LOGINระหว่างนั่งเล่นในสวนหลิงหลิงเป็นห่วงจ้าวเจียอิงเป็นอย่างมาก นางรักคุณหนูดั่งดวงใจไม่ต่างจากบิดาและพี่ชายของนางวันที่จ้าวเจียอิงรู้ว่าฮูหยินไม่ชอบและเคยได้ยินคนพูดกันตอนอยู่ข้างนอกว่าฮูหยินจะแต่งภรรยาที่เหมาะสมกว่าเป็นฮูหยินเอกส่วนจ้าวเจียอิงให้เป็นอนุ ต่อมานางก็ยอมรับไม่ได้ถึงกับผูกคอตายในเรือนในวันเจรจาของสองตระกูล
นับว่าสวรรค์ยังเมตตาให้ฟื้นขึ้นมา แม้ว่าจะดูเข้มแข็งและเป็นผู้ใหญ่ แต่เมื่อเจอกับรองแม่ทัพนางก็ดูเหม่อลอยบ่อยครั้ง หลิงหลิงเกรงว่าคุณหนูของนางจะคิดสั้นขึ้นมาอีกหน เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหวที่สุดหากจ้าวเจียอิงเป็นอะไรขึ้นมาอีกคงไม่มีใครในจวนยอมรับได้แน่ จวนตระกูลจ้าวสูญเสียฮูหยินไปแล้วคนหนึ่งนั่นก็ถือว่ามากพอแล้ว นางไม่อยากเสียคุณหนูอันเป็นที่รักไปอีก "คิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ" หลิงหลิงนั่งลงข้าง ๆ จ้าวเจียอิงเงยหน้าขึ้น นางแค่คิดเรื่อยเปื่อยเท่านั้น "ไม่มีอะไรจ้ะพี่หลิงหลิง แค่มีเรื่องรบกวนจิตใจนิดหน่อย" จ้าวเจียอิงตบลงที่มือของบ่าวคนสนิทเบา ๆ ให้คลายความกังวล นางอาจจะดูใจร้ายกับหวงซีหยุนแต่ยังเชื่อว่าวันหนึ่งเมื่อพบคนใหม่ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง เมื่อไม่ใช่คนเดิมจะรักหัวปักหัวปำได้อย่างไรร่างนี้เจ็บปวดมามากพอแล้ว จวนตระกูลหวง หวงซีหยุนนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำพูดออกมาแม้แต่นิดเดียวยังคงนิ่งฟังฮูหยินพูดไปเรื่อย ๆ แต่ไหนแต่ไรนางตามใจเขามาตลอดและเขาก็ไม่เคยทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลมัวหมองสักครั้ง ตอนนี้กลับรู้สึกว่านางกำลังบังคับเขาอยู่ "อย่าให้ข้ารู้อีกว่าเจ้ายังไม่เลิกพบปะนาง อดีตก็คืออดีตทิ้งมันไปซะแล้วก้าวไปข้างหน้าจะดีกว่า" คนอาวุโสกว่าพูดจบก็เดินหันหลังจากไปปล่อยอีกคนไว้เบื้องหลังโดยไม่สนใจว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร หวงซีหยุนกลับเข้าห้องทำงานเงียบ ๆ วันทั้งวันแทบไม่ได้งานเพราะยังตั้งตัวไม่ติด ครบกำหนดกลับจวนของจ้าวเจียอิงรถม้ามารอรับที่หน้าวัด เมื่อรับประทานอาหารเสร็จนางก็จับมือหลิงหลิงขึ้นรถม้ากลับจวน นางไม่รู้จักใครจึงไม่ได้ทักทายหรือร่ำลาเป็นการสะดวกมากที่ไม่ต้องคอยระวังสายตาของผู้อื่น "ข้าลืมไปว่าจะซื้อขนมไปฝากท่านพ่อพี่หลิงหลิงบอกให้รถม้าจอดที่ตลาดก่อน" รถม้าเทียบจอดที่ลานจอดนางลงมาซื้อขนมกลับบ้าน บิดาและพี่ชายกลับมาถึงจะได้กินหลังอาหารค่ำ "นั่นคุณหนูจ้าวนี่" "ได้ยินมาว่าถอนหมั้นท่านรองแม่ทัพแล้ว" "คบกันมานานเกินไปคงเบื่อแหละ" "แต่ข้าว่าไม่เหมาะสมมากกว่าได้ยินมาว่าหยางฮูหยินไม่ชอบนาง" "รองแม่ทัพหวงดูเสียใจมากนะแต่คงไม่เป็นไรฮูหยินเล็งคนอื่นไว้แล้วอีกไม่นานคงได้ตบแต่ง พวกเรารอฟังข่าวดีสิ" เสียงซุบซิบที่ตั้งใจให้จ้าวเจียอิงได้ยินจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ใกล้ ๆ หลิงหลิงเห็นดังนั้นก็จูงมือนางเดินออกให้ห่าง จ้าวเจียอิงได้ยินชัดทุกประโยค เพิ่งถอนหมั้นได้ไม่กี่วันตระกูลหวงก็เตรียมสะใภ้คนใหม่ไว้แล้วแสดงว่าคงวางแผนกำจัดนางออกให้พ้นทางไปนานแล้ว "รีบกลับเถิดเจ้าค่ะ" หลิงหลิงดึงมือของนางพาเดินออกจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด ก่อนไปจ้าวเจียอิงมองเห็นสายตาของกลุ่มคนที่มองมายังนาง ทั้งแสดงท่าทางรังเกียจและดูถูกด้วยสายตาอย่างเห็นได้ชัด "ตระกูลเล็ก ๆ ย่อมไม่เหมาะสมกับรองแม่ทัพหวงอยู่แล้ว" มิใช่เพียงฮูหยินที่รังเกียจนางแม้แต่คนภายนอกยังไม่มีใครเข้าข้าง พวกนั้นต่างมองว่านางต่ำต้อยเกินไปสำหรับหวงซีหยุน กลับถึงจวนนางได้เตรียมอาหารด้วยตัวเองให้กับบิดาและพี่ชาย เมื่อกลับจากทำงานทุกคนก็มารวมกันที่ห้องอาหาร "อิงเอ๋อร์สบายใจแล้วหรือไม่" "ลูกสบายใจมากเจ้าค่ะ" มิใช่ว่ามีแต่จ้าวเจียอิงที่ได้ยินคนซุบซิบนินทา ที่ทำงานของทั้งสามคนก็พูดคุยถึงเรื่องนี้ สาเหตุคงมาจากตอนที่นำสินสอดไปคืนตระกูลหวงแล้วคนรับใช้เอาไปพูดกันข้างนอก "กินข้าวเถอะ" เรื่องนี้สร้างความหนักใจให้กับจ้าวถิงไม่น้อย เขาทั้งเป็นห่วงและสงสารจ้าวเจียอิงถอนหมั้นแล้วยังต้องแบกรับคำครหาของคนอื่นให้เสื่อมเสียชื่อเสียงอีก ทั้งสามพ่อลูกได้หารือกันพยายามปกปิดเรื่องที่ได้ยินมากับนาง เกรงว่าหากนางรู้อาจยอมรับไม่ได้ ถึงเขาไม่รู้เรื่องที่นางใช้เชือกผูกคอจนจบชีวิตลงแต่ก็ไม่อยากวางใจ เขารู้จักนิสัยใจคอของบุตรสาวเป็นอย่างดีนางไม่ใช่คนที่เข้มแข็งถึงแม้หลายวันมานี้จะวางตัวเป็นผู้ใหญ่ก็ตาม จ้าวเจียอิงนั่งเล่นอยู่ในห้องนึกถึงเหตุการณ์เมื่อกลางวันและคิดไปเรื่อยเปื่อย "คุณหนูเจ้าคะได้เวลาอาบน้ำแล้วเจ้าค่ะ" หลิงหลิงเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วงเพราะเห็นนางนั่งเงียบ ๆ นานแล้ว จ้าวเจียอิงไม่คิดมากลุกขึ้นเดินเข้าไปหลังฉากกั้นลงไปแช่ในถังน้ำอย่างว่าง่ายไม่มีท่าทางเศร้าหมองเหมือนที่หลิงหลิงจินตนาการเอาไว้ ความเงียบในยามค่ำคืนชวนให้นางคิดถึงอดีตชาติของตัวเอง ครั้งแรกที่ทะลุมิตินางอยู่ในสังคมตะวันตกที่เปิดกว้างทางความคิด มีความอิสระเสรีในทุกด้านความเป็นอยู่ก็สุขสบายครอบครัวมีฐานะทางการเงินที่ดี นางเคยผ่านความรักมาสามครั้งในทุกครั้งมีความผิดหวังแตกต่างกันไป มีชีวิตอยู่ได้ถึงวัยห้าสิบปีก็ตายจากโลกนั้นมาอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีลูกและยังเป็นผู้หญิงที่ถูกสามีหย่าขาดจากกัน ชาติที่สองเกิดในโลกตะวันออกในยุคที่มีการปฏิวัติ ความเป็นอยู่มิได้สุขสบายนักความรักของนางเกิดขึ้นสองครั้ง คนแรกตายจากตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนครั้งหลังสุดแม่สามีและครอบครัวฝ่ายชายกีดกันจนนางต้องตรอมใจตาย บทเรียนจากการทะลุมิติสองครั้งทำให้จ้าวเจียอิงเข้มแข็งขึ้น นางจะไม่ยอมเป็นฝ่ายยอมรับความไม่ยุติธรรมเช่นนี้อีก เมื่อนางมีโอกาสได้มีชีวิตใหม่จะขอเลือกความสุขของตัวเองมากกว่าเป็นฝ่ายถูกเลือก ถึงนางจะเคยรักใคร่คนอื่นจนไม่เหลือความเป็นตัวเองแต่ทว่าพวกเขาก็ไม่มีใครปกป้องหรือยอมเสียสละเพื่อนางเหมือนที่นางทำเพื่อเขาสักคน เฉกเช่นชาติแรกที่นางยังไม่เคยทะลุมิติ นางมีความสุขกับชีวิตโสดในครอบครัวอบอุ่นแม้ไม่เคยมีคนรักแต่ก็มีมิตรแท้ ลูกหลานรายล้อมจนสิ้นอายุขัย ชาตินี้ก็เช่นเดียวกันนางอยากมีความสุขสงบเหมือนครานั้นอีกครั้งก่อนงานเลี้ยงเลิกราหวงซีหยุนได้แนะนำจางซื่อพร้อมครอบครัวให้ใต้เท้าหวงรู้จักโดยมีจ้าวเจียอิงยืนอยู่ข้างกายเขา ใต้เท้าหวงมองหน้าบุตรชายแล้วก็รู้สึกอ่อนใจ หนุ่มสาวทั้งคู่ได้พบกันและกลับมาเป็นคนรักกันดั่งเดิม ในใจไม่อยากเห็นด้วยทว่ามองหน้าหวงซีหยุนแล้วก็ต้องยอมรับความจริงว่าบุตรชายของเขามีความสุขอย่างปิดไม่มิด ใต้เท้าหวงได้ข่าวของตระกูลจ้าวหลังจากกลับต้าซุน ใต้เท้าจ้าวดูมีฐานะดีขึ้นไม่มีผู้ใดกล้านินทาว่าต่ำต้อยได้อีก สิ่งสำคัญที่ทำให้ใต้เท้าหวงยอมรับการตัดสินใจของหวงซีหยุนในครั้งนี้ นั่นเพราะจ้าวเจียอิงไม่ทอดทิ้งบุตรชายของเขาในยามตกอยู่ในช่วงลำบาก อยู่ที่ต้าหลี่นางเป็นเศรษฐีระดับต้น ๆ แต่กลับประคับประคองความรู้สึกของหวงซีหยุนให้มีความหวังและพลังใจขึ้นมา แล้วตระกูลหวงมีสิทธิ์อะไรไปรังเกียจนาง เรื่องราวทั้งหมดหวงซีหยุนเป็นคนแจ้งกับบิดาเองจึงทำให้ใต้เท้าหวงใช้ความคิดไตร่ตรองถึงความสัมพันธ์ของคนทั่งคู่มากขึ้นจวบจนกลับถึงจวนก็ได้เล่าเรื่องราวให้หยางฮูหยินฟัง "ท่านพี่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของลูกหรือเจ้าคะ" ฟังดูแล้วหยางฮูหยินยังคงขุ่นเคือง ถึงตระกูลจ้าวจะไม่เหมือนเดิมทว่าตำแหน่งของใต้เท้าจ้
"ทั้งหมดนี้เป็นสินสอดที่ท่านเจ้าเมืองมอบให้เพื่อหมั้นหมายเจ้า แม่ ท่านป้าและท่านอาจะเป็นคนหาฤกษ์แต่งงานให้" จ้าวซืออี้มองหีบหลายใบวางซ้อนกันอยู่ตรงหน้าไม่คาดคิดมาก่อนว่าท่านเจ้าเมืองจะทำถึงขนาดนี้ นางไม่เคยรู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัวมาก่อน จะว่าทำตามฐานะก็ไม่น่าจะมากมายเพราะนางเป็นเพียงสามัญชน ทว่าผู้อาวุโสทุกคนไม่ขัดข้องตรงกันข้ามกลับพึงพอใจที่ท่านเจ้าเมืองให้เกียรตินางเกินกว่าคนที่เป็นเชื้อพระวงศ์กระทำ จ้าวเจียอิงอดตื่นเต้นไปกับจ้าวซืออี้ไม่ได้การที่พี่สาวของนางไม่เอ่ยปากปฏิเสธทุกคนก็เข้าใจได้แล้วว่านางยินดีรับการหมั้นหมายในครั้งนี้ "พี่อี้เอ๋อร์มีความคิดเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ" จ้าวซืออี้นั่งนิ่งก้มหน้าหลุบตาลงต่ำยิ้มน้อย ๆ ก่อนตอบคำถาม "พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ผู้ใหญ่เห็นชอบก็เพียงพอแล้ว" นางไม่แปลกใจกับคำตอบของจ้าวซืออี้ สตรียุคนี้ตัดสินใจเรื่องแต่งงานเองไม่ได้ ยิ่งเป็นคนที่คู่ควรเมื่อผู้อาวุโสไม่ปฏิเสธก็ตกลงตามนั้น เช่นเดียวกับจ้าวซืออี้ประสบอยู่ในตอนนี้และดูท่าทีพึงพอใจกับอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย ถ้าปฏิเสธน่ะสิถึงจะเป็นเรื่องไม่ปรกติ ทางด้านหมิงเจ๋อยังคงเร่งการก่อสร้างที่ทยอยแล้วเสร
จ้าวซืออี้พอเข้าใจว่าสิ่งที่หมิงเจ๋อทำมีความหมายว่าอย่างไร เพราะเป็นมารยาทนางจึงเดินไปหาผู้อาวุโสเชิญมาร่วมดื่มด้วยกันป้องกันการถูกนินทาลับหลังว่าทำตัวไม่เหมาะสม กลับทำให้หมิงเจ๋อพึงพอใจมากขึ้นเพราะได้รู้จักผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงมากขึ้น "ท่านเจ้าเมืองคงไม่ได้ทำให้ตระกูลจ้าวลำบากใจใช่หรือไม่เพคะ" เหลียนฮวาเอ่ยขึ้นขณะที่สามีของนางกำลังสนทนากับสหายอยู่อีกด้านยังไม่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ มีเพียงจางซื่อที่ยืนอยู่ด้วยกัน "ข้าคิดว่าการกระทำของข้าชัดเจนมาก ท่านทั้งสองเห็นว่าข้าทำตัวไม่เหมาะสมหรือ" หมิงเจ๋อบอกความรู้สึกของตัวเองกับผู้อาวุโสชัดเจนเพื่อแสดงออกถึงความจริงใจที่มีต่อจ้าวซืออี้ ทั้งสองคนต่างมองหน้ากันไปมาแววตาแสดงถึงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด "มิใช่อย่างนั้นเพคะ ตระกูลจ้าวมิบังอาจเพคะ" จางซื่อเอ่ยขึ้นในที่สุดหมิงเจ๋อพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ "ข้าจะทำให้ถูกต้องหลังจบงานเลี้ยงคืนนี้ ข้าจะส่งคนไปที่ตระกูลจ้าวในวันพรุ่งนี้" จางซื่อและเหลียนฮวานึกไม่ถึงว่าจ้าวซืออี้จะมีวาสนาสูงส่ง องค์ชายห้าเป็นถึงโอรสขององค์ฮ่องเต้ มีรูปโฉมงดงามและเก่งกาจอีกทั้งยังมีตำแหน่งปกครองเมืองต้าหลี่ ทั้งคู่มิได้เอ่ยปา
หมิงเจ๋อเรียกประชุมขุนนางอีกครั้งในครึ่งเดือนต่อมาถึงเรื่องที่ยังไม่ได้ทำให้เรียบร้อย "ข้ามาอยู่ที่เมืองต้าหลี่นานหลายเดือนแล้วยังไม่ได้จัดงานพบปะตระกูลใหญ่ของเมืองนี้ ข้าอยากรู้จักตระกูลต่าง ๆ เพื่อความสัมพันธ์อันดี ให้ส่งจดหมายเทียบเชิญมางานเลี้ยงในเดือนหน้า ย้ำด้วยว่าแต่ละตระกูลให้พาคนในครอบครัวมาด้วย" เจตนาของหมิงเจ๋อไม่มีอะไรมากแค่อยากทำความรู้จักจ้าวซืออี้ให้มากขึ้นในส่วนอื่นให้แม่ทัพเฟิงเป็นคนจัดการให้ ตระกูลจ้าว "ท่านเจ้าเมืองมีจดหมายเชิญไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับ ทุกคนก็ไปกับแม่" จางซื่อแจ้งข่าวแก่ลูก ๆ ทุกคนหลังจากได้รับจดหมายเทียบเชิญจากทางการ เมื่อทราบข่าวแล้วจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน ระยะหลังหวงซีหยุนแวะมาหาจ้าวเจียอิงทุกครั้งที่มีเวลาว่างจนคนอื่นสังเกตได้ว่าทั้งสองคนมีความสำคัญต่อกัน นางก็ยังมิได้ปฏิเสธเขาเพราะคิดว่าเป็นเพียงสหายกันเท่านั้น ถึงอย่างไรทั้งคู่ก็พบกันที่ร้านมิได้ออกไปข้างนอกแม้แต่ครั้งเดียว นางจึงวางใจว่าไม่มีสิงผิดปกติและไม่ได้ดูน่าเกลียด "เมื่อพ้นโทษแล้วข้าจะสอบขุนนางที่เมืองต้าหลี่" หวงซีหยุนบอกกับจ้าวเจียอิงเป็นคนแรก ช่วงนี้เขาอ่านตำราอย่างหนักจึงไม่ค่
ทั้งสองพี่น้องทำความเคารพหมิงเจ๋อ "พวกเรากำลังจะกลับแล้วเพคะ" จ้าวซืออี้เอ่ยแทน หมิงเจ๋อจึงรั้งเอาไว้ก่อน "ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปส่ง ร้านอยู่ไกลหรือไม่" "มิบังอาจเพคะ" จ้าวซืออี้ย่อเข่าก้มหน้าลงความสวยของนางสะดุดตาของหมิงเจ๋อครั้งแล้วครั้งเล่า 'เจ้าจะรู้หรือไม่ว่าข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองก็เพราะเจ้า' เขาเก็บซ่อนความรู้สึกดีที่มีต่อนางเอาไว้และขอตามไปส่งให้ได้ จนในที่สุดทั้งสี่คนพร้อมด้วยองครักษ์และคนรับใช้ก็เดินยกกลุ่มไปที่ร้านขายผ้าตระกูลจ้าว เรื่องราวของสตรีตระกูลจ้าวแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วภายในหนึ่งวันเรื่องนี้คนรับรู้กันทั่วเมือง จนกระทั่งจางซื่อและตระกูลหลี่เรียกจ้าวซืออี้และจ้าวเจียอิงเข้าพบเป็นการส่วนตัว "เรื่องนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งครั้งต่อไปควรปฏิเสธขุนนางและอยู่ให้ห่างท่านเจ้าเมือง" เหลียนฮวา มารดาของหลี่ซูหรงเอ่ยเตือนขณะที่จางซื่อส่ายหน้าเบา ๆ "ขุนนางคนนี้นเป็นสหายของอิงเอ๋อร์ที่ไม่ได้พบกันนานเจ้าค่ะท่านป้า ท่านแม่" จ้าวซืออี้อธิบายทว่าผู้ใหญ่ทั้งสองคนกลับยิ่งไม่พอใจ "ถึงอย่างไรเรื่องอย่างนี้ก็ไม่ควรตัดสินใจโดยพลการ" "คราวหน้าคราวหลังหลานจะระวังเจ้าค่ะ" เมื่อผู้
ร้านขายผ้าตระกูลจ้าว "ได้ยินมาว่าเมืองต้าหลี่ของเรามีองค์ชายจากต้าเหลียนมาดูแลหรือ" "ได้ยินมาว่าอย่างนั้นเป็นเจ้าเมืองคนใหม่อายุยังน้อย" "รูปงามหรือไม่" "ข้ายังไม่เคยพบรู้แต่ว่ายังไม่มีพระชายา" เสียงหัวเราะคิกคักของเหล่าสตรีที่กำลังเลือกดูผ้าพูดคุยกันถึงเรื่องเจ้าเมืองคนใหม่พลางเขินอายที่พูดถึงเรื่องส่วนตัว "มีเสียงเล็ดลอดมาจากฝั่งคนงานก่อสร้างว่ามีคนถูกเรียกตัวเข้าเฝ้า เป็นอดีตรองแม่ทัพจากต้าเหลียน" จ้าวซืออี้และจ้าวเจียอิงกำลังพูดกับลูกค้าจ้าวเจียอิงชะงักงันเมื่อได้ยินเรื่องนี้ หวงซีหยุนโดนปลดจากรองแม่ทัพมาเป็นคนงานหรือ หญิงสาวกลุ่มนั้นไม่พูดต่อพวกนางเลือกผ้าจนพอใจแล้วก็มาจ่ายเงินและเดินออกจากร้านไป มีเพียงจ้าวเจียอิงที่ยังคงเหม่อลอย "อิงเอ๋อร์ ไม่เป็นไรใช่หรือไม่ถ้าเหนื่อยก็นั่งพักก่อนเถิด" จ้าวซืออี้เห็นเข้าพอดีจึงให้นางไปพักแต่จ้าวเจียอิงก็บอกว่าไม่เป็นไรและดูแลลูกค้าคนต่อไป หวงซีหยุนเข้าเฝ้าหมิงเจ๋อได้รับงานสำคัญให้ไปตรวจหน้างานกับรองเจ้ากรมโยธาธิการ ในฐานะที่เขาเป็นคนงานมาก่อนย่อมรู้เรื่องการก่อสร้างดี ส่วนคนอื่น ๆ ก็กระจายหน้าที่ต่างกันไป "ก่อสร้างครั้งนี้เสร็จสิ้นเ







