LOGINเจียงเจิ้งหย่วนรีบร้อนเข้ามาในห้องของน้องสาวจนแทบจะสะดุดขาตัวเองหกล้ม ยังดีที่ใช้มือยันโต๊ะกลมไว้ได้ทันก่อนหน้าจะคว่ำคะมำลงไป หญิงสาวที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงส่งเสียงหัวเราะคิกคักแล้วเอ่ยหยอกล้อที่พี่ชายของตน
“หว่านวานไม่ได้เป็นอันใด พี่สามไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก”
“ได้ยินว่าเจ้าเจอเรื่องร้าย พี่รีบกลับมาแล้วจริงๆ” ใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเจียงเจิ้งหย่วนยืนยันได้อย่างดี คนที่บ้านไปส่งข่าวให้เขารู้ทำให้เขารีบร้อนกลับมา ในห้องของน้องเล็กนั้นมีทั้งบิดามารดา พี่ใหญ่และพี่รองที่กำลังป้อนยาให้น้องเล็กอยู่ ย้ำชัดว่าเขาเป็นคนสุดท้ายที่มาถึง
“ดื่มยาก่อน” เจียงเจิ้งฮ่าวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ชิงหว่านทำหน้าแหยทันทีที่ได้กลิ่นยา
“พี่รอง...ข้าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ไม่ดื่มยาได้หรือไม่ ครั้งก่อนต้องทนทรมานดื่มยาทุกวันถึงเจ็ดวันจนตัวเองแทบจะกลายเป็นถังยาแล้ว ท่านแม่...ท่านช่วยพูดกับพี่รองให้เขาเลิกป้อนยาลูกเสียที”
มารดาเห็นท่าทีแสนงอนของลูกแล้วก็ส่ายหน้าไปมา “ไม่ได้ เจ้าต้องเชื่อฟังพี่รองของเจ้า”
“ถ้าเจ้าไม่ดื่มยา ครั้งหน้าพี่ใหญ่ไม่พาเจ้าไปไหนแล้ว”
ชิงหว่านมองแววตาจริงจังของเจียงเจิ้งเหวินแล้วก็จำใจรับถ้วยยามาดื่มด้วยตนเอง พี่ใหญ่เป็นเสมือนบิดาคนที่สอง หากเขาเอ่ยปากไม่อนุญาตต่อให้มารดาขอร้องก็ไม่วันที่นางจะได้ตามที่ต้องการอย่างแน่นอน จะว่าไปพี่ใหญ่ดุกว่าบิดาด้วยซ้ำ
เจียงเจิ้งฮ่าวรับถ้วยยามาจากมือเรียวเล็กดุจหยกใสแล้วก็ส่งผลไม้เชื่อมให้น้องสาว เจียงเจิ้งหย่วนเห็นแล้วก็หัวเราะร่าไม่ไว้หน้าน้องสาว
“ได้ยินว่าเจ้าอยากกินถังหูลู่จึงเดินข้ามถนนไม่ดูตาม้าตาเรือจนเกิดเรื่อง แล้วอย่างไรตอนนี้เจ้าก็ต้องมานั่งดื่มยาขมๆกับผลไม้เชื่อมจนได้”
“พี่สาม!” ชิงหว่านค้อนขวับเข้าให้แล้วเกาะแขนออดอ้อนมารดาผู้แสนอ่อนโยน “ท่านแม่ พี่สามรังแกหว่านวาน!”
“ใครรังแกใครกันแน่” เจียงเจิ้งหย่วนสบายใจขึ้นมากที่เห็นน้องเล็กปลอดภัยดี เขาแค่ตั้งใจหยอกล้อให้นางคลายความกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่ฟังจากบ่าวรับใช้รายงานแล้วก็อดอกสั่นขวัญหายไม่ได้
“เอาล่ะๆ เจ้าสามก็อย่ารบกวนหว่านวาน วันนี้เจอเรื่องสะเทือนใจมาพอแล้ว” มารดาเอ่ยปากปรามลูกชาย แล้วหันมาคุยกับบุตรสาว “เจ้าดื่มยาสงบใจแล้วก็พักผ่อนเถิด ไม่ต้องกลัวนะ แม่จะอยู่เฝ้าเจ้าเอง”
ชิงหว่านได้ยินแล้วก็ตื้นตันใจยิ่งนัก
บิดามารดาเดินออกจากห้องเพื่อให้บุตรสาวได้พักผ่อน พี่ชายทั้งสาวพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจ ชาติก่อนเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกส่งตัวเข้ามาที่หอนางโลม ไม่เคยสัมผัสความรักจากครอบครัวเช่นนี้ ยิ่งทำให้นางปรารถนาจะถนอมสิ่งที่ได้รับมานี้ให้ดีที่สุด
“พี่ใหญ่” หญิงสาวเรียกเสียงแผ่วก้มหน้าลงแสร้งหลบซ่อนความเขินอาย “ใต้เท้าซ่งช่วยชีวิตข้าไว้ เราควรมอบของขวัญตอบแทนเขาดีหรือไม่เจ้าคะ”
เจียงเจิ้งเหวินได้ยินแล้วก็เพิ่งนึกได้ เขายกมือตบหน้าผากตัวเองเบาๆ เป็นการเตือนสติ
“พี่มัวแต่ห่วงเจ้าจนลืมแม้กระทั่งของบคุณใต้เท้าซ่ง”
“ได้ยินว่าผู้บัญชาการสำนักประจำมิใช่ว่าใครจะเข้าถึงโดยง่าย” พี่รองผู้เป็นหมอยาเอ่ยขึ้น “แต่ถึงอย่างไรก็ควรขอบคุณที่เขาช่วยน้องเล็กของเราไว้”
“เหตุใดหว่านวานถึงได้รู้จักใต้เท้าซ่งได้เล่า” เจียงเจิ้งหย่วนนั่งริมเตียงแล้วเชยคางน้องสาวขึ้นจ้องหน้า “เจ้ามิใช่ว่าเป็นสตรีในห้องหอรึ รู้ได้อย่างไรว่าคนผู้นั้นคือใต้เท้าซ่งอวี้หาน”
“พี่สามพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน” ชิงหว่านใช้น้ำเสียงแง่งอนกับพี่สาม นางต้องงัดลูกไม้ตื้นๆ ของคณิกาออกมาใช้ “ในเมืองหลวงล้วนกล่าวขานถึงความองอาจงามสง่าของบุรุษผู้สวมอาภรณ์สีน้ำเงินเหลือบดำไปทั่วเมือง ถ้าเขาไม่ใช่ใต้เท้าซ่งแล้วจะเป็นผู้ใดได้”
“อ่อ...หว่านวานของเราก็รู้เรื่องเหล่านี้ด้วยรึ” เจียงเจิ้งหย่วนยังคงกล่าวด้วยรอยยิ้มทะเล้น “เช่นนั้นเจ้าควรได้ยินว่าชื่อเสียงใต้เท้าซ่งน่ากลัวเพียงใด มิใช่แค่ความหล่อเหลาเท่านั้น”
“คนชั่วต่างหากที่ต้องกลัวเขา” ชิงหว่านพูดขึ้นแล้วก็สะดุดคำพูดเสียเอง ก็คณิกาไป๋ลู่คือหนึ่งในคนชั่วที่เกรงกลัว นางต้องใช้เวลากว่าสองปีถึงจะเข้าถึงบุรุษผู้นั้นและทำให้เขาดื่มยาพิษจากมือนาง นับตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นจนนางฟื้นในร่างเจียงชิงหว่านก็ผ่านมาสองเดือนแล้ว พิษชนิดนั้นน่าจะ...เริ่มแสดงอาการแล้ว
“เจ้าสามก็เลิกหยอกล้อน้องเล็กได้แล้ว” พี่ใหญ่ไกล่เกลี่ย “เจ้าพักผ่อนให้แข็งแรงดี เรื่องอื่นพี่ใหญ่จัดการเอง”
“พี่ใหญ่ ข้าอยากขอบคุณใต้เท้าซ่งด้วยตนเองเจ้าค่ะ”
คำพูดของน้องเล็กทำเอาพี่ชายทั้งสามสบตากันโดยพร้อมเพรียง
“ไม่เหมาะกระมัง เจ้าเป็นหญิงให้พี่ใหญ่ออกหน้าแทนดีกว่า” เจียงเจิ้งฮ่าวเตือนน้องสาว เขาไม่ต้องการให้นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนเหล่านั้น แม้เขาเป็นหมอไม่สนใจเรื่องแย่งชิงอำนาจใด แต่เรื่องการเมืองที่วุ่นวายก็อยู่ในความรับรู้ของเขาเช่นกัน ใต้เท้าซ่งอวี้หานเป็นขุนนางที่ดีพร้อมแต่ความเถรตรงของเขาก็ทำให้ผู้อื่นหมายปองชีวิตไม่น้อย ด้วยเหตุผลเหล่านี้ก็เพียงพอที่เขาไม่ต้องการให้ชิงหว่านเข้าใกล้ชายผู้นั้น
“แต่เขาช่วยชีวิตข้า อย่างไรก็ควรขอบคุณเขาด้วยตนเองสักครั้ง”
“เรื่องนี้ให้พี่คิดดูก่อน เจ้ารักษาตัวให้ดีก็พอ”
“หว่านวานก็บอกพี่ๆ แล้วว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ พี่รองก็จับชีพจรแล้วแค่ตกใจเล็กน้อย”
พูดแล้วนางก็ยกมือขึ้นปิดปากที่เผลออ้าปากหาวหวอดออกมา พี่สามเห็นน้องสาวถูกความง่วงงุนเข้าจู่โจมก็ช่วยประคองร่างเล็กลงนอน ทว่าชิงหว่านกลับได้กลิ่นหอมคุ้นเคยจึงฝืนลืมตาแล้วพูดกับเจียงเจิ้งฮ่าวว่า
บุรุษที่มีใบหน้าสุขุมอยู่เสมอ แม้ในเวลานี้ที่รู้ว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป มีเพียงแววตาและกรุ่นไอสังหารที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ เมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องเล็กก็พบมารดานั่งอยู่ข้างเตียง “ท่านแม่ เกิดเรื่องใดขึ้น” ซ่งอวี้หานเอ่ยถามมารดา เขาเดินจากไปไม่นานก็มีคนมารายงานว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป “หมอหลวงมาตรวจแล้ว บอกว่าร่างกายอ่อนเพลียนเท่านั้น” แม่สามีมองลูกสะใภ้ที่ยังหลับอยู่ นางเองอยู่กับลี่กุ้ยเฟย เจียงชิงหว่านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่นาน นางกำนัลก็วิ่งมารายงานว่าเจียงชิงหว่านหมดสติไป ซ่งอวี้หานค่อยๆ นั่งลงริมเตียง มองใบหน้าที่ซีดเซียวของภรรยาแล้วก็ยกมือมือนางมากุมไว้ “หว่านวาน ตื่นเถิด ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน” เสียงเรียกอ่อนโยนอย่างที่ยากจะได้ยิน แม้แต่คนเป็นมารดาเองก็ตาม หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาตื่น เมื่อเห็นใบหน้าของซ่งอวี้หาน ความวิตกกังวลต่างๆ พลันหายไปหมดสิ้น “ข้าหลับไปหรือ?” “เหตุใดเจ้าขี้เซาถึงเพียงนี้” ซ่งอวี้หานรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเจียงชิงหว่าน แต่เขาไม่อาจแสดงออกได้ จึงทำได้เพียงแค
นางกำนัลเข้ามาช่วยชิงหว่านผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ ชิงหว่านเห็นรอยเลอะเพียงเล็กน้อยบนชุดเดิมที่สวมอยู่ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ สถานการณ์ไม่สู้ดีรอยเลอะแค่นี้แทบจะมองไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชุดใหม่ แต่กระนั้นทุกอย่างเป็นธรรมเนียมของชนชั้นสูง นางจะปฏิเสธก็ไม่ได้ หญิงสาวออกมาจากหลังฉากกั้นก็ไม่พบผู้ใด ดวงตางามกวาดมองรอบตัวอย่างงุนงง “เมื่อครู่ยังอยู่เลยนี่...นางกำนัลไปไหนแล้วนะ” ชิงหว่านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางกำลังคิดว่าจะรอให้มีคนมารับนาง หรือเดินออกไปด้วยตนเอง เส้นทางตำหนักลี่กุ้ยเฟยนั้นนางพอรู้ นั้นเพราะชาติก่อนติดตามเฟิงเยี่ยนหลงเข้าวัง มีเส้นทางลับเชื่อมระหว่างตำหนักบูรพาไปยังสถานที่ต่างๆ การเปิดเผยความลับนี้ทำให้นางหลงเชื่อไปว่าตนเป็นคนสำคัญ แท้จริงเป็นเพียงอุบายที่ทำให้นางตายใจ และนำความตายมาสู่ตนเอง หากนางเดินออกไปก็เกรงว่าผู้อื่นจะรู้ว่านางรู้เส้นทาง เช่นนั้นแกล้งโง่รอให้คนมารับก็แล้วกัน หากนางไม่ออกไปประเดี๋ยวแม่สามีก็ต้องส่งคนมาตาม ชิงหว่านคิดได้ดั่งนั้นจึงนั่งลงที่เก้าอี้ แม้มีน้ำชาวางอยู่แต่นางไม่กล้าแตะต้อง ควันสีขาวแทรกเข้ามาในห้องพ
เจียวจูยกน้ำชาขึ้นจิบ แม้หูฟังบทสนทนาของฮ่องเต้แต่อดปรายตามองไปยังสะใภ้ไม่ได้ นางรู้ว่าเจียงชิงหว่านเก่งกาจด้านการค้า ทั้งเรื่องเครื่องประทินโฉมและร้านผ้าไหม แต่เรื่องอื่นนั้นนางไม่มั่นใจนัก แต่ก็เชื่อว่า เจียงชิงหว่าจะทำเรื่องที่ไม่เกินตัว แต่ดูบุตรชายของนางสิ เห็นสีหน้าเรียบนิ่งเช่นนั้นคงเหงื่อเย็นไหลซึมแผ่นหลังแล้ว มือเรียวงามจับพู่กันตวัดอักษร สีหน้านางสงบนิ่งไร้ความกังวล เพียงไม่นานก็เสร็จสิ้น ชิงหว่านกวาดสายตามองอีกครั้งและรับรู้ได้ว่ามีคนยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ด้วยลักษณะความสูงนั้นนางคิดว่าเป็นซ่งอวี้หาน ทว่าเมื่อเอี้ยวใบหน้าไปมองก็พบว่าเป็น …. “เมล็ดงอกจากพื้นดินเติบโตจากกาลเวลาโรยร่วงสู่พื้นดินช่างมีความหมายยอดเยี่ยมนัก ข้าไม่คิดว่าภรรยาผู้บัญชาการซ่งจะสามารถเขียนกวีสามบรรทัดได้ให้ความหมายลึกซึ้งเช่นนี้”รัชทายาทเฟิงเยี่ยนหลงยืนอยู่ด้านหลังเข้าโน้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าเปื้อนยิ้มบางๆ แลดูสุภาพและอ่อนโยน ทว่าดวงตาคมกริบยิ่งกว่าใบมีดพลาดแล้ว! ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในวังหลวง นางไม่เห็นรัชทายาทเฟิงเยี่ยนหลงทำให้คิดว่าเขาคงไม่อยู่ที่นี่ การประชันเขียนบทกวี
เสียงขันทีรายงานทำให้ทุกคนลุกขึ้นแล้วรอต้อนรับ ชิงหว่านประคองแม่สามี นางหลุบตาลงจึงไม่เห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้ สิ่งที่นางเห็นก็เพียงฉลองพระองค์สีทองอร่ามตา“ตามสบาย” สุรเสียงฮ่องเต้ดังอยู่เหนือศีรษะของชิงหว่าน เมื่อได้รับอนุญาตจึงเงยหน้าขึ้น แต่สิ่งที่นางสนใจคือด้านหลังของฮ่องเต้คือบุรุษผู้สวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเหลือบดำ สีหน้าเขายังคงเรียบเฉย มีเพียงรอยยิ้มในแววตาที่ทำให้นางคาดเดาได้ไม่ยากว่าเป็นฝีมือใคร“ฝ่าบาท” เจียวจูทักทายด้วยรอยยิ้ม“กลับวังทั้งทีเหตุใดไม่บอกเรา”ฮ่องเต้ยื่นมือไปประคองไหล่เจียวจู เมื่อกาลก่อนยามที่เขายังเป็นเพียงองค์ชายมักถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งรังแก องค์หญิงเจียวจูมักคอยช่วยเหลืออย่างลับๆ แม้กระทั่งซ่งฉินหยีก็เช่นกัน เพียงแค่ทั้งครอบครัวมักไม่ชอบฉกฉวยความดีความชอบ และขอแค่เพียงได้ใช้ชีวิตสงบสุขนอกวังหลวง“หม่อมฉันกลับเมืองหลวงเพราะบุตรชายแต่งงาน เดิมทีก็คิดจะกลับบ้านชนบท แต่หว่านเอ๋อร์เพิ่งแต่งเข้าจวน เรื่องหลังบ้านหม่อมฉันต้องอบรมสั่งสอนจึงยังไม่ได้กลับไปเพคะ”“บ้านชนบทมีสิ่งใดดีรึถึงรั้งเจ้าไว้ได้” ฮ่องเต้ตรัสไม่จริงจังนักแล้วย้ายสายพระเนตรมองหญิงสาวที่ยืนข้าง
ซ่งอวี้หานมาส่งมารดาและภรรยาที่ตำหนักของลี่กุ้ยเฟย แม้ใบหน้าเขาเรียบนิ่งแต่ในใจเป็นกังวลไม่น้อย ทำให้เจียวจูยกพัดขึ้นป้องปากหัวเราะเบาๆ “มีแม่อยู่ใครจะกล้าทำอะไรหว่านเอ๋อร์” เจียวจูสวมชุดผ้าไหมสีเขียวเรียบง่ายแต่ตัดเย็บประณีต ปีนี้นางอายุสี่สิบแต่ยังคงความงามอยู่ไม่น้อย แม้จะออกจากวังหลวงไปนานแล้ว แต่ยังพอมีคนจดจำได้บ้างว่านางคือองค์หญิงเจียวจูที่เกิดจากพระสนมชั้นเฟยและนางเคยเป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งของอดีตฮ่องเต้ หลังจาก อดีตฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ รัชทายาทกลายเป็นฮ่องเต้ นางแต่งงานกับซ่งฉินหยีออกจากวังหลวง และแทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใดอีก จนเมื่อซ่งฉินหยีลาออกจากราชการไปพักฟื้นที่บ้านชนบท เรื่องของนางก็แทบไม่มีใครพูดถึงอีกเลย “ท่านแม่ ลูกต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ หากมีสิ่งใดให้คนตามลูกได้ทันที” “อย่าได้กังวลไป เจ้าทำหน้าที่ของเจ้า แม่จะดูแลหว่านเอ๋อร์เอง” ชิงหว่านไม่คิดว่าแค่การเข้าวังหลวงจะเป็นเรื่องที่ต้องกังวลถึงเพียงนี้ หรือเพราะฐานะของนางที่ตอนนี้เป็นซ่งฮูหยินแล้ว หญิงสาวหลุบตามองบนร่างที่สวมอาภรณ์งดงามสีชมพูกลีบบัวปักลายด
หวนคืนพลิกลิขิตชะตารักตอนที่ 98 ฝนหยุดตกเสียที แม้ว่าฝนจะหยุดหรือไม่หยุดชิงหว่านก็ยังทำงานไปตามปกติ นางให้คนที่ร้านนำบัญชีมาส่งที่จวนให้นางอ่านและตรวจสอบตามปกติ สองวันก่อนพูดกับพี่สามเรื่องสำนักศึกษาหญิง พี่สามกระตื้อรื้อร้นส่งข่าวมาให้นางว่ามีสถานที่น่าสนใจและยังมีคนที่เต็มใจสอนอีกด้วย เฝ่ยชุ่นและเฝ่ยชิงเห็นเจียงชิงหว่านอารมณ์ดีก็พลอยแย้มยิ้มไปด้วย ครู่หนึ่งพ่อบ้านนำเทียบเชิญมามอบให้ ชิงหว่านมาเมื่อเปิดอ่านแล้วรอยยิ้มจึงเลือนไป “มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ” เฝ่ยชิงอดถามไม่ได้ “ลี่กุ้ยเฟยส่งเทียบเชิญเข้าวังหลวง” “เข้าวังหลวง” เฝ่ยชุ่นอ้าปากกว้าง “ข้าเข้าวังไม่ได้รึ” ชิงหว่านถามยิ้มๆ แล้วลุกขึ้นยืน “ท่านแม่อยู่ที่ห้องหรือไม่”" “เวลานี้น่าจะอยู่ที่ห้องหนังสือเจ้าค่ะ ได้ยินบ่าวคุยกันว่าฮูหยินเกรงว่าฝนตกติดกันหลายวัน ตำราที่เก็บไว้จะชื้น ให้คนไปจุดกำยานเจ้าค่ะ”“เหตุใดท่านแม่ไปทำเองเล่า เรื่องนี้ให้ข้าทำให้ก็ได้” หญิงสาวเดินตรงไปยังห้องหนังสือก็ซ่งฉินหยีและเจียวจูอยู่ที่ห้องหนังสือก่อนแล้ว“ท







