Masukบทที่ 6
ในเวลาช่วงพลบค่ำ สามนายบ่าวพากันพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่นั้น ทางด้านซือซือก็ได้ลอบออกไปพบกับถางอีเฟย ที่ประตูด้านหลังจวน ประตูนี้ไม่มีคนใช้ สร้างไว้เพื่อขนของเท่านั้น จึงสะดวกต่อการแอบลอบพบกัน
“ซือซือคิดถึงคุณชายเหลือเกินเจ้าค่ะ” เมื่อพบหน้ากัน หญิงสาวก็โผเข้ากอดชายคนรักด้วยความคิดถึง ทำให้ชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธได้
“ข้าจะมาที่จวนนี้ให้บ่อยขึ้นดีหรือไม่” เขาเอ่ยขึ้น เพราะหลังวันปักปิ่นของหลัวอี๋อิ่ง เขายังไม่ได้พูดคุยกับนางอย่างจริงเลย วันที่เขามาเยี่ยมหลัวอี๋อิ่งวันนั้น ก็ได้พูดคุยกันเพียงแค่นิดเดียว
“หากเราไม่ลอบพบกันเช่นนี้ ซือซือคงจะไม่ได้พบหน้าคุณชายอีกแล้ว” นางพูดขึ้นด้วยท่าทีน่าสงสาร
“ทำไมหรือ?” ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างสงสัย หากนางยังอยู่ในจวน เหตุใดจะไม่ได้พบหน้ากันเล่า
“คุณหนูให้ซือซือเฝ้าที่เรือนเจ้าค่ะ ไม่ให้ออกไปข้างนอก” นางแสร้งบอกด้วยนำเสียงตัดพ้อ ช่างน่าตายนัก คิดที่จะขังนางเอาไว้แต่ในเรือน
“เหตุใดต้องให้เจ้าเฝ้าเรือน คนที่เคยทำหน้าที่ไปไหนเสียเล่า”
“คุณหนูบอกว่ามีของในเรือนหาย ไม่ไว้ใจผู้ใดจึงให้ซือซือเป็นคนเฝ้าเจ้าค่ะ” นางเลือกที่จะบอกสาเหตุกับเขาตามตรง เพราะหากเขามารู้ที่หลัง จะพลอยรู้สึกผิดหวังในตัวนาง
“เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว อย่างน้อยเจ้าก็เป็นผู้ที่นางไว้ใจมากที่สุด เรื่องที่จะขอเจ้ามาเป็นอนุจะได้ง่ายขึ้น” เขาพยายามหาข้อดีของเรื่องนี้ “เจ้าก็ทนรออีกหน่อย ให้ข้าได้แต่งกับนางก่อน แล้วเราก็จะได้อยู่ด้วยกัน”
“เจ้าค่ะ” นางตอบรับก่อนจะโผเข้ากอดเขาอีกครั้ง สีหน้ายิ้มดีใจเพราะอีกไม่นานนางก็คงจะได้หลุดพ้นจากตำแหน่งสาวใช้เสียที อย่างน้อยนางก็สามารถเอาชนะ นังคุณหนูผู้อ่อนแอคนนั้นได้ ในวันข้างหน้านางจะต้องได้ขึ้นเป็นใหญ่ในจวนสกุลถางอย่างแน่นอน เพราะนางจะไม่ยอมตกอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำต้อยเช่นนี้อีกแล้ว
“ข้าคงต้องไปแล้ว” เขาเอ่ยพร้อมกับดันตัวของหญิงสาวออกจากอ้อมกอด นี่ก็มืดค่ำแล้วขืนอยู่ต่ออีกเกรงว่าจะมีคนรู้เรื่องนี้เข้า
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวยืนมองรถม้าแล่นออกไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถพานางออกจากสถานะสาวใช้นี้ได้ นางจะไม่ยอมปล่อยให้เขาหลุดมือไปเป็นอันขาด ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหลังเดินกลับเข้าจวน และทำราวกับไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
ในค่ำคืนนั้นหลังจากที่หลัวอี๋อิ่งหลับไปแล้ว สาวใช้สองคนที่พึ่งจะเข้ามาทำงานในจวน พวกนางก็แอบออกไปพบกับเจ้านายเก่า
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!!” หานเฟยเจี้ย อดีตแม่ทัพใหญ่ ตะโกนขึ้นเสียงดังหลังจากได้ฟังเรื่องราวจากปากของสาวใช้ ที่เขาส่งไปดูแลหลานสาว
“ที่บ่าวพูดออกไปล้วนเป็นความจริงเจ้าค่ะ คุณหนูในตอนนี้ไม่ได้เป็นคุณหนูที่เรียบร้อยเหมือนดังเดิมแล้ว อีกทั้งยังเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน เรื่องที่เกิดขึ้นคงทำร้ายจิตใจนางเป็นอย่างมาก จึงได้กลายเป็นเช่นนี้” อิงอิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เสียอกเสียใจเป็นอย่างมาก นางรู้สึกสงสารคุณหนูยิ่งนักที่ต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้
“ข้าจะไปจัดการหญิงร้ายชายชั่วนั้นเอง” เขาพูดขึ้นด้วยความโมโห คิดจะหลอกลวงหลานสาวที่เป็นดั่งดวงใจของเขา แล้วยังมาทำให้นางต้องสติเลอะเลือนกลายเป็นคนวิปลาสเช่นนี้ พวกมันทั้งสองคนช่างขวัญกล้าเสียจริง ดูเหมือนว่าจะรู้จักเขาน้อยไปเสียแล้ว
“คุณหนูไม่ให้บ่าวมาบอกนายท่านเจ้าค่ะ นางบอกว่าอยากจัดการเรื่องนี้เอง” ลั่วลั่วบอกความต้องการของหญิงสาวออกไป ก่อนจะเอ่ยถึงความต้องการของตนบ้าง “ที่บ่าวมาในวันนี้ เพื่อมาแจ้งให้นายท่านผู้เฒ่าได้รู้เรื่อง และพาหมอไปตรวจคุณหนูก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปเจ้าค่ะ”
“ขอบใจพวกเจ้าที่มาบอกข้า ข้าจะพาหมอไปตรวจนางในวันพรุ่งนี้ ส่วนเรื่องนั้น เจ้าก็ช่วยนางจัดการคนชั่วเหล่านั้นเสีย” เขาจะต้องหาหมอที่ดีที่สุดไปตรวจนางในวันพรุ่งนี้ และรีบรักษาหลานสาวของเขาให้เร็วที่สุด
“เจ้าค่ะ”
“เรื่องนี้ต้องพึ่งเจ้าสองคนแล้ว ข้าฝากหลานสาวของข้าด้วย” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จนใจ เห็นทีจะต้องส่งสาวใช้ไปที่เรือนของหลานสาวอีกหลายคนหน่อย เขาจะได้วางใจมากกว่านี้
“บ่าวจะดูแลคุณหนูยิ่งกว่าชีวิตเจ้าค่ะ” ทั้งสองตอบออกมาพร้อมกันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ส่วนหญิงสาวที่เป็นหัวข้าก็นอนหลับอย่างสบาย ไม่ได้รับรู้ถึงความเดือดร้อนที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้เลย เพราะนางไม่คาดคิดมาก่อนว่าสาวใช้ทั้งสองจะมองนางวิปลาสได้ถึงเพียงนั้น ถึงขั้นรีบไปบอกท่านตา ผู้ที่รักและเอ็นดูนางมากกว่าหลานคนอื่น
ตอนพิเศษ 3“วันนี้เหนื่อยหรือไม่เพคะ ฝ่าบาท” หลัวอี๋อิ่งที่เห็นสีหน้าของพระสวามีไม่สู้นัก จึงได้เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“ก็นิดหน่อย แต่ยามเมื่อได้เห็นหน้าเจ้า ข้าก็หายเหนื่อยแล้วล่ะ” เขาหยอดคำหวาน จนนางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆเมื่อสองปีก่อน ฮ่องเต้เซี่ยจินเซียว ที่เห็นว่าตัวเองนั้นควรพักผ่อนเสียทีจึงได้สละราชสมบัติให้องค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์แทนต่อจากเขา พร้อมกับให้เห็นผลว่าตัวเองนั้นแก่แล้วจึงอยากจะใช้เวลาที่เหลือออกไปท่องเที่ยวกับพระชายาคู่ทุกข์คู่ยากกันสองคน ส่วนหน้าที่ต่อจากนี้ก็ปล่อยให้ลูกหลานได้ดูแลกันต่อไปในวันที่เขาได้ขึ้นครองราชย์ นางก็ได้ขึ้นรับตำแหน่งเป็นฮองเฮามารดาของแผ่นดิน เหล่าขุนนางต่างพากันเสนอชื่อบุตรสาวของตัวเองแต่งเข้าวังสนม ทำให้นางปวดหัวเสียหลายวัน แต่ถึงแม้จะมีสนมเต็มวัง แต่เขากลับไม่ไปนอนค้างตำหนักไหน ในทุก ๆ วันเขาจะต้องมานอนกับนาง เกือบรุ่งสางก็จะกลับตำหนักของตัวเอง มีหลายครั้งที่เขาแทบไม่ได้พักผ่อน เพราะต้องเร่งตรวจฎีกาตลอดทั้งคืน
ตอนพิเศษ 2สามเดือนต่อมาในที่สุดนางก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง และครั้งนี้นางกับแพ้ท้องอย่างหนัก และที่แย่ที่สุดเมื่อผู้เป็นสามีเข้าใกล้นางเพียงนิดเดียว นางก็อาเจียนจนแทบหมดแรง เดือดร้อนหมอหลวงที่ต้องรีบเร่งมาดูอาการของนาง หมอหลวงตรวจดูอาการอยู่พักหนึ่ง ก็ได้ข้อสรุปมาว่า นางแพ้กลิ่นของผู้เป็นสามี ดังนั้นเขาจึงถูกให้อยู่ห่างจากนาง จนกว่าอาการแพ้ท้องจะหายไป แม้เขาจะไม่ยินยอมในตอนแรก แต่เมื่อเห็นอาการที่หนักหนาอยู่พอสมควร เขาจึงต้องจำใจอยู่ห่างจากนางด้วยความไม่เต็มใจนักท้องนี้เหมือนจะรุนแรงกว่าทุกครั้ง โชคยังดีที่นางมีอิงอิง และลั่วลั่วติดตามมาคอยดูแลนาง สองคนนี้อยู่กับนางมานาน ย่อมรู้ใจกันดี ใช่ว่านางกำนัลคนอื่น ๆ จะไม่ดีนะ นางเพียงแค่คุ้นชินกับคนเดิม ๆ เสียมากกว่า“พระชายาเพคะ หม่อมฉันต้มน้ำขิงร้อน ๆ มาให้พระนางดื่มแก้กระหายเพคะ” อิงอิงยื่นถ้วยน้ำขิงส่งให้นาง“อืม... ขอบใจเจ้ามาก น้ำขิงนี้ดียิ่ง”“พระชายาเพคะ หม่อมฉันคิดว่าท้องนี้ล้วนหนักหนานัก หม่อมฉันดูแล้ว จะต้อง
“เสด็จพ่อ เสด็จแม่ พวกข้าสองคนลงความคิดเห็นว่า พวกเราอยากจะมีน้องสาวเพิ่มอีกหนึ่งหรือสองคนพ่ะย่ะค่ะ ยามที่ข้ากับน้องไปเรียน ก็จะเห็นเพื่อน ๆ ต่างพากันพูดถึงน้องสาวด้วยความปลื้มปีติ ข้าสงสัยจึงได้ถามพวกเขาว่า มีน้องสาวแล้วดีอย่างไร แล้วคำตอบที่ได้ คือความสุข เพราะเด็กผู้หญิงมักอ่อนแอ และพี่ชายก็จะมีหน้าที่ปกป้องนางสาวจากอันตรายพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยจงซี อธิบายอย่างยืดยาวให้พวกท่านได้ฟังอย่างละเอียด หลังจากนั้นได้กล่าวต่อว่า “เสด็จแม่มีน้องสาวให้พวกข้าเถิดพ่ะย่ะค่ะ”.หลัวอี๋อิ่งที่กำลังนั่งดื่มช้า เมื่อบุตรชายพูดจบประโยคนางก็ถึงกับสำลักน้ำชาไอดัง แค่ก แค่ก จนผู้เป็นสามีต้องลูบหลังนางเบา ๆ“จงซี เจ้าก็มีน้องสาวอยู่แล้ว ใยถึงอยากมีอีก เจ้ามิรักเซียนเอ๋อร์น้อยแล้วหรือ” เด็กผู้หญิงที่นางกล่าวถึงนั้น เป็นบุตรสาวของลู่ชิง ซึ่งโดยปกติแล้ว พวกเขามักจะมาเล่นด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง มีเพียงช่วงหลังมานี้ ที่โอรสของนางทั้งสองคนต้องเข้ารับการศึกษา ทำให้ไม่เวลาไปเล่นกับฟางเซียนน้อย อีกทั้งน้องสาวของนางก็กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง จึงไม่ได้มานั่งจิบน้ำชากับนางเ
ตอนพิเศษ 1หลัวอี๋อิ่งหลังจากที่แต่งงานได้เพียงไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์บุตรคนแรกเป็นองค์ชายน้อย เซี่ยจงซี.... หลังจากนั้นอีกหนึ่งปีให้หลัง นางก็ต้องครรภ์องค์ชายน้อย คนที่สอง เซี่ยเว่ยซวง... เรียกได้ว่าเขานั้นเอาแต่คิดจะมีลูกกับนาง อีกหลาย ๆ คน“ท่านไม่คิดจะให้ข้าได้พักผ่อนบ้างเลยหรือ? เอะอะจะพาเข้าแต่ห้อง แบบนี้ร่างกายของข้าจะมิแย่เอาหรือเพคะ” หญิงสาวโอดครวญ หากรู้ว่าเขาจะมีนิสัยแบบนี้ มิสู้แต่งกับคนอื่นยังดีเสียกว่า“เสี่ยวอิ่ง... โบราณเขาบอกว่า การมีลูกเยอะ ย่อมเป็นเรื่องที่ดียิ่ง เจ้ามิเห็นด้วยกับข้าหรือ?”“ไม่...ข้ามิเห็นด้วย หากท่านยังไม่ยอมให้ข้าได้พักผ่อน ข้าจะไม่ให้ท่านมานอนที่ตำหนักของข้าอย่างเด็ดขาด” นางปฏิเสธเสียงแข็ง ดูเอาเถิด ขนาดร่างกายของนางแทบจะไม่ไหวแล้ว เขาก็ยังพยายามที่จะมีลูกกับนางอีกให้ได้“เสี่ยวอิ่ง” เขาทำเสียงเว้าวอน แต่นางก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่าจะเว้นระยะห่างไปอีกสองปี เขาคงมิรู้หรอกว่า เวลาที่นางเจ็บท้องมันทรมานขนาดไหน
บทส่งท้ายหลังจากงานแต่งของหลัวลู่ชิงไม่นาน ทั้งหลัวเหวินซานและไป่ตงเล่อก็ได้เข้าทำงานในราชสำนักหลัวเหวินซานเลือกที่จะเข้ากองทัพกับสกุลหาน และเดินทางไปปกป้องชายแดน ร่วมกับญาติผู้พี่ไป่ตงเล่อสอบได้ตำแหน่งในกรมพระคลัง กรมเดียวกับที่บิดาเขาเป็นเสนาบดีอยู่ เขาตั้งใจจะทำงานต่อจากบิดา และแบ่งเบาภาระหน้าที่ของบิดาส่วนถางอีเฟยทำเรื่องขอไปดูแลงานราชการที่ต่างเมือง เขาอยากหายออกไปจากเมืองหลวงสักพัก เขาทำใจได้เมื่อไหร่ เขาค่อยเดินทางกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองหลวงอีกครั้งและงานสำคัญที่ทุกคนรอรอคอยก็มาถึง งานสมรสระหว่างองค์รัชทายาทและหลัวอี๋อิ่งงานนี้คนที่ตั้งตารอมากที่สุดก็คือองค์รัชทายาทเซี่ยเจี้ยนจื้อ เขานับวันรออย่างใจจดใจจอ เขาแทบจะนอนไม่หลับ และตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อจะออกไปรับตัวเจ้าสาวทางด้านหลัวอี๋อิ่งก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้าเช่นกัน นางต้องตื่นมาแต่งตัว โดยมีกูกูจากวังหลวงจัดการให้ทุกอย่างตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นางต้องฝึกมารยาทภายในวัง โดยมีกูกูมาสั่งสอน และนางต้
“องค์รัชทายาทคงไม่รอให้นานขนาดนั้น” ดูก็รู้ว่าองค์รัชทายาทอยากอยู่กับพี่สาวของนางให้เร็วที่สุด เขาไม่ปล่อยเวลาไปนานดอก“มารอดูกันว่าผู้ใดจะได้ออกเรือนก่อนกัน” เมื่อสิ้นคำพูดของหลัวอี๋อิ่ง สองพี่น้องก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ทั้งสองพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง ก็แยกย้ายกันเข้าเรือนผ่านไปเพียงไม่กี่วัน จวนสกุลไป่ก็นำขบวนของหมั้นมาที่จวนสกุลหลัว ของถูกนำมาหมั้นยาวสุดลูกหูลูกตา สกุลไป่แม้จะเป็นขุนนาง แต่พวกเขาก็มีกิจการค้าขายไม่น้อย นอกจากตำแหน่งขุนนางแล้ว พวกเขายังมีตำแหน่งเป็นคหบดีที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของเมืองหลวงด้วยการเจรจาจบไปด้วยดี เหลือก็เพียงแต่รอให้ไป่ตงเล่อจบออกมา แล้วมาทำการแต่งงานเท่านั้นสมรสพระราชทานระหว่างองค์รัชทายาทเซี่ยเจี้ยจื้อและหลัวอี๋อิ่งถูกกำหนดแล้วในอีกหกเดือนข้างหน้างานแต่งของหลัวอี๋อิ่งจะถูกจัดขึ้นหลังจากงานแต่งของน้องสาวเพียงสามเดือนเท่านั้นองค์รัชทายาทไม่พอใจเป็นอย่างมากที่งานสมรสของเขาต้องรออีกหกเดือน เขาเข้าไปขอร้องบิดาหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะงานสมรสครั
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบโต้ ซือซือจึงได้เอ่ยต่อ“ฮ่าฮ่า ถึงกับพูดไม่ออกเลยหรือ ที่ข้าพูดไปทั้งหมดมันคือเรื่องจริงใช่หรือไม่” นางหัวเราะลั่น ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ก่อนไปหยุดที่หลัวอี๋อิ่ง“เจ้าก็เหมือนกัน เหตุใดไม่ตาย ๆ ไปเสีย จะฟื้นขึ้นมาทำไม” นางน่าจะตาย ๆ ไปเสีย จะ
บทที่ 29องครักษ์ที่ได้ยินหลัวอี๋อิ่งพูดแบบนั้นก็พากันตกใจ พร้อมกับคิดหาข้อแก้ตัว พวกเขาไม่คิดว่าเรื่องจะพลิกผันแบบนี้ได้“คุณหนู มิใช่นะขอรับ บ่าวรับใช้จวนสกุลหลัวด้วยความซื่อสัตย์ บ่าวมิเคยคิดคดทรยศเลยนะขอรับ” เหล่าองครักษ์เ
บทที่ 28เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่ค่อยดีของทั้งสอง นางก็หัวเราะออกมาอย่างหนัก ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่สะใจยิ่ง“ทำไม... ตกใจหรือที่คนสูงศักดิ์อย่างพวกเจ้าจะมีแต่คนโง่เขลานัก โง่ที่ให้สาวใช้อย่างข้าหลอกเอาได้ ฮ่า ฮ่า
บทที่ 27“พวกเจ้าต้องการอันใด หากต้องการเงิน ข้ามีให้เจ้ามากมาย กลับจวนไปแล้วข้าจะให้คนนำมาส่ง” น้ำเสียงเรียบนิ่งถูกเปล่งออกมา นางพยายามรักษาท่าทางที่นิ่งสงบเอาไว้ ไม่อยากทำให้น้องสาวต้องหวาดกลัวไปมากกว่านี้“เงินข้ามิต้







