LOGINตอนที่ 2 ย้อนกลับมา
“เฟยหลิง! ตื่นได้แล้ว! เจ้าจะนอนจนไปถึงเที่ยงวันหรืออย่างไร?” เสียงแหลมดังปลุกเยี่ยเฟยหลิงให้สะดุ้งตื่น นางลืมตาขึ้นอย่างสับสน แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างกระดาษข้าวเข้ามา ทำให้นางต้องหรี่ตาลง “ข้า... ข้ายังมีชีวิตอยู่หรือ?” เยี่ยเฟยหลิงพึมพำเบา ๆ มือลูบไปที่ลำคอตัวเอง ความรู้สึกแสบร้อนจากยาพิษยังคงติดอยู่ในความทรงจำ “เจ้าพูดจาอะไรแปลกๆ รีบลุกเถอะ! วันนี้พวกเราต้องไปทำงานที่ตำหนักตะวันออก หากไปช้าจะถูกลงโทษอีกนะ” เยี่ยเฟยหลิงมองไปรอบๆ ห้อง นี่ไม่ใช่ตำหนักหรูหราที่นางเคยอาศัยอยู่ในฐานะฮองเฮา แต่เป็นห้องเล็กๆ ที่นางกำนัลใช้พักร่วมกัน เตียงไม้แคบๆ ที่นางนอนอยู่ก็ไม่ใช่เตียงหรูหราที่ปูด้วยผ้าไหมอย่างดี ส่วนหญิงสาวที่ปลุกนางคือหลิวอี้ เพื่อนสนิทในวัยเด็กที่เข้าวังมาพร้อมกับนาง...แต่หลิวอี้ตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน เป็นฝีมือของนางเอง เพราะหลิวอี้รู้ความลับของนาง ทำให้นางต้องฆ่าเพื่อนสนิทคนเดียวที่นางมี เยี่ยเฟยหลิงรู้สึกเหมือนโดนสายฟ้าฟาด ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างมองใบหน้าของหลิวอี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดพุ่งเข้าใส่นางอย่างรุนแรง จนแทบหายใจไม่ออก “เจ้า... หลิวอี้...” เสียงของเยี่ยเฟยหลิงสั่นเครือ น้ำตาเอ่อล้นขอบตาโดยไม่รู้ตัว “เฟยหลิง เจ้าเป็นอะไรไป?” หลิวอี้ขมวดคิ้ว ยื่นมือมาแตะหน้าผากของเยี่ยเฟยหลิง “เจ้าไม่ได้เป็นไข้นี่ ทำไมถึงร้องไห้?” เยี่ยเฟยหลิงไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป นางพุ่งเข้าไปกอดหลิวอี้แน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้ม ภาพความทรงจำเมื่อครั้งที่นางเทยาพิษลงในถ้วยชาของหลิวอี้ ภาพใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของเพื่อนรัก และคำพูดครั้งสุดท้าย “ทำไม... เฟยหลิง...ทำไมเจ้าทำกับข้าเช่นนี้...” ทุกอย่างหวนกลับมาในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน “ข้า... ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษ...” เยี่ยเฟยหลิงสะอื้น กอดหลิวอี้แน่นราวกับกลัวว่าเพื่อนรักจะหายไปอีกครั้ง หลิวอี้ตกใจกับปฏิกิริยาของเยี่ยเฟยหลิง แต่ก็ตบหลังปลอบเพื่อนเบาๆ “เจ้าขอโทษเรื่องอะไรกัน? ฝันร้ายหรือ? ไม่เป็นไร ทุกอย่างผ่านไปแล้ว” เยี่ยเฟยหลิงค่อยๆ ผละออก มองใบหน้าของหลิวอี้อย่างละเอียด ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสดใสและบริสุทธิ์ นางเช็ดน้ำตาแล้วพยายามสงบสติอารมณ์ “ใช่... ข้าฝันร้าย... ฝันร้ายมาก” เยี่ยเฟยหลิงพยายามควบคุมเสียงของตัวเอง “วันนี้... วันที่เท่าไรของเดือนอะไร?” “วันที่สิบห้า เดือนสาม ปีเสือ” หลิวอี้ตอบก่อนจะลุกไปหยิบชุดนางกำนัลมาวางข้างๆ เตียง “รีบแต่งตัวเถอะ เราต้องไปรายงานตัวในอีกครึ่งชั่วยาม” ปีเสือ... เยี่ยเฟยหลิงคำนวณในใจ นั่นหมายความว่านางย้อนเวลากลับมาช่วงเวลาที่นางเพิ่งเข้าวังได้ไม่นาน “อายุข้า... ตอนนี้ข้าอายุเท่าไร?” นางถามอีกครั้ง คล้ายกำลังสับสน หลิวอี้มองนางอย่างประหลาดใจ “เจ้าลืมแม้กระทั่งอายุตัวเองหรือ? เจ้าอายุสิบห้าปี ข้าเกิดก่อนเจ้าสองเดือน” สิบห้าปี... เยี่ยเฟยหลิงหลับตาลง ความทรงจำทั้งหมดหลั่งไหลเข้ามาในหัว ภาพของชีวิตที่ผ่านมา การพบกับหลี่เฉิงเหวิน การเสียสละทุกอย่างเพื่อเขา และสุดท้าย...นางก็ถูกเขาหักหลัง “เฟยหลิง? เจ้าเป็นอะไรไป?” หลิวอี้ถามด้วยความเป็นห่วง เยี่ยเฟยหลิงลืมตาขึ้น ดวงตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้เต็มไปด้วยความแค้น “ข้าไม่เป็นไร... เพียงแต่ฝันร้ายเท่านั้น” นางลุกขึ้นยืน มองสำรวจตัวเองในกระจกทองเหลืองเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าเยาว์วัยมองกลับมา ผิวขาวเนียนไร้ที่ติ ดวงตากลมโตเปล่งประกาย ริมฝีปากอิ่มสีชมพูอ่อน... ใบหน้าที่ยังไม่ผ่านความทุกข์ทรมาน “ข้าได้กลับมาจริงๆ...” นางพึมพำกับตัวเอง หลิวอี้ยื่นชุดนางกำนัลให้นางอีกครั้ง “รีบแต่งตัวเถอะ วันนี้พวกเราต้องไปทำความสะอาดตำหนักตะวันออก ได้ยินว่าองค์ชายสิบสามจะย้ายมาประทับที่นั่น” องค์ชายสิบสาม... หลี่เฉิงเหวิน! หัวใจของเยี่ยเฟยหลิงเต้นแรง นางยังไม่ได้พบเขาในชาตินี้ ทุกอย่างยังไม่ได้เริ่มต้น นางยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตัวเอง นางจะไม่ยอมให้เรื่องราวดำเนินไปเช่นเดิมอีก ทั้งสองเดินออกจากเรือนพักนางกำนัลชั้นล่าง มุ่งหน้าไปยังตำหนักตะวันออกที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก “ได้ยินว่าองค์ชายสิบสามเป็นบุรุษที่หล่อเหลาที่สุดในวัง ข้าอยากเห็นองค์ชายสิบสามจังเลย” หลิวอี้เอ่ยเบาๆ ดวงตาเป็นประกาย “เจ้าอย่าคิดฝันไกลเชียว” เยี่ยเฟยหลิงตอบเสียงเรียบ “คนอย่างเขามีแต่จะนำความตายมาให้” หลิวอี้มองสหายด้วยความประหลาดใจ “เจ้าพูดแปลกๆ นะวันนี้ เจ้าไม่เคยพบองค์ชายสิบสามมาก่อน จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนเช่นไร?” เยี่ยเฟยหลิงชะงัก นางเผลอพูดไปแล้ว “ข้าแค่... ได้ยินคนอื่นเล่ามาน่ะ” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าและเสียงสนทนาของกลุ่มคนก็ดังมาจากอีกฝั่งของสวน เยี่ยเฟยหลิงชะงักทันที หัวใจเต้นแรง แค่ได้ยินเสียงนางก็รู้ได้ว่าใครกำลังเดินมา “รีบหลบเถอะ!” นางกระซิบเสียงเข้ม พลางดึงแขนหลิวอี้ให้หลบเข้าไปในพุ่มไม้ข้างทาง “ทำไมเราต้องหลบด้วย?” หลิวอี้ถามอย่างงุนงง แต่ก็ยอมทำตาม เยี่ยเฟยหลิงไม่ตอบ นางแอบมองผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ เห็นขบวนของบุรุษในชุดหรูหราสองคนกำลังเดินมาพร้อมขันทีและองครักษ์หลายคน คนแรกสวมชุดสีน้ำเงินเข้ม ท่าทางสง่างาม ใบหน้าคมคายราวกับถูกปั้นด้วยมือเทพ นั่นคือ หลี่เฉิงเหวิน องค์ชายสิบสาม ชายที่นางเคยรักสุดหัวใจและเป็นผู้ทำลายชีวิตนางในชาติก่อน แต่คนที่เดินเคียงข้างเขาต่างหากที่ทำให้เยี่ยเฟยหลิงแทบลืมหายใจ ชายหนุ่มในชุดสีแดงเข้ม สง่างามยิ่งกว่า ใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชาและอำนาจ ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยว... หลี่เกอหยาง หรือรัชทายาท ในชาติก่อน นางหลอกล่อให้หลี่เกอหยางหลงรัก ก่อนจะทรยศเขาในที่สุด ทำให้เขาเสียบัลลังก์ และถูกหลี่เฉิงเหวินสั่งประหารอย่างโหดเหี้ยมด้วยห้าม้าแยกร่าง “นั่นใช่รัชทายาทหรือไม่?” หลิวอี้กระซิบถาม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น “ไม่น่าเชื่อว่าเราจะได้เห็นพระองค์ในระยะใกล้ๆ เช่นนี้” เยี่ยเฟยหลิงไม่ตอบ นางจ้องมองหลี่เกอหยางอย่างไม่กะพริบตา ทันใดนั้น ราวกับเขารู้สึกถึงสายตาของนาง หลี่เกอหยางก็หันมามองตรงมาที่พุ่มไม้ที่พวกนางซ่อนตัวอยู่ ดวงตาของทั้งสองประสานกัน เยี่ยเฟยหลิงรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน ในดวงตาของหลี่เกอหยาง มีแววของความเกลียดชังและความอาฆาต “เขา...เขาจำนางได้?” เยี่ยเฟยหลิงคิดในใจ ความหวาดกลัวแล่นปราดเข้าสู่หัวใจ “เป็นไปไม่ได้ นี่เป็นเพียงการพบกันครั้งแรกในชาตินี้!” แต่สายตาของหลี่เกอหยางบอกเป็นอย่างอื่นไม่ได้ มันเป็นสายตาเหมือนคนที่รู้จักกันมานาน “เฟยหลิง เจ้าเป็นอะไรไป?” หลิวอี้ถามเมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของเพื่อนสนิท “เจ้าตัวสั่นไปหมดแล้ว” เยี่ยเฟยหลิงไม่ตอบ นางรู้สึกเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ด้วยสายตาของหลี่เกอหยาง “มีอะไรหรือ?” หลี่เฉิงเหวินถามเมื่อเห็นพี่ชายหยุดเดิน หลี่เกอหยางไม่ตอบในทันที เขายังคงจ้องมองไปที่พุ่มไม้ ก่อนจะยิ้มบางๆ ยิ้มที่ทำให้เยี่ยเฟยหลิงรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั้งร่าง “ไม่มีอะไร” เขาตอบในที่สุด แต่เสียงทุ้มนุ่มกลับเย็นเยียบ “เพียงแต่รู้สึกว่ามีหนูตัวเล็กๆ กำลังแอบมองเท่านั้นเอง” หลี่เฉิงเหวินหันมามองตามสายตาของพี่ชาย แต่เยี่ยเฟยหลิงรีบดึงหลิวอี้ให้หลบลึกเข้าไปในพุ่มไม้มากกว่าเดิม “ไม่เห็นมีอะไรนี่พี่ใหญ่” หลี่เฉิงเหวินตอบ หลี่เกอหยางไม่ตอบ เขาเพียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเดินต่อไป เมื่อพวกเขาไปไกลพอสมควร เยี่ยเฟยหลิงจึงดึงหลิวอี้ออกจากที่ซ่อน “ทำไมเจ้าถึงกลัวนัก?” หลิวอี้ถามด้วยความสงสัย “เราเป็นเพียงนางกำนัลธรรมดา พวกเขาคงไม่สนใจพวกเราหรอก” เยี่ยเฟยหลิงไม่ตอบ นางเพียงจูงมือหลิวอี้เดินไปตามเส้นทางลัดที่นางจำได้จากชาติก่อน หัวใจของนางเต้นระรัว ความกลัวและความสับสนผสมปนเปกัน “เขาจำนางได้... เขาจำนางได้...” คำนี้วนเวียนอยู่ในหัวของนางไม่หยุด “แต่เป็นไปได้อย่างไร? นี่เป็นเพียงการย้อนเวลากลับมาของนางไม่ใช่ของเขา!”ตอนที่ 16 ปกป้องทันทีที่ชายคนนั้นเอื้อมมือมาจะแตะใบหน้าของเยี่ยเฟยหลิง เสียงฉับของลูกธนูพุ่งผ่านอากาศก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนเมื่อลูกธนูปักเข้าที่ไหล่ของชายคนนั้นอย่างแม่นยำ“อ๊ากกก!” เขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ถอยหลังไปหลายก้าว มือกุมบาดแผลที่เลือดกำลังไหลออกมาชายอีกสองคนที่กำลังจับเยี่ยเฟยหลิงอยู่หันไปมองต้นเสียงด้วยความตกใจ ทันใดนั้น ร่างของชายในชุดสีดำสี่คนก็กระโดดลงมาจากต้นไม้ใกล้ๆ พวกเขาสวมหน้ากากปิดใบหน้าครึ่งล่าง เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง“ปล่อยนางเดี๋ยวนี้” หนึ่งในชายชุดดำเอ่ยเสียงเย็น มือถือดาบยาวที่ส่องประกายวับวาวใต้แสงอาทิตย์ชายทั้งสองที่จับเยี่ยเฟยหลิงอยู่รีบปล่อยมือจากนางทันที ถอยหลังไปยืนเคียงข้างเพื่อนที่บาดเจ็บ“พวกเจ้าเป็นใคร?” ชายที่ถูกยิงธนูถามเสียงสั่น “นี่เป็นเรื่องของพวกเรากับหญิงคนนี้!”“เรื่องของพวกเจ้างั้นหรือ?” ชายชุดดำอีกคนหนึ่งหัวเราะเยาะ “ชายสามคนรุมทำร้ายสตรีคนเดียวเนี่ยนะ!”เยี่ยเฟยหลิงที่ได้รับอิสระแล้วรีบก้มลงหยิบมีดของนางขึ้นมา ถอยห่างจากพวกนักเลงทั้งสาม นางมองชายชุดดำทั้งสี่อย่างระมัดระวัง แต่ในใจกลับรู้สึกคุ้นเคยกับพวกเขาอ
ตอนที่ 15 จดหมายรุ่งเช้าวันต่อมา เยี่ยเฟยหลิงออกเดินทางไปยังกระท่อมของฟางจินพร้อมกับห่อผ้าเล็กๆ ที่บรรจุข้าวของส่วนตัว ชิงชิงและห่านตงเดินมาส่งนางถึงทางเข้าหมู่บ้าน“พวกเจ้ากลับไปเถอะ ข้าดูแลตัวเองได้”“คุณหนู...” ชิงชิงน้ำตาคลอ“ไม่ต้องห่วงข้า ทุกห้าวันข้าจะกลับไปที่จวนตามที่สัญญากับท่านน้าไว้”หลังจากส่งชิงชิงกับห่านตงกลับไปแล้ว เยี่ยเฟยหลิงก็เดินต่อไปยังกระท่อมของฟางจิน เมื่อมาถึง นางพบว่าฟางจินกำลังเก็บสมุนไพรอยู่ในสวนเล็กๆ หลังกระท่อม“ท่านหมอฟาง ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ”ฟางจินหันมามอง “เจ้ามาเร็วกว่าที่ข้าคิด เข้ามาข้างในเถอะ ข้าจัดที่นอนไว้ให้เจ้าแล้ว”กระท่อมของฟางจินเล็กแต่สะอาด มีห้องโถงกลางที่ใช้เป็นทั้งห้องรับแขกและห้องตรวจรักษา มีห้องนอนเล็กๆ หนึ่งห้อง และมีครัวอยู่ด้านหลัง ฟางจินจัดมุมหนึ่งของห้องโถงให้เป็นที่นอนของเยี่ยเฟยหลิง“เจ้านอนตรงนี้นะ” ฟางจินชี้ไปที่เสื่อผืนหนึ่งที่ปูไว้“ขอบคุณเจ้าค่ะ” เยี่ยเฟยหลิงตอบอย่างนอบน้อม“วันนี้มีชาวบ้านนัดมาตรวจโรคหลายคน” ฟางจินบอก “เจ้านั่งดูข้าตรวจคนไข้ก่อน แล้วค่อยเริ่มเรียนพรุ่งนี้”“ได้เจ้าค่ะ” เยี่ยเฟยหลิงรับคำอย่างกระตือรือร้นไม่นา
ตอนที่ 14 ใจอ่อน พวกเขาเดินกลับเข้าเมืองก่อนที่ประตูเมืองจะปิด เมื่อกลับถึงจวน ฮุ่ยฮูหยินที่นั่งรออยู่ก็ถามถึงการเที่ยวชมเมืองของพวกนาง “เป็นอย่างไรบ้าง? ได้เห็นอะไรน่าสนใจหรือไม่?” ฮุ่ยฮูหยินถาม “เมืองหยางโจวสวยงามมากเจ้าค่ะ แต่ข้าประทับใจหมู่บ้านนอกเมืองมากกว่า ข้าได้พบหมอหญิงที่น่าสนใจคนหนึ่ง” “หมอหญิง?” ฮุ่ยฮูหยินทวนคำ “ใช่เจ้าค่ะ ข้าอยากไปศึกษาวิธีรักษาคนป่วยกับนาง” ฮุ่ยฮูหยินมองหน้าเยี่ยเฟยหลิงด้วยความประหลาดใจ “เจ้าสนใจเรื่องการแพทย์ด้วยหรือ?” “เจ้าค่ะ ข้าสนใจมานานแล้ว” เยี่ยเฟยหลิงตอบ พยายามทำให้น้ำเสียงฟังดูจริงใจที่สุด “ข้าคิดว่าการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นสิ่งที่มีคุณค่า” ฮุ่ยฮูหยินยิ้มอย่างอ่อนโยน “เจ้าเป็นเด็กดี แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพรหรอก ในอนาคตเจ้าจะได้แต่งงานกับคนที่มีฐานะดี มีคนรับใช้คอยดูแล” เยี่ยเฟยหลิงก้มหน้า “ข้าเพียงอยากมีความรู้ติดตัวไว้เจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าท่านป้าจะอนุญาตให้ข้าไปเรียนรู้กับหมอหญิงผู้นั้นได้หรือไม่?” ฮุ่ยฮูหยินถอนหายใจเบาๆ “ถ้าเจ้าตั้งใจจริง ข้าจะไม่ขัดขวาง แต่ต้องมีชิงชิงและห่านตงไปด้วยทุกครั้ง และต้องกลับมาก่อนพระอาทิตย์ตก
ตอนที่ 13 ขอเป็นศิษย์วันต่อมา เยี่ยเฟยหลิงตื่นแต่เช้า นางแต่งตัวอย่างเรียบง่ายในชุดสีชมพูอ่อน ผมรวบเป็นมวยเรียบๆ ไม่มีเครื่องประดับใดๆ“คุณหนูจะไปไหนแต่เช้าเจ้าคะ?” ชิงชิงถามขณะช่วยนางแต่งตัว“ข้าอยากออกไปสำรวจเมืองหยางโจว”หลังจากกินอาหารเช้ากับฮุ่ยฮูหยิน เยี่ยเฟยหลิงก็ขออนุญาตออกไปเที่ยวชมเมือง“ระวังตัวด้วยนะ” ฮุ่ยฮูหยินกำชับ “หยางโจวเป็นเมืองใหญ่ มีทั้งคนดีและคนไม่ดี”“ข้าจะระวังตัวเจ้าค่ะ” เยี่ยเฟยหลิงรับคำเยี่ยเฟยหลิงและชิงชิงเดินออกจากจวนพร้อมกับผู้คุ้มกันหนึ่งคนที่ฮุ่ยฮูหยินจัดให้ พวกนางเดินไปตามถนนใหญ่ของเมืองหยางโจว ชมร้านค้าและตลาดที่คึกคัก“คุณหนู ดูนั่นสิเจ้าคะ!” ชิงชิงชี้ไปที่ร้านขายเครื่องประดับริมถนนเยี่ยเฟยหลิงยิ้มบางๆ “เจ้าอยากได้หรือ?”“ข้า... ข้าแค่คิดว่ามันสวยเท่านั้นเจ้าค่ะ” ชิงชิงตอบอย่างเขินอาย“งั้นเราไปดูกันเถอะ” เยี่ยเฟยหลิงพาชิงชิงเดินไปที่แผงขายเครื่อประดับเครื่องประดับวางเรียงรายอย่างสวยงาม มีทั้งปิ่นปักผม กำไล และต่างหู ส่วนใหญ่ทำจากหินสีและเงิน ไม่ได้หรูหราเหมือนเครื่องประดับแบบในเมืองหลวง แต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของมันเองชิงชิงมองดูเครื่องประดับด้วยความ
ตอนที่ 12 เมืองหยางโจว สามวันต่อมา ถึงวันที่เยี่ยเฟยหลิงต้องเดินทางไปหยางโจว นางยืนอยู่ที่หน้าประตูจวนตระกูลเยี่ย สวมชุดเดินทางสีฟ้าอ่อน ผมของนางถูกมัดรวบไว้อย่างเรียบร้อย ใบหน้าของนางสงบนิ่ง ไม่มีร่องรอยของน้ำตาหรือความเศร้าโศกให้เห็น “ลูกแม่...” เยี่ยเฟยเยว่กอดลูกสาวแน่น น้ำตาไหลอาบแก้ม “ดูแลตัวเองดีๆ นะ” “ท่านแม่ไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ ลูกจะดูแลตัวเองให้ดี” เยี่ยเฟิงหลงเดินเข้ามาหาลูกสาว สีหน้าของเขาเคร่งขรึม แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “เฟยหลิง พ่อขอโทษที่ปกป้องเจ้าไม่ได้” “ไม่ใช่ความผิดของท่านพ่อ วังหลวงก็เป็นเช่นนี้” เยี่ยเฟิงหลงพยักหน้า “หากเจ้าต้องการอะไรเพิ่มเติม เจ้าสามารถส่งจดหมายมาบอกพ่อได้” “ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ” เยี่ยเฟยหลิงคำนับ “เมื่อเจ้ากลับมา พ่อจะหาคู่หมั้นที่เหมาะสมให้เจ้า” เยี่ยเฟิงหลงเอ่ย เยี่ยเฟยหลิงพยักหน้า แม้ในใจนางจะไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานใดๆ ก็ตาม “ลูกจะทำตามที่ท่านพ่อเห็นว่าสมควรเจ้าค่ะ” หลังจากกล่าวลาบิดามารดาเสร็จ เยี่ยเฟยหลิงก็ขึ้นรถม้าที่เตรียมไว้ให้ นางนั่งลงบนเบาะนุ่มและมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นบิดามารดายืนโบกมืออยู่ที่ประตูจวน เมื่อร
ตอนที่ 11 ฉาวโฉ่ ณ ตำหนักขององค์ชายสิบสาม หลี่เฉิงเหวินกำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง เหงื่อท่วมใบหน้าหล่อเหลาของเขา ในความฝัน เขาเห็นภาพของหญิงสาวที่กำลังนอนดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ของเหลวสีแดงเข้มกระเซ็นไปทั่วพื้น หลี่เฉิงเหวินสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียง หายใจหอบ เหงื่อไหลโซมกาย "ฝันร้ายอีกแล้ว..." เขาพึมพำกับตัวเอง พลางเอามือลูบใบหน้า ตั้งแต่เขาได้พบกับเยี่ยเฟยหลิง เขาก็เริ่มฝันเห็นภาพประหลาดเหล่านี้ ภาพของเขาและนางในสถานการณ์ที่เขาไม่เคยประสบมาก่อน ภาพของเขาที่กอดจูบนาง และภาพของนางที่กำลังตายด้วยยาพิษที่เขามอบให้ ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างรุนแรงโดยไม่ได้ขออนุญาต องครักษ์คนสนิทของเขาวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "องค์ชาย! บ่อนถูกไฟไหม้!" องครักษ์รายงานด้วยเสียงสั่น "อะไรนะ!?" หลี่เฉิงเหวินลุกพรวดขึ้นจากเตียง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "เจ้าว่าอะไรนะ!?" "บ่อนถูกไฟไหม้ไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เหลือแต่ซากปรักหักพัง" หลี่เฉิงเหวินกระชากคอเสื้อขององครักษ์ด้วยความโกรธ "พวกเจ้าเฝ้ากันอย่างไร!







