LOGINก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูไม้สักดังขึ้นอยู่ที่หน้าบ้านดังอยู่หลายครั้ง วรากรมองไปยังประตูห้องน้ำที่ปิดสนิทพร้อมกับความเงียบ เขาจึงเป็นฝ่ายเดินไปเปิดประตูเสียเอง
“มาทำไม?” เสียงราบเรียบเอ่ยขึ้น เมื่อเปิดประตูบ้านออกมา แล้วเจอกับเจ้าของใบหน้าที่เขาไม่ค่อยชอบหน้าเสียเลย และในตอนนี้ก็ยืนอยู่ที่หน้าบ้านของสุทธิดาแล้ว
ทันทีที่ประตูเปิดออก คนที่ยืนอยู่หน้าประตูบานนั้นกลับเบิกตากว้างขึ้นมาทันที เพราะคนที่เปิดประตูออกมานั้นไม่ใช่หญิงสาวที่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้
“คุณ! มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” น้ำเสียงตะกุกตะกักถามออกไปอย่างตกใจที่เจอเขาอยู่ที่นี่แถมยังอยู่ในบ้านของสุทธิดาอีกด้วย
ใจหนึ่งก็นึกอิจฉาที่เขาได้รับอภิสิทธิ์ให้เข้าไปด้านในได้ เพราะตั้งแต่ที่เธอแยกออกมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ เขาก็มาหาเธอแทบทุกวันแต่ก็ไม่เคยได้เข้าไปสำรวจด้านในเลย อย่างมากก็ได้นั่งอยู่แค่ระเบียงหน้าบ้านเท่านั้น
แต่กับวรากรเขาที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของลูกสาวสุทธิดานั้น กลับอยู่เหนือเขาเสียทุกอย่างแถมยังได้รับอนุญาตเข้าออกได้อย่างง่ายดายอีกมันน่าน้อยใจนัก แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์ทำอะไรได้
“ทำไมผมจะมาไม่ได้ ก็ลูกผมอยู่ที่นี่ ว่าแต่คุณเถอะ มาทำไมมีธุระอะไรมิทราบ?” วรากรสวนขึ้นอย่างเหลืออด และตอกกลับด้วยคำถามที่คนฟังไม่สามารถให้คำตอบได้
“เอ่อ...”
“ผมว่าคุณกลับไปก่อนจะดีกว่า อย่ามารบกวนการใช้ชีวิตของพวกเราสามคนเลย...” วรากรเอ่ยปากไล่เขาทันที แถมยังเน้นย้ำโกสินทร์กลับไปราวกับว่าเขาเป็นคนพิเศษที่เหนือกว่าทุกอย่าง
“ผมแค่เอาของมาเยี่ยม...” โกสินทร์พูดพร้อมกับชูของที่อยู่ในมือขึ้นให้เขาดู
“ขอบคุณครับ คุณกลับไปได้แล้ว ครอบครัวเขาต้องการมีความเป็นส่วนตัว” วรากรรีบยื่นมือไปรับอย่างไว แล้วเอ่ยขอบคุณกลับอย่างมีมารยาท ที่เขาอุตส่าห์มีน้ำใจนำสิ่งของมาเยี่ยมแม่ของเขาขนาดนี้
ปัง!!!
บานประตูไม้สักเกือบกระแทกถูกใบหน้าอันหล่อเหลาของโกสินทร์ เมื่อวรากรนั้นปิดประตูอย่างแรงด้วยความรู้สึกฉุนเฉียวติดหงุดหงิดอย่างไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
“ใครมาหรือค่ะ” สุทธิดาถามขึ้นมาทันที ที่เธอออกมาจากห้องน้ำ เพราะเธอรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงคนปิดประตูและบทสนทนาของคนกำลังคุยกัน
“คุณคิดว่าใครเป็นล่ะ” วรากรเลิกคิ้วขึ้นถามกลับอย่างล้อเลียนเธออย่างนึกหมั่นไส้ พร้อมกับของที่ถือเข้ามาวางลงที่โต๊ะอย่างแรง
“คุณโกหรือค่ะ” เธอพอจะทราบดีว่าเป็นใครที่มา เพราะจากการสังเกตอาการหงุดหงิดหน้าไม่รับแขกของเขาตอนนี้ เธอคงเดาไม่ผิดแน่ แต่เพื่อความแน่ใจเธอจึงตัดสินใจลองถามกลับไป และอยากรู้ด้วยว่าเขาจะโกหกเธอหรือเปล่า
“เขาคงจะมาหาบ่อยสินะ” วรากรไม่ตอบในสิ่งที่เธอถาม แต่กลับพูดจาถากถางประชดประชันเธอขึ้นมา เพราะนึกหมั่นไส้ไอ้คนหน้ากวนบาทาคนนั้นยิ่งนัก
“ก็มาเกือบทุกวัน” เธอพยักหน้ารับ แล้วตอบเขาออกไปตามตรงแบบไม่คิดที่จะปิดบังเลย เพราะโกสินทร์มาหาเธอเกือบทุกวันจริง ๆ
เมื่อได้ฟังคำตอบจากปากของเธอ วรากรกลับมีสีหน้ากรุ่นโกรธนึกไม่พอใจขึ้นมาทันที ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงต้องไม่พอใจในคำตอบของสุทธิดาด้วย
“ทำอะไรก็ช่วยคิดถึงหน้าลูกบ้างนะธิดา อย่าลืมสิว่าวิวาห์คือลูกสาวของผม ผมไม่มีวันยอมให้ใครมาแทนที่พ่อของเขาแน่” เขาตวาดเสียงใส่เธอขึ้นมาทันที พร้อมกับใบหน้าที่แสดงถึงความไม่พอใจเท่าไหร่นัก
“นี่คุณคิดจินตนาการไกลไปถึงไหนค่ะ คุณกร” สุทธิดาตวาดเสียงขึ้นใส่กลับเขาอย่างไม่พอใจเช่นกัน ที่เขาพูดจาค่อนขอดเหมือนดูถูกเธอ
“ก็เขาชอบคุณ และอีกไม่นานก็คงจะมาเป็น...”
“นี่คุณ! เอาสมองส่วนไหนคิดค่ะ ว่าคุณโกสินทร์เขาชอบฉัน เขาอยากมาเป็นพ่อของลูก ผู้หญิงที่มีลูกมาแล้วใครเขาจะอยากมาใช้ชีวิตด้วย” เธอสวนกลับเขาอย่างเหลืออดที่เขายังพูดจาเหมือนดูถูกเธอแบบนี้ นึกน้อยเนื้อต่ำใจในคำพูดของเขาขึ้นมาทันที
“นี่คุณดูไม่ออกจริง ๆ เหรอธิดา ว่าผู้ชายคนนั้นมันชอบคุณ ผมเป็นผู้ชายมองแวบแรกผมก็ดูออกแล้ว”
“...” สุทธิดาเงียบไม่ตอบอะไรเขากลับ เธอก็พอจะรู้ว่าโกสินทร์มีความรู้สึกแบบไหนให้เธอ เพียงแต่เธอไม่ค่อยมั่นใจว่าเขาคิดจริงจัง หรือเพียงเพราะสงสารเธอกันแน่ และอีกอย่างเธอก็บริสุทธิ์ใจไม่ได้คิดอะไรกับเขาด้วย
“คุณไม่แปลกใจหรือเอะใจอะไรบ้างเลยเหรอยังไง ว่าผู้ชายที่ไหนเขาจะมาหาคุณได้ทุกวันขนาดนี้ ถ้าเขาไม่ได้คิดอะไรกับคุณธิดา” วรากรถามย้ำขึ้นอีกครั้งอย่างนึกโมโหจนแทบจะควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่อยู่
“เขาจะคิดยังไงกับฉัน มันก็ไม่เกี่ยวกับคุณนี้ และอีกอย่างฉันก็ไม่ได้คิด...”
“ไม่คิดก็ดี และก็ห้ามคิดด้วย นี่คือคำสั่ง” เขาออกคำสั่งกับเธอทันที
“ในฐานะอะไรค่ะ?” เธอได้แต่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย แล้วถามกลับด้วยความอยากรู้ เขามีสิทธิ์อะไรมาออกคำสั่งห้ามเธอแบบนี้
วรากรชะงักนิ่งในคำพูดของสุทธิดา นั่นสิเขามีสิทธิ์อะไรถึงสั่งไม่ให้เธอคิดอะไรกับผู้ชายคนอื่น
“ก็...ผมเป็นพ่อของวิวาห์ แล้วเรื่องที่คุณจะหาพ่อใหม่ให้ลูกผมไง มดลูกยังไม่เข้าอู่เลยนะ ตอนนี้อดใจรอไปก่อน หรืออย่างน้อย ๆ ก็ให้ลูกหย่านมก่อน”
“นี่คุณ! ฉันไม่คุยกับคุณแล้ว รีบกลับกรุงเทพฯไปเถอะ ขืนอยู่นานกว่านี้ ฉันคงเครียดจากภาวะหลังคลอดและฉันคงได้พบจิตแพทย์เข้าสักวัน” สุทธิดาเอ่ยปากไล่เขาทันที เมื่อเขาเริ่มจะพูดจาลามปรามไม่รู้เรื่องแบบนี้อยู่
อุแว้! อุแว้!
เหมือนกับว่าเป็นเสียงระฆังส่งสัญญานเตือน เมื่อเสียงร้องของลูกสาวตัวน้อยแผดเสียงดังขึ้นมา ทำให้คนทั้งสองต้องยุติบทโต้เถียงกันไว้เพียงเท่านี้ แล้วจึงพาหันกลับไปสนใจลูกสาวตัวน้อยแต่เพียงอย่างเดียว...
จุดเริ่มต้น NCNight Club“เฮ้ย คุณเป็นใคร แล้วเข้ามาในรถของผมทำไมกัน” วรากรร้องออกมาเสียงหลง เมื่อเปิดประตูเข้ามาในรถ ของตัวเองกลับพบอีกฝั่งข้างคนขับ มีหญิงสาวเปิดประตูเข้ามาในรถของเขาด้วยแล้ว“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย ไปส่งฉันหน่อย ฉันไหว้ละขอร้องนะคะ” ใบหน้าสวยเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อพร้อมกับน้ำเสียงกระหืดหอบเอ่ยบอกติด ๆ ขัด ๆ แล้วยกมือขึ้นไหว้อ้อนวอนร้องขอความเห็นใจจากเขา“นี่จะมาไม้ไหนอีกล่ะ บอกเลยว่าผมเจอผู้หญิงแบบคุณมาเยอะแล้ว” เขาจ้องมองเธอพร้อมกับเอ่ยคาดโทษเธอไว้ทันที“ฉัน...”“เฮ้ย...อย่าพึ่งถอดน่ะ อดทนเอาไว้ก่อน ก็ได้ผมจะไปส่งคุณ” วรากรรีบห้ามทันที เมื่อเห็นหญิงสาวกำลังจะดึงเสื้อผ้าของเธอออกจากตัว“...” เธอได้แต่นั่งนิ่ง ๆ พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ให้ดูเป็นปกติที่สุด เมื่อเขาออกรถแล้วบอกว่าจะยอมไปส่งเธอ“บ้านอยู่ที่ไหน” เขาถามเธอออกไปอย่างใจเย็น เมื่อรถขับออกมาจากสถานบันเทิงแล้วเธอได้แต่ครุ่นคิดอยู่สักพัก แถมยังพยายามควบคุมอารมร์คุกรุ่นของตัวเองไม่ให้ตื่นเตลิดไปมากกว่านี้ เธอไม่อยากแสดงอาการต่อหน้าชายแปลกหน้าที่พึ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรก“ไม่ได้ กลับบ้านไม่ได้เด็ดขาด”“ทำไม?” เขาถ
บทส่งท้าย(จบ)บ้านพายุภัทร“ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ของบ้านพายุภัทรอย่างเป็นทางการ ธิดาและวิวาห์ตัวน้อย” อภิเดชในฐานะเจ้าบ้านเอ่ยขึ้นมาทันที ที่ทุกคนเดินเข้ามาภายในบ้าน“ขอบคุณค่ะ คุณพ่อ คุณแม่” สุทธิดารีบไหว้ขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองท่าน“ตามสบายเลยนะลูก ถือว่าที่นี่คือบ้านของหนูเลย” อภิเดชพูดกับเธออีกครั้ง ก่อนที่จะเดินไปนั่งลงที่โซฟาห้องรับแขก“ตากร”“ครับแม่”“แกไปทำอีท่าไหน หลานสาวแม่ถึงถอดแบบแกมาสะแบบนี้” อรอนงค์เอ่ยขึ้นทันที เมื่อได้นั่งสำรวจมองพินิจใบหน้าของหลานสาวดูอย่างชัด ๆ“ก็...หลายท่าหลายน้ำอยู่ครับแม่” วรากรมองหน้าผู้เป็นภรรยาก่อนที่จะเอ่ยตอบกับมารดาสายตาที่ดูล้อเลียนหยอกเล่น“พี่กร!”สุทธิดาที่นั่งอยู่ข้างกัน เมื่อวราพูดออกมาเช่นนี้้ เธอเอื้อมมือไปหยิกที่ต้นขาของเขาทันทีอย่าแรง เพราะนึกหมั่นไส้ และเขินอายที่เขาพูดออกมาแบบนี้“โอ้ย...เมียจ๋าหยิกพี่ทำไม” วรากรได้แต่ลูบที่ทาหน้าขาปอย ๆ ของตัวเอง“ก็พี่ชอบพูด...”“ก็มันเรื่องจริงไม่เห็นจะหน้าอายตรงไหนเลย” วรากรตอบภรรยาแบบหน้าตาเฉย แต่ก็หาทางหนีที่ไล่ กลัวสุทธิดาจะโกรธเหมือนกัน“แต่ธิดาอาย...” ใบหน้าแดงก่ำงุดลง เพราะไม่กล้าสู้หน้าค
สู่ขออย่าง(ไม่)เป็นทางการ“พวกคุณมีอะไรจะคุยกับผมหรือครับ” ศักดิ์ชัยนั่งลงแล้วถามขึ้นทันที ที่มาถึงบ้านของลูกสาวอรอนงค์จึงส่งหลานสาวที่อุ้มอยู่นั้นให้แก่สามีอุ้มต่อ ก่อนที่จะหันไปทางศักดิ์ชัยนั่ง แล้วพูดเข้าประเด็นทันที“เข้าเรื่องเลยแล้วกันนะคะ คือพวกเราต้องพาลูกชายกลับกรุงเทพไปบริหารงานที่บริษัทต่อ เลยต้องเรียกคุณมาเพื่อจะแจ้งให้ทราบ”“เขาเป็นลูกชายของพวกคุณ ผมจะมีสิทธิ์ไปห้ามไปว่าอะไรได้ละครับ” ศักดิ์ชัยบอกออกไปตามความจริง เพราะถึงจะรู้ว่าวรากรอยู่ที่นี่กับลูกสาวในฐานะอะไร แต่ก็ไม่สิทธิ์อะไรที่จะห้าม หากว่าวรากรตัดสินใจที่จะกลับไปพร้อมกับบิดามารดา“แต่พวกเราต้องการให้หลานสาวไปอยู่ด้วยกันค่ะ” อรอนงค์พูดถึงจุดประสงค์ในตอนนี้ เพราะความต้องการลูกชาย“คุณแม่!” วรากรร้องเรียกมารดาเสียงหลงอีกครั้ง เพราะไม่คิดว่ามารดาของเขาจะพูดตรง ๆ ขอกันซึ่ง ๆ หน้า ออกมาแบบนี้กับพ่อตาของเขา“หุบปากของแกไปเลย เป็นลูกผู้ชายเสียเปล่า ไม่มีความรับผิดชอบอะไรเอาเสียเลย” อรอนงค์ได้แต่เอ็ดลูกชายไม่ให้พูดอะไรออกมา“ที่คุณจะพูดคือต้องการให้หลานสาวไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันแค่นี้ใช่ไหมครับ” ศักดิ์ชัยตัดสินใจถามออกไปอ
แม่มาตามสามเดือนต่อมา“คุณพ่อ คุณแม่”วรากรร้องทักขึ้นมาทันทีอย่างตกใจ เมื่อเปิดประตูบานไม้หน้าบ้านออกมาในตอนเช้า กลับเห็นผู้มีพระคุณทั้งสองท่านยืนอยู่ที่หน้าบ้านกันเสียแล้ว“เห็นหน้าแม่ทำไมต้องตกใจอะไรขนาดนั้นด้วย” อรอนงค์เดินเข้าไปหาแล้วพูดกับลูกชายที่กำลังตกใจขึ้นทันทีวันนี้ครบกำหนดสามเดือนแล้วที่วรากรมาพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ เมื่อเห็นว่าเลยกำหนดมาหลายวันแล้ว ผู้เป็นพ่อและแม่จึงมาตามเพราะลูกชายไม่ยอมติดต่อกลับบ้านเลยตั้งแต่ที่มาอยู่ที่นี่อรอนงค์พึ่งมาทราบว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับลูกชายนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนรวมหัวกันโกหกเพราะว่าลูกชายไม่อยากหมั้นได้ไม่นานมานี้เอง เพราะสามารถสารภาพบอกความจริงทุกอย่างแล้วตอนแรกก็นึกโกรธที่ทุกคนรวมหัวกันโกหก แต่พอได้เห็นธาตุแท้ของเพื่อนที่เกือบจะได้ดองกันแล้ว อรอนงค์จึงยอมให้อภัยความผิดครั้งนี้ของลูกชาย“เข้าไปนั่งข้างในดีกว่าครับ ข้างนอกอากาศมันร้อน” วรากรรีบยกมือขึ้นไหว้ท่านทั้งสอง แล้วเอ่ยบอกท่านทั้งสองให้เขาไปนั่งข้างในแทน“นั่งที่นี่แหละ แล้วหลานของแม่ละอยู่ไหน” อรอนงค์พูดพร้อมกับนั่งลงที่ระเบียงหน้าบ้านทันที แล้วถามหาหลานสาวขึ้นมาเมื่อกว
เหตุผลที่โกหกรุ่งเช้า“พี่กร นี่ขาของพี่...” สุทธิดาเอ่ยถามเสียงหลงออกมาทันที เมื่อตื่นขึ้นมาเช้านี้ แล้วพบว่าวรากรผู้เป็นสามีกำลังอุ้มลูกสาวเดินอย่างคล่องแคล่ว แถมขาที่ใส่เฝือกไว้ก่อนหน้านั้น ตอนนี้กลับไม่มีอีกแล้วนี่เขาไม่ได้เป็นอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ เขาหลอกเธอว่าเดินไม่ได้อย่างนั้นเหรอ พอนึกถึงตอนที่เขาเดินขากะโผลกกะเผลกแล้วเธอกลับน้อยใจ รู้สึกโกรธขึ้นมาเสียอย่างนั้นวรากรเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอาลูกสาวไปวางลงที่ฟูกนอนของลูกก่อนที่จะมารั้งเธอเอาไว้ เพื่อที่จะได้อธิบายบอกว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนี้ให้เธอเข้าใจก่อนที่เธอจะโกรธเขาไปมากกว่า“คือพี่...”“พี่ไม่ได้เป็นอะไรเลย แล้วทำไมพี่ต้อง...” สุทธิดาถามขึ้นทันที แล้วหันหน้าหนีไปทางอื่นเพราะไม่พอใจที่โดนเขาหลอกวรากรรีบสวมกอดเธอจากทางด้านหลังเอาไว้ทันที เมื่อเธอกำลังจะเดินหนีเขา แล้วเอ่ยขอโทษเธอออกมาอย่างรู้สึกผิด“พี่ขอโทษธิดา พี่ขอโทษ”“พี่เอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่นได้ยังไงกันค่ะ” เธอเอ่ยเสียงสั่นขึ้นพร้อมกับแรงสะอื้น ทั้งรู้สึกโกรธและอีกใจหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่เขาไม่ได้เป็นอะไรเลย“ธิดาฟังพี่ก่อนครับ”“พี่สนุกมากนักเหรอค่ะ
น้องเพื่อนก็เหมือนน้องพี่“อ้ายเวย์ หมอน” (พี่เวย์ หมอน) เป็นเสียงของชนิดาที่หอบหมอนและสัมภาระมากมายเดินเข้ามา เอ่ยเรียกคนที่กำลังจะงีบหลับบนเปล“เว้านำอ้ายเพิ่นม่วน ๆ แน่อีหล่า” (พูดกับพี่เขาเพราะ ๆ หน่อหนูนิด) ยายนา หญิงชราเพียงคนเดียวในบ้านดุให้แก่หลานสาวทันที ก่อนที่จะเดินเข้าบ้านไป เพราะไม่อยากอยู่รบกวนเวลาพักผ่อนของเพื่อนหลานชาย“อืม...แล้วหอบอะไรมาเยอะแยะ” ศุภวัฒน์ดีดตัวลุกนั่ง แล้วยื่นมือไปรับเอาหมอนที่น้องสาวของเพื่อนเอามาให้“น้ำ...หนูต้องมาเฮ็ดการบ้าน” (น้ำ...หนูต้องมาทำการบ้าน) ชนิดาส่งน้ำเย็นที่ถือมาด้วยส่งให้แก่เขา ก่อนที่จะวางสมุดลงที่โต๊ะไม้ ซึ่งเป็นที่ประจำของตัวเอง“ทำการบ้าน?”“อืม...กะหม่องนี้มันเป็นหม่องนั่งเฮ็ดการบ้านของหนู” (อืม...ก็ตรงนี้มันเป็นที่นั่งทำการบ้านของหนู) ชนิดาพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยยืนยันกับเขาแล้วนั่งลง“ก็ทำไปสิ” ศุภวัฒน์พูดแล้วก็ทิ้งตัวนอนลงที่เปลเช่นเดิม“แต่...”“???” ศุภวัฒน์จึงดีดลุกขึ้นมาอีกครั้ง แล้วหันมองหน้าน้องสาวเพื่อน“หนูสิเบิ่งหนังไปนำ มันสิเสียงดังรบกวนอ้ายนอนบ่” (หนูจะดูหนังไปด้วย มันจะเสียงดังเป็นการรบกวนการนอนของพี่ไหม) ชนิดาเอ่