LOGINบทที่ 4 : งานเลี้ยงตำหนักไท่เหอ
โคมไฟผ้าไหมสีชาดนับร้อยดวงส่องแสงสว่างไสวตลอดแนวระเบียงหินอ่อน สลับกับเสียงดนตรีหลวงที่บรรเลงขับกล่อมอย่างแผ่วเบา กลิ่นกำยานชั้นเลิศและสุราหมักชั้นดีอบอวลไปทั่วลานกว้างหน้าตำหนักไท่เหอ งานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตแคว้นเป่ยตี๋ในค่ำคืนนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา เสนาบดีทุกกรมกอง ขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ และเหล่าเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้าเพื่อแสดงแสนยานุภาพแห่งราชสำนักต้าชิง บริเวณโต๊ะแถวหน้าของแม่ทัพใหญ่ เซี่ยหยวนนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมดจอกด้วยความกระสับกระส่าย ข้างกายมีอนุหลิวในชุดผ้าแพรสีสดคอยรินสุราเอาอกเอาใจไม่ห่าง ถัดไปคือเซี่ยอวี่หลินที่นั่งก้มหน้านิ่งในชุดผ้าไหมสีกลีบบัว ท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัว ทว่าดวงตาเรียวกลับคอยลอบมองไปยังซุ้มประตูใหญ่ของตำหนักเป็นระยะด้วยความกระวนกระวายใจ เสียงขันทีหลวงหน้าประตูตำหนักขานเสียงดังกังวานก้องท้องพระโรง "ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ชินอ๋องเซียวจิ้งหลานเสด็จ!" สิ้นเสียงประกาศ เสียงดนตรีและการสนทนาทั่วทั้งตำหนักหยุดชะงักลงพร้อมเพรียง ความเงียบสงัดเข้าแทนที่ในพริบตา สายตาทุกคู่หันขวับไปยังประตูทางเข้าหลัก ร่างสูงตระหง่านของเซียวจิ้งหลานก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในอาภรณ์สีดำทมิฬปักดิ้นเงินลายพยัคฆ์เหยียบเมฆา ชายเสื้อคลุมทิ้งตัวยาวจรดพื้นศิลา ขับเน้นช่วงไหล่กว้างและรูปร่างสง่างามน่าเกรงขาม คิ้วกระบี่พาดเฉียงเหนือแววตาดุดันคมปราบ รังสีสังหารและอำนาจสะกดข่มที่แผ่ออกมาทำให้ขุนนางทั้งสองฝั่งต้องก้มศีรษะลงต่ำโดยสัญชาตญาณ ข้างกายของแม่ทัพหน้าดุมีอีกร่างหนึ่งก้าวเดินเคียงคู่เข้ามาอย่างชิดใกล้ เซี่ยอวิ๋นซีสวมชุดผ้าไหมสีขาวพิสุทธิ์ปักลายเมฆาคราม ชายเสื้อขลิบดิ้นเงินบางเบาสอดรับกับชุดของบุรุษข้างกาย เรือนผมดำขลับเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะ ปักตรึงด้วยปิ่นหยกขาวเกลี้ยงเกลา ใบหน้าหวานหมดจดไร้ที่ติ ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู ดวงตาหงส์ทอประกายสงบนิ่ง เยือกเย็นและสูงส่ง ท่วงท่าย่างก้าวเต็มไปด้วยความสง่างาม ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้จับจ้องมองจนไม่อาจละสายตา เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ขึ้นตามโต๊ะขุนนาง "นั่นคุณชายใหญ่ตระกูลเซี่ยมิใช่หรือ เหตุใดจึงเดินเคียงข้างชินอ๋องเข้ามาเช่นนั้น?" "ข่าวลือเรื่องว่าที่พระชายารองเป็นเรื่องจริงหรือนี่!" จ้าวเจ๋อเหยียนที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดของเชื้อพระวงศ์กำจอกสุราในมือแน่นจนปลายนิ้วขึ้นข้อขาว แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและริษยา ชาติก่อนเซี่ยอวิ๋นซีเป็นเพียงคนที่คอยเดินตามหลังเขา ก้มหน้ายอมจำนนต่อทุกสิ่ง ไม่เคยมีประกายความสูงส่งเจิดจ้าเช่นนี้มาก่อน บนบัลลังก์มังกร องค์ฮ่องเต้หยวนเจิ้งตี้ทอดสายพระเนตรลงมาด้วยแววตานิ่งลึก ขณะที่เสิ่นฮองเฮาผู้นั่งเคียงข้างยกยิ้มการุญดั่งพระโพธิสัตว์ แววตากลับหรี่ลงเล็กน้อยยามจับจ้องมองปิ่นหยกขาวบนเรือนผมของเซี่ยอวิ๋นซี เซียวจิ้งหลานมิได้สนใจสายตาของคนรอบข้าง เขาก้าวเดินช้าๆ ให้สอดรับกับจังหวะก้าวของคนข้างกาย มือหนายกขึ้นแตะที่แผ่นหลังบางอย่างแผ่วเบาเพื่อนำทางตรงไปยังที่นั่งประธานฝั่งซ้าย ที่นั่งซึ่งจัดไว้สำหรับผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเพียงผู้เดียว เซียวจิ้งหลานนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สลักลายพยัคฆ์ ดึงมือเรียวของเซี่ยอวิ๋นซีให้นั่งลงบนเบาะนวมเคียงข้างตนเองอย่างเปิดเผย ท่าทีแสดงความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้งทำให้ขุนนางหลายคนกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดเกรง "เหนื่อยหรือไม่?" สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามเบาๆ เซียวจิ้งหลานรินชาร้อนส่งให้คนข้างกาย ปลายนิ้วสัมผัสโดนมือเรียวอย่างจงใจ "หม่อมฉันสบายดีพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยท่านอ๋อง" เซี่ยอวิ๋นซีรับถ้วยชาขึ้นจิบ ยกยิ้มบางเบาตอบรับ สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของอีกฝ่ายช่วยขับไล่ความเย็นในค่ำคืนนี้ไปจนหมด เมื่อการแสดงดนตรีเริ่มขึ้นอีกครั้ง จ้าวเจ๋อเหยียนสบตากับอนุหลิว ส่งสัญญาณลับบางอย่าง เซี่ยอวี่หลินสูดลมหายใจเข้าลึก ลุกขึ้นจากที่นั่งของตระกูลเซี่ย ก้าวเดินอย่างนวยนาดออกมาคุกเข่าลงกลางท้องพระโรง แสงเทียนสาดส่องกระทบใบหน้าขาวซีด ขอบตาแดงระเรื่อฉายแววน่าสงสารจับใจ ท่วงท่าบอบบางดั่งดอกไม้ต้องหยาดฝนเรียกสายตาเห็นอกเห็นใจจากขุนนางหลายคน "ฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี" เซี่ยอวี่หลินก้มกราบลงกับพื้นศิลา น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "กระหม่อมเซี่ยอวี่หลิน บุตรชายคนรองของแม่ทัพใหญ่เซี่ยหยวน มีความผิดติดตัวที่ไม่อาจละเลยได้ กระหม่อมขอพระราชทานอภัยโทษต่อหน้าพระพักตร์พ่ะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้เลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย "เจ้ามีความผิดอันใดหรือ?" เซี่ยอวี่หลินเงยหน้าขึ้น หยาดน้ำตาใสคลอเบ้าไหลรินอาบสองแก้มอย่างงดงาม "เมื่อหลายวันก่อน กระหม่อมซุ่มซ่ามทำแจกันหยกพระราชทานในห้องทำงานท่านพ่อแตกเสียหาย สร้างความเดือดร้อนให้จวนแม่ทัพและทำให้พี่ใหญ่ต้องเป็นกังวล กระหม่อมสำนึกผิดในความโง่เขลานี้เหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ" อนุหลิวที่นั่งอยู่รีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา แสร้งทำเป็นมารดาผู้ตรอมใจ เซี่ยหยวนเองถอนหายใจยาว แสดงสีหน้าลำบากใจต่อหน้าเพื่อนขุนนาง "กระหม่อมรู้ดีว่าความผิดนี้ไม่อาจลบล้างได้ง่ายๆ" เซี่ยอวี่หลินเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นระคนสะอื้น "ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา กระหม่อมจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจ อดหลับอดนอนปัก 'ภาพปักไหมมงคลสิบสองผืน' ขึ้นมา เพื่อถวายแด่ฝ่าบาท ขอพรอันประเสริฐให้ราชสำนักต้าชิงรุ่งเรืองสืบไป และขอใช้ความภักดีนี้ชดใช้ความผิดของตนเองพ่ะย่ะค่ะ!" จ้าวเจ๋อเหยียนลุกขึ้นยืนประสานมือสนับสนุนทันที "ทูลเสด็จพ่อ ลูกเห็นภาพปักนั้นแล้ว อวี่หลินใช้ไหมทองคำบริสุทธิ์ร้อยเรียงลวดลายมังกรเหินหงส์ร่อนด้วยความประณีตยิ่ง ลายเข็มละเอียดอ่อนแสดงถึงความกตัญญูและความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ ขอเสด็จพ่อโปรดทอดพระเนตรและพระราชทานอภัยโทษให้น้องชายผู้สำนึกผิดคนนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ" เสิ่นฮองเฮายกพัดขนนกขึ้นปิดปาก แย้มสรวลอ่อนโยน "เด็กคนนี้ช่างมีความกตัญญูและรู้ผิดชอบชั่วดีนัก ฝ่าบาททรงเปิดดูเถิดเพคะ ถือเป็นมงคลแก่งานเลี้ยงคืนนี้" ฮ่องเต้พยักพระพักตร์ "นำขึ้นมาให้เราดู" ขันทีประจำพระองค์สองคนรีบเดินลงมารับกล่องไม้จันทน์หอมจากมือเซี่ยอวี่หลิน เปิดฝากล่องแล้วคลี่ม้วนภาพปักไหมทองคำขนาดใหญ่ออกกลางท้องพระโรง ประกายสีทองอร่ามสว่างวาบสะท้อนแสงไฟลานตา เส้นไหมทองคำทอประกายเป็นรูปมังกรทะยานฟ้าและหงส์ร่ายรำเหนือหมู่เมฆ ลวดลายวิจิตรตระการตาจนขุนนางทั้งสองฝั่งต่างพากันส่งเสียงชื่นชมไม่ขาดสาย "งดงามเหลือเกิน เส้นไหมทองคำทอประกายเจิดจ้าไร้ที่ติ!" "คุณชายรองช่างมีฝีมือยอดเยี่ยมและความพยายามเป็นเลิศ สมเป็นยอดบุปผาแห่งเมืองหลวง!" เซี่ยอวี่หลินก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มลำพองใจ แผนการกู้ชื่อเสียงของเขากำลังดำเนินไปด้วยความราบรื่น สายตาเหลือบมองไปยังโต๊ะของเซียวจิ้งหลาน หวังจะได้เห็นสีหน้าอิจฉาริษยาของเซี่ยอวิ๋นซี เซี่ยอวิ๋นซีนั่งนิ่ง วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆ ดวงตาหงส์ทอดมองภาพปักไหมทองคำตรงหน้าด้วยแววตาเยือกเย็น มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา เซียวจิ้งหลานปรายตามองคนข้างกาย มือหนาเลื่อนลงไปกุมมือเรียวใต้โต๊ะ บีบกระชับเบาๆ เป็นสัญญาณว่าพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ "ถึงเวลาเปิดฝาโลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ" เซี่ยอวิ๋นซีกระซิบเสียงแผ่ว เซียวจิ้งหลานยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคมกริบทอประกายอำมหิต "ลงมือได้เลย เปิ่นหวางรอชมอยู่"ตอนพิเศษ 3 : กำเนิดทายาทบุญธรรมสายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านยอดสนโบราณ หอบเอาไอเย็นสดชื่นและกลิ่นหอมสะอาดของใบชาป่าลอยอบอวลไปทั่วลานหน้าตำหนักเฉียนชิง แสงแดดยามสายสาดส่องผืนหญ้าสีเขียวขจีประกายระยับ เสียงตวัดพู่กันและเสียงท่องตำราพิชัยสงครามดังก้องกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า สลับกับเสียงผ่าฟืนและเสียงฝึกอาวุธของทหารองครักษ์จากระยะไกลบนเฉลียงไม้สักทองหน้าตำหนัก จ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งเอกเขนกบนตั่งไม้นวม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักดิ้นทองลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา พระหัตถ์เรียวประคองถ้วยชาดอกเก๊กฮวยอบน้ำผึ้งป่า ทอดสายตามองลานกว้างเบื้องล่างด้วยแววตาอ่อนโยนกึ่งกลางลานหินอ่อน ร่างของเด็กชายวัยแปดขวบในชุดฝึกยุทธ์รัดกุมสีน้ำเงินเข้ม กำลังยืนจัดท่าทางโก่งคันธนูไม้อย่างมุ่งมั่นเด็กน้อยผู้นี้คือ จ้าวเฉิงอัน บุตรชายกำพร้าของรองแม่ทัพน้อยประจำกองทัพบูรพา ผู้ยอมสละชีพนำกำลังทหารเพียงห้าร้อยนายเข้ายันข้าศึกแดนประจิมเพื่อปกป้องราษฎรสามหมื่นชีวิตในอดีต ยามที่บิดามารดาสละชีพในสนามรบ จ้าวอวิ๋นซีและเซียวจิ้งหลานเดินทางไปเคารพศพด้วยตนเอง และมองเห็นประกายความมุ่งมั่น กตัญญู และควา
ตอนพิเศษ 2 : วันวานอันแสนหวานแสงอรุณสีทองสาดส่องผ่านม่านหมอกยามเช้า กระทบยอดเสามังกรหยกทองคำของท้องพระโรงใหญ่ไท่เหอเตี้ยน บรรยากาศการประชุมขุนนางในเช้าวันนี้ควรจะสงบราบรื่นดั่งเช่นทุกวัน หากมิใช่เพราะม้วนฎีกาผ้าไหมสีแดงสดผูกริบบิ้นทองคำในมือของ หลี่ซั่งซู เสนาบดีกรมพิธีการ ขุนนางเฒ่าผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมโบราณยิ่งกว่าชีวิตจ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งสง่างามบนบัลลังก์มังกรทองคำ ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวปักดิ้นทองลายเมฆาทิ้งชายยาว มงกุฎมังกรทองคำฝังไข่มุกราตรีสิบสองสายทอดประกายระยับ พระเนตรหงส์ทอดมองขุนนางเฒ่าที่ก้าวออกมาคุกเข่ากึ่งกลางลานหินอ่อนด้วยความสงบนิ่งเคียงข้างบัลลังก์มังกร เซียวจิ้งหลานยืนตระหง่านในชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการสีน้ำเงินเข้มปักลายกิเลนทองคำ มือหนาวางทาบบนด้ามกระบี่พยัคฆ์ทมิฬ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองม้วนฎีกาสีแดงในมือเสนาบดีกรมพิธีการด้วยสายตาเย็นเยียบ รังสีอำมหิตบางเบาเริ่มแผ่กระจายออกจากร่างสูงใหญ่จนอุณหภูมิในห้องโถงหลวงลดฮวบลงอย่างรวดเร็วหลี่ซั่งซูกระแอมไอเบาๆ ยกม้วนฎีกาขึ้นเหนือศีรษะ สุรเสียงสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยปาก"ทูลฝ่าบาท... บัดนี้แผ่นดินต้าชิงสงบสุข
ตอนพิเศษ 1 : ชาติก่อนที่ไม่มีเจ้าพายุหิมะโหมกระหน่ำรุนแรงจนทัศนวิสัยเบื้องหน้าขาวโพลน เสียงฝีเท้าม้าศึกย่ำฝ่าผืนหิมะหนาหนักดังกึกก้องไปตามถนนหลวงเมืองหลวงต้าชิง เซียวจิ้งหลานในชุดเกราะแม่ทัพสีดำทมิฬเปรอะเปื้อนคราบเลือดแห้งกรังจากการศึกชายแดนทิศประจิม ควบม้าทะยานฝ่าลมหนาวมุ่งหน้าตรงสู่ประตูด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวังหลังอย่างบ้าคลั่ง มือหนาฟาดแส้ลงบนสะโพกม้าไม่หยุด ลมหายใจหอบถี่พ่นไอสีขาวฟุ้งกระจายในอากาศตลอดสามปีที่ถูกส่งไปตรึงกำลังรบ ณ ชายแดนอันห่างไกล หัวใจของเขาไม่เคยละทิ้งความห่วงใยที่มีต่อเด็กหนุ่มผู้นั้นแม้แต่วินาทีเดียวสายสืบกองทัพพยัคฆ์ทมิฬลอบส่งข่าวด่วนมาถึงค่ายทหารกลางดึก... จ้าวเจ๋อเหยียนขึ้นครองราชย์ เสิ่นฮองเฮาสั่งปลดเซี่ยอวิ๋นซีออกจากตำแหน่งพระชายา นำตัวไปคุมขังไว้ในตำหนักเย็น และเพิ่งส่งมอบสุราพระราชทานเข้าไปเมื่อช่วงพลบค่ำหัวใจของเซียวจิ้งหลานร่วงหล่นสู่ก้นเหวลึก ร่างสูงใหญ่ทิ้งกองทัพไว้เบื้องหลัง ควบม้าศึกตัวเดียวข้ามวันข้ามคืนพันลี้โดยไม่หยุดพักม้าศึกส่งเสียงร้องโหยหวน ขาทรุดฮวบลงกระแทกพื้นหิมะหน้าประตูวังหลังด้วยความอ่อนแรงเซียวจิ้งหลานกระโดดลงจากหลังม้า พุ
บทที่ 50 : หงส์คู่พยัคฆ์ทมิฬ (จบบริบูรณ์)สายลมวสันต์พัดโชยระลอกใหญ่ผ่านยอดเขาสูงตระหง่านทางทิศเหนือ หอบเอาไอดินอุ่นและกลิ่นหอมหวานของดอกท้อบานสะพรั่งเข้าสู่เมืองหลวงต้าชิง ท้องฟ้ายามบ่ายแก่โปร่งใส ปราศจากเมฆหมอกหม่นหมอง แสงสุริยันสีส้มทองสาดทอประกายระยับลงบนผิวกระเบื้องเคลือบสีเหลืองอร่ามของพระราชวังหลวง เสียงระฆังมงคลบนยอดหอสูงดังกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า ผสานเข้ากับเสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะเบิกบานของราษฎรที่ดังแว่วมาจากทุกตรอกซอกซอยแผ่นดินต้าชิงก้าวเข้าสู่ยุคทองแห่งความรุ่งโรจน์อย่างสมบูรณ์แบบนโยบายการปฏิรูปกฎหมาย ยกเลิกการลงทัณฑ์เก้าชั่วโคตร และการยกเว้นภาษีเกษตรกรรม ช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้มั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ยุ้งฉางทุกหัวเมืองมีข้าวเปลือกกักเก็บเต็มพื้นที่ แปลงสมุนไพรของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วทุกมณฑล ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ผู้ยากไร้โดยไร้ค่าใช้จ่าย มู่ชิงนำศิษย์แพทย์รุ่นเยาว์ออกตรวจรักษาตามหมู่บ้านชนบทอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ขณะที่แม่ทัพเฒ่ากวนหยวนฝึกฝนกองทัพบูรพาและกองทัพพยัคฆ์ทมิฬให้เป็นดั่งกำแพงเหล็กกล้าพิทักษ์ชายแดน จนแคว้นรอบข้า
บทที่ 49 : ท่องหล้าเคียงคู่สายลมยามค่ำพัดโชยผ่านยอดกิ่งหลิวริมสระน้ำหลวง นำพาความเย็นฉ่ำของต้นฤดูใบไม้ผลิมาเยือนผืนแผ่นดิน แสงอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ดวงจันทร์วันเพ็ญดวงโตลอยเด่นอยู่กึ่งกลางฟากฟ้าสีครามเข้ม สาดประกายแสงสีเงินนวลตาลงกระทบกระเบื้องเคลือบหลังคาตำหนักเฉียนชิง เสียงประทัดเฉลิมฉลองเทศกาลโคมไฟดังก้องแว่วมาจากนอกแนวกำแพงวังหลวง บ่งบอกถึงความคึกคักของราษฎรในค่ำคืนวันเพ็ญเดือนอ้ายภายในห้องแต่งพระองค์ชั้นในของตำหนักหลวง ม่านแพรไหมสีทึบปิดกั้นสายตาจากภายนอกอย่างมิดชิดฉลองพระองค์คลุมมังกรทองเก้าเล็บและชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการผ้าไหมหนาหนัก แขวนสงบนิ่งอยู่บนราวไม้ชิงชันจ้าวอวิ๋นซียืนอยู่หน้าคันฉ่องสำริดบานใหญ่ สวมชุดผ้าไหมยาวสีฟ้าครามเรียบง่าย ไร้ลวดลายดิ้นทอง ไร้ตราสัญลักษณ์ราชวงศ์ ชายเสื้อปล่อยทิ้งตัวสบายตา สายรัดเอวผ้าแถบสีน้ำเงินเข้มขับเน้นช่วงเอวบางให้ดูโปร่งเพรียว เรือนผมดำขลับมัดรวบขึ้นครึ่งศีรษะ รัดเกล้าด้วยปิ่นไม้ไผ่เหลาเกลี้ยงเกลา ใบหน้าหวานหมดจดปราศจากเครื่องประทินโฉม อาบแสงเทียนสลัวทอประกายสดใสดั่งคุณชายสูงศักดิ์ตระกูลบัณฑิตเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลัง
บทที่ 48 : หยอกเย้าในห้องทรงอักษรแสงสุริยันยามบ่ายสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้สักทองฉลุลายกิ่งไผ่ ทอดประกายสีส้มทองอบอุ่นลงบนโต๊ะทรงพระอักษรไม้ชิงชันตัวใหญ่ กลิ่นหอมสะอาดของหมึกจีนโบราณเคล้าคลอกลิ่นควันกำยานไม้กฤษณาที่ลอยกรุ่นจากกระถางทองเหลือง เสียงพลิกหน้ากระดาษสาดังก้องเป็นจังหวะเนิบช้าท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องทรงพระอักษรใหญ่ตำหนักเฉียนชิงกองฎีกาผ้าไหมสีเหลืองและเล่มพับกระดาษข่อยของเหล่าเสนาบดี เรียงรายซ้อนกันเป็นระเบียบสามกองสูงจ้าวอวิ๋นซีนั่งเหยียดกายตรงบนเก้าอี้มังกรบุเบาะนวมหนานุ่ม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา เรือนผมดำขลับเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะด้วยปิ่นหยกขาวมังกรหงส์ ใบหน้าหวานหมดจดแผ่รังสีสงบนิ่งจริงจัง พระเนตรหงส์จับจ้องมองรายงานการขุดลอกคูคลองและการจัดสรรงบประมาณของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นอย่างพินิจพิเคราะห์มือเรียวกุมพู่กันขนกระต่ายด้ามหยก จุ่มหมึกชาดสีแดงสด บรรจงเขียนลายพระหัตถ์ตอบรับข้อเสนอทีละฉบับเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วยาม กล้ามเนื้อต้นคอและข้อมือเรียวเริ่มตึงแน่น จ้าวอวิ๋นซีวางพู่กันลงบนที่วางหยก ยกพระหัตถ์ขึ้นนวดคลึง







