LOGIN
ร่างกายหนักอึ้ง ราวกับมีก้อนหินมาถ่วงให้จมดิ่งลงสู่ห้วงน้ำอันแสนเย็นยะเยือก ความทรงจำในวันวานพรั่งพรูเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน มีทั้งความสุขและความเศร้าระคนกัน น่าแปลกที่นางไม่รู้สึกเสียดายชีวิตนี้ หากย้อนกลับไปอีกครั้ง นางก็ยังเลือกที่จะทำเหมือนเดิม
แต่สิ่งที่น่าผิดหวังสำหรับนางมากที่สุด เห็นจะเป็นการเลือกเส้นทางชีวิตผิด ใครบอกเล่าว่าความรักจะคงอยู่ยืนยาว คำสัญญาจะคงอยู่ตลอดไป คำพูดพวกนั้นล้วนเหลวไหลสิ้นดี หากเป็นเช่นนั้นจริง คนผู้นั้นจะกล้าทรยศนางหรือ? เขากล้าทรยศนางด้วยการรับอนุเข้ามาในจวน บีบคั้นนางทุกทางให้ไม่เหลือจุดยืน คำว่ารักที่เขาเคยมอบให้ บัดนี้กลายเป็นของคนอื่น คำสัญญาที่เขาเคยกล่าว กลายเป็นน้ำลายที่ฟุ้งกระจายอยู่กลางอากาศ ดูไร้ค่าและไม่มีผู้ใดมองเห็น ในวันที่ลูกของนางป่วยหนัก คนเป็นพ่อกลับไม่เหลียวแล เพราะมัวแต่ไปสนใจภรรยาใหม่ จนสุดท้ายลูกของนางก็สิ้นใจ โดยที่ไม่ได้เห็นหน้าผู้เป็นพ่อ ความเจ็บปวดครั้งนี้ มันยากเกินจะรับไหว นี่นางแต่งงานกับคนหรือว่าปีศาจร้ายกันแน่! เหตุใดเขาจึงได้กล้าทำเช่นนี้กับนางและลูกได้ลงคอ? หากวันเวลาสามารถย้อนคืนได้จริงๆ นางอยากย้อนกลับไปก่อนที่จะได้แต่งงานกับเขา นางอยากเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองใหม่ และเอาคืนทุกคนที่เคยทำไม่ดีกับนาง สวรรค์ ได้โปรดให้โอกาสนางอีกสักครั้งเถอะ! ร่างกายที่เคยหนักอึ้ง บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเบาบางคล้ายกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศ ให้สัมผัสผ่อนคลายราวกับนอนอยู่บนปุยเมฆที่ทั้งนุ่มและอุ่นสบาย ไม่รู้สึกหนาวเหน็บเหมือนก่อนหน้านี้ ในความฝันนางเห็นมารดาที่จากไปแล้วมายืนรอรับ อีกฝ่ายส่งยิ้มให้นางเหมือนที่เคยทำ มือนุ่มแนบลงบนแก้มสีระเรื่อของนาง สัมผัสอ่อนโยนจากมารดา ทำเจียงซู่น้ำตาคลอหน่วย คิดถึงเหลือเกิน! แต่แล้วภาพทุกอย่างก็กลายเป็นภาพลวงตา เจียงซู่กำลังยืนหันหน้าให้กับหุบเหวลึก เบื้องหลังมีสามีกับอนุคนใหม่กำลังไล่ต้อนมาติดๆ พวกเขาชี้ปลายคมดาบมาที่ตัวนาง เจียงซู่ส่ายหน้าทั้งน้ำตา ตอนนี้นางต้องเลือกแล้วว่าจะตายด้วยคมดาบจากสามี หรือกระโดดลงไปตายในเหวลึกแห่งนี้ ไม่มีเวลาให้ตัดสินใจนาน ไม่ว่าจะเลือกทางใด สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี เจียงซู่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจกระโดดลงไปในห้วงเหวที่ทั้งมืดมิดและไร้แสงสว่างส่องนำทาง.... พรึ่บ! เสียงนกกระพือปีกปลุกให้ใครบางคนที่นอนหลับใหลเป็นเวลานานตื่นขึ้นมา เปลือกตาสีขาวค่อยๆ ขยับ พลันเบิกโพลงเมื่อได้ยินเสียงเรียกที่แสนคุ้นเคย " ซู่เอ๋อร์! " หญิงชราเขย่าแขนหลานสาวผู้เป็นที่รักเบาๆ น้ำเสียงแหบแห้งตามวัยเอ่ยเรียกด้วยความเป็นห่วง ใบหน้าหวานหันตามเสียงเรียก ครั้นเห็นใบหน้าของบุคคลอันเป็นที่รัก หยาดน้ำตามากมายก็พลันไหลริน " ท่านย่า! " เจียงซู่โผกอดท่านย่า พร้อมกับเรียกอีกฝ่ายซ้ำๆ ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปต่อหน้าต่อตาเหมือนกับมารดา " เป็นอะไรไป เหตุใดจึงร้องไห้หนักเช่นนี้ ใครทำอะไรเจ้างั้นหรือ? " ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามหลานสาวที่เพิ่งฟื้นจากพิษไข้ มือเหี่ยวย่นลูบแผ่นหลังเล็กปลอบประโลม พลางหันหน้าไปมองสาวใช้ของหลานสาวทั้งสองคน พวกนางทุกคนต่างพากันส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่ได้ทำอะไรคุณหนู ใช้เวลาพักใหญ่กว่าเจียงซู่จะสงบลงได้ ครั้นได้สติกลับมา นางก็รู้ได้ทันทีว่า...นี่ไม่ใช่ความฝัน มันคือเรื่องจริง นางย้อนเวลากลับมาตอนอายุสิบเจ็ด เมื่อครั้งยังอยู่กับท่านย่าที่เรือนเล็กในชนบท แต่น่าเสียดายที่นางไม่ได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่มารดายังมีชีวิตอยู่ หากมิเช่นนั้นนางคงรู้สึกปลาบปลื้มใจมากกว่านี้ เจียงซู่ เป็นบุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมพิธีการ มารดาของนางป่วยตายตั้งแต่นางอายุได้เพียงแปดขวบ ครานั้นเป็นช่วงที่นางกำลังอ่อนไหว ซ้ำร้ายบิดายังรับภรรยาใหม่เข้ามาในจวน ทั้งที่มารดาของนางเพิ่งตายไป นั่นคือจุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างนางกับบิดา นับตั้งแต่นั้นเจียงซู่ก็กลายเป็นเด็กก้าวร้าวไม่เคารพผู้ใหญ่ ที่นางแสดงออกเช่นนั้นก็เพื่อเรียกร้องความสนใจจากบิดา พอท่านย่าที่อยู่ชนบททราบข่าว ก็มารับตัวเจียงซู่ไปเลี้ยงดู ท่านย่าคอยอบรมสั่งสอนเจียงซู่จนกลายเป็นเด็กที่มีความคิดริอ่าน จากอารมณ์ร้อนหุนหันพลันแล่นก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเรียบนิ่ง เจียงซู่ในชาติก่อนไม่ถือโทษโกรธเคืองผู้ใด เพราะคิดว่าหากตนเองไม่ไปสร้างความเดือนร้อนให้ผู้อื่นก่อน คนผู้นั้นก็คงไม่กล้ามาทำร้ายนาง แต่ที่ไหนได้...นางกลับคิดผิด ต่อให้นางยอมปล่อยวาง ก็ใช่ว่าผู้อื่นจะยอมทำเช่นนาง ในเมื่อมีโอกาสได้กลับคืนมาในร่างนี้อีกครั้ง มิสู้ประจันหน้ากันสักตั้งให้รู้แล้วรู้รอดไป แน่นอนว่า...คนที่เคยทำร้ายนางในชาติก่อน นางย่อมเอาคืนอย่างสาสม หากนับเวลาดูดีๆ ตอนนี้นางยังเหลือเวลาอีกหนึ่งปี กว่าบิดาจะส่งคนมารับกลับจวนสกุลเจียง " กำลังทำอะไรอยู่หรือ? " หญิงชราเดินมาหาหลานสาวที่ศาลาไม้ข้างเรือน ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังก้มเขียนบางสิ่งบางอย่างอยู่จึงลองถามดู เจียงซู่เงยหน้าขึ้น พลางส่งยิ้มสดใสให้ท่านย่า นางหยิบกระดาษขึ้นมา ก่อนจะนำไปวางไว้ตรงหน้าผู้อาวุโส " ข้ากำลังคิดหาวิธีหาเงินเจ้าค่ะ " เจียงซู่ไม่คิดปิดบัง ตัวนางในชาตินี้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากชาติก่อน ครานั้นคิดแค่เพียงว่าหากได้แต่งงานกับบุรุษที่เพียบพร้อมไปด้วยฐานะและยศตำแหน่งย่อมดีต่อชีวิตไม่น้อย ไม่ทันได้คิดถึงวันที่ตนเองถูกหักหลัง ในตอนนั้นนางไม่มีทั้งเงินทอง อำนาจและคนช่วยเหลือ ถูกผู้เป็นสามีข่มเหงทั้งกายและใจ มิหนำซ้ำเขายังกล่าวอ้างถึงข้าวที่นางกลืนลงท้องในแต่ละมื้อ ว่าล้วนได้มาจากหยาดเหงื่อแรงกายของเขาทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้นางจึงคิดว่า หากสามารถหาเงินเลี้ยงชีพได้ มันย่อมดีต่อตัวเอง จะได้ไม่มีใครกล้ามาลำเลิกถึงบุญคุณอีก ฮูหยินผู้เฒ่ามองกระดาษในมือพร้อมกับฉีกยิ้ม ไม่รู้ว่าหลานสาวของนางมีความคิดทางด้านการค้าตั้งแต่เมื่อไร แต่เท่าที่ดูถือว่าไม่เลวทีเดียว " อยากเปิดร้านขายใบชาอย่างนั้นหรือ? " เจียงซู่พยักหน้า นางพอมีความรู้เกี่ยวกับใบชาอยู่บ้าง จึงอยากจะนำมาสานต่อ " เจ้าค่ะ " พอเห็นถึงความตั้งใจที่แน่วแน่ของหลานสาว หญิงชราก็ไม่คิดจะห้ามปราม กลับอยากส่งเสริมให้อีกฝ่ายประสบความเร็จ " แล้วเจ้ามีที่ทางแล้วหรือยัง? หากยังไม่มีย่าจะช่วย " " ข้าว่าจะคุยกับท่านย่าถึงเรื่องนี้พอดี ร้านตรงหัวมุมตลาดนั่น ยกให้หลานได้หรือไม่เจ้าคะ?" " ย่อมได้อยู่แล้ว " หญิงชราพยักหน้า เดิมทีตั้งใจว่าจะเก็บเอาไว้เป็นสินเดิมให้หลานสาวยามแต่งงานออกไป แต่ในเมื่ออีกฝ่ายอยากนำไปใช้ประโยชน์ เช่นนั้นนางก็ไม่ขัด กลับเห็นดีเห็นงามเสียด้วยซ้ำ หากนางอยากเปลี่ยนแปลงชีวิต นางก็ควรเริ่มจากการมีเงินและเส้นสายก่อน หากในภายภาคหน้าชีวิตเกิดการผันแปรอีกครั้ง นางจะได้มีทางออก ไม่มืดมนเหมือนในชาติก่อน เจียงซู่เริ่มทำกิจการด้วยตัวคนเดียว แต่กระนั้นก็มีท่านย่าคอยช่วยอยู่เบื้องหลัง นางเสาะหาไร่ชาที่มีคุณภาพ ตรวจสอบทุกกระบวนการด้วยตนเอง พอได้ไร่ชาที่พึงพอใจ นางก็ทำสัญญากับเจ้าของไร่นั้น ว่าให้ส่งใบชามาที่ร้านของนางคนเดียว แน่นอนว่า...หากอยากให้การค้าขายกำไรงาม สินค้าของนางจะต้องมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ไม่สามารถมีผู้ใดลอกเลียนแบบได้ครั้นเห็นว่าภรรยากำลังโกรธจัด เฉินอวี้ก็ยอมสงบนิ่ง ไม่ขยับเข้าไปกวนใจนางอีก เพราะกลัวว่าหากแกล้งนางมากไปกว่านี้ เกรงว่าตนเองจะได้นอนนอกห้อง...นับว่าเป็นความโชคดีของเขา ที่รู้จักเอาใจสตรีเป็น มิเช่นนั้นคืนนี้เจียงซู่คงให้อีกฝ่ายนอนนอกห้องไปแล้ว" ชอบหรือไม่? " เฉินอวี้ถามเจียงซู่พยักหน้า " ชอบเพคะ "นัยน์ตาคู่สวยทอดสายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้า สถานที่ที่เขาพานางมา คล้ายกับสถานที่ที่นางเคยฝันถึงไม่มีผิดเพี้ยน ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สีเขียวขจี ห้อมล้อมไปด้วยเทือกเขาหลายลูก พอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็จะเห็นเมฆสีขาวก้อนใหญ่ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ สายลมเย็นพัดเอื่อยมาเป็นระยะ นำพาความหอมสดชื่นของกลิ่นหญ้าและกลิ่นดินขึ้นมาปะทะปลายจมูกเฉินอวี้ปล่อยให้ภรรยาตัวน้อยได้วิ่งเล่นในทุ่งหญ้าจนกว่าจะพอใจ ส่วนเขาขอแค่ได้เดินตามหลังนาง มองดูความสดใสของนางก็พอ" ท่านอ๋อง!" เจียงซู่กวักมือเรียกชายหนุ่มเฉินอวี้ก้าวเท้าไปหาภรรยาอย่างเร่งรีบ ครั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า เจียงซู่ก็สวมมงกุฎดอกหญ้าลงบนศีรษะของเขาทันที" หม่อมฉันทำมาเผื่อเพคะ " เจียงซู่ฉีกยิ้มจนเต็มใบหน้า พลางสวมมงกุฎดอกหญ้าอีกอั
หลายวันผ่านไป ได้เวลาที่เจียงซู่จะต้องเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเก่า ซึ่งก็คือบ้านของท่านย่าที่เมืองอวี๋โจว นางออกเดินทางพร้อมกับเฉินอวี้ เขาบอกนางว่าจะพาไปยังสถานที่ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน เฉินอวี้ตัดสินใจไม่อยู่ที่เมืองหลวงต่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากอยู่อย่างสงบกับภรรยาสองคน ในวังมีกฎระเบียบมากมายจนจำแทบไม่หมด หากรั้งอยู่มีแต่จะทำให้เจียงซู่ใช้ชีวิตลำบาก เพราะนางชอบอิสระมากกว่าการผูกมัด " ได้ยินว่าน้องสาวของเจ้าจะแต่งงานกับซื่อจื่ออู่ผิงโหวงั้นรึ?" เฉินอวี้เอ่ยถามสตรีข้างกาย ใบหน้าหวานผละออกจากอกแกร่ง ช้อนตาขึ้นมองเจ้าของอ้อมอกอุ่น " เพคะ! เห็นว่าไม่มีสตรีนางใดยอมแต่งงานกับเขาสักคน ท่านโหวก็เลยมาสู่ขอเจียงเจียวให้ไปเป็นภรรยาของซื่อจื่อเพคะ " ตอนแรกทางนั้นไม่ยอมมาสู่ขอเจียงเจียวไปเป็นภรรยาเอก เพราะรู้สึกอับอายขายหน้ากับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นที่จวนสกุลเจียงคราวก่อน ทว่ายามนี้กลับเป็นบุตรชายของฝ่ายนั้นเสียเองที่ทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง จนไม่มีสตรีนางใดกล้าแต่งเข้าไปในจวนอู่ผิงโหว มีเพียงเจียงเจียวคนเดียวที่ตอบรับไมตรีจากคนพวกนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนางกำลัง
นิ้วสากเคลื่อนเข้าใกล้กลางกายสาวที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำหวานสีใส ท้องนิ้วสากลูบวนส่วนนั้นจนน้ำเมือกสีใสชโลมทั่วกลีบบุปผา" ไม่ได้ อ๊า! " หญิงสาวนอนบิดเร่าไปมา พยายามส่งเสียงห้ามปรามอีกฝ่าย ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับมีแต่เสียงร้องครวญครางปลายนิ้วเรียวยาวสอดใส่เข้าไปในร่องฉ่ำแฉะ เพียงแค่สอดนิ้วเข้าไป ร่างบางก็พลันกระตุกสั่น แอ่นสะโพกขึ้นรับสัมผัสวาบหวามจนแผ่นหลังลอยไม่ติดพื้นเฉินอวี้ยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะขยับนิ้วเข้าออกอย่างเชื่องช้า รอจนเจ้าของร่างปรับตัวได้ เขาจึงสอดนิ้วเข้าไปเพิ่มอีกนิ้วปลายนิ้วร้ายกาจงัดเสยจุดอ่อนไหวภายใน บดคลึงจุดเสียวอย่างหนักหน่วง จนหยาดน้ำสีใสไหลทะลักออกมาจากร่องแคบราวกับเขื่อนแตก" อ๊ะ!"ดวงหน้างามเชิดครางดังลั่น มือขยำผ้าปูที่นอนจนยับย่น ปลายเท้าทั้งสองข้างจิกเกร็งระบายความเสียวซ่านปลายนิ้วร้อนเปลี่ยนมาเกลี่ยวนเกสรบุปผา เคล้นคลึงแผ่วเบาก่อนจะเร่งจังหวะเขี่ยเกาแรงขึ้น จนร่างบางสั่นสะท้าน ก่อนจะกรีดร้องอย่างสุขสมอีกครั้งดวงตาคมกริบก้มมองกลีบบุปผาที่กำลังแย้มบาน ขับหยาดน้ำหวานสีใสไหลออกมาอย่างเชิญชวนให้เข้าไปลิ้มลอง ปลายลิ้นหนาเลียขอบปา
หลายวันผ่านไป เจ้าสาวเข้ามารอเจ้าบ่าวอยู่ในห้องหอที่จัดเตรียมไว้ในตำหนักชิงหลิง เจียงซู่รู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก รอคอยช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับสามีอย่างใจจดใจจ่อ หลังจากผ่านคืนนี้ไป นางกับเขาก็จะกลายเป็นสามีภรรยากันโดยสมบูรณ์ ครั้นได้ฤกษ์ยามเข้าหอแล้ว หญิงสาวก็รีบยกพัดกลมสีแดงขึ้นมาปิดบังใบหน้า รอให้เจ้าบ่าวเปิดประตูเข้ามา ผ่านไปไม่นาน เฉินอวี้ก็เปิดประตูเข้าไปในห้อง ดวงตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่สตรีในชุดอาภรณ์สีแดง ซึ่งกำลังนั่งรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่บนเตียง รอยยิ้มปลื้มปิติพลันฉายชัดบนใบหน้าคมคาย ร่างกำยำก้าวเดินไปยังเตียงนอน มือหนายื่นออกไปจับข้อมือเล็กให้ลดพัดกลมลง นัยน์ตาสีดำขลับจับจ้องใบหน้าเกลี้ยงเกลาของหญิงสาว เขากำลังจะโน้มกายลงประกบจูบ ทว่า... " ต้องดื่มสุรามงคลก่อนเพคะ" มือนุ่มดันใบหน้าสามีไว้ เฉินอวี้ชะงัก ก่อนจะยืดตัวตรง เอื้อมมือไปประคองภรรยาให้ลุกขึ้นยืน " เช่นนั้นเรารีบดื่มกันเถอะ " เจียงซู่มองหน้าคนรีบร้อนพร้อมกับส่ายศีรษะด้วยความเอ็นดู สองสามีภรรยาพากันเดินไปที่โต๊ะกลม ซึ่งมีสุรามงคล อาหารและผลไม้วางไว้อยู่ ก่อนหน้านี้เจียงซู
หนึ่งเดือนผ่านไป ภาพเฉินอวี้เดินตามหลังเจียงซู่ต้อยๆ คล้ายกับลูกสุนัข กลายเป็นภาพชินตาแก่ผู้ที่พบเห็น มาดผู้นำกองทัพผู้เก่งกาจหายไปในชั่วพริบตา ยามเฉินอวี้ได้อยู่กับคนรัก ผู้มีสายเลือดเดียวกันกับเฉินอวี้ มองภาพสองชายหญิงกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้ด้านหลังตำหนักชิงหลิงด้วยสีหน้าเบิกบานใจ เจียงซู่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากฮ่องเต้ สามารถเข้าออกวังหลวงได้ตลอดเวลา และไม่มีการตรวจค้นรถที่ใช้นำส่งนาง ซึ่งองค์รัชทายาทเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ เขาต้องคอยส่งคนไปรับเจียงซู่มาหาเฉินอวี้ทุกวัน หากวันใดนางไม่ได้มา เฉินอวี้จะอาละวาดจนวังแทบแตก และแน่นอนว่าวิธีที่จะทำให้เฉินอวี้สงบลงได้ คือเขาต้องรีบไปนำตัวเจียงซู่มา ยิ่งคิดก็คิดยิ่งแปลกใจ เขามีตำแหน่งเป็นถึงองค์รัชทายาท เหตุใดน้องชายจึงปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเยี่ยงนี้ ไม่ใช่ว่าเฉินอวี้ต้องเป็นฝ่ายเชื่อฟังเขาหรือ? " พี่ใหญ่! ท่านดูอะไรของท่าน? " องค์ชายสามเอ่ยถามพี่ชาย พลางชะเง้อมองตามอีกฝ่าย " เปล่า! ข้ามองพี่รองกับว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าอยู่ " องค์รัชทายาทเอ่ย " พวกเขาดูรักใคร่กันดีเสียจ
ฝ่ามือหยาบเร่งจังหวะชักรูดท่อนเนื้อหนักหน่วงขึ้น เพียงแค่ได้กลิ่นหอมจากตัวนาง ส่วนนี้ของเขาก็พลันลุกชันขึ้นมา หากไม่รีดเค้นนำน้ำกามออกมา มีหวังเขาได้ปวดหน่วงจนนอนไม่หลับเป็นแน่ถึงพยายามเท่าไร เขาก็ไม่เสร็จสมเสียที ด้วยว่ายามหดเกร็งหน้าท้อง เขาจะรู้สึกเจ็บแผล จนไม่สามารถออกแรงได้ในเมื่อทำเองไม่ได้ เช่นนั้นก็เหลือเพียงทางเดียว" ซู่ซู่! ช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้าทรมานเหลือเกิน" น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยอ้อนวอนหญิงสาวที่ยืนหันหลังให้อยู่" ชะ...ช่วยสิ่งใดเพคะ" เจียงซู่ถามตะกุกตะกัก ภายในใจเต้นกระหน่ำราวกับกลองออกศึกเฉินอวี้จับไหล่บางหันกลับมา เจียงซู่หลับตาแน่น นางไม่กล้ามองภาพตรงหน้า ดวงตาสีเข้มก้มมองใบหน้าแดงก่ำของหญิงสาว รู้สึกเอ็นดูในท่าทางไม่ประสีประสาของนางยิ่งนัก" ลืมตาสิ! "" ไม่เพคะ! ท่านอ๋องจะให้หม่อมฉันช่วยสิ่งใดก็รีบทำเถิดเพคะ! " เจียงซู่ยืนกรานหนักแน่นให้ตายนางก็ไม่ลืมตาเด็ดขาด!ในเมื่อนางว่ามาเช่นนั้น เขาก็ไม่อยากฝืนใจนาง ชายหนุ่มประคองมือหญิงสาวไปกอบกุมส่วนร้อนรุ่มของตนเอง แค่เพียงปลายนิ้วของนางสัมผัสลง ความเสียวซ่านก็พลันแล่นปราดไปทั่วร่าง จนเผลอส่งเสียง







