Masukมือเรียวขยับเม้าส์ของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ กรอกข้อความตามที่รุ่นพี่บอกไว้ลงไป
2 5 1 0
ปีเกิด?
ไม่น่าใช่ เพราะถ้าลองนับดู เจ้าของคงแก่หงำเหงือก
“สงสัยจะเป็นวันกับเดือนที่เกิดมากกว่า”
แต่แหม บุคลิกก็ดูเก่ง ฉลาด และเป๊ะปังเรื่องระเบียบ ไหงตั้งพาสเวิร์ดคอมพิวเตอร์ซะเดาง่ายเชียว
หญิงสาวส่ายหัวยิ้ม ๆ เลื่อนเคอร์เซอร์เม้าส์ที่หมุนติ้วครู่หนึ่ง หน้าจอสีเทาดำก็หายไปกลายเป็นหน้าจอยามปกติปรากฏขึ้นแทน หากนั่นกลับทำให้เจณิสตาถึงกับผงะ ตาโตเป็นไข่ห่าน
เกาะนามิ?
ที่เธอรู้ก็เพราะหนหนึ่งเธอเคยซื้อทัวร์ไปตามรอยซีรี่ส์ที่นี่มาก่อน ว้าว! ไม่คิดเลยว่าเจ้านายที่นั่งหลังตรง หน้าตึงประหนึ่งคนเพิ่งไปให้หมอดึงหน้า แถมในปากยังมีกิจการเพาะพันธุ์หมาปั๊ก จะตั้งภาพรูปปั้นคู่รักจากซีรี่ส์อันโด่งดังเป็นพื้นหลัง
หากพอเธอสังเกตดี ๆ ถึงเห็นว่าจุดประสงค์ที่เขาเลือกภาพนี้ คงจะมาจากแผ่นหลังของสาวที่กำลังชูกล้อง เซลฟี่ตัวเองอยู่ด้านหลังรูปปั้นมากกว่า
“สงสัยจะไปเพราะแฟน” ก็กะแล้วเชียวว่าคนแบบเขา ไม่น่าจะชอบสถานที่ที่มันโรแมนติกแบบนี้
เจณิสตาร้องเหอะ เบะปากคว่ำ ยิ่งพอคิดถึงสายตาหยามหยันตอนเขามองเธอขึ้นลงตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างหยาบคายเมื่อเช้า เธอก็พ่นลมหายใจฟึดฟัด นิ้วที่กดคลิกเม้าส์กระหน่ำกดตามแรงอารมณ์
คนบ้า คนนิสัยไม่ดี เป็นเจ้านายแล้วไง คิดจะตัดสินคนอื่นแบบไหนก็ได้เหรอ!
หญิงสาวพึมพำก่นด่าเจ้าของเครื่องไป มือก็จัดการธุระที่รุ่นพี่ไหว้วานไป เพียงอึดใจทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย
เธอกดปิดโปรแกรมที่ตนเป็นคนเปิด ดันเม้าส์ให้ขยับไปอยู่ในตำแหน่งและองศาเดิมก่อนที่เธอจะเข้ามา ป้องกันเจ้าของห้องหยิบยกมาบ่น
และหลังจากกวาดสายตาตรวจตราจนแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี เธอก็รีบถอยออกจากห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของคนหน้าบูด
+
+
“เจน วันนี้เป็นไงบ้าง มีใครสงสัยอะไรไหม!?”
น้ำเสียงตื่นเต้นดังลอยมาจากห้อง ทันทีที่อีกฝ่ายรับรู้ว่าผู้ร่วมชายคาได้กลับมาถึงบ้านแล้ว
“รีบเชียวนะ”
“ก็อยากรู้อะ ตกลงยังไง มีใครสงสัยไหม”
“แป็บหนึ่ง เดี๋ยวไปหา”
เจณิสตาว่าแล้วเดินเอากระเป๋าสัมภาระไปเก็บ ก่อนจะเดินย้อนมาเปิดประตูห้องของน้องสาว
“ยังปวดแขนอยู่ไหม?”
“ไม่ค่อยแล้ว ตกลงวันนี้เป็นไงบ้างอะ เล่า ๆ”
“รีบจริ้งงง”
เจณิสตาว่าเจือหัวเราะ ทิ้งตัวลงนั่งที่ปลายเตียงนอนสีชมพูอ่อนขนาดสามจุดห้าฟุต แล้วบิดตัวไล่ความเมื่อยขบ วันนี้เธอต้องยืนโหนราว เบียดเสียดกับมนุษย์เงินเดือนอีกหลายสิบชีวิตในขบวนรถไฟฟ้าที่แน่นเหมือนปลากระป๋องมาตลอดทาง แล้วยังต้องนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างอีกต่อ
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ระดับนี้แล้ว เนียนยิ่งกว่ารองพื้นที่แกชอบใช้อีก”
“โอ๊ย โล่งอก นี่แกรู้ไหม วันนี้ฉันนั่งสวดมนต์เช้ากลางวันเย็นเลยนะเว้ย ขอให้ทุกอย่างออกมาราบรื่น ไม่มีใครจับได้ว่าเราสลับตัวกัน ว่าแต่วันนี้เขาให้ทำอะไรบ้างอะ เล่าให้ฟังหน่อยสิ”
“ก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมากหรอก ...”
จากนั้นเจณิสตาก็เริ่มต้นเล่าเหตุการณ์นับตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในบริษัทให้น้องสาวฟัง ขณะที่อีกฝ่ายฟังไปมือก็หยิบโทรศัพท์ที่พวกเธอสลับกันใช้เพื่อความปลอดภัยและตัดปัญหาการสับสนเรื่องเบอร์โทรศัพท์กับช่องทางติดต่อมาไล่เช็กข้อความอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากกลุ่มแชทในที่ทำงาน
กระทั่งถึงช่วงเวลาแห่งความไม่ประทับใจตอนเจอกับเจ้านายจำเป็น เธอไม่เพียงลงรายละเอียดทุกคำพูด ยังระเบิดอารมณ์ในส่วนที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อหน้าคนอื่น ๆ ในเวลานั้นมาด้วย ทำเอาเขมิกาที่รู้จักพี่สาวดีกว่าใครรีบท้วงกึ่งอ้อนวอน
“อ๊าย เจน! แกฮึบไว้นะ ฮึบไว้ ต่อให้ตอนนี้แกจะอยากกระโดดงับหัวเจ้านายฉันมากแค่ไหน แกก็ต้องอดทนเอาไว้ก่อนนะ พลีส~”
“เออ ก็กำลังอดและทนอยู่ แต่ไม่รับปากนะว่าจะทำได้กี่วัน บอกตามตรงนะเขม ถ้าไม่ติดว่าแกอยากทำงานที่นี่มาก แล้วงานสมัยนี้มันก็หายากล่ะก็ ฉันกระโดดเอานิ้วทิ่มตา ตบบ้องหูเจ้านายแกไปแล้ว!”
“อ๊าย ไม่ได้! แกจะทำแบบนั้นไม่ได้นะเจน!”
“เออ รู้ ถึงได้พยายามข่มใจอยู่นี่ไง เพราะงั้นถ้าไม่อยากเสียงานนี้ไป แถมต้องออกไปกดเงินเพื่อเอาไปใช้ประกันตัวฉันที่ สน. แกก็รีบ ๆ หายแล้วกลับมารับไอ้ตำแหน่งเลขาบ้าบอนี่ของแกคืนไป เข้าใจ๋?”
“ค่า ๆ เดี๋ยวน้องเขมคนนี้จะขยันกินนม เสริมแคลเซียมและโปรตีนเยอะ ๆ ถอดเฝือกปุ๊บพุ่งตัวกลับไปทำงานปั๊บ โอเคน้าา”
“ตอบว่าไม่โอเคได้ไหมล่ะ”
เพราะไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เจณิสตาจึงบอกไปตามตรงว่าเธอแค่ปวดท้องรอบเดือน และขอรับเพียงยาลดปวดก็พอซึ่งแม้คุณหมอจะสั่งจ่ายยาให้ แต่ไม่วายแนะนำกึ่งเกลี่ยกล่อมว่าหากมีอาการปวดรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันแบบนี้มาตลอด ควรเข้ารับการตรวจภายในอีกครั้งอย่างละเอียดเจณิสตาพนมมือไหว้ ขอบคุณคุณหมอยังสาวเมื่อการตรวจเสร็จสิ้น พลันเธอก็ชะงัก แววตาล่อกแล่ก อย่างควบคุมไม่อยู่เมื่อสบเข้ากับสายตาดุ ๆ ของเจ้านายที่นั่งกอดอก ทำหน้าบูดอยู่หน้าห้องฉุกเฉินแถมสีหน้าเขาดูจะถมึงทึงขึ้นด้วย เมื่อเห็นว่าเธอเดินออกจากห้องฉุกเฉินมาด้วยสองขาของตัวเอง ปราศจากรถเข็น“เอ่อ...”“รถเข็นไปไหน”น้ำเสียงเข้มงวดแทบลอยมากระแทกหน้า เจณิสตาพยายามใช้รอยยิ้มลดทอนความขุ่นเคืองของเจ้านาย“คือฉันไม่ปวดท้อง ไม่ปวดหัวแล้วก็เลยคืนรถเข็น เผื่อมีคนอื่นที่เขาจำเป็นต้องใช้มากกว่าน่ะค่ะ”“แล้วใครบอกว่าเธอไม่จำเป็นต้องใช้”เธอนี่แหละบอก!แต่เพราะไม่อยากให้เจ้านายเรียกหาเจ้ารถเข็นนั้นกลับมา เจณิสตาจึงเลือกไม่ตอบแล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น“แล้วคุณก้องล่ะคะ คุณหมอว่ายังไงบ้าง เรื่อง เอ่อ... จมูก”“หนัก ปวดไปครึ่งหน้า เลือดเพิ
เนื่องจากทั้งไม่สบายตัวจากอาการปวดที่รุมเร้า และไม่สบายใจกับบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่เงียบเฉียบ ไร้บทสนทนาจนรู้สึกอึดอัด เจณิสตาจึงแสร้งทำเป็นนอนหลับตาแต่แล้วลมเย็นที่เป่าเข้าหน้าก็ดันทำให้เธอผล็อยหลับไปจริง ๆ กว่าจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกที ก็ตอนรับรู้ได้ถึงแรงสะบัดของเข็มขัดนิรภัย“อื้อ”หญิงสาวสะดุ้งตกใจ และเพราะยังไม่ตื่นดี มือจึงคว้าหมับที่สายเข็มขัดนิรภัย ขณะที่อีกมือก็ยื่นไปหาเงาดำที่คร่อมอยู่เหนือร่าง โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำนั้นจะกลายเป็นการล่วงเกินเจ้านายในเวลาต่อมาเพี้ยะ!หือ? เสียงอะไรแล้วทำไมสันมือเธอถึงได้เจ็บ ๆ ตึง ๆเจณิสตาขมวดคิ้ว กระพริบตาถี่ ๆ ชั่วอึดใจดวงตาก็เปลี่ยนเป็นเบิกโตเมื่อภาพตรงหน้าค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นฉิบหายแล้ว!ความแดงที่ปลายจมูกบอกให้รู้โดยไม่ต้องถามว่าเมื่อครู่สันมือของเธอปะทะเข้ากับส่วนไหนของเจ้านาย และยิ่งไปกว่านั้น ...“คะ...คุณก้องภพ เอ่อ ในรถมีทิชชูไหมคะ?”“...” แม้จะยังงุนงงกับคำถาม หากเจ้าของรถก็พยักพเยิดหน้า ใช้สายตาชี้แทนคำตอบเจณิสตากระวีกระวาดดึงทิชชูออกจากซองที่ซ่อนอยู่ในช่องเก็บของคอนโซลรถด้านหน้า ช้อนสายตามองเจ้านายแวบหนึ่งแล้วอ้อมแอ้มเสีย
“คงงั้นค่ะ น้องหน้าซีดมาก แล้วปิ่นก็ได้ยินน้องบ่น ๆ ว่าปวดหัว ที่เดินมารถก็เพราะมาหายาให้น้อง แต่ไม่มี”“แล้วทำไมไม่มี!”“แล้วทำไมต้องเสียงดังใส่ปิ่นด้วยล่ะเนี่ย!”กิติมาแกล้งท้วง เธอกลั้นยิ้มแทบตายตอนเห็นก้องภพหลุดหน้าเหวอ“ก็...ก็มันเป็นยาขั้นพื้นฐานที่ปิ่นมีติดตัวตลอดนี่”“ก็ใช่ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วไงคะ”“งั้นก็ออกไปซื้อสิ ให้ใครไปก็ได้”“แล้วพี่ก้องจะให้ใครไปล่ะคะ หันไปดูสิ ตอนนี้มีใครว่างที่ไหน แม้แต่ตัวปิ่นเองเดี๋ยวก็ต้องไปรอรับเครื่องเสียงแล้วเนี่ย”กิติมาแจ้งเหตุผลเสียงอ่อน ชำเลืองมองคนยืนทำหน้าเครียดแวบหนึ่งก็แสร้งทำเอาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองแล้วทำหน้าตกใจ“อุ้ย พูดถึงก็มาเลย ปิ่นต้องไปทำงานต่อแล้ว ไงถ้าพี่ก้องเห็นใครว่างอยู่ก็ฝากจัดการบอกให้เขาไปซื้อยาให้ทีนะคะ อ้อ แล้วเร็ว ๆ หน่อยก็ดีนะ คือน้องเขมเขา...หนักอยู่”กิติมาทำหน้าจริงจังส่งท้าย ก่อนจะปลีกตัวกลับไปหาทีมที่ตอนนี้เริ่มทยอยนำลูกโป่งขึ้นล้อมเสาและซุ้มทางเข้า โดยไม่สนใจว่าคนข้างหลังจะหน้าบูดบึ้ง มองเธอด้วยแววตาขุ่นขวางแค่ไหนแล้วดูนะ ถ้าอุตส่าห์บอกใบ้ เปิดทางให้ขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่ออีก เธอจะดึงตัวน้องมาทำงานด
"แล้วถามจริง ๆ นะคะ หน้าฉันดูเหมือนคนอยากกระโจนใส่คุณก้องตลอดเวลาเหรอคะ?”“เหมือน หน้าคุณมันฟ้องมากว่าถ้ามีไม้หน้าสามอยู่แถวนั้น คุณกระโจนใส่ผมแน่”เจณิสตาถึงกับหลุดหัวเราะร่า ไม่คิดปฏิเสธ เพราะตอนนั้นในใจเธอก็แอบคิดแบบนั้นจริง ๆส่วนตอนนี้ ...หากตัดเรื่องที่เขาพูดจาไม่เข้าหูเพราะตั้งแง่กับเธอตั้งแต่วันแรก และชอบพูดจากวนโอ๊ยจนอยากทุบหลังในบางครั้ง เธอว่าเขาก็ไม่ได้เป็นเจ้านายที่แย่อาจจะดุบ้างในเวลางาน แต่มันเกิดจากความต้องการให้งานออกมาดีที่สุด ตรงตามโจทย์ที่ลูกค้าบรีฟไว้ที่สุด และที่สำคัญเขาไม่ใช่เจ้านายประเภทถนัดแต่ชี้นิ้วสั่งงานไปวัน ๆ เขามีความรู้ความสามารถ คิดและมองอย่างนักธุรกิจกระนั้นเขาก็ยังปฏิบัติต่อคนที่มีตำแหน่งต่ำกว่าอย่างสุภาพ เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และมันจะมีผู้บริหารระดับสูงสักกี่คนที่กล้าลงไปช่วยทีมงานแบกเสาเต็นท์จนเสื้อเปรอะเปื้อนมาวันนี้เธอเลยไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมทุกคนในบริษัท รวมถึงทีมสถานที่ถึงพร้อมใจให้ความเคารพ และบอกว่าเขาคือเจ้านายในฝันแล้วเจณิสตาก็สะดุ้ง หลุดจากห้วงความคิดเมื่อแก้วในมือถูกดึงออกไป ก่อนที่เขาจะรินไวน์ให้เธอเพิ่ม“พอแล้วค่ะ”เธอรีบ
“ทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่”“นี่คุณก้องภพคิดจะสัมภาษณ์งานรอบสองเหรอคะ?”“ก็แค่อยากรู้ แล้วนี่ก็หมดเวลางานแล้ว เลิกเรียกผมเต็มยศแบบนั้นเถอะ”“ถ้าไม่ให้เรียกว่าคุณก้องภพ แล้วจะให้เรียกว่าอะไรคะ ลุงก้อง?”คิ้วเข้มพลันกระตุกยิก ๆ อายุเขาเพิ่งก้าวผ่านเลข 3 มาไม่กี่ปีนะ แถมหน้าก็ยังไร้ริ้วรอย เอาอะไรมาลุง!ก้องภพถลึงตาใส่เลขาที่นั่งทำหน้าตาใสซื่อราวกับเมื่อครู่ไม่ได้หลอกด่าใคร“มีใครเคยบอกไหมว่าคุณนี่ปากร้ายเอาเรื่อง”“ก็...เยอะอยู่ค่ะ”เจณิสตาพยักหน้ายิ้ม ๆ ส่วนสาเหตุที่เธอใช้คำว่า ‘ลุง’ ไม่ใช่เพราะเขาหน้าแก่ แต่เป็นเพราะเขามีนิสัยบางอย่างคล้ายกับลุงข้างบ้านเธอไม่มีผิด“เขมิกา”อุ้ย! มีคนเริ่มไม่พอใจแล้ว หญิงสาวรีบเก็บรอยยิ้มขัน“ค่า ๆ งั้นเรียกคุณก้องแทน ดีไหมคะ?”“หึ” ก้องภพแค่นหัวเราะ พยักหน้ารับหากไม่วายส่งสายตาคาดโทษ“แล้วตกลงทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่” “จริง ๆ ตอนแรกก็ไม่คิดจะมาหรอกค่ะ”“โอเค งั้นพรุ่งนี้ไปลาออกเลยไหม เดี๋ยวโทรบอกดิเรกให้”“เดี๋ยวสิคะ! ฉันยังพูดไม่จบเลย”หญิงสาวค้อนใส่อย่างลืมตัว“ตอนแรกค่ะ แค่ตอนแรก ก็แบบ...ถ้าให้พูดตรง ๆ เลยก็กลัวค่ะ ฉันกลัวปรับตัวไม่ได้ การเปลี่ยนงา
“...”“...”ปฏิกิริยานั้นพลอยทำเจณิสตาชะงักตาม และเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาอาจไม่ชอบที่เธอถือวิสาสะทำอะไรตามอำเภอใจ เธอก็ตาโต ลนลานเก็บไม้เก็บมือแล้วผละออกห่าง“ขอโทษค่ะ”ริมฝีปากหยักลึกเดี๋ยวเม้มเดี๋ยวคลาย ครู่หนึ่งก็เผยอขึ้น เจณิสตารีบหดคอ เตรียมใจรับคำดุ“นี่”“คะ...คะ?”“ทีหลังอย่าไปเช็ดหน้าใครแบบนี้ ถ้าไม่อยากมีปัญหากับแฟน”“แฟน?”เจณิสตาทวนคำเสียงสูง งุนงงอยู่ชั่วอึดใจก็หลุดยิ้มขำกับคำเตือนนั่น“ขอบคุณค่ะ เอาไว้ฉันมีแฟนเมื่อไร ฉันจะระวังแล้วกันค่ะ”จบคำหญิงสาวก็หมุนตัวไปบริการปิดท้ายรถให้ ทำให้เธอไม่มีโอกาสเห็นเลยว่าหลังพูดออกไป มุมปากของใครบางคนโค้งตัวสูงนานหลายวินาทีทีเดียวกลับมาถึงที่พักเจณิสตาก็ตรงดิ่งมาอาบน้ำก่อนเป็นอันดับแรก กระทั่งสบายตัวก็ลากกระเป๋าออกมาจัดจากข้อความที่คุยกับพัดชา ทีมอีเว้นท์ที่เหลือจะมาถึงช่วงเที่ยง และเธอจะได้ย้ายไปพักรวมกับพี่ ๆ ในทีม อาจไม่สะดวกสบายและมีวิวสวยเท่ากับวิลล่าหลังนี้ แต่ก็คงสนุกและรู้สึกผ่อนคลายกว่าอยู่ที่นี่มือเรียวหยิบชุดที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้ออกมาแขวน แล้วย้ายชุดที่ยังไม่ใส่ไปอยู่ฝั่งเดียวกัน ส่วนตัวไหนที่ใช้งานแล้ว เธอแยกมันใส่ถุงพลาสต







