Mag-log inนางเก็บตั๋วเงินใส่ลงในกล่องไม้สักสีน้ำตาลเข้มซ่อนไว้ชั้นลึกที่สุดในตู้ เงินห้าพันตำลึงเกรงว่าจะไม่พอควรหารายได้เพิ่มอีกสักทางหนึ่ง
เยี่ยนหรงแต่งกายด้วยชุดบุรุษอีกครั้ง คราวนี้นางจะออกไปหาเงินด้วยตัวเอง นำตั๋วเงินติดตัวไปด้วยห้าร้อยตำลึง ระหว่างที่กำลังคิดหาทางนางก็เห็นบุรุษหลายคนเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง เงยหน้ามองขึ้นเห็นป้ายหอนางโลมและคนยังเดินเข้าไปไม่ขาดสาย "เวลากลางวันแสกๆ แต่กลับมีคนเดินเข้าไปตั้งมากมาย แต่ละคนแต่งตัวดี ทั้งลักษณะเหมือนคุณชายทั้งดูคล้ายพ่อค้า" นางยืนครุ่นคิดอยู่หน้าหอนางโลมครู่หนึ่งก็นึกขึ้นได้ "หรือว่ามีเรื่องใดพิเศษ ข้าต้องไปดูเสียหน่อย" นางรีบเดินตามกลุ่มคนเข้าไปด้านในทันที ภายในหอนางโลมประจำเมืองหลวงตกแต่งไว้อย่างสวยงามชวนมาใช้บริการมองไปรอบๆ มีทั้งสาวงามและบุรุษกำลังดื่มกินกันอย่างรื่นเริง นางเห็นบุรุษหลายคนเดินเข้าประตูด้านทิศตะวันออกจึงรีบเร่งตามเข้าไป ด้านในมีคนล้อมรอบเป็นวงกลมตรงลานกว้างมีชายสองคนยืนอยู่คนละด้านนางจึงกระซิบถามคนข้างๆ "พี่ชาย มีเรื่องใดตื่นเต้นรึ" "อ๋อ มีจอมยุทธสองท่านทะเลาะกันหาข้อยุติไม่ได้จึงประลองฝีมือ ใครชนะคนนั้นไม่ต้องจ่ายค่าบริการวันนี้ ใครแพ้คนนั้นต้องจ่ายให้อีกฝ่ายด้วย" เขาอธิบายพลางเดินเข้าไปดูใกล้ๆ มองไปด้านข้างเห็นโต๊ะตัวหนึ่งมีชายสองคนนั่งหัวเราะด้วยความพอใจและประกาศขึ้น "จอมยุทธสองท่านกำลังจะประลองกันแล้ว เหลือเวลาไม่มากสำหรับการเดิมพัน หากชนะจะได้สิบเท่า" "สิบเท่า!" "สิบเท่า!" ทุกคนต่างฮือฮากรูเข้าไปห้อมล้อมวางตั๋วเงินเดิมพันจนแทบนับไม่ไหว เยี่ยนหรงเห็นดังนั้นนางก็ลองดูล้วงเงินออกมาห้าร้อยตำลึงอย่างมั่นใจ "ข้าจะได้ห้าพันใช่หรือไม่" "ถูกแล้วคุณชายน้อย แต่จะรู้หรือว่าเจ้าจะชนะ" ชายคนนั้นยิ้มเยาะนางจากท่าทางนุ่มนิ่มหน้าขาวดูอ่อนแออ่อนประสบการณ์เขาไม่อาจมั่นใจว่าจะชนะได้ เหตุใดนางจะไม่รู้จักจอมยุทธสองคนนี้ ในวันข้างหน้าสองคนนี้จะได้เป็นองครักษ์ในวังหลวง พวกเขาเก่งกาจความสามารถรอบด้านฝีมือสูสีกันแต่จะมีอยู่อย่างหนึ่งที่อีกฝ่ายเหนือกว่า ความว่องไวหลอกล่อเก่งย่อมได้เปรียบในขณะที่อีกคนฝีมือดีกว่าทว่าซื่อตรงไม่เจ้าเล่ห์ 'คนเจ้าเล่ห์มักได้เปรียบ เดิมพันข้างคนนี้' การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นตามด้วยเสียงโห่ร้องอย่างตื่นเต้น สร้างความคึกคักไปทั่วห้องโถงใหญ่ คนด้านนอกที่ต้องการเดิมพันต่างย้ายเข้าไปในนั้น และยังส่งข่าวให้คนด้านนอกเข้าไป สถานเริงรมย์แห่งนี้จึงดูคึกคักเงินสะพัดจนไม่อาจจะบรรยายได้ การต่อสู้ดำเนินไปย่างเข้มข้นทั้งคู่มีฝีมือเท่าเทียมกัน ผลัดกันรุกผลัดกันรับ เหล่านักเดิมพันต่างใจหายใจคว่ำไปหลายรอบ เป็นครั้งแรกที่นางได้ดูการต่อสู้ของจอมยุทธผู้เก่งกล้า ชาติก่อนไม่ว่าช่วงวัยใดก็ไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนี้พอได้สัมผัสด้วยตัวเองนางก็ตื่นเต้นไม่แพ้คนอื่นเช่นเดียวกัน บุรุษสองคนขอไม่เปิดเผยชื่อกรรมการจึงตั้งชื่อแทนว่าฝ่ายขาวกับฝ่ายดำตั้งตามลักษณะท่าทางของคนทั้งสอง แน่นอนว่าเยี่ยนหรงเดิมพันฝ่ายสีดำ คนคนนี้ในเมื่อก่อนฝีมือดียิ่งนักได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ช่วงสุดท้ายในชีวิตของนางเขาเป็นองครักษ์ฝ่ายขวาขององค์ฮ่องเต้ ส่วนอีกคนตามมาทีหลังได้เป็นองครักษ์ฝ่ายซ้าย ผ่านไปหนึ่งชั่วยามการต่อสู้ยิ่งดุเดือดมากขึ้น ทั้งสองไม่มีวี่แววอ่อนล้าแม้แต่น้อย สร้างความวิตกกังวลให้ผู้คนมากขึ้นแต่ไม่นานก็มีฝ่ายแพ้ชนะเกิดขึ้น คนที่ชนะคือฝ่ายสีดำที่นางเดิมพันลงไปห้าร้อยตำลึง "โอ...เขาชนะจริงๆ ด้วย" การต่อสู้สิ้นสุดลงจอมยุทธทั้งคู่มองตากันหมายมั่นว่าต้องมีคราวหน้าอีกแน่นอน เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจปนความผิดหวังดังขึ้นเซ็งแซ่ เยี่ยนหรงไม่รอช้าตรงเข้าไปรับเงินห้าพันตำลึงทันที หลายคนมองหน้าของนางไม่อยากเชื่อ หน้าขาวราวกับสตรีอีกทั้งยังเป็นนักเดิมพันหน้าใหม่แต่กลับโชคดีกว่าพวกเขาที่เป็นนักพนันมาหลายปี สายตาหลายคู่มีความอิจฉานางเมื่อเห็นนางนับตั๋วเงิน เยี่ยนหรงรีบนับรีบเก็บเอาไว้อย่างรวดเร็วเตรียมตัวร่ำลาเถ้าแก่ก่อนที่คนอื่นจะจับตามองนางมากไปกว่านี้ "เร็วเข้า ทหารกำลังตามจับบ่อนพนัน!" สิ้นเสียงเตือนทุกคนวิ่งแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง หอนางโลมแห่งนี้ตั้งขึ้นอย่างเปิดเผยมาหลายปีระยะหลังแอบซุกซ่อนบ่อนพนันผิดกฏหมายเคยถูกจับและสั่งปิดชั่วคราวมาแล้วครั้งหนึ่ง ใครจะคิดว่าเพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นานก็โดนตรวจสอบเสียแล้ว! เยี่ยนหรงวิ่งฝ่าฝูงชนออกมายกมือทาบเสื้อตำแหน่งที่ซ่อนเงินเอาไว้ คนวิ่งสวนกันไม่รู้ทิศทางชนนางล้มลงถึงสองครั้งกว่าจะคลานลอดอกมาได้ทำเอาเลือดตาแทบกระเด็น "โชคดีที่เงินยังอยู่" นางออกมาด้านนอกยังเห็นคนวิ่งไปหลายทางจึงหนีเข้าซอกซอยขนาดเล็ก เส้นทางในเมืองหลวงนางชำนาญเป็นอย่างดีเพราะชาติก่อนนางออกเดินทางวางแผนชั่วอยู่บ่อยครั้ง เสียงทหารร้องเรียกดังสนั่นอยู่ไม่ไกลนางวิ่งซอกแซกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบตะกร้าใบหนึ่งวางอยู่ในซอกตรงหัวมุมรีบเข้าไปซ่อนตัวปิดฝาอย่างรวดเร็ว เหล่าทหารสามนายวิ่งมาหยุดตรงซอยเล็กหันซ้ายหันขวาพูดขึ้นอย่างหงุดหงิด "หายไปไหนแล้ววิ่งหนีมาทางนี้ตั้งหลายคน ในซอยก็ว่างเปล่า" "ข้าว่าเราควรแยกกันหา ไป!" เสียงฝีเท้าวิ่งห่างออกไปจนไร้เสียงเยี่ยนหรงค่อยๆ ลุกขึ้นชะโงกมอง "ค่อยโล่งอก ฮู่ว" นางเดินออกจากซอยเล็กช้าๆ พยายามทำตัวปกติกะว่าจะเดินไปถนนด้านหน้าที่มีร้านค้าและผู้คนหนาตา นางจะได้กลืนตัวเองให้หายเข้าไปในฝูงชน "เจออีกแล้ว" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู เยี่ยนหรงหันไปมองต้องตกตะลึง นางยืนแข็งทื่อตาค้างอย่างเหลือเชื่อ เจอเซี่ยอิ้งเฟยอีกแล้ว เขาเดินเข้ามาใกล้นางพอดีทหารคนหนึ่งวิ่งมาเจอทั้งสองคน "คารวะซื่อจื่อ" "เจ้ากำลังตามหาใครหรือ" "ตามจับนักพนันขอรับมีสายรายงานว่าเจอบ่อนพนันในหอนางโลม" "เช่นนั้นก็ตามสะดวกเถิด" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุม "ขอรับ" นายทหารคนนั้นทำความเคารพแล้วเดินจากไปสายตายังคงกวาดมองโดยรอบค้นหาคนที่หลบหนีไม่ละสายตา เขาหันกลับมามองนางเอ่ยขึ้น "พบเจอคุณหนูเยี่ยนครั้งนี้แถวๆ ถนนใกล้หอนางโลม คงไม่ได้มาบ่อนพนันหรอกนะ" เขาจงใจพูดขึ้นประกายในแววตาเย็นยะเยือก เยี่ยนหรงชาวาบไปทั่วแผ่นหลังหัวใจเต้นแรง นี่เขาคงไม่รู้เรื่องนี้หรอกนะ "ข้าน้อยออกมาทำธุระกำลังจะไปซื้อขนมเจ้าค่ะ" ร้านขนมอยู่ด้านหลังของเขาพอดี นางแก้ตัวไม่ทันจึงอ้างขึ้น เซี่ยอิ้งเฟยมองตามสายตาของนางไปทางร้านขนมหันกลับมาพูดขึ้น "ข้าก็ชอบขนมร้านนี้ ถ้าอย่างนั้นเราไปซื้อกันเถิด" ตายแล้ว! นอกจากเขาไม่ปล่อยนางไปยังชวนไปกินขนมอีก ไม่เรียกว่าซวยจะให้เรียกอะไรได้ เซี่ยอิ้งเฟยแสดงบบาทของสุภาพบุรุษซื้อขนมให้นางหนึ่งถุงเดินออกจากร้านกินขนมไปตามทาง เขากินอย่างเอร็ดอร่อยเคี้ยวช้าๆ ราวกับว่าอยู่ในวันพักผ่อน "เอ่อ..." นางอ้าปากจะร่ำลา "ขนมนี้ควรกินกับชาจะเข้ากันที่สุด เราเข้าไปโรงน้ำชาเถิด" "เอ่อ...ข้าน้อยมีธุระต้องทำต่อ ขออภัยท่านซื่อจื่อเจ้าค่ะ" เขาจึงพูดขึ้นลอยๆ มองไปยังเบื้องหน้าคล้ายมิได้ตั้งใจพูด "ยังไม่ได้ใช้เงินห้าพันตำลึงเลยจะรีบร้อนไปไหน" อะไรนะ! เซี่ยอิ้งเฟยรู้ว่านางมีเงิน นางกลืนขนมไม่ลงแล้ว รีบปรับสีหน้าให้ดูจริงจัง "ท่านซื่อจื่อ พูดอะไรเจ้าคะ" เขามองนางอีกครั้งกระตุกมุมปากก่อนทำตัวปกติ "ถ้าอย่างนั้นดื่มน้ำชาให้หายเหนื่อยสักถ้วยจะได้ผ่อนคลายแล้วค่อยกลับ" ถึงแม้น้ำเสียงเหมือนเชื้อเชิญแต่นางรู้ดีว่าเป็นคำสั่งกลายๆ เขาต้องการสิ่งใดจึงไม่ยอมปล่อยเช่นนี้ "เจ้าค่ะ"จวนกั๋วกงเซี่ยกั๋วกงและองค์หญิงหลินเฟยให้การยอมรับในตัวเยี่ยนหรงมากขึ้น ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ต่างอดทนแบกรับความเสี่ยงร่วมกับฮูหยินน้อยผู้นี้ทว่าในตอนนี้ความรอบคอบของนางสร้างความประทับใจให้จวนกั๋วกงเป็นอย่างมาก นอกจากนางจะวางแผนเหตุการณ์ล่วงหน้าแล้วยังช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกทุกข์ได้ยากมากกว่าขุนนางและเศรษฐีเสียอีก นับว่าเยี่ยนหรงคือเซี่ยฮูหยินของซื่อจื่อแห่งจวนกั่วกงอย่างแท้จริงเซี่ยอิ้งเฟยได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นขุนนางตำแหน่งราชเลขาของฮ่องเต้ที่ทรงมีพระวรกายไม่ค่อยแข็งแรงนักเพราะผลจากโรคระบาดที่ผ่านมานับเป็นความก้าวหน้าที่เหนือกว่าทุกคน เยี่ยนหรงส่งต่อกิจการค้าให้กับซ่งฉีรับดูแลต่อไปเพราะนางต้องทำหน้าที่ฮูหยินโดยสมบูรณ์ มีบ้างบางครั้งที่ซ่งฉีเชิญนางไปช่วยสอนการดูชนิดสมุนไพรและสรรพคุณแต่ละชนิดในการรักษาโรค นางอยู่ที่นั่นอย่างมากไม่เกินช่วงบ่ายก็เดินทางกลับจวนแล้วหลังโรคระบาดจบลงทางวังหลวงมีผู้สอบเป็นหมอหลวงได้อันดับที่หนึ่งก็คือหยางชิงเซียน ถือว่าเป็นหมออายุน้อยที่สุดและเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับการยอมรับในความสามารถ ก่อนหน้านี้นางเริ่มมีชื่อเสียงจากการรักษาผู้ป่วยรอบนอกเมืองมาก่อนจึงเอาประ
อาการของชินอ๋องทรุดลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะจัดยาฤทธิ์แรงขนาดไหนดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลรวมถึงสตรีในจวนของเขาหลายคนก็มีอาการเช่นเดียวกัน ตอนนี้เริ่มลุกลามไปถึงนางกำนัลประจำตัวของเขาและบ่าวรับใช้ สตรีแต่ละคนมีอาการรุนแรงบ้าง บางคนที่สุขภาพดีอาการไม่หนักมากภายในตำหนักของชินอ๋องเริ่มไม่ปลอดภัย บ่าวรับใช้และทหารต่างหวาดกลัวการแพร่ระบาดของโรคนี้นอกจากนั้นพวกเขายังได้ข่าวว่ามีบางคนกลับไปเยี่ยมครอบครัวและคนในครอบครัวของพวกนางก็ติดโรคเหล่านี้ด้วยเช่นกัน"อะไรนะ ชินอ๋องป่วยหนักอย่างนั้นรึ"ฮ่องเต้ตกพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่อาการของชินอ๋องทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน พระองค์เสด็จไปเยี่ยมเขาที่ตำหนักทันที"เกิดอะไรขึ้นเหตุใดเจ้าถึงเป็นเช่นนี้"พระองค์ทอดพระเนตรพระอนุชาที่นอนหายใจหอบอยู่บนเตียงสายตาของเขาตอนนี้ทั้งพร่ามัวและรางเลือนข่าวอาการป่วยของชินอ๋องแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว สร้างความหวั่นกลัวให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อีกทั้งสตรีในจวนของเขาและครอบครัวก็ติดโรคระบาดนี้ไปด้วย พวกนางทั้งหมดถูกขับไล่ออกจากตำหนักพร้อมด้วยนางกำนัลทั้งหมดจึงเดินทางกลับไปหาครอบครัวตนเองทว่ากลับถูกผลักไสเพราะ
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเสียงกระบี่กระทบกันดังสนั่นไปทั่วตำหนักชินอ๋อง บ่าวรับใช้นางกำนัลกรีดร้องวิ่งหนีเอาตัวรอดส่วนชินอ๋องยืนดูการต่อสู้ที่เข้มข้นต่อไปองครักษ์ของตำหนักชินอ๋องได้รับบาดเจ็บล้มตายต่อหน้าเขา คนที่เหลือสองสามคนล่าถอยเพราะบาดเจ็บเริ่มสู้ไม่ไหว"ท่านจำเอาไว้ว่าอย่าได้คิดเข้าใกล้จวนกั๋วกงอีก ไม่เช่นนั้นตำหนักชินอ๋องไม่เหลือแน่""เซี่ยอิ้งเฟย โอหังนัก! ข้าคือใครเจ้าควรสำนึกบ้าง""ท่านต่างหากที่ควรต้องสำนึก ก่อเรื่องเอาไว้มากระวังตัวให้ดีว่าวันหนึ่งข้าจะเปิดโปงท่าน""เจ้ากล้าขู่ข้ารึ""ไม่ใช่แค่ขู่ หากข้าต้องการเอาชีวิตของท่านมันง่ายนิดเดียว""เจ้า!"ชินอ๋องชี้หน้าเซี่ยอิ้งเฟยพูดไม่ออกดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความโมโหสุดขีด เขาจ้องหน้าชินอ๋องกลับกระตุกยิ้มมุมปากก่อนเดินออกไป"กลับจวน"ทั้งสามคนออกไปจากตำหนัก ปล่อยให้เขาโมโหบันดาลโทสะระบายอารมณ์กับบ่าวรับใช้ต่อไปเซี่ยอิ้งเฟยกลับมาทำงานของตนเองต่อหลังจากกลับจากตำหนักชินอ๋อง ก่อนทำงานเขาตรวจดูความเรียบร้อยของจวนกั๋วกงว่ามีสิ่งใดเสียหายหรือไม่ เรื่องที่ฮ่องเต้สั่งให้ทหารมาควบคุมเอาไว้น่าจะเป็นฝีมือของชินอ๋อง เมื่อเซี่ยกั๋วกงจ
เซี่ยอิ้งเฟยยังคงนั่งอยู่ท่าเดิมดูหน้าเขาไม่ได้ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด เวลานี้องครักษ์ลับกำลังไปสืบเรื่องในจวนกั๋วกง เขาเพียงนั่งรอจดหมายหากมีเรื่องไม่ชอบมาพากลก็สั่งการได้ทันทีเสียงฝีเท้าหนักที่คุ้นเคยเดินผ่านห้องขังช้าๆ จนกระทั่งมาหยุดยืนที่ประตูคุมขังของเขาจากนั้นทหารก็ปลดกุญแจเสียงฝีเท้านั้นเริ่มเดินเข้ามาใกล้เซี่ยอิ้งเฟยลืมตาขึ้นเขาต้องตะลึงอย่างคาดไม่ถึงเมื่อเห็นเซี่ยกั๋วกงยืนยิ้มบางอยู่ตรงหน้า"ท่านพ่อ!"เขาเดินเข้ามาตบบ่าของบุตรชายเบาๆยามที่ต้องการให้กำลังใจเซี่ยอิ้งเฟย ท่านกั๋วกงมักทำเช่นนี้ประจำ"เป็นอย่างไรไอ้ลูกชายรสชาติของการเป็นนักโทษ ดูหน้าเจ้าสิไม่ได้อมทุกข์เลยสักนิด""เพราะลูกจดจำคำสั่งสอนของท่านพ่อเอาไว้ตลอดเวลาขอรับ เราเป็นบุรุษทำผิดก็ต้องยอมรับแต่ไม่ทิ้งอุดมการณ์""พ่อเข้าใจเจ้าไปเถอะกลับจวนกัน"เซี่ยอิ้งเฟยเลิกคิ้วเมื่อเห็นบิดากำลังเดินนำหน้าออกไปที่ประตู"เหตุใดเป็นเช่นนี้เล่าขอรับ""ผิดถูกอย่างไรก็ไปรอที่จวน เจ้าสนุกนักหรือไรที่มานั่งเล่นนอนเล่นในคุกหลวงเช่นนี้ พ่อจะบอกให้ว่าตอนนี้เจ้าตัวเหม็นมากควรรีบกลับไปอาบน้ำได้แล้ว"เมื่อเห็นเซี่ยอิ้งเฟยทำท่าต่อต้านท่านกั๋วก
ชินอ๋องเดินทางมาที่จวนกั๋วกงพบกับทหารหน้าจวนยืนขวางเอาไว้"แม้แต่กับข้ายังต้องเข้มงวดรึ""ฮ่องเต้รับสั่งเอาไว้ว่าไม่เว้นแม้แต่คนเดียวพะย่ะค่ะ""ดีจริงๆ เลย ข้าคือชินอ๋องตัวแทนฮ่องเต้มาพบเซี่ยกั๋วกงเปิดทางให้ด้วย"ชินอ๋องใช้น้ำเสียงคมเข้มข่มขู่ทหาร ทั้งสองคนลังเลมองหน้ากันจากนั้นจึงปล่อยให้เขาเข้าไปในจวนกั๋วกงได้ ทว่าเมื่อพ้นเขตของทหารไปแล้วเขากลับตรงไปที่เรือนหลังของเยี่ยนหรงแทน"คารวะชินอ๋องไม่ทราบว่ามีธุระใดเพคะ"หรูลี่ทำความเคารพและถามถึงธุระของเขา"เหอะ ข้ามาพบเซี่ยฮูหยินเหตุใดต้องมีธุระด้วยเล่า เพียงแต่อยากมาเยี่ยมนางเท่านั้น""ตอนนี้ฮูหยินคงไม่สะดวกเพคะเพราะไม่สบายอยู่""ไม่สบายเป็นอะไรหรือ อย่างนั้นยิ่งต้องเข้าไปดูถอยออกไป""ไม่ได้เพคะ"เมื่อถูกขัดขวางชินอ๋องเอื้อมมือผลักไหล่ของหรูลี่เบาๆ แล้วเปิดประตูเข้าไปเยี่ยนหรงที่กำลังนั่งอ่านตำราเห็นคนกำลังเดินเข้ามานางอึ้งไปชั่วขณะ ในใจรู้สึกตื่นตระหนกทว่าพยายามนิ่งสงบควบคุมสติเขาถือวิสาสะเดินเข้ามาใกล้ยกหลังมืออังที่หน้าผากของนาง เยี่ยนหรงสะดุ้งลุกขึ้นยืนให้ห่าง"เห็นว่าเจ้าไม่สบายตัวก็ไม่ร้อน""สบายดีเพคะ""ฮูหยินดูหน้าเจ้าสิหม่นหมอ
"ข้าไม่นึกเลยว่าพี่อิ้งเฟยจะลุ่มหลงนางได้ขนาดนี้ นางมีดีอะไรข้ายังมองไม่เห็น นางมีอะไรเทียบข้าได้บ้างท่านถึงไม่มองข้าเลย"ไป๋เซียนพรั่งพรูความในใจที่เก็บกดมาเนิ่นนาน นางรักเขามานานเพียงใดเขาก็รู้ดีมาตลอด นางพูดจาดูหมิ่นเยี่ยนหรงต่อหน้าเซี่ยอิ้งเฟย ดวงตาสีนิลมองนางฉายแววเย็นเยียบ เขาลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้จนนางต้องถอยร่นออกไป "เพราะนางไม่เหมือนใครข้าถึงรักนางมาก นางมีในสิ่งที่เจ้าไม่เคยมีนางไม่มีนิสัยเยี่ยงเจ้า ความรักจากข้าที่มีต่อนางมันมากเกินกว่าจะมีให้คนอื่นแล้ว กลับไปเถอะองค์หญิง เรื่องของเราไม่มีทางเป็นไปได้ข้าจะอยู่หรือตายก็ไม่มีวันรักเจ้า"พูดจบเขาก็หมุนกายยืนกอดอกหันหลังให้นาง ไป๋เซียนทั้งโกรธทั้งอับอาย ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยถูกผู้ใดด่าทอมาก่อนยิ่งเป็นคำพูดที่ออกจากปากของเซี่ยอิ้งเฟยนางยิ่งนึกไม่ถึง ความเจ็บปวดแล่นพล่านทั่วร่างกายราวกับถูกเข็มเป็นพันเล่มทิ่มแทง หัวใจของนางแหลกสลายดั่งสูญสิ้นซึ่งความหวังที่เคยวาดระบายเอาไว้ในจินตนาการ ทั้งหมดทั้งมวลแตกสลายลงตรงหน้าไม่มีชิ้นดี ไป๋เซียนรู้สึกร้อนผ่าวทั่วใบหน้าดวงตามีน้ำใสๆ เอ่อล้นขึ้นมามองเซี่ยอิ้งเฟยไม่อยากเชื่อสายตา"ท่านมันเลือ
เถ้าแก่หลิ่วออกเดินทางมาได้เกือบครึ่งเดือนแล้วครั้งนี้เขาไปต่อรองราคากับชาวบ้านเพราะต้องการสั่งเป็นจำนวนมาก เมื่อลดต้นทุนแล้วเขาจะไปเอากำไรจากลูกค้ามากขึ้นเนื่องจากสืบได้ว่าการค้าขายยาสมุนไพรดูคึกคักในช่วงนี้"ขายดีเช่นนี้ต้องมีการขึ้นราคาเสียหน่อย"เยี่ยนหรงและซ่งฉีออกเดินทางไปที่หมู่บ้านเช่นเดียว
เช้าวันนี้อากาศเย็นลงอีกเยี่ยนหรงไม่ได้วางแผนเพิ่มเติมนางจึงนั่งเย็บถุงหอมไปพลางๆจวนกั๋วกงเซี่ยอิ้งเฟยกำลังทำงานยู่ในห้องหนังสือ เขาเป็นคนเอาจริงเอาจังมีความรับผิดชอบสูง เป็นบุรุษรูปงามจนเป็นที่กล่าวขวัญว่าผู้สืบทอดแห่งจวนกั๋วกงรูปงามราวเทพบุตรทว่านิสัยใจคอนิ่งขรึมสุขุมและจิตใจกล้าหาญไม่เกรงกลัวอ
รถม้ารับจ้างที่นัดเอาไว้หายไปแล้วเยี่ยนหรงให้หรูลี่ออกไปสอบถามก็ไม่พบสักแห่งทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาทำงานในเมืองหลวงหลายปี เมื่อก่อนช่วงเวลานี้ไม่ปรากฏและคนขับรถม้าก็ไม่ได้หายไปในเมื่อตามสืบไม่ได้นางก็ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป บางทีเขาอาจย้ายกะทันหันก็เป็นได้ อยู่ในจวนนานๆ ก็น่าเบื่อเยี่ยนหรงจึงชวนหรูลี่
ถึงวันออกเดินทางเยี่ยนซูจ้างรถม้าให้นางเหมือนเคยนางให้หรูลี่ตามไปเพียงคนเดียวเพื่อความสะดวก หรูลี่เก็บสัมภาระเรียบร้อยทั้งคู่ก็ออกเดินทางเส้นทางจากเมืองหลวงไปยังวัดฉีชุนไม่ไกลมากเดินทางแต่เช้ายามบ่ายก็ไปถึง เส้นทางค่อนข้างราบเรียบจึงสะดวกและง่าย สำหรับนางที่มาทุกปีก็คุ้นชินกับเส้นทางนี้แล้วภายในว







