LOGIN“ทำการค้า? เจ้าสนใจจริงๆรึ”
พี่ใหญ่ทำตาโต แค่สอนน้องสาวดีดลูกคิดนางยังไม่เอา ท่านพ่อท่านแม่ส่งไปเรียนสำนักศึกษาหญิง นางก็ร้องไห้จะเป็นจะตาย สุดท้ายต้องเชิญอาจารย์มาสอนที่บ้าน ยังดีที่เจ้าสามรักการเรียนเลยช่วยสอนน้องเล็กอ่านออกเขียนได้ ไม่เช่นนั้นแม้แต่ชื่อตนเองยังเขียนไม่ได้ ทำอย่างไรได้เล่า คนในบ้านมีใครทนเห็นน้ำตาของชิงหว่านได้ที่ไหน บิดารักใคร่มารดาเพียงหนึ่งเดียว ไม่รับหญิงอื่นมาเป็นทั้งภรรยารองหรืออนุ ท่านพ่อท่านแม่อยากได้บุตรสาวสักคน แต่หลังจากเขาเกิดก็คลอดลูกชายมาสองคน หลังจากนั้นก็แท้งบุตรไปหนึ่งครั้ง ไม่คิดว่าจะมีบุตรได้อีก กระทั่งมารดาตั้งครรภ์อีกครั้งก็คลอดบุตรสาวสมใจ พวกเขาเป็นพี่ชายเอ็นดูรักใคร่น้องเล็กสุดหัวใจ เห็นตั้งแต่นางอยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งนางเกิดและเติบโต นางเป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงามทำให้พวกเขาไม่มีใครทนเห็นนางต้องเสียใจหรือทุกข์ใจได้เลยสักครั้ง ซึ่งนั้นทำให้นางติดนิสัยเอาแต่ใจไปสักเล็กน้อย
“จริงสิ” หญิงสาวพยักหน้ายืนยันแล้วทำปากยื่นใส่ “พี่ใหญ่ไม่เชื่อข้าหรือ?”
“เชื่อๆ พี่ย่อมเชื่อเจ้าอยู่แล้ว”
พี่รองกับพี่สามลอบสบตากัน แค่ข้ามคืนน้องเล็กก็เปลี่ยนไป แต่คืนที่นางข้ามผ่านนั้นผ่านความเป็นความตายมา นางอาจคิดได้แล้วจริงๆ พวกเขาจึงไม่คิดสงสัยเป็นอื่นอีก
มีเพียงชิงหว่านที่ครุ่นคิดทบทวนสิ่งที่ตนเองทำลงไปในชาติก่อน กี่ครอบครัวที่ล่มสลาย กี่ชีวิตต้องดับสูญเพียงสร้างบันไดให้คนผู้นั้นก้าวเดินขึ้นไปสู่ตำแหน่งรัชทายาท แม้แต่ชื่อนางยังไม่อยากพูดถึง หญิงสาวลอบถอนหายใจเบาๆ กับความโง่เขลาของตนเอง ชีวิตที่เพียบพร้อมในชาตินี้นางจะทะนุถนอมไว้อย่างดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอำนาจทางการเมืองเหล่านั้นอีกแล้ว
เรื่องเพียงคนผู้หนึ่งที่นางต้องเข้าใกล้ ซ่งอวี้หาน ผู้บัญชาการสำนักประจิมหน่วย ผู้รับคำสั่งโดยตรงจากฮ่องเต้ สำนักประจิมตั้งขึ้นเพิ่มเติมเพื่อคอยตรวจสอบและสอดส่ององครักษ์เสื้อแพรและสำนักบูรพาอีกทอดหนึ่ง มีอำนาจในการสังหารผู้ที่เป็นภัยได้ทันที ผู้อื่นว่าเขาเหี้ยมโหดตัดสินเฉียบขาด แต่วาระสุดท้ายของชีวิต นางเห็นแววตาอ่อนโยนของเขา
สำนักประจิมอาชาสีนิลวิ่งฝ่าสายฝนในความมืดจวบจนมาหยุดที่จวนสกุลซ่ง บุรุษในชุดสีน้ำเงินเข้มเหลือบดำลงจากหลังม้าแล้วก้าวเข้าไปในจวน สายฝนที่กระหน่ำลงมาไม่ได้ทำให้เขาใส่ใจนัก พ่อบ้านป๋ออันออกมาต้อนรับแล้วก็ขมวดคิ้วยุ่งเหยิง
“ฝนตกหนักเช่นนี้ เหตุใดนายท่านมิรอให้ฝนเบาบางก่อนค่อยกลับขอรับ”
“อาการเคอชุนเป็นอย่างไร” ซ่งอวี้หานถามขณะปลดเสื้อคลุมออกจากร่างส่งให้พ่อบ้านรับไว้
“เชิญท่านหมอมาตรวจและทำแผลให้ แต่เพราะพิษไข้จึงยังไม่ได้สติขอรับ บ่าวให้พักที่เรือนเล็กขอรับ” พ่อบ้านรายงานแล้วพูดขึ้น “บ่าวให้คนเตรียมน้ำอุ่น ใต้เท้าโปรดรอสักครู่”
“ข้าจะไปดูเขาก่อน”
เสื้อผ้าเปียกแค่นี้ไม่ได้ส่งผลอันใดกับเขานัก ร่างสูงก้าวเท้ายาวๆ ไปยังเรือนรับรองหลังเล็ก
ด้านในมีบ่าวรับใช้คอยดูแลอยู่ แต่เพราะคนป่วยหลับ คนเฝ้าก็นั่งสัปหงกไปด้วย เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป บ่าวรับใช้ก็สะดุดตื่น
“ตะ..ใต้...ใต้เท้าซ่ง”
“เขาเป็นอย่างไรบ้าง”
น้ำเสียงดุดันและใบหน้าเย็นเยียบแม้แต่บ่าวรับใช้ยังหวาดกลัว กว่าจะเอ่ยตอบได้ก็ผ่านไปอึดใจใหญ่
“ไข้...ไข้ลดลงแล้วขอรับ ท่านหมอมาทำแผลให้แล้ว”
“ดูแลให้ดี ขาดเหลืออะไรให้แจ้งพ่อบ้านได้ ถ้าเขาฟื้นแล้วให้คนรายงานข้า”
“ขอรับ ใต้เท้า”
ชายหนุ่มเดินเข้าไปดูสภาพคนสนิที่ยังหมดสติอยู่ หัวคิ้วยังขมวดกันแน่น บนศีรษะมีผ้าพันไว้และมีเลือดซึมออกมา สถานการณ์ครั้งนี้คงหนักหนาไม่น้อย ไม่เช่นเคอชุนคงไม่บาดเจ็บหนักขนาดนี้ เขาทำได้แต่ถอนหายใจเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินออกไป บ่าวรับใช้ผ่อนลมหายใจโล่งออกแล้วมองรอยหยดน้ำที่ยังเปียกบนพื้น คนผู้นี้คงเป็นคนสำคัญมากจริงๆ ไม่เช่นใต้เท้าคงไม่รีบร้อนมาดูด้วยตนเองเช่นนี้
ซ่งอวี้หานเดินกลับมาที่เรือนของตน เขาไม่ได้ใส่ใจสภาพนัก เขาเพียงแค่ต้องการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ความจริงเขาไม่ได้กลับจวนมาหลายวันแล้ว เมื่อเสร็จสิ้นคดีจึงอยากกลับมาพักผ่อนแต่พ่อบ้านป๋ออันส่งคนไปรายงานว่าเคอชุนกลับมาพร้อมกับบาดแผลเจ็บหนักไม่น้อย เมื่อส่งมอบงานให้รองผู้บัญชาการแล้วจึงรีบเร่งกลับมาที่จวน
พ่อบ้านทำงานรับใช้มานานกว่าสามสิบปี ตั้งแต่จวนสกุลซ่งยังเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย จนบัดนี้เหลือเพียงซ่งอวี้หานอยู่ในจวนเพียงลำพัง ยังร้างไร้ฮูหยินดูแลจวน เขาได้แต่วาดวังให้ตนเองมีชีวิตยืนยันได้อยู่รับใช้คุณหนูหรือคุณชายตัวน้อยๆ ทายาทสกุลซ่ง แต่ล่วงเลยมานานยังไม่เห็นวี่แววของใต้เท้าของเขาจะแต่งงานมีฮูหยินเสียที อย่าว่าแต่ภรรยาเอกเลย แม้แต่อนุก็ยังไม่มี ผู้อื่นต่างคิดว่าผู้บัญชาการซ่งที่ปีนี้อายุยี่สิบสี่แล้ว ด้วยความเป็นพ่อบ้านมานานและจวนสกุลซ่งมิขาดแคลนเงินทอง การเตรียมน้ำอุ่นตลอดเวลาจึงไม่ใช่เรื่องใช้เวลามากอันใด
ซ่งอวี้หานที่คิดจะแค่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มจึงได้แช่น้ำอุ่นขับไล่ไอเย็นในร่างกาย ร่างกายที่แบกรับความเคร่งเครียดมาหลายวันพลันผ่อนคลายลง บนร่างมีรอยแผลเป็นหลายแห่ง กว่าจะมาถึงจุดที่สูงสุดนี้ต้องผ่านอะไรมามาก เสียงสรรเสริญยกย่องแลกมากับเสียงสาปแช่ง เขายกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ระยะนี้ปวดศีรษะมากกว่าปกติ หรือเขานอนน้อยเกินไปจึงรู้สึกอ่อนเพลียเช่นนี้
หากไม่นับเรื่องอาการบาดเจ็บแล้วล่ะก็ เขาจำไม่ได้เลยว่าตนเองเคยล้มป่วยครั้งล่าสุดเมื่อใดกัน นานจนลืมไปแล้ว
เยี่ยหรงอ่านจดหมายที่ถูกส่งมาให้ คนที่บ้านรู้แล้วว่าออกรบครั้งนี้เขาได้รับบาดเจ็บหนัก ต้องการให้เขากลับไปพักฟื้นที่บ้าน ปีหนึ่งเขากลับบ้านกี่ครั้งเชียว เอาจริงๆ แล้ว เขารู้สึกว่าค่ายทหารต่างหากที่เขาเรียกว่าบ้านได้เต็มปากเต็มคำ ชายหนุ่มออกจากโรงพยาบาลกลับมานอนพักฟื้นที่ค่ายทหารแล้ว แม้คนอื่นจะคัดค้านอยากให้เขอยู่โรงพยาบาลให้นานกว่านี้ เขารู้ตัวดีว่าพักไม่กี่วันก็ดีขึ้นไม่รู้จะไปแย่งที่นอนคนเจ็บป่วยคนอื่นเพื่ออะไรกัน อีกอย่างเขาก็...ขัดเขินทุกครั้งที่พยาบาลสาวคนนั้นมาทำแผลให้เขา ร่างกายเขาดันมีปฏิกิริยาตอบสนองกับเธอเสียด้วย ปกติเรื่องพวกนี้เขาควบคุมตัวเองได้ดีเยี่ยม แต่ไม่รู้ทำไม...ถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งอับอาย เขาพับจดหมายใส่ซองตามเดิมแล้วเดินไปที่หน้าต่าง ใช้ชีวิตทหารมาหลายปี ไต่เต้าด้วยตัวเอง เขาต้องการถูกยอมรับจากความสามารถของตัวเอง ตอนนี้เป็นร้อยเอกเยี่ยหรงแห่งค่ายทหารหน่วยที่ 308 อีกไม่นานเขาก็ได้เลื่อนยศแล้ว ขณะที่ใจลอยคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น สายตาก็เห็นหญิงสาวปั่นจักรยานเก่าๆ เข้ามาในเขตทหาร เขาเพ่งมองอย่างหงุดหงิดเพราะพื้นที่
แรงตีที่ข้อมือไม่ได้ทำให้เขาเจ็บแต่เรียกให้เขาได้สติ ชายหนุ่มรีบปล่อยมือทันทีทำให้หญิงสาวในชุดพยาบาลถอยห่างออกไปสองก้าว “สมกับเป็นผู้บัญชาการเยี่ยจริงๆ” อวี่เหยายกมือลูบลำคอของตน แต่ก็ต้องตกใจทีเห็นเขายันกายขึ้นนั่งและทำท่าจะดึงสายน้ำเกลือออก “อย่าค่ะ! ถ้าคุณดื้อฉันจะมัดคุณไว้กับเตียงนะ!” มีชีวิตอยู่มาตั้งอายุขนาดนี้เพิ่งเคยได้ยินคนขู่เขาแบบนี้เป็นครั้งแรก เยี่ยหรงจ้องมองหญิงสาว เธอสวมชุดพยาบาลและที่นี่คงเป็นโรงพยาบาลแน่นอน พลันนึกได้ว่าเมื่อครู่เขาพลั้งมือทำร้ายเธอไป “....” เยี่ยหรงขยับปากแต่ไม่มีเสียง พยาบาลสาวเห็นสีหน้าของคนเจ็บก็เข้าใจทันที เธอขยับเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวนะคะ ตอนผ่าตัดใส่เครื่องช่วยหายใจ คุณเลยเจ็บคออยู่ ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้นค่ะ คุณนั่งนิ่งๆ อย่าดึงสายอะไรออกอีกนะ ฉันจะไปตามคุณหมอแล้วเอาน้ำมาให้คุณดื่ม” ร่างเพรียวบางหมุนตัวจากไปทันที เยี่ยหรงได้แต่ทำตามอย่างว่าง่าย อยากจะหัวเราะที่เขาตัวโตขนาดนี้แต่ถูกผู้หญิงตัวเล็กๆ ดุเอาเสียได้ ไม่กี่นาทีต่อมาคุณหมอก็สาวเ
ร้อน! เปลวไฟกำลังโหมกระหน่ำอย่างหนัก ร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านท่ามกลางเปลวเพลิง เสียงวูบวาบทั่วทุกทิศทาง ผู้คนวิ่งชนหนีตายอลหม่านแต่เขายังยืนนิ่งงัน ทว่าในสมองคล้ายได้ยินเสียงแว่วอยู่ข้างหู คล้ายใครบางคนอ่านบทกวีแสนเศร้าให้ฟัง “ผู้บัญชาการ!!!” เสียงตะโกนเรียกทำให้เขาได้สติ สหายร่วมรบถูกสะเก็ดระเบิด เขาไม่รอช้าแบกคนเจ็บขึ้นหลังทันที “ปล่อยผม! ทิ้งผมไว้ที่นี่” “ฉันสัญญากับแม่นายแล้วว่าจะพานายกลับบ้าน ก็ต้องทำตามสัญญา” เขากัดฟันทั้งที่ตัวเองก็บาดเจ็บไม่น้อย ในสนามรบที่เต็มไปด้วยทหารทั้งสองฝ่าย เสียงปืนดังรัวไม่ขาดสาย และระเบิดเป็นระยะๆ เขาแบกร่างของเพื่อนร่วมกองรบวิ่งกลับมาที่บังเกอร์ได้สำเร็จ “ผู้บัญชาการเยี่ย ท่านจะไปไหนอีกครับ” ลูกน้องถามเมื่อเห็นว่านายกองคว้าปืนยาวของสหายร่วมรบมาถือไว้ “จัดการพวกมันนะสิ” “ผู้บัญชาการ คนของเราเหลือแค่ไม่กี่คนแล้ว รอกองหนุนไม่ดีกว่าหรือครับ” “พวกนายอยู่นี่ ฉันไปจัดการเอง” “ผู้บัญชาการ!!” ความบ้าระห่ำของผู้ชายคนนี้ท
ห้าปีต่อมา คฤหาสน์ตระกูลเยี่ยมีเสียงหัวเราะของเด็กน้อย เด็กชายวัยสามขวบวิ่งถลามาหาหญิงสาวที่นั่งพิมพ์เอกสารอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊ค เสียงร้องตกใจของคนรับใช้ทำให้หลินอวี่เหยาเงยหน้าขึ้นจากงานตรงหน้า ทว่าลูกชายยังมาไม่ถึงก็ถูกมือใหญ่ของคนเป็นพ่อคว้าคอเสื้อไว้ได้ทัน “ฮ่าวหมิง อย่ากระโจนใส่แม่แบบนั้นสิ” เยี่ยหรงเพิ่งกลับจากบริษัทพอดี เขาอุ้มลูกชายนั่งบนท่อนแขนแล้วอบรม “แม่อุ้มท้องน้องสาวอยู่ ถ้าลูกไปกระแทกท้องของแม่ก็กระทบกระเทือนถึงน้องสาวด้วย ลูกเข้าใจไหม” “ฮ่าวหมิงแค่อยากเล่นกับน้องสาว” เสียงเจื้อแจ้วเอ่ยตอบพร้อมดวงตากลมโตจ้องมารดา “เดือนหน้าก็ได้เจอหน้าน้องสาวแล้ว” คนเป็นพ่ออุ้มลูกชายแล้วเดินมานั่งข้างคนรักแล้วโน้มตัวลงมาอบรมคนเป็นแม่อีกคน “เดือนหน้าคุณก็จะคลอดแล้ว ยังทำงานอยู่อีก” “ฉันท้องไม่ได้ป่วยเสียหน่อย” หลินอวี่เหยาหัวเราะเสียงใส แต่ปลายนิ้วยังพร่างพรมบนคีย์บอร์ด จนกระทั่งเธอกดปุ่มเอ็นเทอร์และเซฟไฟล์งาน“เย่! เสร็จเรียบร้อยเสียที” “เย่ๆ” ฮ่าวหมิงร้องดีใจแม้ไม่เข้าใจว่าแม่ดีใจเรื่องอะไร
“อืม...” หญิงสาวรับคำแล้วยกมือขึ้นแตะแก้มของเขา “ทำไมคุณโง่แบบนี้ ไม่ต้องช่วยฉันก็ได้ คุณเจ็บเพราะถูกกระบี่เทพสวรรค์แทงทะลุหัวใจ แล้วยังถูกเง็กเซียนฮ่องเต้ลงโทษอีก” ดวงตาของชายหนุ่มมีหยาดน้ำเอ่อคลอ “วันที่ฉันตกเขาไปครั้งนั้น ดวงวิญญาณในร่างนี้ทะลุมิติไปในชาติที่คุณคือแม่ทัพเยี่ยหรง” หญิงสาวยิ้มเศร้าเคล้าน้ำตา “ฉันตายในชาตินั้นก็กลับมาที่นี่ ได้พบคุณอีกแล้ว” “ผมขอโทษ” เขากอดร่างบอบบางทั้งที่ตัวเองก็สั่นสะท้าน “ผมรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้คุณเจ็บปวด ผมเห็นแก่ตัว แต่ชีวิตผมขาดคุณไม่ได้” มือเล็กดันแผ่นอกเขาเบาๆ รับรู้ว่าเขาก็กลัวไม่ต่างกัน เธอดันเขาออกแล้วพูดเสียงสั่นเครือ “ใช่ คุณคือสิ่งที่ฉันหวาดกลัวที่สุด แต่คุณก็คือความสุขที่สุดในชีวิตฉัน ไม่ว่าจะมีเวลาอยู่ด้วยกันกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมง มันก็คือความสุขที่ฉันยินดีรับไว้แม้จบอย่างเจ็บปวดก็ตามที” เธอวางมือตรงหัวใจของเขาแล้วยิ้มทั้งน้ำตา “เยี่ยหรง...คุณจะแต่งงานกับฉันไหมคะ” “เหยาเหยา...” “หลังจากนี้เ
จู่ๆ สายลมก็พัดแรง แรงจนสะพานแกว่งเหมือนมีมียักษ์มาแกว่ง หลินอวี่เหยาตัวเอียงไปมาจนร่างเซไปด้านหนึ่งของสะพาน เยี่ยหรงอยู่ด้านหลังแค่สองก้าวแต่เหมือนห่างไปสิบเมตร กระแสลมพัดแรงไม่ปกติ แม้รู้ดีว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นแต่สำหรับเขาไม่ปกติแน่นอน ทุกคนที่ก้าวข้ามไปแล้วถูกกระแสลมพัดแรงจนพวกเขาต้องหาที่ยึดเกาะ เพราะสะพานที่แกว่งไปมา ร่างเล็กเสียหลักหงายหลังตกสะพานแขวน!“เหยาเหยาระวัง!”“กรี๊ด!”เขายื่นมือไปสุดแขนแต่คว้ามือเธอไม่ทัน ร่างของหญิงสาวร่วงลงสู่แม่น้ำด้านล่าง เยี่ยหรงไม่รอช้าเขากระโดดตามไปทันที ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน ครู่หนึ่งลมสงบแล้วหานเหยียนจึงวิ่งมากลางสะพานแล้วก้มมองลงไป เห็นเพียงเงาร่างเล็กๆ อยู่ในแม่น้ำ“บ้าเอ๊ย!” หานเหยียนสบถแล้วใช้โทรศัพท์ผ่านดาวเทียมสั่งการทันที “ใช้เฮลิคอปเตอร์ออกสำรวจปลายน้ำ เร็ว!”หานเหยียนสั่งการเฉียบขาด เขาให้คนอื่นๆ ดูแลทีมนักสำรวจที่เหลือ ส่วนตัวรีบหาทางไปที่ปลายแม่น้ำทันทีทำไมต้องมีเรื่องเช่นนี้กับเกิดท่านแม่ทัพของเขาด้วยนะ จะมีสักชาติไหมที่ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันอย่างปกติสุขร่างเล็กร่วงลงในแม่น้ำอย่างรวดเร็ว เร็วจนหลินอวี่เหยาไม่
“ความรู้สึกของคุณหนูหลิ่วอิง ข้าเข้าใจดี แต่ชื่อเสียงข้าไม่ดีนักทำให้เกรงว่าทำให้เจ้าต้องมามัวหมองเพราะข้า” “ชื่อเสียงไม่ดีอันใดกัน ทั่วเมืองหลวงล้วนพูดถึงความรักแสนหวานของเจ้ากับพญายมซ่ง” “ความรักแสนหวาน?” ชิงหว่านทำตาปริบๆ นางถูกคนชุดดำไล่ลาจนตกหน้าผาเกือบเอาชีว
ซ่งอวี้หานไม่สนใจสายตาผู้อื่น ใบหน้าของเขาสงบนิ่งเป็นทุนเดิม มีเพียงสายตาที่ทอดมองไปยังกลุ่มสตรีเหล่านั้น กวาดสายตามองหาครู่หนึ่งก็พบหญิงสาวรูปร่างอรชร นางแต่งกายเรียบง่ายแต่เป็นผ้าไหมเนื้อดีสีสันไม่โดดเด่นเน้นที่การตัดเย็บประณีตปักลายดอกท้องดงาม เจียงชิงหว่านยืนรวมกลุ่มกับสตรีผู้อื่น
เฟิงเยี่ยนหลงยังคงยิ้มบางๆ มีเพียงดวงตาดำลึกลับเจือความเคลือบแคลง หญิงสาวตรงหน้ายากจะคาดเดาความรู้สึกที่แท้จริงได้ เขาวางกำลังคนคอยดูว่าเมื่อใดที่แม่นางน้อยก้าวเท้าออกจากสกุลเจียง เขาจะรีบหาทางมาพบนางให้ได้ แต่ทุกครั้งที่พบนาง ท่าทางหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นก็ยังเอ่ยวาจาว่าไม
หญิงสาวในชุดเด็กหนุ่มสะดุดโหยง คนตัวโตแต่เคลื่อนไหวเงียบเฉียบไม่รู้เลยว่าเข้ามาในห้องนี้ตั้งแต่เมื่อใด ชิงหว่านก้มหน้าแต่ช้อนสายตาขึ้นมองเห็นเพียงเสี้ยวหน้าของผู้บัญชาการหนุ่ม แล้วก็ลอบเบ้ปากในใจ สายตาของซ่งอี้หานทำให้เคอชุนหยุดการเคลื่อนไหว เมื่อในห้องอยู่ในความเงียบแล้ว ซ่







