เข้าสู่ระบบ“ข้าอยากได้ผ้าสีกลับบัว สีเขียวบงกชแล้วก็ สีฟ้านี่ก็สวย เอาให้ข้าอย่างละพับ เอาขึ้นรถไว้เลยนะ”
“ขอรับคุณหนู”
ผ่านไปครึ่งชั่วยามเจียงเจิ้งเหวินออกมาพร้อมหลงจู๊ ดวงตาคมเบิกกว้างแล้วมองไปรอบร้านก่อนจะหยุดสายตาที่น้องสาวที่ยืนอยู่กลางร้าน
“หว่านวาน เจ้าทำสิ่งใด?”
“ขออภัยพี่ใหญ่ หว่านวานเห็นในร้านไม่มีลูกค้าจึงใช้เด็กๆ ช่วยกันจัดร้านเสียใหม่ ผ้าของร้านเราสวยงามนัก แต่วางไม่สะดุดตา ในห้องก็ทึบแสงไปนิดทำให้มองสีผ้าผิดเพี้ยนไป พี่ใหญ่คงไม่โกรธข้ากระมัง”
“จะโกรธได้อย่างไร เจ้าทำได้ดีมากจริงๆ”
หญิงสาวยิ้มกว้าง “ข้าเจอผ้าถูกใจ เลยให้เด็กในร้านเอาขึ้นรถม้าเอากลับบ้านด้วย”
“เจ้าอยากได้สิ่งใด ก็ให้สั่งเด็กในร้านให้เอาไปส่งที่คฤหาสน์ได้”
“พี่ใหญ่ใจดีที่สุดเลย” รอยยิ้มประจบก็ตามมา เจียงเจิ้งเหวินไม่ถือสาเรื่องเหล่านี้ เขายังต้องไปตรวจร้านอื่นต่อจึงชวนนางออกจากร้าน
จิงหว่านอดอู้อยู่ในบ้านมาหลายวัน นางอยากเดินเล่นเป็นทุนเดิม เมื่อเดินออกมานอกร้านก็อยากไปดูนั้นดูนี้ ฝั่งตรงข้ามร้านมีคนขายขนมถังหูลู่ ชาติก่อนแต่ละวันถูกเคี่ยวกรำฝึกฝนเพื่อเป็นคณิกาอันดับหนึ่ง แค่ขนมถังหูลู่อยากกินก็ไม่ได้กิน มาชาตินี้นางจึงอดใจไม่ไหวกระตุกแขนเสื้อพี่ใหญ่แล้วชี้ไปยังฝั่งตรงข้าม
“พี่ใหญ่ หว่านวานจะกินถังหูลู่”
“เจ้าโตขนาดนี้แล้วยังจะกินถังหูลู่อีกรึ” ปากว่าน้องไปเช่นนั้นแต่กลับหัวเราะในลำคอ
“ข้าจะกิน!” นางทำปากยื่นใส่แล้วเดินถลาไปฝั่งตรงข้ามร้านทันที
ทว่า เสียงผู้คนโหวกเหวกขึ้นมาและม้าตัววิ่งตรงมาทางนางทำให้ร่างบอบบางชะงักอยู่กลางถนน นางหันไปมองอย่างตกใจยังไม่ทันดูให้ชัดว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ชิงหว่านมองเห็นม้าตัวหนึ่งยกเท้าขึ้นหน้าขึ้นตะกุยในอากาศทำให้นางนิ่งงันไปทันที
“หว่านวาน!”
เสียงของพี่ใหญ่ทำให้หญิงสาวได้สติ ชิงหว่านกำลังจะหมุนตัวหลบทว่ามือแกร่งข้างหนึ่งคว้าเอวบางโอบรั้งนางไว้อย่างปกป้อง กลิ่นกายบุรุษเพศผสานกลิ่นหอมของไม้กฤษณา หญิงสาวขืนตัวออกตามสัญชาตญาณ แต่มือข้างนั้นกลับเพิ่มแรงกดจนทำให้ร่างของนางแนบชิดกับร่างกำยำ เสียงกระบี่ปะทะกันดังขึ้นข้างหู ชิงหว่านจึงเข้าใจในทันทีว่าคนผู้นี้ต้องการช่วยนางจึงไม่ฝืนเกร็งผ่อนคลายร่างกายเคลื่อนไหวไปพร้อมกับบุรุษผู้นี้
เจียงเจิ้งเหวินรีบเข้าไปช่วยน้องสาวจากคนสวมชุดดำกลุ่มหนึ่ง แม้เป็นพ่อค้าแต่ฝึกวรยุทธ์อยู่บ้างจึงพอรับมือกับคนเหล่านั้นได้ บุรุษที่สวมชุดสีน้ำเงินเหลือบดำผู้นั้นสามารถใช้มือเพียงข้างเดียวรับกระบวนท่าจากฝ่ายตรงข้ามได้ แต่เพราะต้องปกป้องคนในอ้อมกอดทำให้ไม่สามารถติดตามผู้ที่โจมตีเขาได้ เป็นจังหวะเดียวกับทหารสำนักประจิมกรูเข้ามา เขาจึงหยุดมือแล้วสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“จับเป็น! นำพวกมันไปไต่สวน!”
“รับทราบ!”
เสียงที่ก้องดังอยู่ข้างหูทำเอาชิงหว่านตะลึงงัน แต่กระนั้นก็รวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นมอง เพราะร่างกายนี้อายุเพียงสิบห้า เมื่ออยู่ในอ้อมกอดของบุรุษร่างสูงใหญ่ทำให้นางเห็นเพียงปลายคางของเขา ทว่าเส้นโครงหน้าที่คุ้นตาทำให้นางจำได้ในทันที
เป็นเขา...
“หว่านวาน!” เจียงเจิ้งเหวินรีบเข้าไปหาน้องสาว แต่ทหารขวางทางไว้ “น้องสาวข้า!”
มือแกร่งคลายวงแขนแล้วปล่อยให้ดรุณีน้อยยืนด้วยตนเอง เขาก้าวถอยหลังห่างจากร่างเล็กหนึ่งก้าวแล้วยกมือส่งสัญญาให้ทหารเปิดทาง ทำให้เจียงเจิ้งเหวินเข้ามาถึงตัวเด็กสาวได้ พี่ใหญ่ยื่นมือที่สั่นเทาไปจับไหล่น้องสาวที่ยืนตะลึงงันอยู่ราวกับถูกตะปูตอกตรึงเท้าไว้
“หว่านวาน บาดเจ็บหรือไม่ พี่ใหญ่อยู่ที่นี่แล้ว”
ซ่งอวี้หานปรายตามองทั้งสองด้วยสายตาเย็นชา เพราะเขามั่นใจในความสามารถของตนปกป้องไม่ให้เด็กสาวได้รับบาดเจ็บ ชิงหว่านพยายามสูดลมหายใจแล้วผ่อนออกมา เรียกสติให้มั่นคง ไม่คิดว่าโชคชะตาจะนำพาให้นางได้พบผู้มีพระคุณเร็วถึงเพียงนี้ ดวงตาร้อนผ่าวกว่าจะรู้ตัวหยดน้ำหยาดใสก็รินไหลไม่รู้ตัว
“หว่านวานไม่ต้องกลัว พี่ใหญ่อยู่นี่แล้ว” เจียงเจิ้งเหวินร้อนร้นแทบคลั่ง เขารีบร้อนจะพาน้องสาวไปจากสถานการณ์เลวร้ายนี้จนลืมไปสิ้นว่าตนอยู่ต่อหน้าผู้บัญชาการสำนักประจิม
“พี่ใหญ่ ข้าไม่ได้เป็นอะไร” ชิงหว่านได้สติรีบพูดขึ้น นางหลุบตาลงแล้วยอบกายแสดงความขอบคุณบุรุษหนุ่มเบื้องหน้า ขอบคุณที่เขาช่วยนางในครั้งนี้และในชาติก่อน
“ขอบคุณใต้เท้าซ่งที่ช่วยเหลือเจ้าค่ะ”
ดวงตาคมดุดันหรี่มอง หญิงงามเมื่อหลั่งน้ำตาชวนให้ผู้คนปวดใจ เดิมทีซ่งอวี้หานไม่เคยหวั่นไหวกับสตรีนางใด แต่กับดรุณีน้อยผู้นี้ เขาเห็นความเข็มแข็งในท่าทีที่อ่อนแอ ขณะที่เขาประมือกับคนร้ายนางก็ไม่ได้กรีดร้องออกมาแม้ครึ่งคำ
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” เขาโบกมือไม่ใส่ใจ
ครู่หนึ่งทหารกุมตัวคนร้ายมาได้ มันพยายามดิ้นรนจนถูกทหารกระชากเสื้อจนขาดรุ่ย รวดเร็วเกินกว่าจะคาดคิดคนร้ายกลืนยาพิษฆ่าตัวตายต่อหน้าผู้บัญชาการซ่งอวี้หาน ร่างนั้นแน่นอนใกล้ปลายเท้าของชิงหว่าน ดวงตายังมีน้ำตาเอ่อคลอเบิกกว้างขึ้นที่เห็นรอยสักสีแดงรูปนกบนแผ่นอกด้านซ้าย ร่างกายนางเย็นเยียบไปทั่วร่าง ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือดซวนเซเจียนล้มลงเสียตรงนั้น โชคดีที่เจียงเจิ้งเหวินสังเกตุน้องสาวอยู่ก่อนแล้ว เขายกมือขึ้นปิดดวงตาของน้องสาวเพราะคิดว่านางตกใจกลัวกับสิ่งที่เห็น
“อย่ามอง พี่จะพาเจ้ากลับบ้าน”
ด้วยการปกป้องของพี่ใหญ่ ความรู้สึกที่ไม่เคยได้รับในชาติก่อนทำให้ชิงหว่านสงบใจได้รวดเร็ว นางเพียงแค่พยักหน้ารับแล้วผินหน้าเข้าหาพี่ชาย เจตนาไม่ต้องการให้ใครเห็นสีหน้าของนางในเวลานี้แต่ผู้อื่นมองว่าเด็กสาวอยู่ในอาการหวาดกลัว เจียงเจิ้งเหวินสนใจเพียงน้องสาว เขารีบพานางขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็วโดยลืมแม้แต่จะขอบคุณผู้บัญชาการซ่ง
ซ่งอวี้หานมองรถม้าเรียบง่ายคันนั้นเคลื่อนออกไปอย่างเงียบเฉียบ แล้วมองเลยไปยังด้านหลังเขาจำได้ว่าหญิงสาวออกมาจากร้านร้านผ้าไหมสูจิ่น ระหว่างรอทหารเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ เขาสั่งทหารข้างกาย
“สืบดูว่าสองคนเมื่อครู่เป็นใคร”
“ขอรับผู้บัญชาการซ่ง”
เยี่ยหรงอ่านจดหมายที่ถูกส่งมาให้ คนที่บ้านรู้แล้วว่าออกรบครั้งนี้เขาได้รับบาดเจ็บหนัก ต้องการให้เขากลับไปพักฟื้นที่บ้าน ปีหนึ่งเขากลับบ้านกี่ครั้งเชียว เอาจริงๆ แล้ว เขารู้สึกว่าค่ายทหารต่างหากที่เขาเรียกว่าบ้านได้เต็มปากเต็มคำ ชายหนุ่มออกจากโรงพยาบาลกลับมานอนพักฟื้นที่ค่ายทหารแล้ว แม้คนอื่นจะคัดค้านอยากให้เขอยู่โรงพยาบาลให้นานกว่านี้ เขารู้ตัวดีว่าพักไม่กี่วันก็ดีขึ้นไม่รู้จะไปแย่งที่นอนคนเจ็บป่วยคนอื่นเพื่ออะไรกัน อีกอย่างเขาก็...ขัดเขินทุกครั้งที่พยาบาลสาวคนนั้นมาทำแผลให้เขา ร่างกายเขาดันมีปฏิกิริยาตอบสนองกับเธอเสียด้วย ปกติเรื่องพวกนี้เขาควบคุมตัวเองได้ดีเยี่ยม แต่ไม่รู้ทำไม...ถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งอับอาย เขาพับจดหมายใส่ซองตามเดิมแล้วเดินไปที่หน้าต่าง ใช้ชีวิตทหารมาหลายปี ไต่เต้าด้วยตัวเอง เขาต้องการถูกยอมรับจากความสามารถของตัวเอง ตอนนี้เป็นร้อยเอกเยี่ยหรงแห่งค่ายทหารหน่วยที่ 308 อีกไม่นานเขาก็ได้เลื่อนยศแล้ว ขณะที่ใจลอยคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น สายตาก็เห็นหญิงสาวปั่นจักรยานเก่าๆ เข้ามาในเขตทหาร เขาเพ่งมองอย่างหงุดหงิดเพราะพื้นที่
แรงตีที่ข้อมือไม่ได้ทำให้เขาเจ็บแต่เรียกให้เขาได้สติ ชายหนุ่มรีบปล่อยมือทันทีทำให้หญิงสาวในชุดพยาบาลถอยห่างออกไปสองก้าว “สมกับเป็นผู้บัญชาการเยี่ยจริงๆ” อวี่เหยายกมือลูบลำคอของตน แต่ก็ต้องตกใจทีเห็นเขายันกายขึ้นนั่งและทำท่าจะดึงสายน้ำเกลือออก “อย่าค่ะ! ถ้าคุณดื้อฉันจะมัดคุณไว้กับเตียงนะ!” มีชีวิตอยู่มาตั้งอายุขนาดนี้เพิ่งเคยได้ยินคนขู่เขาแบบนี้เป็นครั้งแรก เยี่ยหรงจ้องมองหญิงสาว เธอสวมชุดพยาบาลและที่นี่คงเป็นโรงพยาบาลแน่นอน พลันนึกได้ว่าเมื่อครู่เขาพลั้งมือทำร้ายเธอไป “....” เยี่ยหรงขยับปากแต่ไม่มีเสียง พยาบาลสาวเห็นสีหน้าของคนเจ็บก็เข้าใจทันที เธอขยับเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวนะคะ ตอนผ่าตัดใส่เครื่องช่วยหายใจ คุณเลยเจ็บคออยู่ ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้นค่ะ คุณนั่งนิ่งๆ อย่าดึงสายอะไรออกอีกนะ ฉันจะไปตามคุณหมอแล้วเอาน้ำมาให้คุณดื่ม” ร่างเพรียวบางหมุนตัวจากไปทันที เยี่ยหรงได้แต่ทำตามอย่างว่าง่าย อยากจะหัวเราะที่เขาตัวโตขนาดนี้แต่ถูกผู้หญิงตัวเล็กๆ ดุเอาเสียได้ ไม่กี่นาทีต่อมาคุณหมอก็สาวเ
ร้อน! เปลวไฟกำลังโหมกระหน่ำอย่างหนัก ร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านท่ามกลางเปลวเพลิง เสียงวูบวาบทั่วทุกทิศทาง ผู้คนวิ่งชนหนีตายอลหม่านแต่เขายังยืนนิ่งงัน ทว่าในสมองคล้ายได้ยินเสียงแว่วอยู่ข้างหู คล้ายใครบางคนอ่านบทกวีแสนเศร้าให้ฟัง “ผู้บัญชาการ!!!” เสียงตะโกนเรียกทำให้เขาได้สติ สหายร่วมรบถูกสะเก็ดระเบิด เขาไม่รอช้าแบกคนเจ็บขึ้นหลังทันที “ปล่อยผม! ทิ้งผมไว้ที่นี่” “ฉันสัญญากับแม่นายแล้วว่าจะพานายกลับบ้าน ก็ต้องทำตามสัญญา” เขากัดฟันทั้งที่ตัวเองก็บาดเจ็บไม่น้อย ในสนามรบที่เต็มไปด้วยทหารทั้งสองฝ่าย เสียงปืนดังรัวไม่ขาดสาย และระเบิดเป็นระยะๆ เขาแบกร่างของเพื่อนร่วมกองรบวิ่งกลับมาที่บังเกอร์ได้สำเร็จ “ผู้บัญชาการเยี่ย ท่านจะไปไหนอีกครับ” ลูกน้องถามเมื่อเห็นว่านายกองคว้าปืนยาวของสหายร่วมรบมาถือไว้ “จัดการพวกมันนะสิ” “ผู้บัญชาการ คนของเราเหลือแค่ไม่กี่คนแล้ว รอกองหนุนไม่ดีกว่าหรือครับ” “พวกนายอยู่นี่ ฉันไปจัดการเอง” “ผู้บัญชาการ!!” ความบ้าระห่ำของผู้ชายคนนี้ท
ห้าปีต่อมา คฤหาสน์ตระกูลเยี่ยมีเสียงหัวเราะของเด็กน้อย เด็กชายวัยสามขวบวิ่งถลามาหาหญิงสาวที่นั่งพิมพ์เอกสารอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊ค เสียงร้องตกใจของคนรับใช้ทำให้หลินอวี่เหยาเงยหน้าขึ้นจากงานตรงหน้า ทว่าลูกชายยังมาไม่ถึงก็ถูกมือใหญ่ของคนเป็นพ่อคว้าคอเสื้อไว้ได้ทัน “ฮ่าวหมิง อย่ากระโจนใส่แม่แบบนั้นสิ” เยี่ยหรงเพิ่งกลับจากบริษัทพอดี เขาอุ้มลูกชายนั่งบนท่อนแขนแล้วอบรม “แม่อุ้มท้องน้องสาวอยู่ ถ้าลูกไปกระแทกท้องของแม่ก็กระทบกระเทือนถึงน้องสาวด้วย ลูกเข้าใจไหม” “ฮ่าวหมิงแค่อยากเล่นกับน้องสาว” เสียงเจื้อแจ้วเอ่ยตอบพร้อมดวงตากลมโตจ้องมารดา “เดือนหน้าก็ได้เจอหน้าน้องสาวแล้ว” คนเป็นพ่ออุ้มลูกชายแล้วเดินมานั่งข้างคนรักแล้วโน้มตัวลงมาอบรมคนเป็นแม่อีกคน “เดือนหน้าคุณก็จะคลอดแล้ว ยังทำงานอยู่อีก” “ฉันท้องไม่ได้ป่วยเสียหน่อย” หลินอวี่เหยาหัวเราะเสียงใส แต่ปลายนิ้วยังพร่างพรมบนคีย์บอร์ด จนกระทั่งเธอกดปุ่มเอ็นเทอร์และเซฟไฟล์งาน“เย่! เสร็จเรียบร้อยเสียที” “เย่ๆ” ฮ่าวหมิงร้องดีใจแม้ไม่เข้าใจว่าแม่ดีใจเรื่องอะไร
“อืม...” หญิงสาวรับคำแล้วยกมือขึ้นแตะแก้มของเขา “ทำไมคุณโง่แบบนี้ ไม่ต้องช่วยฉันก็ได้ คุณเจ็บเพราะถูกกระบี่เทพสวรรค์แทงทะลุหัวใจ แล้วยังถูกเง็กเซียนฮ่องเต้ลงโทษอีก” ดวงตาของชายหนุ่มมีหยาดน้ำเอ่อคลอ “วันที่ฉันตกเขาไปครั้งนั้น ดวงวิญญาณในร่างนี้ทะลุมิติไปในชาติที่คุณคือแม่ทัพเยี่ยหรง” หญิงสาวยิ้มเศร้าเคล้าน้ำตา “ฉันตายในชาตินั้นก็กลับมาที่นี่ ได้พบคุณอีกแล้ว” “ผมขอโทษ” เขากอดร่างบอบบางทั้งที่ตัวเองก็สั่นสะท้าน “ผมรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้คุณเจ็บปวด ผมเห็นแก่ตัว แต่ชีวิตผมขาดคุณไม่ได้” มือเล็กดันแผ่นอกเขาเบาๆ รับรู้ว่าเขาก็กลัวไม่ต่างกัน เธอดันเขาออกแล้วพูดเสียงสั่นเครือ “ใช่ คุณคือสิ่งที่ฉันหวาดกลัวที่สุด แต่คุณก็คือความสุขที่สุดในชีวิตฉัน ไม่ว่าจะมีเวลาอยู่ด้วยกันกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมง มันก็คือความสุขที่ฉันยินดีรับไว้แม้จบอย่างเจ็บปวดก็ตามที” เธอวางมือตรงหัวใจของเขาแล้วยิ้มทั้งน้ำตา “เยี่ยหรง...คุณจะแต่งงานกับฉันไหมคะ” “เหยาเหยา...” “หลังจากนี้เ
จู่ๆ สายลมก็พัดแรง แรงจนสะพานแกว่งเหมือนมีมียักษ์มาแกว่ง หลินอวี่เหยาตัวเอียงไปมาจนร่างเซไปด้านหนึ่งของสะพาน เยี่ยหรงอยู่ด้านหลังแค่สองก้าวแต่เหมือนห่างไปสิบเมตร กระแสลมพัดแรงไม่ปกติ แม้รู้ดีว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นแต่สำหรับเขาไม่ปกติแน่นอน ทุกคนที่ก้าวข้ามไปแล้วถูกกระแสลมพัดแรงจนพวกเขาต้องหาที่ยึดเกาะ เพราะสะพานที่แกว่งไปมา ร่างเล็กเสียหลักหงายหลังตกสะพานแขวน!“เหยาเหยาระวัง!”“กรี๊ด!”เขายื่นมือไปสุดแขนแต่คว้ามือเธอไม่ทัน ร่างของหญิงสาวร่วงลงสู่แม่น้ำด้านล่าง เยี่ยหรงไม่รอช้าเขากระโดดตามไปทันที ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน ครู่หนึ่งลมสงบแล้วหานเหยียนจึงวิ่งมากลางสะพานแล้วก้มมองลงไป เห็นเพียงเงาร่างเล็กๆ อยู่ในแม่น้ำ“บ้าเอ๊ย!” หานเหยียนสบถแล้วใช้โทรศัพท์ผ่านดาวเทียมสั่งการทันที “ใช้เฮลิคอปเตอร์ออกสำรวจปลายน้ำ เร็ว!”หานเหยียนสั่งการเฉียบขาด เขาให้คนอื่นๆ ดูแลทีมนักสำรวจที่เหลือ ส่วนตัวรีบหาทางไปที่ปลายแม่น้ำทันทีทำไมต้องมีเรื่องเช่นนี้กับเกิดท่านแม่ทัพของเขาด้วยนะ จะมีสักชาติไหมที่ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันอย่างปกติสุขร่างเล็กร่วงลงในแม่น้ำอย่างรวดเร็ว เร็วจนหลินอวี่เหยาไม่
“เรื่องสินเดิมก็จะไม่ให้เจ้าต้องน้อยหน้าผู้ใด” ชาติก่อนไม่เคยมีครอบครัว ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น ชาตินี้ชิงหว่านได้แต่จดจำไว้เพื่อตอบแทนบุญคุณ นางไม่อาจคาดหวังว่าการแต่งงานครั้งนี้จะได้รับความรักจากสามีโดยเฉพาะสามีผู้นั้นคือซ่งอวี้หาน เขาลงทุนลงแรงจัดงาน
ไม่มีใครอยากให้ผู้อื่นรู้ว่าหญิงนางโลมเจ็บป่วยเพราะเกรงผู้อื่นกลัวติดโรคจากหญิงนางโลม แต่หมอเสิ่นโจวก็ไม่ใช่หมอที่ดีนัก ในคราวนั้นนางเจ็บป่วยแต่องค์ชายสามยื่นมือเข้าช่วย นางคิดว่าเขามีใจแต่แท้ที่จริงเขาวางแผนเพื่อให้นางเดินตกหลุมพรางที่เขาวางไว้ หลุมที่ว่าก็คือนางตกหลุมรักเขาจนยอมตายเพื่อเขา
“ดีที่เจ้ารู้ความไม่ดื้อดึงอีก” เจียงเจิ้งเหรินค่อยสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย “ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนี่” นางแสร้งทำเสียงแง่งอน “พี่ใหญ่...เพื่อช่วยข้าแล้วใต้เท้าซ่งถึงกับกระโดดหน้าผาลงมาพร้อมข้า เรื่องนี้คิดแล้วข้าก็ติดค้างบุญคุณเขาอีกแล้ว พี่ใหญ่...ท่านช่วย...” “ครั้ง
“เดาว่าเฟยเยี่ยนหลงมองเห็นดรุณีน้อยผู้นั้นเป็นถุงเงิน แต่ซ่งอวี้หานนั้นยากจะคาดเดาได้นัก แต่เดิมได้ยินว่านางคือคนที่รอดจากคดีโจรลักพาตัวหญิงสาวที่ฮ่องเต้มอบหมายให้ซ่งอวี้หานรับผิดชอบ แต่ดูไปดูมาเหมือนทั้งสองจะคุ้นเคยกันดี จะมีสตรีนางใดที่กล้าสบตากับพญายมซ่งอย่างเปิดเผยเช่นนั้นเล่า”







