทที่ยืนทำหน้าเจือนอยู่ “ฉันส่งสายตาให้แกแล้วนะพิม” “แม่ง ฉันอยากจะบ้า” พิมพิกายกมือขยี้ผมตัวเองแรง ๆ ตามอารมณ์ของตัวเองที่มีอยู่ ก่อนที่จะเริ่มลงมือเก็บของบนโต๊ะทำงานด้วยความเร่งรีบเพราะขืนเธอมัวแต่ชักช้าลีลามีหวังไอ้พายัพได้เดินมาเทศนาเธออีกรอบแน่ ใช้เวลาไม่นานสัมภาระต่าง ๆ ของพิมพิกาก็มาวางกองกันอยู่บนโต๊ะทำงานใหม่หน้าห้องทำงานของพายัพ “เหนื่อยชะมัด” พิมพิพาบ่นพึมพำพลางยกหลังมือเช็ดหยาดเหงื่อที่ไหลลงมาปรกหน้าก่อนจะเริ่มจัดข้าวจัดของที่เธอหิ้วมาให้เข้าที่เข้าทาง กว่าจะทำอะไรเสร็จสรรพเวลาก็เดินมาหยุดที่เที่ยงของวัน พิมพิกาคิดว่าจะนั่งพักให้หายเหนื่อยก่อน ก่อนจะไปทานข้าวกลางวันแต่ทว่าโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานของเธอก็แผดเสียงร้องดังขึ้นมา “อะไรอีกเนี่ย” พิมพิกาบ่นออกมาแต่ก็ยอมยื่นมือออกไปกดรับสาย พิมพิกา: คะ กรอกเสียงหวานลงไปเพื่อที่จะให้ปลายสายได้ยิน พายัพ: เข้ามาช่วยดูเอกสารให้ฉันหน่อย พิมพิกากลอกสายตามองบนเมื่อได้ยินเสียงของพายัพ ยิ่งไปกว่านั้นคือการที่เธอจะต้องเข้าไปเจอหน้าเขา พิมพิกาไม่อยากเจอ พิมพิกาไม่อยากเห็น บอกความจริงเลยว่าเธอเจอหน้าพายัพแค่วันแรกเธอก็รู้สึกเกลียดเขามาเป็นชาติ พิมพิกา: ได้ค่ะบอส ดิฉันกำลังจะเข้าไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ น้ำเสียงของพิมพิกาติดกระแนะกระแหนที่แม้แต่พายัพเองก็ยังสัมผัสได้ ริมฝีปากหยักลึกบิดยิ้มชอบใจ พายัพ: งั้นก็ช่วยเสด็จเข้ามาสักทีเถอะครับคุณพิมพิกา หรือว่าต้องให้ฉันไปอันเชิญคุณเข้ามา พิมพิกา: ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเกรงใจ พิมพิการีบกดวางสายพายัพก่อนจะก่นด่าเขาตามหลังอีกตามเคย หลังจากวางสายพายัพพิมพิกาก็นั่งทำใจอยู่ครู่หนึ่งกับการที่เธอต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับเขา ก็อก ก็อก “ขออนุญาตค่ะบอส” พายัพที่ได้ยินเสียงหวานของเลขาสาวก็เงยหน้าจากกองเอกสารขึ้นมามอง “ชักช้า” “ดิฉันก็เร็วได้แค่นี้แหละค่ะ เพราะดิฉันไม่มีปีกไม่ได้เป็นจรวดและบินไม่ได้” “หึ” พายัพเค้นหัวเราะออกมาเบา ๆ ให้กับพูดประชดประชันของหญิงสาว เขามองหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังยืนทำหน้าไม่สบอารมณ์อยู่อย่างนึกสนุก “ปากดีนะครับคุณเลขา ก่อนหน้ายังก้มหน้าหลบสายตาไม่กล้าสู้หน้าฉันอยู่เลย” พายัพถามแบบยิ้ม ๆ แต่ทว่าใบหน้าของเขากลับไม่ได้ยิ้มตามเลยสักนิด พิมพิกาที่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเธอเผลอทำนิสัยไม่ได้ดีใส่เจ้านายคนใหม่ ก็กล่าวขอโทษออกมาอย่างรู้สึกผิด “ขอโทษค่ะ” “วันแรกที่เราเจอกัน ฉันก็สัมผัสได้แล้วว่าเธอเป็นคนที่ใช้คำว่าขอโทษได้เปลืองมาก” แหมตัวเองดีตายแหละ พิมพิกาว่าพายัพในใจ “ไม่ต้องมาว่าฉันในใจ” พิมพิกาสะดุ้ง รีบปฏิเสธพายัพด้วยความร้อนรน “ดิฉันเปล่านะคะ” “สีหน้าเธอมันฟ้อง” แสนรู้จังนะ พิมพิกาคิดในใจ “บอสคิดไปเองมากกว่าค่ะ” แต่ถึงกระนั้นพิมพิกาก็ยังยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง “เธอดูร้อนตัวนะ” พายัพที่เห็นปฏิกิริยาของหญิงสาวก็นึกสนุก หน้าตาตื่น ๆ ของพิมพิกามองไปมองมาเขาว่ามันก็ดูน่ารักดี “พิมว่าเราอย่ามาพูดเรื่องอื่นกันเลยดีกว่าค่ะ เอาเอกสารที่บอสบอกจะให้พิมช่วยดูมาสิคะ” พิมพิการีบเปลี่ยนเรื่อง “อ๋อ ไม่ต้องแล้วล่ะฉันเข้าใจแล้ว” พิมพิกายิ้มกัดฟันในขณะที่ฝ่ามือกำเข้าหากันแน่น “ต้องขอโทษด้วยที่ฉันทำให้เธอต้องเสียเวลา แต่หวังว่าเธอคงเข้าใจมือใหม่ที่เพิ่งมาทำงานวันแรก” “ค่ะ ฉันเข้าใจ” เข้าใจกับผีนะสิ ไอ้นี่มันจะเกินไปแล้วนะ!วันเวลาหมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็วรู้ตัวอีกที อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงวันครบรอบหนึ่งปีของเธอกับพายัพ พิมพิกาคิดหัวแทบแตกว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญวันครบรอบให้กับพายัพดี มันเป็นโจทย์ที่ยากมากก็เพราะว่าพายัพมีทุกอย่าง เขาเพรียบพร้อมไปทั้งหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิต พิมพิกาจึงไม่รู้ว่าเธอควรให้อะไรเขามันถึงจะดูคู่ควรกับคนอย่างพายัพ แต่ก่อนจะถึงวันครบรอบเพียงไม่กี่วันพิมพิกาดันป่วยหนักซะอย่างนั้น นอนซมเป็นผักเน่าอยู่บนที่นอนมาเป็นอาทิตย์แล้ว “พิม” “หือ” พิมพิกาสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาครางตอบพายัพแต่ด้วยความหนักอึ้งทำให้พิมพิกาไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองเขา หลายวันมานี้พิมพิกาป่วยบ่อยและจากัวร์เองก็ไม่ได้อยู่บ้าน พายัพจึงให้หญิงสาวมาอยู่ที่คอนโดเขาชั่วคราวเพื่อที่เขาจะได้ดูแลหญิงสาวยามที่เธอป่วย ใบหน้าซีดเซียวราวกับไม่มีเลือดล่อเลี้ยงพาให้ใจพายัพกระตุกด้วยความเป็นห่วงหญิงสาวจับใจ จนเขาต้องปลุกหญิงสาวขึ้นมาทานยาอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้เธอหลับไป “พิมอยากอ้วกจังเลยค่ะ” พิมพิกาว่าอย่างแผ่วเบา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ได้ยินมันเต็มทั้งสองรูหู พายัพหยิบกระโถนที่เขาซื้อเตรียมไว้ยื่นให้พิมพิกา เนื่องจา
“พิม” “……..” “พิม” “ฮะ” พิมพิกาสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเมื่อจู่ ๆ ก็มีแรงมาสะกิดที่ไหล่ของเธอพร้อมตะโกนเรียกชื่อเธอเสียงดังลั่น “เป็นอะไรฮะ” จากัวร์ถามอย่างห่วงใยพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของน้องสาวเป็นระยะ เขากลับบ้านมาก็เห็นว่าพิมพิกานั่งเหม่ออยู่เรียกชื่อเท่าไรก็เธอก็ไม่ตอบจึงเดินเข้ามาสะกิดไหล่เพื่อให้เธอรู้สึกตัว “กลับมานานแล้วเหรอคะ” แทนที่จะตอบคำถามพี่ชายแต่พิมพิกาเลือกที่จะถามจากัวร์กลับ เธอยกมือขึ้นลูบหน้าลูบตาตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติที่หลุดลอยไปให้กลับคืนเข้าร่าง ไม่รู้ตัวเลยว่าเธอนั่งเหม่ออยู่ตรงนี้นานเท่าไรแล้ว และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่จากัวร์กลับบ้านมา เสียงรถของเขาไม่ดังเข้าหูเธอเลยสักนิด พิมพิกาเอาแต่คิดเรื่องที่ได้เห็นมาก่อนหน้าจนลืมสนใจสิ่งรอบข้างตัวเองไปเลย “ไม่นานเท่าไร ว่าแต่เราเถอะเป็นอะไร พี่เรียกเราตั้งนานแต่เราไม่ได้ยินพี่เลยจนพี่ต้องเดินเข้ามาสะกิด มีเรื่องอะไรรึเปล่า” จากัวร์ลูบไล้ศีรษะพิมพิกาเบา ๆ ราวกับกำลังปลอบประโลมหญิงสาวอยู่ยังไงอย่างนั้น พลางโน้มหน้าลงสบตาเธอและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเคล้าเต็มไปด้วยความห่วงใย พิมพิกาเม้มปากแน่
หลายวันต่อมา หลังจากเหตุการณ์วันนั้นที่พายัพตะคอกใส่พิมพิกา หญิงสาวก็ไม่เคยเซ้าซี้ถามเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายอีกเลย เธอรู้เท่าที่เขาอยากให้เธอรู้และเจียมตัวเองอยู่เสมอ การกระทำของพายัพในวันนั้นพิมพิกาพยายามทำเป็นเหมือนไม่สนใจ ทำเหมือนไม่รู้สึก แต่ทว่าความจริงแล้วลึก ๆ เธอก็เสียใจและรู้สึกน้อยใจเขาเพียงแต่เธอไม่พูดออกมาก็เท่านั้น เธอกลับมาทำตัวปกติเหมือนอย่างเช่นทุก ๆ วัน กลางวันทำงาน ส่วนกลางคืนก็ไปนอนค้างกับเขาบ้างถ้าพี่ชายเธอต้องทำงานดึกดื่น เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับพายัพยังคงเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้ แต่จะไม่มีใครรู้เลยมันก็คงไม่ใช่เพราะภพพินิจ เพทาย หรือแม้แต่อรปรียาก็ต่างรู้ถึงความสัมพันธ์ลับ ๆ นี้ของเธอกับเขา มีเพียงสามคนนี้ที่รู้เท่านั้นเพราะแม้แต่ตัวของจากัวร์เองพิมพิกาก็ไม่เคยบอก พี่ชายของเธอรู้ว่าเธอมีแฟน แต่ไม่รู้ว่าแฟนของเธอคือใคร พายัพ: ใบออเดอร์ลูกค้าอยู่ไหน ส่งมาในเมลให้หน่อยนะ ในขณะที่พิมพิกานั่งเหม่อเสียงข้อความไลน์ก็ดังแจ้งเตือนขึ้นมา เมื่อเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นพายัพที่ทักไลน์มาหา พิมพิกาไม่รอช้าที่จะตอบกลับไป พิมพิกา: พิมขอเช็กก่อนนะคะ
กลับมาถึงห้องพายัพไล่พิมพิกาให้เข้าไปอาบน้ำก่อน ส่วนตัวเขาก็เข้าครัวทำมาอาหารเตรียมไว้ให้เธอแล้วค่อยอาบน้ำทีหลัง อาหารง่าย ๆ ที่พายัพเลือกทำคือข้าวผัดที่พิมพิกาอยากทาน พายัพทำอาหารอย่างขะมักเขม้นเชียวชาญราวกับเชฟมืออาชีพ เขาสามารถทำอาหารได้หลายอย่างและหลายเชื้อชาติเนื่องจากตอนที่พายัพอยู่ต่างประเทศเขาทำอาหารทานเองบ่อยมาก แต่พอกลับมาอยู่ประเทศไทยพายัพก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานเขาจึงไม่ค่อยได้ทำอาหารทานเอง ส่วนใหญ่เขาจะสั่งมาหรือไม่ก็ไปทานที่ร้านเองมากกว่า แต่พอมีพิมพิกาเข้ามาดูเหมือนว่าช่วงนี้พายัพจึงได้กลับมาทำอาหารบ่อยขึ้น ข้าวผัดง่าย ๆ อย่างข้าวผัดกุ้งถูกนำมาเทลงจานสองใบอย่างพิถีพิถัน ก่อนที่พายัพจะรับรู้ถึงวงแขนเรียวเล็กที่กอดรัดเขาจากทางด้านหลัง “หอมจัง” คนตัวเล็กชะโงกหน้ามาดูอาหารที่พายัพทำ กลิ่นหอมของข้าวผัดทำท้องของเธอร้องประท้วงออกมาด้วยความหิว “หอมจริง” พายัพหันกลับมาพูดกับหญิงสาว ริมฝีปากหยักของของเขาบิดยิ้ม “หมายถึงพิม” พิมพิกายิ้มกรุ้มกริ่มอย่างรู้ทัน คราวนี้เขาไม่ได้แอ้มเธอหรอกเพราะเธอรู้ทัน มุกที่เขามักจะเล่นอยู่ประจำทุกครั้งเธอรู้ทันมันหมดแล้ว “เป
เมื่อวันหยุดพี่ชายอย่างจากัวร์ไปเที่ยวกางเต็นท์กับพวกลูกน้องที่ร้าน พิมพิกาจึงถือโอกาสนี้มานอนที่ห้องของพายัพเมื่อคืน เช้านี้เขาและเธอจึงได้มีโอกาสมาวิ่งออกกำลังกายด้วยกันที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ คอนโดของพายัพ เขาและเธอวิ่งเคียงคู่กันไปตามทางอย่างไม่เร่งรีบนัก ลมหายใจของพิมพิกาหอบหนักเพราะนานมากแล้วที่เธอไม่ได้มาทำอะไรแบบนี้ ครั้งล่าสุดที่วิ่งเท่าที่เธอจำได้ก็น่าจะเป็นตอนติดกีฬาสีของโรงเรียนเมื่อตอนมัธยมต้น และหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้อีกเลยด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือเหนื่อย แต่เพื่อผู้ชายวันนี้เธอขอสู้ตายแล้วกัน คิดได้ดังนั้นพิมพิกาก็ออกแรงวิ่งให้เร็วขึ้นอีกนิดเพราะต้องการวิ่งให้รอบสวนสาธารณะแห่งนี้เร็ว ๆ ตอนนี้ร่างกายของเธอค่อนข้างสะบักสะบอมเหงื่อเปียกโชกไปทั้งตัว ที่สำคัญเธอแทบจะลงไปนอนกับพื้นอยู่ร่อมร่อ สภาพของหญิงสาวช่างแตกต่างกับชายหนุ่มยิ่งนัก เพราะนอกจากเหงื่อที่ท่วมตัวของพายัพเขาก็ไม่แสดงท่าทีอย่างอื่นออกมาอีกเลย “เหนื่อยแทบบ้า” พิมพิกาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้แรง ๆ พร้อมหอบหายใจหนักยื่นมือไปรับขวดน้ำจากมือของพายัพกระดกดื่มอย่างกระหาย ในระหว่างนั้นพายัพที่ยืนอยู่ก็สังเกตเห
ใบหล่อหล่อเหลาประดับไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ขับให้พายัพเวอร์ชั่นนี้มันยากจะต้านทานเสียเหลือเกิน ทั้งคำพูดทั้งการกระทำของพายัพพาหัวใจพิมพิกาสั่นระรัวเสมือนกลองชุดใหญ่ ใบหน้านวลขาวขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายจนต้องเบือนหนีสายตาคมกริบของพายัพที่มองมาแต่แล้วพิมพิกาก็ต้องสะดุ้งเมื่อสายตาของเธอดันเหลือบไปเห็นคู่รักชาวต่างชาติกำลังจูบดูดปากกันอย่างดูดดื่มเธอจึงต้องรีบเบือนหน้าหลบหันมาสบตากับพายัพอย่างเลี่ยงไม่ได้ “หึ” เสียงทุ้มเค้นหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูในท่าทีของหญิงสาว ตัวพายัพเองมองเห็นคู่รักคู่นั้นจูบกันอยู่นานแล้วเพียงแค่เขาไม่อยากสนใจ ต่างบ้านต่างเมืองวัฒนธรรมย่อมแตกต่างกันออกไปซึ่งการแสดงความรักในพื้นที่สาธารณะแบบนี้สำหรับบ้านเมืองเขาถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก “อะไรเล่า” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดของหญิงสาวทำให้เธอน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเก่าจนพายัพอยากจะจับเธอมาฟัดแก้มจนช้ำ “อยากจูบแบบนั้นไหม” ถามพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ตลกเหรอคะบอส” ก่อนจะโดนคนตัวเล็กถลึงตาใส่ด้วยความไม่พอใจอย่างที่เขาคิดไว้ “ตอนกลางวันเรายังจูบกันกลางทะเลเลยนะ เธอลืมไปแล้วหรือไง” ยิ่งเห็นว่าเธอหน้าแดงหนัก พายัพก







