LOGIN“พี่สาม...ท่านไปหอนางโลมมาหรือเจ้าคะ”
“แค่กๆๆ เจ้า...เจ้า เจ้าเป็นเด็กเป็นเล็กพูดอะไรออกมา” เจียงเจิ้งหย่วนหน้าแดงก่ำแต่แสร้งขึงตาดุใส่น้องสาว
กลิ่นแป้งหอมชนิดนี้ นางย่อมคุ้นเคยดี ใช้ชีวิตในหอนางโลมมากว่าสิบปีย่อมจำได้ แต่เขาเป็นบุรุษไปหอนางโลมก็ไม่แปลกอันใด หญิงสาวจ้องมองเจิ้งหย่วนพลันรู้สึกคุ้นหน้าเขาอยู่ไม่น้อย คล้ายเคยพบเจอมาก่อน ทว่ายาสงบใจของเจียงเจิ้งฮ่าวได้ผลเร็วเกิดคาด นางเริ่มง่วงจนฝืนตาไม่ไหวในที่สุดก็เข้าสู่ห้วงนิทรารมย์ท่ามกลางความห่วงใยของพี่ชายทั้งสาม
เมื่อเห็นว่าชิงหว่านหลับไปแล้วจริงๆ บุรุษสามคนจึงเดินออกมาสนทนากันด้านนอก
เจียงเจิ้งเหวินยกมือขึ้นใช้ข้อนิ้วเคาะศีรษะน้องสามไปไม่แรงนัก แต่ก็ทำให้เจียงเจิ้งหย่วนยกมือขึ้นลูบศีรษะป้อยๆ แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวด
“อายุเจ้าก็ไม่น้อยแล้วเอาแต่หมกมุ่นเรื่องไม่เป็นเรื่อง ใช้ได้ที่ไหน” เจียงเจิ้งเหวินนอกจากเป็นพี่ใหญ่แล้วยังเป็นบิดาคนที่สอง น้องๆ ไม่กล้าพูดบางเรื่องกับบิดามารดาก็ล้วนมาสารภาพกับเขา “นี่อย่าบอกนะว่า เจ้ายังตามหานางโลมที่ชื่อไป๋ลู่นั้นอยู่อีก”
“นางไม่ใช่หญิงนางโลมทั่วไป นางเป็นคณิกาที่ขายศิลปะ” เจียงเจิ้งหย่วนแก้ตัวแทนสตรีที่เขาเทิดทูน ถูกต้อง ใช้คำว่าเทิดทูนได้ไม่ผิด เพราะเขาชื่นชมฝีมือด้านการเล่นพิณเจ็ดสายและยังบรรเลงผีผาได้ยอดเยี่ยม ได้ยินว่านางมีฝีมือเดินหมากที่ไม่ธรรมดา เขายังอยากลองประลองหมากกระดานกับนางสักกระดานด้วยซ้ำไป ทว่ากลับเกิดเรื่องกับนางเสียก่อน
เจียงเจิ้งฮ่าวส่ายหน้าระอาใจ น้องสามชื่นชมศาสตร์ศิลป์ทุกแขนง เขารู้ว่าเจิ้งหย่วนไม่ออกนอกลู่นอกทาง แต่อยู่หอนางโลมทั้งกลางวันแสกๆ ทำเช่นนี้ก็ถูกผู้อื่นมองว่าเป็นคุณชายเสเพลเอาได้
“จู่ๆ นางหายตัวไป ไม่มีผู้ใดตามหา ข้าคิดว่านางอาจได้รับอันตรายเป็นแน่ นางไม่มีญาติพี่น้องที่ใด ไม่มีใครเป็นห่วงนางเลย”
“เจ้าก็พูดเองว่านางเป็นคณิกา ปีนี้นางอายุเท่าใดแล้วนะ...ยี่สิบสี่หรือยี่สิบห้า สตรีอายุขนาดนี้ล้วนออกเรือนไปหมดแล้ว บางทีคงมีคนไถ่ตัวนางไปแล้วก็ได้”
เจียงเจิ้งเหวินถอนหายใจหนักหน่วง แรกๆ ที่เขารู้ว่าน้องสามติดพันหญิงนางโลมก็กรุ่นโกรธไม่น้อย แต่เมื่อรู้ว่าเจิ้งหย่วนเพียงสนใจศิลปะและเหมือนได้คุยกับสหายที่ถูกคอจึงไม่ได้ห้ามปราม แต่เมื่อสองเดือนก่อนคณิกาไป๋ลู่ผู้นั้นหายตัวไป ทำให้น้องชายของเขาแอบติดตามสืบหา เรื่องนี้เห็นที่จะเป็นการกระทำที่เกินเลยไปจริงๆ
“เรื่องข้านั้นช่างเถิด” เจียงเจิ้งหย่วนรีบเปลี่ยนเรื่อง “เรื่องน้องเล็กจะทำอย่างไร มิใช่ว่าหว่านวานสนใจใต้เท้าซ่งแล้วรึ”
“จะเป็นไปได้อย่างไร” เจียงเจิ้งฮ่าวผู้เป็นหมอส่ายหน้าไปมา ดูท่าทางน้องสาวจะสนใจผู้บัญชาการซ่งเข้าให้แล้ว แม้รู้ดีว่าเป็นธรรมดาของเด็กสาว แต่เขาก็ไม่ต้องให้ชิงหว่านไปพัวพันกับคนเหล่านั้น
“วีรบุรุษช่วยหญิงงาม ดูท่าทางหว่านวานก็สนใจไม่น้อย”
“สถานการณ์พาไป อย่างเราครอบครัวเราเป็นตระกูลพ่อค้า ขุนนางเหล่านั้นไม่ชายตามองด้วยซ้ำ” พี่ใหญ่ถอนหายใจหนักหน่วง “เรื่องที่ทำก็ควรทำ แต่เรื่องบางเรื่องก็ระวังไว้”
“แต่ข้าว่า...ที่น้องเล็กเป็นเช่นนี้ก็ดี นางไม่เอาแต่ร้องห่มร้องไห้เช่นแต่ก่อน กล้าเผชิญหน้ากับความกลัวของตนเองได้ หากเราเอาแต่ปกป้องนางเกรงว่าวันข้างหน้า นางจะยืนด้วยตนเองมิได้”
“เจ้าสามพูดก็มีเหตุผล เจ้ากับหว่านวานอายุห่างกันแค่สามปี นางสนิทกับเจ้าที่สุด ห้ามละเลยนางเด็ดขาด” เจียงเจิ้งเหวินตำหนิน้องชายคนเล็ก อีกฝ่ายอ้าปากจะพูดแต่พี่ใหญ่ยกมือห้ามไว้ก่อน “เจ้าสนใจเรื่องขีดเขียนอะไรก็เรื่องของเจ้าเถอะ”
“ข้ารู้ๆ ครั้งนี้ข้าผิดไปแล้วจริงๆ”
เจียงเจิ้งหย่วนก้มหน้ารับความผิดแต่โดยดี พี่ใหญ่ของเขาน่ากลัวยิ่งกว่าบิดาเสียอีก แต่เพราะพี่ใหญ่ทำให้เขาไม่ต้องฝืนใจเรียนรู้ด้านการค้า เขายืนรอส่งพี่ชายทั้งสองเดินจากไปแล้วก็หมุนตัวกลับเข้ามาในห้องเพื่อดูน้องเล็ก เผื่อว่านางสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย
ชายหนุ่มสะบัดชายเสื้อแล้วนั่งลงที่เก้าอี้กลมข้างเตียง สองปีก่อนเขาเพิ่งเคยย่างเท้าเข้าไปหอนางโลมครั้งแรก เหล่าสหายในสำนักศึกษาต่างชักชวนกันไปตามประสาเด็กหนุ่ม นั้นทำให้เขาได้พบคณิกาไป๋ลู่เป็นครั้งแรก นางงดงามราวเทพธิดา กิริยาอ่อนหวาน คำพูดจาล้วนไพเราะ แม้เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มแต่ก็พูดให้เกียรติ ยิ่งรู้ว่าเขาชื่นชอบการเขียนโคลนกลอนก็สนทนาด้วยอย่างใส่ใจ นางทำให้เขาเห็นว่านางนั้นเปี่ยมด้วยความรู้มิใช่แค่ฉาบฉวยเพื่อเอาใจบุรุษ เขาไม่ได้พบนางบ่อยนักเพราะที่บ้านเกรงว่าเขาจะหมกมุ่นกับเรื่องพวกนี้มากเกินไป และนางไม่ได้ออกมารับแขกบ่อยๆ คนที่จะพบนางได้นั้นล้วนเป็นผู้สูงศักดิ์ ส่วนเขานั้น นานๆ ครั้งจึงได้เข้าไปฟังนางเล่นพิณหรือผีผาสักครั้ง แต่จู่ๆ เขาก็ได้ยินข่าวว่านางฟหายตัวไป เมื่อไปหาที่หอระบำจันทร์ก็ไม่พบ เขาจึงพยายามสืบข่าวเรื่องนาง แต่ก็ยังไร้ร่องรอย
หากนางมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เขาก็สบายใจ แต่หากนางได้รับความทุกข์ใจ เขายินดีไถ่ตัวนางออกมา เพื่อมอบอิสระให้นางหาได้ต้องการครอบครองแต่อย่างใด
ชายหนุ่มถอนหายใจแผ่วเบาแล้วมองหน้าน้องสาวที่หลับใหล พี่ใหญ่กับพี่รองกังวลเกินเหตุไปแล้ว น้องเล็กของเขาแสนดีจิตใจงดงาม ใครทำดีด้วยย่อมต้องตอบแทนบุญคุณ น้องสาวของเขาคงไม่...ไม่ชื่นชอบบุรุษที่แก่กว่าตั้งเก้าปีขนาดนั้นหรอกกระมัง
สวรรค์! ขอให้พวกเขาคิดมากไปเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องจริง
เยี่ยหรงอ่านจดหมายที่ถูกส่งมาให้ คนที่บ้านรู้แล้วว่าออกรบครั้งนี้เขาได้รับบาดเจ็บหนัก ต้องการให้เขากลับไปพักฟื้นที่บ้าน ปีหนึ่งเขากลับบ้านกี่ครั้งเชียว เอาจริงๆ แล้ว เขารู้สึกว่าค่ายทหารต่างหากที่เขาเรียกว่าบ้านได้เต็มปากเต็มคำ ชายหนุ่มออกจากโรงพยาบาลกลับมานอนพักฟื้นที่ค่ายทหารแล้ว แม้คนอื่นจะคัดค้านอยากให้เขอยู่โรงพยาบาลให้นานกว่านี้ เขารู้ตัวดีว่าพักไม่กี่วันก็ดีขึ้นไม่รู้จะไปแย่งที่นอนคนเจ็บป่วยคนอื่นเพื่ออะไรกัน อีกอย่างเขาก็...ขัดเขินทุกครั้งที่พยาบาลสาวคนนั้นมาทำแผลให้เขา ร่างกายเขาดันมีปฏิกิริยาตอบสนองกับเธอเสียด้วย ปกติเรื่องพวกนี้เขาควบคุมตัวเองได้ดีเยี่ยม แต่ไม่รู้ทำไม...ถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งอับอาย เขาพับจดหมายใส่ซองตามเดิมแล้วเดินไปที่หน้าต่าง ใช้ชีวิตทหารมาหลายปี ไต่เต้าด้วยตัวเอง เขาต้องการถูกยอมรับจากความสามารถของตัวเอง ตอนนี้เป็นร้อยเอกเยี่ยหรงแห่งค่ายทหารหน่วยที่ 308 อีกไม่นานเขาก็ได้เลื่อนยศแล้ว ขณะที่ใจลอยคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น สายตาก็เห็นหญิงสาวปั่นจักรยานเก่าๆ เข้ามาในเขตทหาร เขาเพ่งมองอย่างหงุดหงิดเพราะพื้นที่
แรงตีที่ข้อมือไม่ได้ทำให้เขาเจ็บแต่เรียกให้เขาได้สติ ชายหนุ่มรีบปล่อยมือทันทีทำให้หญิงสาวในชุดพยาบาลถอยห่างออกไปสองก้าว “สมกับเป็นผู้บัญชาการเยี่ยจริงๆ” อวี่เหยายกมือลูบลำคอของตน แต่ก็ต้องตกใจทีเห็นเขายันกายขึ้นนั่งและทำท่าจะดึงสายน้ำเกลือออก “อย่าค่ะ! ถ้าคุณดื้อฉันจะมัดคุณไว้กับเตียงนะ!” มีชีวิตอยู่มาตั้งอายุขนาดนี้เพิ่งเคยได้ยินคนขู่เขาแบบนี้เป็นครั้งแรก เยี่ยหรงจ้องมองหญิงสาว เธอสวมชุดพยาบาลและที่นี่คงเป็นโรงพยาบาลแน่นอน พลันนึกได้ว่าเมื่อครู่เขาพลั้งมือทำร้ายเธอไป “....” เยี่ยหรงขยับปากแต่ไม่มีเสียง พยาบาลสาวเห็นสีหน้าของคนเจ็บก็เข้าใจทันที เธอขยับเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวนะคะ ตอนผ่าตัดใส่เครื่องช่วยหายใจ คุณเลยเจ็บคออยู่ ทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้นค่ะ คุณนั่งนิ่งๆ อย่าดึงสายอะไรออกอีกนะ ฉันจะไปตามคุณหมอแล้วเอาน้ำมาให้คุณดื่ม” ร่างเพรียวบางหมุนตัวจากไปทันที เยี่ยหรงได้แต่ทำตามอย่างว่าง่าย อยากจะหัวเราะที่เขาตัวโตขนาดนี้แต่ถูกผู้หญิงตัวเล็กๆ ดุเอาเสียได้ ไม่กี่นาทีต่อมาคุณหมอก็สาวเ
ร้อน! เปลวไฟกำลังโหมกระหน่ำอย่างหนัก ร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านท่ามกลางเปลวเพลิง เสียงวูบวาบทั่วทุกทิศทาง ผู้คนวิ่งชนหนีตายอลหม่านแต่เขายังยืนนิ่งงัน ทว่าในสมองคล้ายได้ยินเสียงแว่วอยู่ข้างหู คล้ายใครบางคนอ่านบทกวีแสนเศร้าให้ฟัง “ผู้บัญชาการ!!!” เสียงตะโกนเรียกทำให้เขาได้สติ สหายร่วมรบถูกสะเก็ดระเบิด เขาไม่รอช้าแบกคนเจ็บขึ้นหลังทันที “ปล่อยผม! ทิ้งผมไว้ที่นี่” “ฉันสัญญากับแม่นายแล้วว่าจะพานายกลับบ้าน ก็ต้องทำตามสัญญา” เขากัดฟันทั้งที่ตัวเองก็บาดเจ็บไม่น้อย ในสนามรบที่เต็มไปด้วยทหารทั้งสองฝ่าย เสียงปืนดังรัวไม่ขาดสาย และระเบิดเป็นระยะๆ เขาแบกร่างของเพื่อนร่วมกองรบวิ่งกลับมาที่บังเกอร์ได้สำเร็จ “ผู้บัญชาการเยี่ย ท่านจะไปไหนอีกครับ” ลูกน้องถามเมื่อเห็นว่านายกองคว้าปืนยาวของสหายร่วมรบมาถือไว้ “จัดการพวกมันนะสิ” “ผู้บัญชาการ คนของเราเหลือแค่ไม่กี่คนแล้ว รอกองหนุนไม่ดีกว่าหรือครับ” “พวกนายอยู่นี่ ฉันไปจัดการเอง” “ผู้บัญชาการ!!” ความบ้าระห่ำของผู้ชายคนนี้ท
ห้าปีต่อมา คฤหาสน์ตระกูลเยี่ยมีเสียงหัวเราะของเด็กน้อย เด็กชายวัยสามขวบวิ่งถลามาหาหญิงสาวที่นั่งพิมพ์เอกสารอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊ค เสียงร้องตกใจของคนรับใช้ทำให้หลินอวี่เหยาเงยหน้าขึ้นจากงานตรงหน้า ทว่าลูกชายยังมาไม่ถึงก็ถูกมือใหญ่ของคนเป็นพ่อคว้าคอเสื้อไว้ได้ทัน “ฮ่าวหมิง อย่ากระโจนใส่แม่แบบนั้นสิ” เยี่ยหรงเพิ่งกลับจากบริษัทพอดี เขาอุ้มลูกชายนั่งบนท่อนแขนแล้วอบรม “แม่อุ้มท้องน้องสาวอยู่ ถ้าลูกไปกระแทกท้องของแม่ก็กระทบกระเทือนถึงน้องสาวด้วย ลูกเข้าใจไหม” “ฮ่าวหมิงแค่อยากเล่นกับน้องสาว” เสียงเจื้อแจ้วเอ่ยตอบพร้อมดวงตากลมโตจ้องมารดา “เดือนหน้าก็ได้เจอหน้าน้องสาวแล้ว” คนเป็นพ่ออุ้มลูกชายแล้วเดินมานั่งข้างคนรักแล้วโน้มตัวลงมาอบรมคนเป็นแม่อีกคน “เดือนหน้าคุณก็จะคลอดแล้ว ยังทำงานอยู่อีก” “ฉันท้องไม่ได้ป่วยเสียหน่อย” หลินอวี่เหยาหัวเราะเสียงใส แต่ปลายนิ้วยังพร่างพรมบนคีย์บอร์ด จนกระทั่งเธอกดปุ่มเอ็นเทอร์และเซฟไฟล์งาน“เย่! เสร็จเรียบร้อยเสียที” “เย่ๆ” ฮ่าวหมิงร้องดีใจแม้ไม่เข้าใจว่าแม่ดีใจเรื่องอะไร
“อืม...” หญิงสาวรับคำแล้วยกมือขึ้นแตะแก้มของเขา “ทำไมคุณโง่แบบนี้ ไม่ต้องช่วยฉันก็ได้ คุณเจ็บเพราะถูกกระบี่เทพสวรรค์แทงทะลุหัวใจ แล้วยังถูกเง็กเซียนฮ่องเต้ลงโทษอีก” ดวงตาของชายหนุ่มมีหยาดน้ำเอ่อคลอ “วันที่ฉันตกเขาไปครั้งนั้น ดวงวิญญาณในร่างนี้ทะลุมิติไปในชาติที่คุณคือแม่ทัพเยี่ยหรง” หญิงสาวยิ้มเศร้าเคล้าน้ำตา “ฉันตายในชาตินั้นก็กลับมาที่นี่ ได้พบคุณอีกแล้ว” “ผมขอโทษ” เขากอดร่างบอบบางทั้งที่ตัวเองก็สั่นสะท้าน “ผมรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้คุณเจ็บปวด ผมเห็นแก่ตัว แต่ชีวิตผมขาดคุณไม่ได้” มือเล็กดันแผ่นอกเขาเบาๆ รับรู้ว่าเขาก็กลัวไม่ต่างกัน เธอดันเขาออกแล้วพูดเสียงสั่นเครือ “ใช่ คุณคือสิ่งที่ฉันหวาดกลัวที่สุด แต่คุณก็คือความสุขที่สุดในชีวิตฉัน ไม่ว่าจะมีเวลาอยู่ด้วยกันกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมง มันก็คือความสุขที่ฉันยินดีรับไว้แม้จบอย่างเจ็บปวดก็ตามที” เธอวางมือตรงหัวใจของเขาแล้วยิ้มทั้งน้ำตา “เยี่ยหรง...คุณจะแต่งงานกับฉันไหมคะ” “เหยาเหยา...” “หลังจากนี้เ
จู่ๆ สายลมก็พัดแรง แรงจนสะพานแกว่งเหมือนมีมียักษ์มาแกว่ง หลินอวี่เหยาตัวเอียงไปมาจนร่างเซไปด้านหนึ่งของสะพาน เยี่ยหรงอยู่ด้านหลังแค่สองก้าวแต่เหมือนห่างไปสิบเมตร กระแสลมพัดแรงไม่ปกติ แม้รู้ดีว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นแต่สำหรับเขาไม่ปกติแน่นอน ทุกคนที่ก้าวข้ามไปแล้วถูกกระแสลมพัดแรงจนพวกเขาต้องหาที่ยึดเกาะ เพราะสะพานที่แกว่งไปมา ร่างเล็กเสียหลักหงายหลังตกสะพานแขวน!“เหยาเหยาระวัง!”“กรี๊ด!”เขายื่นมือไปสุดแขนแต่คว้ามือเธอไม่ทัน ร่างของหญิงสาวร่วงลงสู่แม่น้ำด้านล่าง เยี่ยหรงไม่รอช้าเขากระโดดตามไปทันที ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน ครู่หนึ่งลมสงบแล้วหานเหยียนจึงวิ่งมากลางสะพานแล้วก้มมองลงไป เห็นเพียงเงาร่างเล็กๆ อยู่ในแม่น้ำ“บ้าเอ๊ย!” หานเหยียนสบถแล้วใช้โทรศัพท์ผ่านดาวเทียมสั่งการทันที “ใช้เฮลิคอปเตอร์ออกสำรวจปลายน้ำ เร็ว!”หานเหยียนสั่งการเฉียบขาด เขาให้คนอื่นๆ ดูแลทีมนักสำรวจที่เหลือ ส่วนตัวรีบหาทางไปที่ปลายแม่น้ำทันทีทำไมต้องมีเรื่องเช่นนี้กับเกิดท่านแม่ทัพของเขาด้วยนะ จะมีสักชาติไหมที่ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันอย่างปกติสุขร่างเล็กร่วงลงในแม่น้ำอย่างรวดเร็ว เร็วจนหลินอวี่เหยาไม่
เสียงหายใจผสานกับลมหายใจอุ่นร้อนรินรดผิวกายเนียนนุ่ม ยามนี้ซ่งอวี้หานเองก็ไม่อาจรู้ว่าสิ่งที่ตนรู้สึกในยามนี้เพราะการยาถอนพิษหรือเพราะเขาหลงใหลในตัวหญิงสาวที่นอนระทวยอยู่ใต้ร่าง แววตานางทั้งเย้ายวนและประหม่า เขากดหน้าผากตนกับหน้าผากที่เต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพราย ชิงหว
บุรุษรูปร่างสูงโปร่งอยู่บนหลังอาชางามสง่า ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มยากจะคาดเดาว่ายินดีกับการวิวาห์นี้หรือไม่ ทว่าคนทั่วเมืองต่างออกมาชื่นชมผู้บัญชาการสำนักประจิมที่ยามนี้มิได้สวมชุดสีน้ำเงินเหลือบดำแต่เป็นชุดเจ้าบ่าวที่แดงมงคล บุรุษผู้นี้อายุยี่สิบสี่แล้ว เดิมทีผู้คนแอบนินทาว่าเขาไม่ม
“ความรู้สึกของคุณหนูหลิ่วอิง ข้าเข้าใจดี แต่ชื่อเสียงข้าไม่ดีนักทำให้เกรงว่าทำให้เจ้าต้องมามัวหมองเพราะข้า” “ชื่อเสียงไม่ดีอันใดกัน ทั่วเมืองหลวงล้วนพูดถึงความรักแสนหวานของเจ้ากับพญายมซ่ง” “ความรักแสนหวาน?” ชิงหว่านทำตาปริบๆ นางถูกคนชุดดำไล่ลาจนตกหน้าผาเกือบเอาชีว
“ใช่ไหม? เจ้าก็คิดเหมือนข้า” ชิงหว่านดีดนิ้ว “เอาอย่างนี้ เจ้าอยู่ที่นี่คอยส่งข่าวความคืบหน้าให้ข้า ข้าจะได้วางใจว่าเลือกพี่สะใภ้ไม่ผิด” ชุนจี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของคุณหนู นางก็เข้าใจว่าคุณหนูกำลังมอบหมายภารกิจสำคัญให้ สาวใช้จึงพยักหน้ารับแล้วตบหน้าอกตน







