FAZER LOGIN“เป็นอย่างไร ?! ยังไม่รีบมาอีก! อยากให้ข้าเชื้อเชิญเจ้าด้วยตนเองอีกหรือ ?!” จวินเฉียนหลิงกอดลั่วชิงเฉิงไว้แน่น
“ดูเหมือนว่าอดีตฮองเฮาคิดจะเหิมเกริมล่วงเกินเบื้องบนแล้วกระมัง ? เช่นนั้น…ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเรียกคนมาประหารทั้งจวนแม่ทัพใหญ่ ให้มาฝังพร้อมกับเจ้า”
นัยน์ตาที่เคยว่างเปล่าของลั่วชิงหวง เมื่อได้ยินประโยคที่ว่าประหารทั้งจวนแม่ทัพใหญ่ ให้มาฝังพร้อมกับเจ้า พลันปรากฏแววแห่งความแค้นขึ้นทันที นางก้าวเดินไปข้างเตียงทีละก้าว เล็บมือจิกลงบนฝ่ามืออย่างแรงจนเกือบทะลุ แล้วคุกเข่าลง
ลั่วชิงเฉิงเหลือบมองลั่วชิงหวงด้วยความยินดี จวินเฉียนหลิงเองก็กวาดตามองลั่วชิงหวงอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้น…ก็ปฏิบัติต่อลั่วชิงหวงราวกับนางเป็นเพียงสิ่งของไร้ชีวิต และเริ่มอภิรมย์สมสู่กับลั่วชิงเฉิงอย่างดูดดื่ม เสียงหอบกระเส่าของบุรุษผสานกับเสียงครวญครางของสตรีดังไม่ขาดสายข้างหูลั่วชิงหวง นางบังคับให้ตนเองต้องลืมตาจ้องมองภาพทั้งหมดที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า ดวงตาสีดำสนิทค่อย ๆ รวบรวมความแค้นทีละน้อย ทีละน้อย
ลั่วชิงเฉิง นี่คือการตอบแทนที่นางมอบให้ใช่หรือไม่ ?! นางจำได้ว่าปีนั้น เพื่อไม่ให้ลั่วชิงเฉิงต้องรับโทษ นางถูกอนุรองตบหน้าสองครั้งต่อหน้าสาธารณชนจนเสียหน้า ลั่วชิงเฉิงจับมือที่บาดเจ็บของนางแนบกับแก้ม และกล่าวว่าจะดีต่อนางไปจนวันตาย ดีต่อนางไปจนวันตายงั้นหรือ ?! มันเป็นเช่นนี้หรือ ?! คือการแย่งชิงบุรุษของนาง บังคับให้นางดูพวกเขาสุขสมร่วมกันเช่นนี้หรือ ?!
ไม่รู้ว่าคุกเข่าอยู่นานแค่ไหน ในที่สุด พละกำลังของลั่วชิงหวงก็หมดลง นางจึงหมดสติไป เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง หัวเข่าของนางก็ฟกช้ำเป็นปื้น แทบจะยืนไม่ไหวเสียแล้ว ตำหนักเย็นในฤดูเหมันต์นั้นหนาวเหน็บดุจน้ำแข็งทุกวัน อากาศเย็นยะเยือกกัดกินกระดูก ทุกค่ำคืนที่นางต้องนอนบนเตียงที่ลั่วชิงเฉิงและจวินเฉียนหลิงเคยร่วมหลับนอน ภาพความทรงจำในวันนั้นหวนกลับมาในความคิดของนาง ทำให้ความรู้สึกขยะแขยงแทบอาเจียน
ล่วงเลยมาได้ราวสามเดือนในตำหนักเย็น ทนทานต่อการเย้ยหยันและการทรมานทุกรูปแบบจากจวินเฉียนหลิงและลั่วชิงเฉิง ในที่สุด นางก็รอคอยความหวัง การกลับมาของบิดาและพี่ชาย และความหวังในตัวบุตรในครรภ์ของนาง ลั่วชิงหวงลูบท้องที่เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มแรกในรอบสามเดือน แสงแห่งรอยยิ้มนั้นขับให้ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวของนางกลับมางดงามผุดผ่อง คืนสู่ความงามสง่าของอดีตยอดหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจิ่น
“ลูกรัก ท่านตาและท่านลุงของเจ้ากลับมาแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว แม่จะพาเจ้าออกไปจากสถานที่แห่งนี้”
ลั่วชิงหวงโอบกอดครรภ์และกล่าวอย่างอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความหวัง แม้นางยังคงมีความแค้นเคือง แต่…ในเมื่อนางอ่อนแอไร้ทางสู้ ปรารถนาเดียวของนางในตอนนี้คือการพาบุตรในครรภ์ออกจากตำหนักเย็นที่น่าสะพรึงกลัวนี้ไปให้ได้ ทว่า...ความจริงนั้นโหดร้ายเสมอ
“ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงของขันทีดังขึ้นอีกครั้ง
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ” ลั่วชิงหวงยืนขึ้นและทำความเคารพต่อ สวามีของนาง ฮ่องเต้แห่งแคว้นจิ่น จวินเฉียนหลิง
ความเงียบปกคลุมไปทั่ว เงียบสงบได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตกพื้น ลั่วชิงหวงยังคงอยู่ในท่าค้อมคำนับไม่เปลี่ยน ทว่า…จวินเฉียนหลิงกลับมองนางด้วยแววตาที่เย็นชา ไม่ได้เอ่ยปากให้ลุกขึ้นแม้แต่น้อย เมื่อยืนอยู่เนิ่นนาน เหงื่อก็เริ่มซึมจากหน้าผากของลั่วชิงหวง นางเงยหน้าขึ้นมอง หวังจะได้เห็นความเห็นใจในดวงตาของจวินเฉียนหลิง ทว่า…น่าเสียดาย ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนในครั้งอดีต บัดนี้…เหลือเพียงความเย็นชาเป็นที่ตั้ง นางกลั้นรอยยิ้มอันขมขื่นที่มุมปากไว้ แล้วกล่าวพลางค้อมกายว่า
“ฝ่าบาท หม่อมฉันลุกขึ้นได้หรือยังเพคะ ?”
“เป็นฮองเฮามานาน ยังไม่รู้กฎระเบียบอีกหรือ ?! ข้ายังมิได้เอ่ยให้เจ้าลุกขึ้น”
นัยน์ตาเรียวยาวของจวินเฉียนหลิงฉายแววเย้ยหยัน ดูราวกับว่าความอับอายของลั่วชิงหวงเป็นเรื่องสนุก ดวงตาของลั่วชิงหวงสั่นไหวเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันตนเองที่มุมปากก็ยิ่งชัดเจนขึ้น นางกล่าวด้วยความนอบน้อมว่า
“คำตักเตือนของฝ่าบาทถูกต้องแล้วเพคะ หม่อมฉันต่ำต้อยไม่คู่ควรแก่การเอ่ยถึง แต่…ขอฝ่าบาทได้โปรดเห็นแก่บุตรในครรภ์ของหม่อมฉันด้วยเถิด”
“บุตรในครรภ์งั้นหรือ ?” แววตาเย้ยหยันในดวงตาของจวินเฉียนหลิงยิ่งเข้มข้น รอยยิ้มที่มุมปากก็ยิ่งทวีความอำมหิต เขาใช้มือข้างหนึ่งบีบคางของลั่วชิงหวงและกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า
“กล่าวได้ดี! วันนี้…ข้ามาก็เพื่อบุตรในครรภ์ของเจ้า !”
ลั่วชิงหวงถูกจวินเฉียนหลิงบีบจนรู้สึกเจ็บ แต่…นางก็ไม่กล้าดิ้นรน
จวินเฉียนหลิงออกแรงผลักลั่วชิงหวงออกไปไกล แววตาของลั่วชิงหวงเผยความตื่นตระหนก นางยกมือทั้งสองข้างป้องครรภ์ไว้ แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น นางเงยหน้าขึ้นมองจวินเฉียนหลิงด้วยความตกใจ จวินเฉียนหลิงมองลั่วชิงหวงด้วยความรำคาญใจ ในดวงตาฉายแววดูแคลนสามส่วนและรังเกียจเจ็ดส่วน แล้วกล่าวว่า
“เจ้าคิดว่าเจ้าคู่ควรที่จะตั้งครรภ์บุตรของข้างั้นหรือ ?! ที่ข้ามาหาเจ้าวันนี้ ก็เพื่อกำจัดไอ้ลูกชั่วนี้ไปเสีย !”
“ฝ่าบาทว่าอย่างไรนะเพคะ ?!” ลั่วชิงหวงมองจวินเฉียนหลิงอย่างไม่เชื่อสายตา เสียงของนางสั่นเครือ
“ฝ่าบาทอยากจะฆ่าเขาหรือ ?! เขาเป็นสายเลือด เลือดเนื้อเชื้อไขของฝ่าบาทนะเพคะ!”
นางคิดว่าแม้เขาจะใจร้ายและเลือดเย็นต่อนาง อย่างน้อย เขายังคงมีเมตตาอยู่บ้าง ทว่า…นางไม่คิดว่าเขาถึงกับไม่เหลือความเมตตาแม้กระทั่งต่อสายเลือดของตนเอง เขามิใช่คน จวินเฉียนหลิงหัวเราะเย้ยหยัน เดินเข้ามาใกล้ลั่วชิงหวง มองนางจากที่สูง แล้วกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาว่า
“เลือดเนื้อเชื้อไขของข้าแล้วอย่างไร ?! บุตรคนแรกของข้าจะต้องเกิดจากชิงเฉิงเท่านั้น! เจ้าไปรอข้าชาติหน้าเถอะ! ยานี้…ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ”
จวินเฉียนหลิงมองลั่วชิงหวงด้วยแววตาสุดแสนจะอ่อนโยน ทว่า…ในความอ่อนโยนนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บจนถึงกระดูก เขากล่าวต่อว่า
“ข้ารู้ว่าเจ้ากลัวขม เจ้าดูสิ ข้าให้คนเตรียมยาเม็ดมาให้เจ้าโดยเฉพาะเลยนะ รีบกลืนลงไปเสีย อย่าได้ขัดขืน!”
เสียงสุดท้ายถูกเปล่งออกมาจากซอกฟัน แววตาของเขากลับกลายเป็นเหี้ยมโหดอำมหิตขึ้นมาทันที ลั่วชิงหวงตกใจถอยหลังหนี กัดฟันบังคับให้ตนเองสงบสติอารมณ์ นางเงยหน้าขึ้นมองจวินเฉียนหลิง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“ท่านพ่อของหม่อมฉันกลับถึงเมืองแล้ว ท่านพ่อไม่ยอมแน่!”
“อดีตฮองเฮาไม่ซื่อสัตย์ ไม่บริสุทธิ์ คนทั้งแคว้นต่างรู้ดี ท่านแม่ทัพใหญ่ก็ได้ประกาศตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกกับเจ้าต่อหน้าสาธารณชนไปแล้ว บัดนี้…ข้าจะลงมือกำจัดไอ้ลูกชั่วนี้ด้วยตนเอง ไม่มีใครว่าอะไรข้าได้”
จวินเฉียนหลิงกล่าวอย่างไม่แยแส มือของเขาฉวยจับคางของลั่วชิงหวงขึ้นมา แล้วยัดยาเม็ดนั้นเข้าไปในปากของนางอย่างไม่ปรานี ลั่วชิงหวงพยายามดิ้นรนสุดชีวิต ทว่า…ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการของจวินเฉียนหลิงได้
“แค่ก ๆ” ลั่วชิงหวงพยายามใช้มือล้วงคอเพื่อจะคายยาเม็ดนั้นออกมาให้ได้ แต่…ก็ทำไม่สำเร็จ
จวินเฉียนหลิงมองดูท่าทางทุลักทุเลและสับสนวุ่นวายของลั่วชิงหวง ทว่า…ในดวงตาของเขากลับไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ แม้แต่น้อย เขาสะบัดตัวหันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งไว้เพียงเงาที่โหดเหี้ยมให้นางได้มอง ลั่วชิงหวงมือหนึ่งกุมครรภ์ มืออีกข้างยื่นไปเบื้องหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นางทนความเจ็บปวดไว้และร้องเรียกอย่างเจ็บปวด
“หมอหลวง! ตามหมอหลวงมาเร็ว! ขอร้องพวกท่าน ได้โปรดช่วยบุตรของข้าด้วย!”
เสียงร้องเรียกอันแสนโศกเศร้าดังก้องกังวานอยู่ในตำหนักเย็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่…ไม่มีผู้ใดเข้ามาเลยแม้แต่คนเดียว เหล่านางกำนัลและทหารยามในตำหนักเย็นเดิมทีก็ไม่สนใจความเป็นความตายของผู้คนอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือยาที่จวินเฉียนหลิงลงมือป้อนด้วยตนเอง ต่อให้พวกเขากล้าหาญสักร้อยเท่า ก็ไม่กล้าลงมือช่วยเหลืออยู่ดี
นิ้วมือของลั่วชิงหวงจิกลงบนฝ่ามืออย่างแรงจนเลือดไหลซึมออกมา แต่…เมื่อเทียบกับโลหิตที่ทะลักออกมาจากหว่างขาของนางแล้ว เลือดนั้นก็ยิ่งไหลออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าของลั่วชิงหวงก็ยิ่งซีดเผือดลงเรื่อย ๆ ใบหน้าของนางเผยความคลุ้มคลั่งและเจ็บปวดรวดร้าว บุตรของนาง...สุดท้ายแล้วก็ต้องทิ้งนางไปอีกแล้วใช่หรือไม่ ?!
เหตุใดสวรรค์จึงโหดร้ายต่อนางถึงเพียงนี้ ?! นางแค่ต้องการจะพาบุตรจากไปเพื่อใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบเท่านั้น พวกเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยนางไปอีกหรือ ?! ความหวังที่ยิ่งใหญ่ ย่อมนำมาซึ่งความผิดหวังที่ใหญ่หลวง เดิมที…นางยังหวังให้บิดาช่วยนางออกไป หวังจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับบุตร ทว่า...ต่อหน้าอำนาจวาสนา บิดาของนางกลับทอดทิ้งนางอย่างเลือดเย็น ตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกงั้นหรือ ?!
ลั่วชิงหวงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ลั่วหยวนได้ยินดังนั้นก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เรื่องที่หวังโยวรั่วแอบหักเบี้ยหวัดของลั่วชิงหวงในยามปกติ เขาก็รู้ เพียงแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น หวังโยวรั่วเป็นคนแบบไหน ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ แต่…เขาแค่ไม่ใส่ใจ เขาแค่ต้องการให้หวังโยวรั่วเชื่อฟังเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเท่านั้น“ปกติเจ้าไม่เคยไปที่นั่นไม่ใช่รึ ? ทำไมอยู่ ๆ ถึงไปที่นั่น ? ไม่รู้หรือว่าอาหารที่นั่นแพงแค่ไหน ?”หวังโยวรั่วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก ดวงตาของลั่วชิงหวงหันไปมอง ก่อนจะหัวเราะเยาะในใจ ถามได้ดีมาก นางกำลังรอให้หวังโยวรั่วถามคำถามนี้อยู่พอดีในดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ลั่วชิงหวงมองไปทางหวังโยวรั่วที มองไปทางลั่วหยวนที ทำท่าทางเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด สุดท้าย…นางก็กัดฟันกล่าวออกมาว่า“เมื่อหลายวันก่อน ลูกคุกเข่าอยู่ที่หน้าเรือนของอี๋เหนียงเพื่อขอความเมตตาให้ชิงเฉิง ตากฝนแล้วล้มป่วย มีไข้สองวันเต็ม หลังจากฟื้นขึ้นมาร่างกายยังอ่อนแอนัก แต่…อาหารที่ถูกส่งมาให้นั้น ล้วนแต่เป็นของที่กลืนไม่ลง ลูกไม่มีทางเลือกอื่น จึงจำต้องออกไปทานอาหารที่โรงเตี๊ยมฟางเซียงจวีเ
เยว่ยวี่หลิวหลีและจวินรั่วเซวียนคือยอดหญิงงามคู่แฝดแห่งแคว้นจิ่น ซึ่งเป็นสตรีที่งามที่สุดในแคว้นจิ่น แต่…น่าเสียดายที่ต้องเป็นไปตามคำโบราณที่กล่าวไว้ ตั้งแต่โบราณมา คนงามมักอาภัพ สตรีทั้งสองได้เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน จวินอู่เฉินถึงกับโศกเศร้าอยู่เป็นเวลานาน ก็เพราะการจากไปของจวินรั่วเซวียนและเยว่ยวี่หลิวหลี จวินอู่เฉินจึงถ่ายโอนความรักความเอ็นดูที่เคยมีให้สตรีทั้งสองไปสู่บุตรธิดาของพวกนางเกือบทั้งหมดนี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องแสร้งทำเป็นรักและเอ็นดูต่อลั่วอวิ๋นจื่อและลั่วชิงหวงเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลของจวินรั่วเซวียน เขาเองก็ไม่ชอบลั่วอวิ๋นจื่อและลั่วชิงหวงเช่นกัน โดยเฉพาะลั่วชิงหวง นางเติบโตมามีใบหน้าที่คล้ายจวินรั่วเซวียนมากเกินไป แม้ว่านิสัยจะอ่อนโยนน่ารัก แต่…ใบหน้าของนางก็ไม่อาจซ่อนเร้นความสูงศักดิ์ที่มีอยู่ในตัวได้ เมื่อใดที่มองหน้านาง ก็ทำให้เขานึกถึงท่าทีใช้อำนาจกดขี่ของจวินรั่วเซวียนทุกครั้ง ดังนั้น…แม้จะรู้ว่าหวังโยวรั่วแอบรังแกลั่วชิงหวงในยามปกติ เขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นด้วยความรักใคร่เอ็นดูจากจวินอู่เฉิน และลั่วชิงหวงที่อ่อนโยนว่าง่ายมาโดยตลอด เขาจึงไม่เคยลงโทษลั่วชิงหวงเ
ลั่วชิงหวงมองดูจางม่าม้าและซ่งม่าม้ากรูกันเข้าไปในห้องของนางโดยไม่แสดงท่าทีขัดขวางใด ๆ ภายนอกดูราวกับตกใจกลัว ทว่า…ไม่มีใครเห็น ประกายแห่งการวางแผนและความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงตานาง อยากค้นก็ค้นไปเถิด นางกลัวว่าหวังโยวรั่วจะไม่มาค้นห้องของนางต่างหากเล่า หากไม่ค้นห้องของนาง จะหาข้อหาดูหมิ่นกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่มาลงโทษหวังโยวรั่วได้อย่างไรหากไม่ค้นห้องของนาง จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่านางมีเงินมากมายขนาดนี้ และเงินที่ถูกตัดทอนไปนั้นหายไปไหน ? หากไม่ค้นห้องของนาง จะทำให้ทุกคนรู้ได้อย่างไรว่าคุณหนูสายตรงอย่างนางต้องใช้ชีวิตลำบากอย่างไรจางม่าม้าและซ่งม่าม้ากรูกันเข้าไป รื้อค้นห้องของลั่วชิงหวงจนข้าวของกระจัดกระจาย เซียงหลิงเห็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับของคุณหนูถูกพวกนางจงใจทำแตกหักเสียหาย ก็อดไม่ได้ที่จะกัดริมฝีปาก คิดจะเดินเข้าไปห้าม“อดทนไว้” ลั่วชิงหวงเห็นการกระทำของเซียงหลิง นางเอียงหน้าเล็กน้อย แล้วกระซิบบอกเพียงคำเดียวเซียงหลิงได้ยินคำพูดของลั่วชิงหวง ก็พยายามระงับความอยากที่จะพุ่งเข้าไปห้ามไว้ได้ ในเวลาไม่นาน จางม่าม้าและซ่งม่าม้าก็รวบรวมเงินทั้งหมดที่อยู่ในห้องของลั่ว
ส่วนเหตุผลที่ทำเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่เพราะความตั้งใจทำลายชื่อเสียงของตัวเอง แต่…เพื่อดึงดูดความสนใจของท่านพ่อและฮ่องเต้ เพื่อให้นางสามารถอธิบายเหตุผลที่นางมากินอาหาร และเหตุผลที่นางไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารได้อย่างชัดเจน หากนางคิดไว้ไม่ผิด ท่านพ่อและพี่ใหญ่คงจะกลับมาถึงในวันพรุ่งนี้“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ้าติดหนี้บุญคุณข้าอยู่ หวงเอ๋อร์” คุณชายหลิวจิ่งพับพัด แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้หูลั่วชิงหวง กล่าวด้วยรอยยิ้มที่ยั่วยวน หัวใจของลั่วชิงหวงสั่นไหวอย่างรุนแรง การสนทนากับสถานการณ์นี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน แต่…คำพูดนั้น กลับเหมือนกันทุกประการ ทว่า…บัดนี้ นางได้มองเห็นความจริงของสิ่งที่เรียกว่าความรักแล้ว นางจะไม่มีทางหวั่นไหวกับผู้ใดอีกสวรรค์ให้โอกาสนางกลับมาเกิดใหม่ สิ่งที่นางจะต้องทำคือจดจำบทเรียนในครั้งก่อนให้ดี และทวงคืนความเจ็บปวดที่ผู้อื่นเคยทำไว้กับนาง ลั่วชิงหวงไม่ได้เอ่ยตอบ นางพยักหน้าแล้วพาเซียงหลิงเดินจากไป เมื่อกลับมาถึงจวนแม่ทัพใหญ่ เซียงหลิงก็ยกมือขึ้นลูบหน้าอกของตนเอง พลางถอนหายใจโล่งอกแล้วกล่าวว่า“เมื่อครู่นี้ตกใจแทบตายเจ้าค่ะคุณหนู” ลั่วชิงหวงเห็นท่าทางของเซียงหลิงก็อดไม่ได้ที่จะ
และตอนนั้นเอง นางก็ได้พบกับเขา บุรุษชุดขาวที่สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก เขาบอกว่าเขาเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมฟางเซียงจวี เขาบอกว่าผู้ที่กินเสร็จแล้วคิดหนีจะต้องถูกตัดมือ เขามองใบหน้าที่ซีดเผือดของนางแล้วหัวเราะออกมา ถามเย้าแหย่นางว่าควรทำอย่างไรดี นางจึงรีบอธิบายอย่างลนลานว่านางเป็นคุณหนูจากจวนแม่ทัพใหญ่ นางลืมนำเงินมา นางจะกลับไปเอาเงินมาให้เขา หรือจะให้เขาตามนางกลับไปที่จวนก็ได้ทว่า…บุรุษชุดขาวผู้นั้นไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยนางไป เขายืนกรานให้นางจ่ายเงินที่นี่เดี๋ยวนั้น ในตอนนั้น นางรู้สึกว่า ทำไมคนผู้นี้ถึงได้เจ้าเล่ห์นัก จึงอดไม่ได้ที่จะเสียมารยาท แล้วด่าออกไปว่า“เจ้าคนพาล!” ได้ยินนางด่า บุรุษชุดขาวก็ไม่ถือสา รอยยิ้มเย้าแหย่ยิ่งเข้มข้นขึ้น สุดท้าย…เขาก็สะบัดพัดพับอย่างสง่างาม แล้วกล่าวว่า“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ้าติดค้างบุญคุณข้าอยู่ หวงเอ๋อร์ ~”นางมองเขากึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ เขาแค่ยิ้ม นางกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ จึงค่อย ๆ เดินจากไป แล้วรีบวิ่งกลับไปจวนแม่ทัพใหญ่ปิดประตูห้อง แก้มทั้งสองข้างของนางร้อนผิดปกติ นางก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะวิ่งเร็วเกินไป หรือเป็นเพราะถูกบุรุษชุดขาวผู้นั้นเ
ทว่า…นางไม่เคยรู้เลยว่า การที่นางถูกรังแกเหมือนในอดีต ท่านพ่อล้วนแล้วแต่รู้เห็นเป็นใจ แท้จริงแล้ว คนที่ท่านพ่อรักที่สุดก็คืออนุรอง มิใช่ท่านแม่ยอดหญิงงามคู่แฝดแห่งแคว้นจิ่นในปีนั้นกลับมาแล้วรึ ? ก็ดี นางไม่ได้พบท่านพ่อที่แสนดีของนางมานานแล้ว“แค่ก ๆ” ลั่วชิงหวงไอออกมาเบา ๆ ดวงตาของนางฉายแววเย็นชาวูบหนึ่ง ไข้หวัดนี้ มิใช่เพียงแค่การโบยสามสิบไม้ก็สามารถลบล้างไปได้ หนี้ของนาง...จะทวงคืนอย่างช้า ๆต้นไม้ในสวนเริ่มเผยให้เห็นหน่ออ่อน เมื่อมองจากที่ไกล ๆ ก็ไม่เห็นความแห้งแล้งซีดเซียวอีกแล้ว แต่…กลับมีสีเขียวสดชื่นเพิ่มเข้ามาหลายส่วน ลั่วชิงหวงสวมเสื้อคลุมสีขาวดุจหิมะ ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ร่างที่ผอมบางดูอ่อนแอเป็นพิเศษในสายลม ราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แต่กระนั้นนางก็ยังคงยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง ราวกับมีพลังงานที่มองไม่เห็นบางอย่างค้ำจุนนางไว้ ทำให้นางดูแน่วแน่และมั่นคงขนตาที่ยาวเหยียดทอดต่ำลง ในดวงตาที่ดำสนิทราวกับซ่อนเร้นความลึกล้ำไว้มากมาย นิ้วมือที่เรียวยาวขาวผ่องยื่นออกไป ค่อย ๆ เปิดบานหน้าต่างออก ลมกระโชกแรงพลันพัดเข้ามา ทำให้นางไอขึ้นมาอีกครั้ง“คุณหนู กำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ ?” เซียงหลิงที







