LOGINบทที่ 5: บัญชีลับและกลิ่นคาวเงิน
แสงอรุณสีทองรำไรทอดผ่านม่านโปร่งลายเมฆา ขับไล่ความมืดสลัวในห้องบรรทมตำหนักเฟิ่งอี๋ หลินจื่ออวี้ค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ความอบอุ่นที่โอบล้อมรอบกายทำให้สติที่เพิ่งฟื้นคืนรู้สึกผ่อนคลาย หากเมื่อขยับกายเพียงนิด ความเจ็บแปลบระบมที่บั้นเอวและสะโพกพลันแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องหลุดเสียงสูดปากแผ่วเบา ร่างกายคล้ายถูกบดขยี้จนแทบแหลกเป็นชิ้น ความทรงจำจากค่ำคืนอันเร่าร้อนยาวนานไหลบ่าเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ ร่องรอยการกระทำอันดุดัน เอาแต่ใจ และหิวกระหายของบุรุษข้างกายยังคงตราตรึงอยู่บนผิวเนื้อทุกตารางนิ้ว “ตื่นแล้วหรือ คนดีของข้า...” สุรเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลดังขึ้นชิดริมหู พร้อมกับสัมผัสอุ่นชื้นที่กดจุมพิตลงบนขมับ จื่ออวี้หันไปมอง พบว่าเซียวหลงเหยียนตื่นอยู่นานแล้ว พระองค์สวมเพียงเสื้อคลุมผ้าไหมตัวบางสีครามเข้ม เรือนผมสีหมึกปล่อยสยาย ไม่ได้มีเค้าลางของโอรสสวรรค์ผู้เคร่งขรึมในท้องพระโรงหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย บนพระพักตร์หล่อเหลาเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจและแววตาระยิบระยับที่ชวนให้คนมองรู้สึกหน้าร้อนผ่าว “ฝ่าบาท... ยามใดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” จื่ออวี้พยายามจะยันกายลุกขึ้น แผ่นหลังกลับไร้เรี่ยวแรงจนซวนเซ ก่อนที่แผ่นอกบางจะได้พ้นจากฟูกนอน ท่อนแขนแกร่งก็สอดเข้ามาประคองแผ่นหลังไว้ทันควัน เซียวหลงเหยียนดึงร่างของฮองเฮาเข้ามาพิงกับอกกว้างของตนเองอย่างทะนุถนอม สองมือจัดแจงดึงผ้านวมขนสัตว์ขึ้นมาคลุมทับจนถึงลำคอระหงเพื่อป้องกันลมหนาว “เพิ่งจะพ้นยามเหม่า เจ้าอย่าเพิ่งรีบลุกเลย นอนพักต่ออีกสักหน่อยเถิด เมื่อคืนเจ้าเหนื่อยมาก...” “ฝ่าบาท!” จื่ออวี้รีบตัดบท ใบหน้าขาวผ่องขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปถึงใบหู นัยน์ตาดอกท้อตวัดค้อนใส่สามีอย่างลืมตัว “พระองค์ยังจะกล้าตรัสเรื่องเมื่อคืนอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ หากวันนี้กระหม่อมลุกไปตรวจการฝ่ายในไม่ไหว ข้าราชบริพารจะนินทาเอาได้” “ใครกล้านินทา ข้าจะสั่งตัดลิ้นมันเสียให้หมด” เซียวหลงเหยียนเอ่ยหน้าตาเฉย ไม่สะทกสะท้านต่อสายตาดุของภรรยา ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นจากอ่างกระเบื้องเคลือบที่วางอยู่ข้างเตียง บรรจงบิดจนหมาดด้วยพระองค์เอง จื่ออวี้มองดูการกระทำนั้นด้วยความตระหนก “ฝ่าบาท จะทรงทำอันใด ให้ชุนหลานเข้ามาเถิดพ่ะย่ะค่ะ พระองค์เป็นฮ่องเต้ จะมาจับผ้าเช็ดหน้าปรนนิบัติผู้อื่นได้อย่างไร ผิดธรรมเนียม...” “ข้าบอกแล้วอย่างไร ว่าข้าคือธรรมเนียมของเจ้า” เซียวหลงเหยียนไม่ยอมปล่อยให้จื่ออวี้แย่งผ้าไป มือหนาประคองคางมนไว้แผ่วเบา ก่อนจะบรรจงซับผ้าอุ่นลงบนดวงหน้าเนียนอย่างนุ่มนวล เช็ดเปลือกตา สันจมูก และริมฝีปากที่ยังคงบวมเจ่อจากการถูกบดจูบตลอดคืน สัมผัสอ่อนโยนเสียจนหัวใจของจื่ออวี้สั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม เมื่อเช็ดหน้าเสร็จ โอรสสวรรค์ก็หันไปยกถ้วยน้ำชาเก๊กฮวยผสมน้ำผึ้งป่าที่วางอุ่นอยู่บนเตาใบเล็ก ช้อนริมฝีปากเป่าไล่ไอความร้อนจนแน่ใจว่าอุ่นกำลังดี แล้วจึงนำมาจ่อชิดริมฝีปากของฮองเฮา “ดื่มน้ำชาล้างคอสักหน่อย เมื่อคืนเจ้าส่งเสียงหวานจนคอแห้งผากไปหมดแล้ว...” “เซียวหลงเหยียน!” คราวนี้จื่ออวี้ทนไม่ไหว หลุดเรียกพระนามเต็มของจักรพรรดิออกมาอย่างเหลืออด มือเรียวยกขึ้นผลักอกแกร่งออกไปให้พ้นทางด้วยความอับอาย ทว่าลำคอที่แห้งผากก็ทรยศต่อความตั้งใจ จื่ออวี้จำต้องยอมอ้าปากจิบน้ำชาจากถ้วยที่สามีป้อนให้อย่างเลี่ยงไม่ได้ เซียวหลงเหยียนมองดูสองแก้มป่องที่กำลังกลืนน้ำชาเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความเอ็นดูจนแทบคลั่ง พระหัตถ์ข้างหนึ่งเลื่อนลงไปใต้ผ้าห่ม วางทาบลงบนบั้นเอวคอดแล้วออกแรงบีบนวดคลึงกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็งให้อย่างรู้จุด นิ้วโป้งกดเน้นคลายความเมื่อยขบสลับกับลูบไล้รอยจ้ำสีแดงบนสะโพกเนียน “ดีขึ้นหรือไม่ ข้ารู้ว่าเจ้ายังเจ็บระบม วันนี้เรื่องในวังหลังปล่อยให้ข้าจัดการเองเถิด เจ้าเพียงแค่นอนพักผ่อนอยู่ที่นี่...” “ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” จื่ออวี้ดึงสติกลับคืนมา วางถ้วยชาลงข้างตั่ง พลางถอนหายใจยาว “เมื่อวานพระองค์เพิ่งจะเผาป้ายชื่อสนมทิ้งไปจนหมด ซ้ำยังสั่งปิดล้อมตำหนักชุนซีของซูเฟยและจับกุมเฉินกุ้ยเหริน ฝ่ายในยามนี้กำลังปั่นป่วนดั่งรังแตนแตกรัง หากกระหม่อมในฐานะประมุขฝ่ายในยังมัวแต่นอนอู้อยู่บนเตียง ปล่อยให้ข่าวลือแพร่สะพัด พวกขุนนางตระกูลซูและพรรคพวกย่อมฉวยโอกาสนี้เล่นงานกระหม่อมแน่” จื่ออวี้สบสายตากับสามี แววตาคมปลาบเปี่ยมล้นไปด้วยสติปัญญาและความเฉียบขาดของบุตรชายแม่ทัพ “ฝ่าบาททรงเปิดทางให้กระหม่อมถึงเพียงนี้แล้ว ที่เหลือ... เป็นหน้าที่ของกระหม่อมที่ต้องถอนรากถอนโคนพวกมันเอง” เซียวหลงเหยียนมองดูคนรักที่แม้ร่างกายจะอ่อนล้า ทว่าจิตวิญญาณกลับเข้มแข็งและสง่างาม หัวใจของโอรสสวรรค์พลันพองโตด้วยความภาคภูมิใจ พระองค์ดึงมือเรียวขึ้นมาแนบริมฝีปาก จุมพิตหลังมือขาวซ้ำๆ “เช่นนั้น ข้าจะนั่งอยู่ข้างๆ คอยหนุนหลังเจ้าเอง” สายัณห์วันเดียวกัน ภายในห้องทรงอักษรของตำหนักเฟิ่งอี๋ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม กองสมุดบัญชีพระคลังฝ่ายในเล่มหนานับสิบเล่มถูกขนย้ายมาวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้ตัวยาว ชุนหลานและเหล่านางกำนัลคนสนิทกำลังช่วยกันตรวจนับเอกสารอย่างขะมักเขม้น โดยมีหลินจื่ออวี้ในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มขลิบเงินนั่งเป็นประธาน แววตาสีหมึกจดจ้องตัวเลขอักษรในหน้ากระดาษอย่างถี่ถ้วน ข้างกายของฮองเฮา มิใช่ขันทีหรือนางกำนัล หากแต่เป็นเซียวหลงเหยียนที่นั่งเบียดแนบชิดอยู่บนเก้าอี้กว้างตัวเดียวกัน มือข้างหนึ่งของฮ่องเต้ถือพู่กันคอยช่วยวงจุดผิดปกติ ส่วนมืออีกข้างหนึ่ง... กำลังโอบเอวของจื่ออวี้ไว้แน่นหนึบ พลางคอยบีบนวดคลายความเมื่อยล้าให้อย่างไม่ยอมห่างกาย จื่ออวี้เหลือบตามองสามีด้วยความระอาใจอยู่หลายครา พอหันไปดุ อีกฝ่ายก็ทำหน้าละห้อย แสร้งทำเป็นบีบนวดเอาอกเอาใจจนเขาเหนื่อยใจจะต่อปากต่อคำ จึงปล่อยเลยตามเลย “เหนียงเหนียงเพคะ...” ชุนหลานก้าวเข้ามารายงาน สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตก “บ่าวพบความผิดปกติในบัญชีจัดซื้อเครื่องหอมและผ้าไหมของสำนักพระคลังฝ่ายในตลอดสองปีที่ผ่านมาเพคะ” จื่ออวี้รับสมุดบัญชีมาเปิดดู นิ้วเรียวยาวชี้ไล่ตามแถวตัวเลข “เงินเบิกจ่ายสำหรับผ้าไหมแพรพรรณจากแดนใต้ สูงกว่าราคาตลาดถึงสามเท่าตัว ซ้ำยังมีการสั่งซื้อ ‘ผงชาดและไข่มุกทะเลทราย’ ในปริมาณมหาศาลทุกๆ สามเดือน... ของฟุ่มเฟือยเหล่านี้ ถูกส่งตรงไปยังตำหนักชุนซีของซูเฟย และตำหนักตะวันตกของ หลิวเจี๋ยอวี๋” “หลิวเจี๋ยอวี๋งั้นรึ...” เซียวหลงเหยียนเอ่ยเสียงเย็น ชายหนุ่มหรี่ตาลง ประกายสังหารวาบผ่านในแววตา ในอดีตชาติ หลิวเจี๋ยอวี๋ผู้นี้คือหมากรับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของซูเฟย บิดาของนางเป็นเจ้ากรมการค้าที่มีเส้นสายโยงใยกับพ่อค้าวาณิชย์นอกด่าน เงินทองที่เบิกจ่ายเกินจริงเหล่านี้ แท้จริงแล้วมิได้ถูกนำมาใช้ตัดเย็บอาภรณ์ แต่ถูกแปรสภาพเป็นตั๋วเงิน ส่งออกไปสนับสนุนขุมกำลังของตระกูลซูและเป่ยอ๋องที่ชายแดนประจิม “กลิ่นคาวเงินโชยคลุ้งไปหมด” จื่ออวี้เคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะไม้ เสียงดังกึกกักเป็นจังหวะสะท้อนความสุขุม “ซูเฟยใช้ความโปรดปรานในอดีตบีบให้สำนักพระคลังฝ่ายในปกปิดบัญชี ส่วนหลิวเจี๋ยอวี๋ก็อาศัยเส้นสายของบิดาคอยฟอกเงินหลวงออกไปภายนอก... มิน่าเล่า เมื่อวานพอซูเฟยถูกสั่งขังตำหนักชุนซี คนพวกนี้ถึงได้ร้อนรนจนต้องรีบส่งเฉินกุ้ยเหรินมาลงมือวางยาพิษ” “พวกมันกำลังกลัว” เซียวหลงเหยียนแค่นยิ้มเหี้ยม “กลัวว่าหากข้าหันกลับมารักเจ้าอย่างจริงจัง อำนาจที่พวกมันเคยยึดกุมไว้จะหลุดลอยไป” จื่ออวี้หันไปสบตากับสามี “ยามนี้เฉินกุ้ยเหรินถูกขังคุกหลวง ซูเฟยถูกตัดขาดจากโลกภายนอก หลิวเจี๋ยอวี๋ที่เหลืออยู่คนเดียว ย่อมไม่อาจนั่งนิ่งรอความตายได้แน่ นางจะต้องหาทางส่งข่าวออกไปขอความช่วยเหลือจากบิดาและขุนนางตระกูลซูอย่างแน่นอน” “เจ้าคิดว่านางจะใช้วิธีใด?” เซียวหลงเหยียนถาม หยั่งเชิงปัญญาของยอดดวงใจ “ประตูโฮ่วไจ้” จื่ออวี้ตอบทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “ทุกๆ สามวัน จะมีขบวนเกวียนขนผักสดและฟืนเข้ามาส่งในฝ่ายใน และจะขนเศษขยะรวมถึงสิ่งปฏิกูลออกไปในยามบ่าย... วันนี้เป็นวันที่ขบวนเกวียนต้องออกจากวัง หากหลิวเจี๋ยอวี๋จะลอบส่งจดหมายลับออกไป ย่อมต้องอาศัยทางนี้เท่านั้น” เซียวหลงเหยียนยกยิ้มกว้างด้วยความชื่นชม พระหัตถ์แกร่งยกขึ้นลูบแก้มนวลของจื่ออวี้เบาๆ “ฮองเฮาของข้า ช่างปราดเปรื่องสมกับเป็นยอดดวงใจจริงๆ” จื่ออวี้ปัดมือหนาออกเบาๆ แก้เก้อ “ฝ่าบาท เลิกหยอกเย้าได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ หากจะจับหนอนบอนไส้ ต้องลงมือเดี๋ยวนี้” “ไม่ต้องกังวล...” แววตาของโอรสสวรรค์แปรเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็นดั่งคมกระบี่ “ข้าสั่งให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรไปดักซุ่มรออยู่ที่ประตูโฮ่วไจ้ตั้งแต่เที่ยงวันแล้ว ป่านนี้... ปลากลุ่มนี้คงว่ายเข้ามาติดตาข่ายเรียบร้อยแล้วล่ะ” ณ ประตูโฮ่วไจ้ ท้ายพระราชวังหลวง ลมหนาวพัดกรรโชกจนฝุ่นผงและเศษใบไม้แห้งปลิวว่อน ประตูไม้บานหนาเปิดแง้มไว้เพียงครึ่งเดียว เกวียนเทียมวัวขนาดใหญ่ที่บรรทุกถังไม้ส่งกลิ่นเหม็นอับกำลังเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า มุ่งหน้าออกจากเขตพระราชฐาน ขันทีน้อยสองคนกำลังช่วยกันเข็นเกวียน ท่าทางลุกลี้ลุกลน คอยหันซ้ายแลขวาอยู่ตลอดเวลา “หยุดก่อน!” เสียงตวาดกร้าวแฝงพลังปราณดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาด องครักษ์เสื้อแพรนับสิบนายในชุดรัดกุมสีดำปักดิ้นเงิน พุ่งตัวลงมาจากแนวกำแพงสูง ล้อมกรอบเกวียนบรรทุกถังไม้อย่างรวดเร็ว กระบี่เหล็กกล้าถูกชักออกจากฝักพร้อมกันเสียงดังสนั่น แสงสะท้อนจากคมดาบวาววับตัดกับความมืดสลัว ขันทีทั้งสองตกใจจนเข่าทรุด ทรุดตัวลงไปกองกับพื้นหิมะ “ทะ... ท่านองครักษ์! พวกเราเป็นเพียงคนขนสิ่งปฏิกูล...” “ค้น!” หัวหน้าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรสั่งการเสียงเฉียบ ดาบเล่มยาวพุ่งตรงเข้าฟันถังไม้ใบหนึ่งจนแตกกระจาย สิ่งปฏิกูลและเศษผักเน่าทะลักออกมา ท่ามกลางเศษขยะเหล่านั้น กลับมี ‘กระบอกไม้ไผ่ผนึกขี้ผึ้งสีแดง’ กลิ้งหล่นลงมาบนพื้นหิน หัวหน้าองครักษ์ก้มลงเก็บกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมา ปาดคราบสกปรกออก เผยให้เห็นตราประทับลายดอกเหมยอันเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัวของ ‘หลิวเจี๋ยอวี๋’ “จับตัวพวกมันไปที่ตำหนักเฟิ่งอี๋!” ภายในห้องโถงใหญ่ตำหนักเฟิ่งอี๋ ร่างของหลิวเจี๋ยอวี๋ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่เคยหรูหรา บัดนี้กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบ ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยแป้งหอมราคาแพงซีดเผือดจนไร้สีเลือด เส้นผมหลุดลุ่ยร่วงลงมาปรกแก้ม ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความหวาดผวา เบื้องหน้าของนาง บนตั่งหงส์คู่บัลลังก์... เซียวหลงเหยียนประทับนั่งเคียงคู่กับหลินจื่ออวี้ โอรสสวรรค์แผ่รังสีแห่งการทำลายล้างออกมาอย่างรุนแรง พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือกระดาษจดหมายที่ถูกคลี่ออก สายพระเนตรกวาดอ่านข้อความในจดหมายด้วยรอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียมชวนขนลุก “ ‘...ฮองเฮาใช้อำนาจบาตรใหญ่ สั่งขังซูเฟยอย่างไร้เหตุผล กักขังโอรสสวรรค์ไว้ในตำหนักเฟิ่งอี๋ ขอท่านพ่อและขุนนางตระกูลซูร่วมมือกันยื่นฎีกาถอดถอนฮองเฮาในวันพรุ่งนี้...’ ” เซียวหลงเหยียนอ่านข้อความในจดหมายลับออกมาทีละประโยค สุรเสียงทุ้มต่ำดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องโถงที่เงียบสงัด กระดาษจดหมายแผ่นนั้นถูกขยำจนแหลกคามือมังกร ก่อนจะถูกสะบัดทิ้งลงแทบเท้าของหลิวเจี๋ยอวี๋ “กักขังโอรสสวรรค์งั้นรึ? ถอดถอนฮองเฮางั้นรึ?” เซียวหลงเหยียนโน้มตัวลงมา สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องตรงไปยังสตรีที่กำลังสั่นสะท้าน “เจิ้นอยู่กับฮองเฮาด้วยความเต็มใจของเจิ้นเอง! ป้ายชื่อฝ่ายใน เจิ้นก็เป็นคนสั่งเผาด้วยมือของเจิ้นเอง! พวกเจ้าตัวโง่เขลา... กล้าดียังไงถึงคิดจะยืมมือขุนนางภายนอกมากดดันเจิ้นเพื่อทำร้ายจื่ออวี้!” “ฝ่า... ฝ่าบาท! หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ! หม่อมฉันเพียงแต่เป็นห่วงซูเฟยพี่สาว...” หลิวเจี๋ยอวี๋โขกศีรษะลงกับพื้นหินจนหน้าผากบวมช้ำ น้ำตาไหลพรากเป็นสาย “ฮองเฮาเหนียงเหนียง โปรดเมตตาหม่อมฉันด้วยเพคะ หม่อมฉันมิได้มีเจตนาร้าย...” “มิได้มีเจตนาร้าย?” หลินจื่ออวี้ที่นั่งนิ่งอยู่นาน เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งปลายมีด ฮองเฮาหนุ่มโยนสมุดบัญชีพระคลังฝ่ายในเล่มหนาลงไปตรงหน้านางเสียงดังสนั่น “เงินสองหมื่นตำลึงที่เจ้าเบิกจ่ายเกินไปตลอดสองปี บัญชีค้าขายผ้าไหมเถื่อนที่เจ้าส่งผ่านออกไปให้บิดาเจ้า... สิ่งเหล่านี้คือความบริสุทธิ์ใจของเจ้างั้นหรือ หลิวเจี๋ยอวี๋?” จื่ออวี้ปรายตามองอย่างเย็นชา “เจ้าลอบติดต่อภายนอก ยักยอกเงินคลังหลวง และคิดก่อกบฏป้ายสีฮองเฮา... ตามกฎมณเฑียรบาลแห่งต้าเซวียน โทษของเจ้าคือการประหารเก้าชั่วโคตร!” คำว่า ‘ประหารเก้าชั่วโคตร’ ดุจสายฟ้าฟาดผ่ากลางวิญญาณของหลิวเจี๋ยอวี๋ สนมสาวกรีดร้องออกมาอย่างสิ้นสติ ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น “ไม่... อย่านะเพคะ! ฮองเฮาเหนียงเหนียง ได้โปรดไว้ชีวิตบิดาของหม่อมฉันด้วย!” เซียวหลงเหยียนตวัดสายตามองนางด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ชายหนุ่มไม่อยากแม้แต่จะเห็นหน้าสตรีผู้นี้อีกต่อไป “จางกงกง!” “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!” จางกงกงรีบก้าวออกมารับคำสั่ง “ถ่ายทอดโองการเจิ้น... ถอดถอนหลิวซื่อออกจากตำแหน่งเจี๋ยอวี๋ ริบเครื่องยศและสมบัติทั้งหมดเข้าพระคลังหลวง สั่งปลดบิดาของนางออกจากตำแหน่งเจ้ากรมการค้า ลากตัวเข้าคุกหลวงเพื่อรอการไต่สวนเรื่องทุจริตเงินคลัง!” เซียวหลงเหยียนแค่นเสียงสั่งการต่อไปอย่างไร้ความปรานี “ส่วนตัวนาง... ในเมื่อจิตใจใฝ่หาแต่เรื่องทางโลกและกิเลสตัณหา ก็จงส่งตัวไปบวชชีที่ ‘อารามหลวงไป๋อวิ๋น’ บนยอดเขาทางเหนือชั่วชีวิต! โกนผม บวชเนกขัมมะ สวดมนต์ล้างบาปอยู่บนนั้น ห้ามก้าวเท้าลงจากเขาแม้แต่ก้าวเดียวจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ!” “ไม่! กรี๊ดดด! หม่อมฉันไม่ไปบวชชี! ฝ่าบาท... ปล่อยข้า!” หลิวเจี๋ยอวี๋หวีดร้องดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง องครักษ์เสื้อแพรสองนายไม่ให้โอกาสนางได้ปริปากอีก ใช้ผ้าอุดปากของนางไว้ แล้วลากตัวสนมผู้สิ้นวาสนาออกไปจากตำหนักเฟิ่งอี๋ทันที เสียงดิ้นรนค่อยๆ เงียบหายไปในความมืดมิดของราตรี การลงทัณฑ์อันเด็ดขาดและรวดเร็ว ทำเอาเหล่านางกำนัลและขันทีที่ยืนดูอยู่ต่างพากันขนลุกชันไปถึงขั้วหัวใจ เพียงเวลาไม่ถึงสองวัน... ซูเฟยถูกสั่งขังตำหนัก เฉินกุ้ยเหรินถูกกรอกยาพิษเข้าคุกหลวง และบัดนี้ หลิวเจี๋ยอวี๋ก็ถูกถอดบรรดาศักดิ์ส่งไปบวชชีตลอดชีวิต อำนาจของฝ่ายในที่เคยตกอยู่ในมือของขั้วตรงข้าม บัดนี้ถูกหลินจื่ออวี้และเซียวหลงเหยียนร่วมมือกันบดขยี้จนพังทลายลงไปทีละส่วนอย่างไม่อาจฟื้นคืน เมื่อห้องโถงกลับคืนสู่ความสงบ เซียวหลงเหยียนก็หันกลับมาหาภรรยาคู่ชีวิต แววตาอำมหิตดุดันเมื่อครู่ มลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความอ่อนหวานและออดอ้อน ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างตั่งหงส์ วางคางเกยลงบนตักของจื่ออวี้อย่างหน้าไม่อาย สองแขนโอบรัดเอวบางไว้แน่น “จื่ออวี้... ข้ากำจัดตัวน่ารำคาญไปให้อีกคนแล้ว” โอรสสวรรค์ช้อนตาขึ้นมอง ส่งสายตาเว้าวอนดั่งลูกสุนัขตัวโตที่รอคอยคำชม “ข้าทำได้ดีหรือไม่ เจ้าจะให้รางวัลอันใดแก่ข้าหรือ” จื่ออวี้ก้มมองฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังทำตัวเป็น ‘ปลิงมังกร’ เกาะติดตักของตนเองแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ความเกรงขาม ความดุดันในการตัดสินคดีเมื่อครู่หายไปไหนหมด พออยู่กันตามลำพัง ถึงได้กลายร่างเป็นบุรุษหน้าหนาไร้ยางอายเช่นนี้ไปได้ “ฝ่าบาท...” จื่ออวี้เอ่ยเสียงเหนื่อยใจ มุมปากกลับแอบยกยิ้มบางเบา “พระองค์นั่งหลังตรงๆ ก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ บ่าวไพร่ยังยืนอยู่เต็มห้อง ไม่อายพวกเขาบ้างหรืออย่างไร” “ข้าจะอายทำไม ข้ากอดเมียของข้า” เซียวหลงเหยียนไม่เพียงไม่ปล่อย ยังยิ่งซุกหน้าเข้าหาหน้าท้องแบนราบ สูดดมกลิ่นหอมสะอาดเข้าเต็มปอด “คืนนี้... ข้าจะช่วยนวดหลังให้เจ้าอีกนะ เจ้ายังระบมอยู่มิใช่หรือ” จื่ออวี้ถอนหายใจยาว พลางเอื้อมมือไปลูบเรือนผมสีดำขลับของสามีเบาๆ อย่างจนใจ แม้จะเหนื่อยหน่ายกับความคลั่งรักที่ล้นทะลักนี้เพียงใด ทว่าความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ ก็ทำให้จื่ออวี้รู้ดีว่า ในวังหลวงที่เต็มไปด้วยคมดาบและยาพิษแห่งนี้ ตราบใดที่มีอ้อมแขนนี้คอยโอบกอดและปกป้อง... เขาก็จะไม่ต้องหวาดกลัวต่อสิ่งใดในใต้หล้าอีกต่อไป.บทที่ 40 (ตอนจบ) : ร่มเงาแห่งต้าเซวียน นิรันดร์กาลเสียงระฆังสำริดทองคำเก้าใบยักษ์บนหอระฆังหลวง ดังก้องกังวานสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งสี่ทิศของนครหลวงต้าเซวียนควันกำยานมังกรและไม้จันทน์หอมสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าโปร่งกระจ่าง ลมวสันต์พัดพาไออุ่นชโลมพรมแดงผืนหนาที่ปูทอดตัวยาวตั้งแต่บันไดหินอ่อนหน้าท้องพระโรงไท่เหอเตี้ยน ลากผ่านลานกว้างไปจนจดประตูวังชั้นนอก ธงมังกรทองและธงหงส์เหินสีชาดโบกสะบัดเคียงคู่กันเหนือแนวเฉลียงหินบนแท่นบัลลังก์ทองคำคู่...เซียวหลงเหยียนประทับตระหง่านในฉลองพระองค์มังกรทองปักดิ้นดำ พระพักตร์คมคายเปี่ยมล้นไปด้วยบารมีของโอรสสวรรค์ผู้กุมอำนาจสูงสุดในใต้หล้า พระหัตถ์แกร่งข้างหนึ่งวางประสานกุมมือเรียวนุ่มของหลินจื่ออวี้ไว้แน่นหนา ฮองเฮาคู่บัลลังก์ในชุดหงส์แดงปักดิ้นทองคำวิจิตร นั่งเคียงข้างด้วยใบหน้างดงามหมดจด แต้มชาดสีแดงสดกลางหน้าผากมนส่องประกายสุกสกาวล้อเปลวแดดยามสายเบื้องล่างบันไดหินเก้าขั้น ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊นับร้อยชีวิตในชุดขุนนางเต็มยศ ยืนเข้าแถวคุกเข่าหมอบกราบสองฟากฝั่งใจกลางพรมแดง...ร่างเล็กสูงโปร่งของ ‘เซียวอวี่เฉิง’ (เฉิงเอ๋อร์) ก้าวเดินขึ้นบันไ
บทที่ 39: หลบฝูงก้อนแป้ง สู่เรือนพักริมทะเลสาบสายลมยามบ่ายพัดผ่านลานฝึกยุทธหน้าจวนแม่ทัพหลวง กลิ่นไอแดดอบอุ่นลอยแตะยอดธงศึกตระกูลหลินเสียงตวาดสั่งการอันดุดันของ แม่ทัพใหญ่หลิน ดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ ชายชราหนวดเคราขาวขลิบยืนเท้าสะเอว ถลึงตามองดูหลานสาวตัวแสบอย่าง หลิงเอ๋อร์ ที่กำลังควงทวนไม้ปลายมนไล่ต้อนทหารองครักษ์จนหัวหมุน ข้างสนามมี เฉิงเอ๋อร์ นั่งคัดผังกลยุทธ์การเดินทัพส่งให้อาจารย์ราชบัณฑิตตรวจ ส่วน หรานเอ๋อร์ นั่งประคองจอกชา คอยโยกเปลเด็กของ อันเอ๋อร์ ที่กำลังนอนเคี้ยวผลพุทราตากแห้งตุ้ยๆ ส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก“ตาเฒ่าหลิน! เจ้าดูหลานสาวเจ้าสิ เพลงทวนดุดันเหมือนพ่อมันไม่มีผิดเพี้ยน!” แม่ทัพหลินบ่นพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววภาคภูมิใจจนหุบยิ้มไม่ได้ มือหนึ่งคอยเช็ดน้ำลายให้อันเอ๋อร์ อีกมือหนึ่งคอยชี้แนะกระบวนท่าให้หลานชายคนโตศึกรับมือฝูงก้อนแป้งทั้งสี่พระองค์ ตกเป็นของท่านตาผู้ยิ่งใหญ่ไปโดยปริยายเบื้องหลังแผนการจัดฉากอันแยบยลนี้...คือจักรพรรดิผู้กำลังลอบกระทำการ ‘ลักพาตัวฮองเฮา’ อย่างหน้าด้านๆที่ท่าเทียบเรือลับหลังตำหนักเฟิ่งอี๋...หลินจื่ออวี้ในชุดคลุมผ้าไหมสีเข
บทที่ 38: ผ้าห่มอุ่นนอกม่าน และจุมพิตใต้แสงจันทร์ยามโฉ่ว ลมหนาวปลายวสันต์พัดกรูผ่านรอยต่อบานหน้าต่างไม้แกะสลักเสียงหวีดหวิวแผ่วเบาของสายลมราตรี ผสมผสานกับเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเหล่าก้อนแป้งทั้งสี่พระองค์บนเตียงกว้างแปดศอก อันเอ๋อร์ยังคงหลับสนิท แก้มกลมยุ้ยจมลงในหมอนนุ่ม หลิงเอ๋อร์นอนกอดขาน้องแน่นไม่ยอมปล่อย ส่วนหรานเอ๋อร์และเฉิงเอ๋อร์นอนหลับพริ้มอยู่ในห้วงนิทราอันแสนสุขในความเงียบสงัด ม่านโปร่งสีฟ้าอ่อนค่อยๆ ถูกแหวกออกช้าๆร่างโปร่งบางของหลินจื่ออวี้ก้าวลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง ฮองเฮาหนุ่มก้มลงดึงผ้าห่มไหมคลุมอกให้ลูกๆ อีกรอบ ตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่มีใครเตะผ้าห่มออก จึงค่อยๆ ย่องออกจากม่านเตียงในอ้อมแขนเรียว... หอบอุ้ม ‘ผ้าห่มขนจิ้งจอกขาวผืนหนาหนัก’ กลิ่นหอมสะอาดของแสงแดดและสมุนไพรแห้งยังคงอบอวลอยู่บนผืนขนสัตว์จื่ออวี้ก้าวเท้าเปลือยเปล่าลงบนพรมขนสัตว์หนานุ่ม เดินลัดเลาะผ่านความมืดสลัว มุ่งหน้าตรงไปยังห้องโถงด้านนอกแสงจันทร์สีเงินยวบสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ ทาบทาบลงบนพื้นไม้ขัดมันตรงริมหน้าต่าง...ร่างสูงใหญ่กำยำของเซียวหลงเหยียน กำลังนอนขดตัวคุดคู่อยู่บนตั่งไม้หลัวฮั
บทที่ 37: วิกฤตเตียงแปดศอก... ที่นอนของฮ่องเต้อยู่ที่ใด?เสียงพู่กันจุ่มหมึกดำขีดเส้นอนุมัติลงบนม้วนฎีกาฉบับสุดท้ายดังขึ้นติดๆ กันเซียวหลงเหยียนวางด้ามพู่กันขนแกะลงบนที่วางจานหยกทันที แผ่นหลังกว้างเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าลึก พระพักตร์คมคายที่เคร่งเครียดตลอดช่วงบ่าย บัดนี้ผุดพรายรอยยิ้มกว้างด้วยความโล่งอกพระเนตรสีหมึกเหลือบมองนาฬิกาน้ำทองเหลืองมุมห้อง ยามไฮ่ล่วงเลยมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว“จางกงกง!”สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการโดยไม่ต้องหันไปมอง “เก็บฎีกาทั้งหมดส่งเข้าสำนักราชเลขาธิการ คืนนี้ห้ามใครหน้าไหนเข้ามารบกวนเจิ้นอีกเด็ดขาด เจิ้นจะไปค้างที่ตำหนักเฟิ่งอี๋!”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” จางกงกงรีบก้มหน้ารับคำสั่ง ปาดเหงื่อที่หน้าผากพลางมองดูโอรสสวรรค์ที่ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดคลุมผ้าไหมสีเข้มตัวบางอย่างรวดเร็วตลอดหลายวันที่ผ่านมา ราชกิจเรื่องการจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรแดนประจิมและการคัดเลือกขุนนางใหม่รัดตัวจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เซียวหลงเหยียนต้องทนนอนเดียวดายในห้องทรงอักษรมาหลายคืน หัวใจของพญามังกรโหยหากลิ่นกายหอมสะอาดของดอกมู่หลานและอ้อมกอดนุ่มนิ่มของภรรยาจนแทบจะคลั่งตายคืนนี้... งานเสร็จสิ้นลง
บทที่ 36: ‘อันเอ๋อร์’ ก้อนแป้งนุ่มฟูของวังหลวงสายลมเหมันต์พัดผ่านชายคาตำหนัก นำพาเกล็ดหิมะแรกแห่งปีโปรยปรายลงมาแตะยอดกิ่งเหมยสีชาดภายในห้องบรรทมชั้นในของตำหนักเฟิ่งอี๋ อุณหภูมิอบอุ่นด้วยไอถ่านไร้ควันกลิ่นไม้สน เตาผิงสำริดส่งประกายไฟสีส้มละมุน ขับไล่ความเยียบเย็นภายนอกให้มลายหายไปจนสิ้น กลิ่นน้ำต้มโสมแดงและชะเอมเทศอ่อนๆ ลอยกรุ่น ผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมสะอาดของผ้าฝ้ายขาวเนื้อนุ่มที่เพิ่งอบแห้งบนเตียงกว้าง หลินจื่ออวี้ในชุดผ้าไหมสีขาวผ่องตัวยาว นอนหนุนหมอนขนนกอย่างผ่อนคลายเหงื่อกาฬที่เคยผุดซึมตามไรผมถูกเช็ดซับจนแห้งสนิท ใบหน้างดงามขาวนวลปรากฏรอยยิ้มบางเบา ดวงตาดอกท้อทอดมองดูสิ่งมีชีวิตตัวกระจ้อยร่อยที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมแขนการคลอดในครั้งนี้... ราบรื่นและปลอดภัยอย่างน่าอัศจรรย์ไม่มีภาวะตกเลือด ไม่มีคมดาบหรือเสียงกรีดร้องของสงครามรอบข้าง มีเพียงมือหนาที่คอยกุมประสานกันไว้แน่นตลอดเวลา และคำพร่ำบอกรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสามี“จื่ออวี้... เจ้าดูเขาสิ”เซียวหลงเหยียนนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง พระพักตร์คมคายเปี่ยมล้นไปด้วยประกายแห่งความสุขจนปิดไม่มิด พระเนตรสีหมึกทอดมองทารกน้อยด้วยควา
บทที่ 35: ศาลเตี้ยเด็กน้อยไต่สวนเสด็จพ่อกลิ่นหอมอบอวลของน้ำแกงปลาคาร์ปตุ๋นขิงอ่อนที่เพิ่งยกเข้ามาในห้องโถงตำหนักเฟิ่งอี๋ แทนที่จะช่วยเจริญอาหาร กลับทำให้ผู้เป็นเจ้าของตำหนักต้องยกมือขึ้นปิดปากแน่น“อุ้ก...”หลินจื่ออวี้เบือนหน้าหนี คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น ใบหน้างดงามขาวผ่องดั่งหยกเนื้อดีเริ่มซีดเผือด ลมหายใจสะดุดกึกก่อนจะส่งเสียงพะอืดพะอมออกมาอย่างไม่อาจควบคุม“จื่ออวี้! เจ้าเป็นอันใดไป!”เซียวหลงเหยียนที่กำลังนั่งปอกผลส้มอยู่ข้างๆ ทิ้งผลไม้ลงจานกระเบื้องทันที พระพักตร์คมคายตื่นตระหนก รีบถลาเข้าไปประคองแผ่นหลังบางของภรรยา ลูบแผ่วเบาด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ“จางกงกง! ตามหมอหลวงเดี๋ยวนี้! ไปลากคอหัวหน้าสำนักหมอหลวงมาพบเจิ้นภายในครึ่งเค่อ!”ไม่ถึงชั่วจิบน้ำชา...หมอหลวงเฒ่าในชุดขุนนางสีคราม วิ่งหอบกระเป๋ายาสมุนไพรเข้ามาจนชายเสื้อแทบหลุดลุ่ย ร่างชราคุกเข่าลงข้างตั่งเตียง ปูผ้าไหมผืนบางลงบนข้อมือเรียวของฮองเฮา วางสามนิ้วลงแตะตรวจชีพจรอย่างระมัดระวังความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องบรรทมชั้นในหมอหลวงเฒ่าขมวดคิ้วแน่น สีหน้าแปรเปลี่ยนจากความตึงเครียด กลายเป็นความงุนงง ดวงตาทั้งสองข้างพลันเบิกกว้างจ







