LOGIN“คุณหนู คุณชายรองมาเยี่ยมเจ้าค่ะ”
“รีบเชิญ”
ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปีเขาสวมชุดสีเขียวใบไผ่ดูเรียบง่ายและสงบนิ่ง เขาก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มทำให้ใบหน้ายิ่งอ่อนโยนลง เขานั่งที่เก้าอี้กลมข้างเตียงนอนของน้องสาว แล้วยกมือขึ้นอังหน้าผากของนาง ทั้งสี่หน้าและแววตาเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
ชาติก่อนนางไม่เคยมีครอบครัว เอ่อ จะเรียกอย่างนั้นก็ไม่ถูกนัก ครอบครัวของนางคือหญิงคณิกาที่หอระบำจันทร์ ซึ่งเป็นหอนางโลมอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ภายนอกเหมือนรักใคร่กันอย่างพี่สาวน้องสาว ภายในแก่งแย่งกันขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง นางอายุมากที่สุดแต่ยังครองตำแหน่งได้นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว ทั้งเสน่ห์เล่ห์มารยาทล้วนต้องฝึกฝนเรียนรู้ ควบคู่กับศิลปะทุกแขนง เพลงพิณ วาดภาพ เดินหมากล้อม ชงชารวมทั้งเตรียมกำยาน คำว่าเชี่ยวชาญนั้นไม่เกินเลยสักนิด
“ดีจริง ไข้ลดแล้ว” เจียงเจิ้งฮ่าวค่อยโล่งใจขึ้น
“ข้าก็บอกพี่รองแล้ว ว่าข้าดีขึ้นแล้วจริงๆ” นางยิ้มน้อยๆ ชีวิตในชาติก่อนก่อกรรมไว้มากไม่คิดว่าจะมีคุณงามความดีหลงเหลือได้มาอยู่ในครอบครัวที่ดีพร้อมเช่นนี้ได้ สงสารก็แต่แม่นางน้อยเจ้าของร่างที่อ้อนด้อยประสบการณ์ชีวิตจึงหุนหันคิดสั้น แม้คิดได้ก็ไม่ทันการณ์ดวงวิญญาณไปสู่แดนปรโลกแล้ว
“ดีขึ้นอย่างไรเจ้าก็ต้องดื่มยาบำรุง ร่างกายสตรีไม่เหมือนบุรุษ ต้องขับไอเย็นออกให้หมด หากปล่อยไว้เรื้อรังวันข้างหน้าเจ้าจะลำบาก”
“ลำบากเรื่องใดหรือ?” นางแสร้งถามด้วยสีหน้าใสซื่อ ทำตัวให้สมกับตนเองอายุสิบห้าเพิ่งผ่านพิธีปักปิ่นมาไม่กี่เดือนทำตัวเป็นเด็กสาวไร้เดียงสาผู้หนึ่ง
“ก็...เอ่อ...สตรีร่างกายเย็นจะทำให้มีลูกยาก แต่เจ้าไม่ต้องกลัวนะ พี่รองจะบำรุงเจ้าให้แข็งแรงเอง”
หญิงสาวก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วพูดเสียงแผ่วเบา “ข้าเป็นเช่นนี้แล้ว เกรงว่าชีวิตนี้จะไม่ออกเรือน”
“เจ้าอายุยังน้อย อย่าคิดมากไป” เขาตบหลังมือของนางเบาๆ “ห้ามคิดสั้นอีก แม้วันข้างหน้าเจอเรื่องเลวร้ายใดก็จงรักษาชีวิตไว้ ไม่ว่าอย่างไรเจ้ายังมีท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่สามแล้วก็พี่รองคนนี้”
“ถูกต้องๆ หว่านวานยังมีพี่สามอยู่ หากเจ้าไม่แต่งงาน พี่ก็ไม่แต่งงาน เราอยู่เป็นพี่น้องกันไปชั่วชีวิต”
เจียงเจิ้งหย่วนสวมชุดสีฟ้าครามดูราวกับบัณฑิตหนุ่ม แต่แววตาเต็มไปด้วยความร่าเริง ขี้เล่นและซุกซน เขาอายุสิบแปดปี สนใจศาสตร์ศิลปะทุกแขนง แต่จะเรียกว่าเชี่ยวชาญนั้นก็ไม่เชิงนัก เจ้าร่างสูงโปร่งพูดก่อนที่จะเดินเข้ามาถึง เขานั่งริมเตียงไม่สนใจมารยาท อย่างไรก็น้องสาวของเขา ที่เขาอุ้มมาตั้งแต่เกิด
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น แม้ใบหน้ายังซีดเซียวอยู่และน้ำเสียงยังแหบแห้งแต่เมื่อนางยิ้ม แววตากลับเป็นประกายเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
“ได้อย่างไรเล่า พี่รองกับพี่สามต้องแต่งงานแล้วก็มีลูก หว่านวานจะช่วยพี่ชายเลี้ยงลูกเอง”
“ก่อนจะมีลูกก็ต้องหาภรรยาให้ได้เสียก่อน” เป็นน้ำเสียงสุขุมของพี่ใหญ่หรือเจียงเจิ้งเหวินเดินตามเข้ามา เขาสวมชุดสีน้ำเงินเข้มเหลือบดำ คาดเข็มขัดหยกห้อยจี้ประจำตระกูลเตรียมตัวจะออกไปตรวจร้านค้าชานเมือง แต่แวะมาดูน้องสาวคนเดียวก่อนซึ่งเขาทำเช่นนี้เป็นประจำตั้งแต่นางยังเล็กกว่านี้
ชิงหว่านเลิกคิ้วประหลาดใจ “พี่ชายทั้งสามของข้าหล่อเหลาถึงเพียงนี้ เหตุใดหาภรรยาไม่ได้เล่า”
บุรุษทั้งสามมองหน้ากันแล้วขมวดคิ้วงุนงง สุดท้ายเป็นพี่สามที่ยื่นหน้าไปจ้องมองน้องสาวคนเดียว
“เจ้าลืมไปแล้วหรือ เจ้าอาละวาดใหญ่โตไม่ให้พวกพี่แต่งงาน เจ้ากลัวว่าหากพวกพี่แต่งงานแล้วจะไม่สนใจเจ้า”
“เอ่อ...ข้า...เคยพูดเรื่องไร้สาระเช่นนั้นหรือ?”
โธ่!เด็กน้อยชิงหว่านหวงพี่ชายขนาดนี้ มิน่าเล่าบุรุษหล่อเหลาสมบูรณ์แบบทั้งสามจึงยังไม่แต่งภรรยา
“พวกท่านลืมเรื่องนั้นไปเถิด ข้าอยากให้พี่ๆ แต่งงานมีภรรยาที่ดี เอาอย่างนี้ ข้าจะช่วยเลือกว่าที่พี่สะใภ้ให้เอง”
“หว่านวานจะเป็นแม่สื่อรึ” พี่สามหัวเราะร่า เขาชอบที่น้องสาวร่าเริงเพราะกลัวว่านางจะเอาแต่คิดเรื่องที่ผ่านมา “เอาอย่างนี้ พี่สามจะประกาศให้สาวงามทั่วเมืองยื่นใบสมัครให้เจ้าเลือกดีหรือไม่”
ชิงหว่านหัวเราะน้อยๆ พลันคิดได้ว่า ชีวิตในชาติก่อนก่อกรรมไว้มาก มีคนดีๆ ที่นางทำร้ายทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่จู่ๆ นางจะกลับไปช่วยเหลือพวกเขาเพื่อล้างความผิดให้ตนเองในร่างของเจียงชิงหว่านคงแปลกพิกล นางต้องขบคิดหาวิธีที่เหมาะสม
“เช่นนั้นก่อนที่พี่สามจะป่าวประกาศไปทั่วเมือง พี่รองต้องบำรุงข้าให้แข็งแรงเร็วๆ ข้าจะได้มีแรงช่วยเลือกว่าที่พี่สะใภ้ให้พี่ๆเอง”
เดิมที่น้องสาวคนเดียวกินยายาก เจ็บป่วยแต่ล่ะครั้งกว่าจะบังคับให้กินยาได้แต่ละหนแทบหลั่งน้ำตาเลยทีเดียว แต่ครั้งนี้นางกลับร้องขอด้วยตนเอง เจียงเจิ้งฮ่าวได้ยินยังประหลาดใจแต่กระนั้นก็คิดในใจว่า อาจเป็นเพราะนางผ่านเรื่องร้ายมาจึงคิดได้
“ได้...พี่จะใส่น้ำผึ้งในยาให้ด้วย เจ้าจะได้ดื่มได้คล่องคอ”
“ไม่ต้องๆ ยาดีย่อมต้องขมเป็นธรรมดา แค่พี่รองเตรียมผลไม้เชื่อมให้ข้าก็พอ”
“เจ้ารู้ความเช่นนี้พี่ใหญ่ค่อยเบาใจ ท่านแม่สวดมนต์ไหว้พระขอพรให้เจ้าแข็งแรงดี เพื่อเจ้าแล้วท่านพ่อท่านแม่ถึงกับกินอาหารเจลดเนื้อสัตว์เจ็ดวัน” เจียงเจิ้งเหวินลูบศีรษะน้องสาวอย่างเอ็นดู
“ข้าโง่เขลาทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วง ต่อไปนี้ข้าจะไม่ทำเรื่องเช่นนั้นอีกแล้ว” นางให้คำมั่นสัญญา “พี่ใหญ่ ท่านรีบไปตรวจร้านค้าของเราเถิด อย่าให้ขาดทุนสักอีแปะเดียวเชียวนะ”
“ได้ๆ พี่ทำการค้าเคยขาดทุนเมื่อใดกัน” เจียงเจิ้งเหวินหัวเราะร่า
“นั้นสินะ พี่ใหญ่ของข้าเก่งกาจด้านการค้า พี่ใหญ่สอนข้าบ้างได้หรือไม่ รับรองว่าข้าจะเชื่อฟังพี่ใหญ่ทุกอย่าง”
คนผู้นี้หน้าหนาจริงๆ ชิงหว่านไม่คิดว่าเขาจะทำอย่างที่พูด หลังจากบ่าวไพร่เตรียมน้ำอุ่นร้อนพอดีแล้ว ซ่งอวี้หานก็ขับไล่บ่าวรับใช้ออกไปให้หมด “มือเจ้ายังมีแผลอยู่ ให้ข้าช่วยถอดเสื้อผ้าให้ก็แล้วกัน”“ทะ ท่าน... แผลเล็กน้อยเท่านั้น”ต่อให้นางขึงตาใส่แต่อีกฝ่ายก็ไม่ล้มเลิกความคิด มือแกร่งตวัดเคลื่อนไหวรวดเร็วก็เปลื้องเสื้อผ้าหญิงสาวออกหมดแล้วช้อนร่างนางลงในอ่างอาบน้ำ ชิงหว่านห่อไหล่แล้วย่อกายลงให้น้ำช่วยปกปิดทรวงอกอวบอิ่ม แม้ผ่านการร่วมรักหลับนอนมาแล้ว แต่จะให้นางทำหน้าหนาเหมือนเขาได้อย่างไร“ระวังอย่าให้มือโดนน้ำ” เขาสั่งน้ำเสียงเฉียบขาด ทำให้ชิงหว่านยกมือข้างที่พันแผลไว้วางบนขอบอ่างไม่ให้โดนน้ำ พลันนึกขึ้นได้ว่านางไม่ต้องทำตามที่เขาสั่งก็ได้นี่... ครู่หนึ่งนางก็ได้เสียงถอดเสื้อผ้าทำให้หญิงสาวหันไปมองแล้วก็ต้องตกใจที่เห็นผู้เป็นสามีกำลังเปลื้องผ้าอยู่“ท่านจะทำอะไร”“ช่วยเจ้าอาบน้ำ”“ไม่ต้อง”“ต้องเขินอายไปไย” น้ำเสียงยังคงราบเรียบแต่มุมปากยกยิ้ม เขาเห็นนางไม่กล้าหันมามองก็ทังขำทั้งเอ็นดู บางครั้งนางก็ใจกล้าบ้าบิ่น แต่บางคราวก็เขินอายไร้เดียงสา เขาพาร่
ชิงหว่านไม่ทันตั้งตัว ริมฝีปากอุ่นก็ทาบทับลงมาอย่างรวดเร็ว แรงขบเม้มทำให้นางสะดุ้ง แผ่นหลังถอยหนีแต่ฝ่ามือแกร่งแผ่นหลังไว้ไม่ให้นางหลบหนี นางแทบหายใจไม่ทันแต่กระนั้นก็ยังปล่อยให้เขาจุมพิตจนพอใจ เสียงการเคลื่อนไหวทำให้เขาเป็นฝ่ายผละออก ดวงตาดำคู่นั้นคมวาวราวกับจะกลืนกินนางไปทั้งตัว ใบหน้าที่ซีดเผือกจึงฝาดสีเลือดขึ้นมา “ใต้เท้า ฮูหยินน้อย สำรับอาหารพร้อมแล้วเจ้าค่ะ” “ออกไป ถ้าข้าไม่ได้เรียกไม่ต้องเข้ามา” “เจ้าค่ะ” เฝ่ยชุ่นและเฝ่ยชิงรับคำสั่งแต่ลอบมองสีหน้าผู้เป็นนาย ซ่งอวี้หานอุ้มร่างฮูหยินน้อยมานั่งที่เก้าอี้ สีหน้าเจียงชิงหว่านแดงเรื่อ ทำให้สาวใช้ทั้งสองพลอยโล่งใจไปด้วย ใต้เท้าซ่งคือยาดีของฮูหยินน้อยจริงๆ หญิงสาวเห็นสายตาของสาวใช้ทั้งสองแล้วก็ทำหน้าดุใส่ผู้เป็นสามี “ท่านทำให้ผู้อื่นหัวเราะข้าแล้ว” “หัวเราะ? ข้าไม่ได้ยินเสียงหัวเราะนี่”ก่อนหน้านี้หัวใจเขาดิ่งยิ่งกว่าตกไปในหุบเหว เขาไม่สามารถปลีกตัวมาหานางได้ในทันทีที่รู้ข่าวเพราะเกรงว่าจะกลายเป็นทำให้ผู้อื่นล่วงรู้เรื่องในจวนของตน เขาต้อง
ตั้งแต่กลับจากวังหลวง ชิงหว่านก็หลับมาตลอดทาง จนถึงจวนสกุลซ่งก็ถูกแม่สามีปลุกเบาๆ นางลืมตาแต่ดูงัวเงยและไร้เรี่ยวแรงแต่กระนั้นนางก็ฝืนรั้งสติไว้ให้สาวใช้ทั้งสองคนประคองนางเข้าไปถึงเตียงนอน “เกิดเรื่องใดขึ้น” ซ่งฉินหยีได้ยินที่บ่าวมารายงานก็รีบรุดเข้ามาดูลูกสะใภ้ทันที “มีคนทำร้ายชิงหว่านรึ” “เจ้าค่ะ” เจียวจูถอนหายใจหนักหน่วง “เป็นข้าที่ประมาทไม่คิดว่าตนเองไปด้วยและยังมีฝ่าบาทอยู่ที่นั้นก็ยังทำให้หว่านเอ๋อร์ของเราถูกรังแก” “คนมันจ้องทำร้ายก็ต้องหาช่องทางจนได้ ชิงหว่านเองก็จะได้รู้ว่าการอยู่ข้างกายอวี้หานต้องเจอสิ่งใดบ้าง แล้วนี่เชิญหมอมาหรือไม่” “หมอหลวงตรวจแล้วแจ้งแค่ว่านางพักผ่อนน้อย แต่ข้าเชื่อใจว่ามีเรื่องอื่นมากนั้น อวี้หานให้คนตามหมอของสำนักประจิมมาแล้ว ประเดี๋ยวคงมาถึง” “เสียดายที่พี่ชายของนางไม่อยู่ ไม่เช่นนั้นคงช่วยตรวจอาการให้ได้” “ท่านแม่” ชิงหว่านพยายามลืมตาขึ้น แต่นางง่วงเหลือเกิน อาจเพราะควันนั้นที่นางเผลอสูดเข้าไป และตอนที่เดินในทางลับ นางสูดลมหายใจลึกไปหลายครั้งทำให้พิษแทรกซึมในกาย
บุรุษที่มีใบหน้าสุขุมอยู่เสมอ แม้ในเวลานี้ที่รู้ว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป มีเพียงแววตาและกรุ่นไอสังหารที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ เมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องเล็กก็พบมารดานั่งอยู่ข้างเตียง “ท่านแม่ เกิดเรื่องใดขึ้น” ซ่งอวี้หานเอ่ยถามมารดา เขาเดินจากไปไม่นานก็มีคนมารายงานว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป “หมอหลวงมาตรวจแล้ว บอกว่าร่างกายอ่อนเพลียนเท่านั้น” แม่สามีมองลูกสะใภ้ที่ยังหลับอยู่ นางเองอยู่กับลี่กุ้ยเฟย เจียงชิงหว่านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่นาน นางกำนัลก็วิ่งมารายงานว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป ซ่งอวี้หานค่อยๆ นั่งลงริมเตียง มองใบหน้าที่ซีดเซียวของภรรยาแล้วก็ยกมือมือนางมากุมไว้ “หว่านวาน ตื่นเถิด ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน” เสียงเรียกอ่อนโยนอย่างที่ยากจะได้ยิน แม้แต่คนเป็นมารดาเองก็ตาม หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาตื่น เมื่อเห็นใบหน้าของซ่งอวี้หาน ความวิตกกังวลต่างๆ พลันหายไปหมดสิ้น “ข้าหลับไปหรือ?” “เหตุใดเจ้าขี้เซาถึงเพียงนี้” ซ่งอวี้หานรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเจียงชิงหว่าน แต่เขาไม่อาจแสดงออกได้ จึงทำได้เพียงแค
นางกำนัลเข้ามาช่วยชิงหว่านผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ ชิงหว่านเห็นรอยเลอะเพียงเล็กน้อยบนชุดเดิมที่สวมอยู่ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ สถานการณ์ไม่สู้ดีรอยเลอะแค่นี้แทบจะมองไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชุดใหม่ แต่กระนั้นทุกอย่างเป็นธรรมเนียมของชนชั้นสูง นางจะปฏิเสธก็ไม่ได้ หญิงสาวออกมาจากหลังฉากกั้นก็ไม่พบผู้ใด ดวงตางามกวาดมองรอบตัวอย่างงุนงง “เมื่อครู่ยังอยู่เลยนี่...นางกำนัลไปไหนแล้วนะ” ชิงหว่านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางกำลังคิดว่าจะรอให้มีคนมารับนาง หรือเดินออกไปด้วยตนเอง เส้นทางตำหนักลี่กุ้ยเฟยนั้นนางพอรู้ นั้นเพราะชาติก่อนติดตามเฟิงเยี่ยนหลงเข้าวัง มีเส้นทางลับเชื่อมระหว่างตำหนักบูรพาไปยังสถานที่ต่างๆ การเปิดเผยความลับนี้ทำให้นางหลงเชื่อไปว่าตนเป็นคนสำคัญ แท้จริงเป็นเพียงอุบายที่ทำให้นางตายใจ และนำความตายมาสู่ตนเอง หากนางเดินออกไปก็เกรงว่าผู้อื่นจะรู้ว่านางรู้เส้นทาง เช่นนั้นแกล้งโง่รอให้คนมารับก็แล้วกัน หากนางไม่ออกไปประเดี๋ยวแม่สามีก็ต้องส่งคนมาตาม ชิงหว่านคิดได้ดั่งนั้นจึงนั่งลงที่เก้าอี้ แม้มีน้ำชาวางอยู่แต่นางไม่กล้าแตะต้อง ควันสีขาวแทรกเข้ามาในห้องพ
เจียวจูยกน้ำชาขึ้นจิบ แม้หูฟังบทสนทนาของฮ่องเต้แต่อดปรายตามองไปยังสะใภ้ไม่ได้ นางรู้ว่าเจียงชิงหว่านเก่งกาจด้านการค้า ทั้งเรื่องเครื่องประทินโฉมและร้านผ้าไหม แต่เรื่องอื่นนั้นนางไม่มั่นใจนัก แต่ก็เชื่อว่า เจียงชิงหว่าจะทำเรื่องที่ไม่เกินตัว แต่ดูบุตรชายของนางสิ เห็นสีหน้าเรียบนิ่งเช่นนั้นคงเหงื่อเย็นไหลซึมแผ่นหลังแล้ว มือเรียวงามจับพู่กันตวัดอักษร สีหน้านางสงบนิ่งไร้ความกังวล เพียงไม่นานก็เสร็จสิ้น ชิงหว่านกวาดสายตามองอีกครั้งและรับรู้ได้ว่ามีคนยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ด้วยลักษณะความสูงนั้นนางคิดว่าเป็นซ่งอวี้หาน ทว่าเมื่อเอี้ยวใบหน้าไปมองก็พบว่าเป็น …. “เมล็ดงอกจากพื้นดินเติบโตจากกาลเวลาโรยร่วงสู่พื้นดินช่างมีความหมายยอดเยี่ยมนัก ข้าไม่คิดว่าภรรยาผู้บัญชาการซ่งจะสามารถเขียนกวีสามบรรทัดได้ให้ความหมายลึกซึ้งเช่นนี้”รัชทายาทเฟิงเยี่ยนหลงยืนอยู่ด้านหลังเข้าโน้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าเปื้อนยิ้มบางๆ แลดูสุภาพและอ่อนโยน ทว่าดวงตาคมกริบยิ่งกว่าใบมีดพลาดแล้ว! ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในวังหลวง นางไม่เห็นรัชทายาทเฟิงเยี่ยนหลงทำให้คิดว่าเขาคงไม่อยู่ที่นี่ การประชันเขียนบทกวี







