Masukเจียงเจิ้งหย่วนรีบร้อนเข้ามาในห้องของน้องสาวจนแทบจะสะดุดขาตัวเองหกล้ม ยังดีที่ใช้มือยันโต๊ะกลมไว้ได้ทันก่อนหน้าจะคว่ำคะมำลงไป หญิงสาวที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงส่งเสียงหัวเราะคิกคักแล้วเอ่ยหยอกล้อที่พี่ชายของตน
“หว่านวานไม่ได้เป็นอันใด พี่สามไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก”
“ได้ยินว่าเจ้าเจอเรื่องร้าย พี่รีบกลับมาแล้วจริงๆ” ใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเจียงเจิ้งหย่วนยืนยันได้อย่างดี คนที่บ้านไปส่งข่าวให้เขารู้ทำให้เขารีบร้อนกลับมา ในห้องของน้องเล็กนั้นมีทั้งบิดามารดา พี่ใหญ่และพี่รองที่กำลังป้อนยาให้น้องเล็กอยู่ ย้ำชัดว่าเขาเป็นคนสุดท้ายที่มาถึง
“ดื่มยาก่อน” เจียงเจิ้งฮ่าวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ชิงหว่านทำหน้าแหยทันทีที่ได้กลิ่นยา
“พี่รอง...ข้าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ไม่ดื่มยาได้หรือไม่ ครั้งก่อนต้องทนทรมานดื่มยาทุกวันถึงเจ็ดวันจนตัวเองแทบจะกลายเป็นถังยาแล้ว ท่านแม่...ท่านช่วยพูดกับพี่รองให้เขาเลิกป้อนยาลูกเสียที”
มารดาเห็นท่าทีแสนงอนของลูกแล้วก็ส่ายหน้าไปมา “ไม่ได้ เจ้าต้องเชื่อฟังพี่รองของเจ้า”
“ถ้าเจ้าไม่ดื่มยา ครั้งหน้าพี่ใหญ่ไม่พาเจ้าไปไหนแล้ว”
ชิงหว่านมองแววตาจริงจังของเจียงเจิ้งเหวินแล้วก็จำใจรับถ้วยยามาดื่มด้วยตนเอง พี่ใหญ่เป็นเสมือนบิดาคนที่สอง หากเขาเอ่ยปากไม่อนุญาตต่อให้มารดาขอร้องก็ไม่วันที่นางจะได้ตามที่ต้องการอย่างแน่นอน จะว่าไปพี่ใหญ่ดุกว่าบิดาด้วยซ้ำ
เจียงเจิ้งฮ่าวรับถ้วยยามาจากมือเรียวเล็กดุจหยกใสแล้วก็ส่งผลไม้เชื่อมให้น้องสาว เจียงเจิ้งหย่วนเห็นแล้วก็หัวเราะร่าไม่ไว้หน้าน้องสาว
“ได้ยินว่าเจ้าอยากกินถังหูลู่จึงเดินข้ามถนนไม่ดูตาม้าตาเรือจนเกิดเรื่อง แล้วอย่างไรตอนนี้เจ้าก็ต้องมานั่งดื่มยาขมๆกับผลไม้เชื่อมจนได้”
“พี่สาม!” ชิงหว่านค้อนขวับเข้าให้แล้วเกาะแขนออดอ้อนมารดาผู้แสนอ่อนโยน “ท่านแม่ พี่สามรังแกหว่านวาน!”
“ใครรังแกใครกันแน่” เจียงเจิ้งหย่วนสบายใจขึ้นมากที่เห็นน้องเล็กปลอดภัยดี เขาแค่ตั้งใจหยอกล้อให้นางคลายความกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่ฟังจากบ่าวรับใช้รายงานแล้วก็อดอกสั่นขวัญหายไม่ได้
“เอาล่ะๆ เจ้าสามก็อย่ารบกวนหว่านวาน วันนี้เจอเรื่องสะเทือนใจมาพอแล้ว” มารดาเอ่ยปากปรามลูกชาย แล้วหันมาคุยกับบุตรสาว “เจ้าดื่มยาสงบใจแล้วก็พักผ่อนเถิด ไม่ต้องกลัวนะ แม่จะอยู่เฝ้าเจ้าเอง”
ชิงหว่านได้ยินแล้วก็ตื้นตันใจยิ่งนัก
บิดามารดาเดินออกจากห้องเพื่อให้บุตรสาวได้พักผ่อน พี่ชายทั้งสาวพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจ ชาติก่อนเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกส่งตัวเข้ามาที่หอนางโลม ไม่เคยสัมผัสความรักจากครอบครัวเช่นนี้ ยิ่งทำให้นางปรารถนาจะถนอมสิ่งที่ได้รับมานี้ให้ดีที่สุด
“พี่ใหญ่” หญิงสาวเรียกเสียงแผ่วก้มหน้าลงแสร้งหลบซ่อนความเขินอาย “ใต้เท้าซ่งช่วยชีวิตข้าไว้ เราควรมอบของขวัญตอบแทนเขาดีหรือไม่เจ้าคะ”
เจียงเจิ้งเหวินได้ยินแล้วก็เพิ่งนึกได้ เขายกมือตบหน้าผากตัวเองเบาๆ เป็นการเตือนสติ
“พี่มัวแต่ห่วงเจ้าจนลืมแม้กระทั่งของบคุณใต้เท้าซ่ง”
“ได้ยินว่าผู้บัญชาการสำนักประจำมิใช่ว่าใครจะเข้าถึงโดยง่าย” พี่รองผู้เป็นหมอยาเอ่ยขึ้น “แต่ถึงอย่างไรก็ควรขอบคุณที่เขาช่วยน้องเล็กของเราไว้”
“เหตุใดหว่านวานถึงได้รู้จักใต้เท้าซ่งได้เล่า” เจียงเจิ้งหย่วนนั่งริมเตียงแล้วเชยคางน้องสาวขึ้นจ้องหน้า “เจ้ามิใช่ว่าเป็นสตรีในห้องหอรึ รู้ได้อย่างไรว่าคนผู้นั้นคือใต้เท้าซ่งอวี้หาน”
“พี่สามพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน” ชิงหว่านใช้น้ำเสียงแง่งอนกับพี่สาม นางต้องงัดลูกไม้ตื้นๆ ของคณิกาออกมาใช้ “ในเมืองหลวงล้วนกล่าวขานถึงความองอาจงามสง่าของบุรุษผู้สวมอาภรณ์สีน้ำเงินเหลือบดำไปทั่วเมือง ถ้าเขาไม่ใช่ใต้เท้าซ่งแล้วจะเป็นผู้ใดได้”
“อ่อ...หว่านวานของเราก็รู้เรื่องเหล่านี้ด้วยรึ” เจียงเจิ้งหย่วนยังคงกล่าวด้วยรอยยิ้มทะเล้น “เช่นนั้นเจ้าควรได้ยินว่าชื่อเสียงใต้เท้าซ่งน่ากลัวเพียงใด มิใช่แค่ความหล่อเหลาเท่านั้น”
“คนชั่วต่างหากที่ต้องกลัวเขา” ชิงหว่านพูดขึ้นแล้วก็สะดุดคำพูดเสียเอง ก็คณิกาไป๋ลู่คือหนึ่งในคนชั่วที่เกรงกลัว นางต้องใช้เวลากว่าสองปีถึงจะเข้าถึงบุรุษผู้นั้นและทำให้เขาดื่มยาพิษจากมือนาง นับตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นจนนางฟื้นในร่างเจียงชิงหว่านก็ผ่านมาสองเดือนแล้ว พิษชนิดนั้นน่าจะ...เริ่มแสดงอาการแล้ว
“เจ้าสามก็เลิกหยอกล้อน้องเล็กได้แล้ว” พี่ใหญ่ไกล่เกลี่ย “เจ้าพักผ่อนให้แข็งแรงดี เรื่องอื่นพี่ใหญ่จัดการเอง”
“พี่ใหญ่ ข้าอยากขอบคุณใต้เท้าซ่งด้วยตนเองเจ้าค่ะ”
คำพูดของน้องเล็กทำเอาพี่ชายทั้งสามสบตากันโดยพร้อมเพรียง
“ไม่เหมาะกระมัง เจ้าเป็นหญิงให้พี่ใหญ่ออกหน้าแทนดีกว่า” เจียงเจิ้งฮ่าวเตือนน้องสาว เขาไม่ต้องการให้นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนเหล่านั้น แม้เขาเป็นหมอไม่สนใจเรื่องแย่งชิงอำนาจใด แต่เรื่องการเมืองที่วุ่นวายก็อยู่ในความรับรู้ของเขาเช่นกัน ใต้เท้าซ่งอวี้หานเป็นขุนนางที่ดีพร้อมแต่ความเถรตรงของเขาก็ทำให้ผู้อื่นหมายปองชีวิตไม่น้อย ด้วยเหตุผลเหล่านี้ก็เพียงพอที่เขาไม่ต้องการให้ชิงหว่านเข้าใกล้ชายผู้นั้น
“แต่เขาช่วยชีวิตข้า อย่างไรก็ควรขอบคุณเขาด้วยตนเองสักครั้ง”
“เรื่องนี้ให้พี่คิดดูก่อน เจ้ารักษาตัวให้ดีก็พอ”
“หว่านวานก็บอกพี่ๆ แล้วว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ พี่รองก็จับชีพจรแล้วแค่ตกใจเล็กน้อย”
พูดแล้วนางก็ยกมือขึ้นปิดปากที่เผลออ้าปากหาวหวอดออกมา พี่สามเห็นน้องสาวถูกความง่วงงุนเข้าจู่โจมก็ช่วยประคองร่างเล็กลงนอน ทว่าชิงหว่านกลับได้กลิ่นหอมคุ้นเคยจึงฝืนลืมตาแล้วพูดกับเจียงเจิ้งฮ่าวว่า
เยี่ยหรงอ่านจดหมายที่ถูกส่งมาให้ คนที่บ้านรู้แล้วว่าออกรบครั้งนี้เขาได้รับบาดเจ็บหนัก ต้องการให้เขากลับไปพักฟื้นที่บ้าน ปีหนึ่งเขากลับบ้านกี่ครั้งเชียว เอาจริงๆ แล้ว เขารู้สึกว่าค่ายทหารต่างหากที่เขาเรียกว่าบ้านได้เต็มปากเต็มคำ ชายหนุ่มออกจากโรงพยาบาลกลับมานอนพักฟื้นที่ค่ายทหารแล้ว แม้คนอื่นจะคัดค้านอยากให้เขอยู่โรงพยาบาลให้นานกว่านี้ เขารู้ตัวดีว่าพักไม่กี่วันก็ดีขึ้นไม่รู้จะไปแย่งที่นอนคนเจ็บป่วยคนอื่นเพื่ออะไรกัน อีกอย่างเขาก็...ขัดเขินทุกครั้งที่พยาบาลสาวคนนั้นมาทำแผลให้เขา ร่างกายเขาดันมีปฏิกิริยาตอบสนองกับเธอเสียด้วย ปกติเรื่องพวกนี้เขาควบคุมตัวเองได้ดีเยี่ยม แต่ไม่รู้ทำไม...ถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งอับอาย เขาพับจดหมายใส่ซองตามเดิมแล้วเดินไปที่หน้าต่าง ใช้ชีวิตทหารมาหลายปี ไต่เต้าด้วยตัวเอง เขาต้องการถูกยอมรับจากความสามารถของตัวเอง ตอนนี้เป็นร้อยเอกเยี่ยหรงแห่งค่ายทหารหน่วยที่ 308 อีกไม่นานเขาก็ได้เลื่อนยศแล้ว ขณะที่ใจลอยคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น สายตาก็เห็นหญิงสาวปั่นจักรยานเก่าๆ เข้ามาในเขตทหาร เขาเพ่งมองอย่างหงุดหงิดเพราะพื้นที่
แรงตีที่ข้อมือไม่ได้ทำให้เขาเจ็บแต่เรียกให้เขาได้สติ ชายหนุ่มรีบปล่อยมือทันทีทำให้หญิงสาวในชุดพยาบาลถอยห่างออกไปสองก้าว “สมกับเป็นผู้บัญชาการเยี่ยจริงๆ” อวี่เหยายกมือลูบลำคอของตน แต่ก็ต้องตกใจทีเห็นเขายันกายขึ้นนั่งและทำท่าจะดึงสายน้ำเกลือออก “อย่าค่ะ! ถ้าคุณดื้อฉันจะมัดคุณไว้กับเตียงนะ!” มีชีวิตอยู่มาตั้งอายุขนาดนี้เพิ่งเคยได้ยินคนขู่เขาแบบนี้เป็นครั้งแรก เยี่ยหรงจ้องมองหญิงสาว เธอสวมชุดพยาบาลและที่นี่คงเป็นโรงพยาบาลแน่นอน พลันนึกได้ว่าเมื่อครู่เขาพลั้งมือทำร้ายเธอไป “....” เยี่ยหรงขยับปากแต่ไม่มีเสียง พยาบาลสาวเห็นสีหน้าของคนเจ็บก็เข้าใจทันที เธอขยับเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวนะคะ ตอนผ่าตัดใส่เครื่องช่วยหายใจ คุณเลยเจ็บคออยู่ ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้นค่ะ คุณนั่งนิ่งๆ อย่าดึงสายอะไรออกอีกนะ ฉันจะไปตามคุณหมอแล้วเอาน้ำมาให้คุณดื่ม” ร่างเพรียวบางหมุนตัวจากไปทันที เยี่ยหรงได้แต่ทำตามอย่างว่าง่าย อยากจะหัวเราะที่เขาตัวโตขนาดนี้แต่ถูกผู้หญิงตัวเล็กๆ ดุเอาเสียได้ ไม่กี่นาทีต่อมาคุณหมอก็สาวเ
ร้อน! เปลวไฟกำลังโหมกระหน่ำอย่างหนัก ร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านท่ามกลางเปลวเพลิง เสียงวูบวาบทั่วทุกทิศทาง ผู้คนวิ่งชนหนีตายอลหม่านแต่เขายังยืนนิ่งงัน ทว่าในสมองคล้ายได้ยินเสียงแว่วอยู่ข้างหู คล้ายใครบางคนอ่านบทกวีแสนเศร้าให้ฟัง “ผู้บัญชาการ!!!” เสียงตะโกนเรียกทำให้เขาได้สติ สหายร่วมรบถูกสะเก็ดระเบิด เขาไม่รอช้าแบกคนเจ็บขึ้นหลังทันที “ปล่อยผม! ทิ้งผมไว้ที่นี่” “ฉันสัญญากับแม่นายแล้วว่าจะพานายกลับบ้าน ก็ต้องทำตามสัญญา” เขากัดฟันทั้งที่ตัวเองก็บาดเจ็บไม่น้อย ในสนามรบที่เต็มไปด้วยทหารทั้งสองฝ่าย เสียงปืนดังรัวไม่ขาดสาย และระเบิดเป็นระยะๆ เขาแบกร่างของเพื่อนร่วมกองรบวิ่งกลับมาที่บังเกอร์ได้สำเร็จ “ผู้บัญชาการเยี่ย ท่านจะไปไหนอีกครับ” ลูกน้องถามเมื่อเห็นว่านายกองคว้าปืนยาวของสหายร่วมรบมาถือไว้ “จัดการพวกมันนะสิ” “ผู้บัญชาการ คนของเราเหลือแค่ไม่กี่คนแล้ว รอกองหนุนไม่ดีกว่าหรือครับ” “พวกนายอยู่นี่ ฉันไปจัดการเอง” “ผู้บัญชาการ!!” ความบ้าระห่ำของผู้ชายคนนี้ท
ห้าปีต่อมา คฤหาสน์ตระกูลเยี่ยมีเสียงหัวเราะของเด็กน้อย เด็กชายวัยสามขวบวิ่งถลามาหาหญิงสาวที่นั่งพิมพ์เอกสารอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊ค เสียงร้องตกใจของคนรับใช้ทำให้หลินอวี่เหยาเงยหน้าขึ้นจากงานตรงหน้า ทว่าลูกชายยังมาไม่ถึงก็ถูกมือใหญ่ของคนเป็นพ่อคว้าคอเสื้อไว้ได้ทัน “ฮ่าวหมิง อย่ากระโจนใส่แม่แบบนั้นสิ” เยี่ยหรงเพิ่งกลับจากบริษัทพอดี เขาอุ้มลูกชายนั่งบนท่อนแขนแล้วอบรม “แม่อุ้มท้องน้องสาวอยู่ ถ้าลูกไปกระแทกท้องของแม่ก็กระทบกระเทือนถึงน้องสาวด้วย ลูกเข้าใจไหม” “ฮ่าวหมิงแค่อยากเล่นกับน้องสาว” เสียงเจื้อแจ้วเอ่ยตอบพร้อมดวงตากลมโตจ้องมารดา “เดือนหน้าก็ได้เจอหน้าน้องสาวแล้ว” คนเป็นพ่ออุ้มลูกชายแล้วเดินมานั่งข้างคนรักแล้วโน้มตัวลงมาอบรมคนเป็นแม่อีกคน “เดือนหน้าคุณก็จะคลอดแล้ว ยังทำงานอยู่อีก” “ฉันท้องไม่ได้ป่วยเสียหน่อย” หลินอวี่เหยาหัวเราะเสียงใส แต่ปลายนิ้วยังพร่างพรมบนคีย์บอร์ด จนกระทั่งเธอกดปุ่มเอ็นเทอร์และเซฟไฟล์งาน“เย่! เสร็จเรียบร้อยเสียที” “เย่ๆ” ฮ่าวหมิงร้องดีใจแม้ไม่เข้าใจว่าแม่ดีใจเรื่องอะไร
“อืม...” หญิงสาวรับคำแล้วยกมือขึ้นแตะแก้มของเขา “ทำไมคุณโง่แบบนี้ ไม่ต้องช่วยฉันก็ได้ คุณเจ็บเพราะถูกกระบี่เทพสวรรค์แทงทะลุหัวใจ แล้วยังถูกเง็กเซียนฮ่องเต้ลงโทษอีก” ดวงตาของชายหนุ่มมีหยาดน้ำเอ่อคลอ “วันที่ฉันตกเขาไปครั้งนั้น ดวงวิญญาณในร่างนี้ทะลุมิติไปในชาติที่คุณคือแม่ทัพเยี่ยหรง” หญิงสาวยิ้มเศร้าเคล้าน้ำตา “ฉันตายในชาตินั้นก็กลับมาที่นี่ ได้พบคุณอีกแล้ว” “ผมขอโทษ” เขากอดร่างบอบบางทั้งที่ตัวเองก็สั่นสะท้าน “ผมรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้คุณเจ็บปวด ผมเห็นแก่ตัว แต่ชีวิตผมขาดคุณไม่ได้” มือเล็กดันแผ่นอกเขาเบาๆ รับรู้ว่าเขาก็กลัวไม่ต่างกัน เธอดันเขาออกแล้วพูดเสียงสั่นเครือ “ใช่ คุณคือสิ่งที่ฉันหวาดกลัวที่สุด แต่คุณก็คือความสุขที่สุดในชีวิตฉัน ไม่ว่าจะมีเวลาอยู่ด้วยกันกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมง มันก็คือความสุขที่ฉันยินดีรับไว้แม้จบอย่างเจ็บปวดก็ตามที” เธอวางมือตรงหัวใจของเขาแล้วยิ้มทั้งน้ำตา “เยี่ยหรง...คุณจะแต่งงานกับฉันไหมคะ” “เหยาเหยา...” “หลังจากนี้เ
จู่ๆ สายลมก็พัดแรง แรงจนสะพานแกว่งเหมือนมีมียักษ์มาแกว่ง หลินอวี่เหยาตัวเอียงไปมาจนร่างเซไปด้านหนึ่งของสะพาน เยี่ยหรงอยู่ด้านหลังแค่สองก้าวแต่เหมือนห่างไปสิบเมตร กระแสลมพัดแรงไม่ปกติ แม้รู้ดีว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นแต่สำหรับเขาไม่ปกติแน่นอน ทุกคนที่ก้าวข้ามไปแล้วถูกกระแสลมพัดแรงจนพวกเขาต้องหาที่ยึดเกาะ เพราะสะพานที่แกว่งไปมา ร่างเล็กเสียหลักหงายหลังตกสะพานแขวน!“เหยาเหยาระวัง!”“กรี๊ด!”เขายื่นมือไปสุดแขนแต่คว้ามือเธอไม่ทัน ร่างของหญิงสาวร่วงลงสู่แม่น้ำด้านล่าง เยี่ยหรงไม่รอช้าเขากระโดดตามไปทันที ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน ครู่หนึ่งลมสงบแล้วหานเหยียนจึงวิ่งมากลางสะพานแล้วก้มมองลงไป เห็นเพียงเงาร่างเล็กๆ อยู่ในแม่น้ำ“บ้าเอ๊ย!” หานเหยียนสบถแล้วใช้โทรศัพท์ผ่านดาวเทียมสั่งการทันที “ใช้เฮลิคอปเตอร์ออกสำรวจปลายน้ำ เร็ว!”หานเหยียนสั่งการเฉียบขาด เขาให้คนอื่นๆ ดูแลทีมนักสำรวจที่เหลือ ส่วนตัวรีบหาทางไปที่ปลายแม่น้ำทันทีทำไมต้องมีเรื่องเช่นนี้กับเกิดท่านแม่ทัพของเขาด้วยนะ จะมีสักชาติไหมที่ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันอย่างปกติสุขร่างเล็กร่วงลงในแม่น้ำอย่างรวดเร็ว เร็วจนหลินอวี่เหยาไม่
“ความรู้สึกของคุณหนูหลิ่วอิง ข้าเข้าใจดี แต่ชื่อเสียงข้าไม่ดีนักทำให้เกรงว่าทำให้เจ้าต้องมามัวหมองเพราะข้า” “ชื่อเสียงไม่ดีอันใดกัน ทั่วเมืองหลวงล้วนพูดถึงความรักแสนหวานของเจ้ากับพญายมซ่ง” “ความรักแสนหวาน?” ชิงหว่านทำตาปริบๆ นางถูกคนชุดดำไล่ลาจนตกหน้าผาเกือบเอาชีว
“ใช่ไหม? เจ้าก็คิดเหมือนข้า” ชิงหว่านดีดนิ้ว “เอาอย่างนี้ เจ้าอยู่ที่นี่คอยส่งข่าวความคืบหน้าให้ข้า ข้าจะได้วางใจว่าเลือกพี่สะใภ้ไม่ผิด” ชุนจี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของคุณหนู นางก็เข้าใจว่าคุณหนูกำลังมอบหมายภารกิจสำคัญให้ สาวใช้จึงพยักหน้ารับแล้วตบหน้าอกตน
“เรื่องสินเดิมก็จะไม่ให้เจ้าต้องน้อยหน้าผู้ใด” ชาติก่อนไม่เคยมีครอบครัว ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น ชาตินี้ชิงหว่านได้แต่จดจำไว้เพื่อตอบแทนบุญคุณ นางไม่อาจคาดหวังว่าการแต่งงานครั้งนี้จะได้รับความรักจากสามีโดยเฉพาะสามีผู้นั้นคือซ่งอวี้หาน เขาลงทุนลงแรงจัดงาน
“ดีที่เจ้ารู้ความไม่ดื้อดึงอีก” เจียงเจิ้งเหรินค่อยสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย “ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนี่” นางแสร้งทำเสียงแง่งอน “พี่ใหญ่...เพื่อช่วยข้าแล้วใต้เท้าซ่งถึงกับกระโดดหน้าผาลงมาพร้อมข้า เรื่องนี้คิดแล้วข้าก็ติดค้างบุญคุณเขาอีกแล้ว พี่ใหญ่...ท่านช่วย...” “ครั้ง







