Masukเหตุการณ์เกิดขึ้นพักใหญ่เหล่าทหารเข้ามาควบคุมนำตัวทุกคนออกจากตรงนั้นพาไปขังเตรียมสอบสวน ขณะที่ถูกพาตัวไปหวงซีหยุนทั้งเมามายทั้งโดนต่อยจนสลบแน่นิ่งไป
ข่าวคนตีกันในโรงสุราแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วที่สำคัญไปกว่านั้นคือผู้ก่อเกตุเป็นถึงรองแม่ทัพและองครักษ์ประจำวังหลวง "น่าขายหน้าที่สุด ดีเหลือเกินเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง ดูซิว่าฮ่องเต้จะปรานีหรือไม่ ฮึ!" หวงฉีทุบโต๊ะเสียงดังเมื่อรู้ข่าว เรื่องน่าอับอายเกิดขึ้นจนได้จากความขาดสติของบุตรชายตัวเอง ขณะที่ฮูหยินกลุ้มใจจนไม่รู้จะทำอย่างไร "เหตุใดลูกถึงทำอย่างนี้ ท่านพี่ต้องช่วยลูกนะเจ้าคะ ถ้าท่านไม่ออกหน้าข้าจะไปขอให้กุ้ยเฟยช่วย" หากมีปัญหาเกิดขึ้นนางสามารถขอความช่วยเหลือจากกุ้ยเฟยผู้เป็นน้าซึ่งเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ช่วยเหลือได้ แต่ใช่ว่าจะทำได้บ่อย ๆ ข้อนี้หวงฉีไม่เห็นด้วย "ฮูหยินอย่าเพิ่งรีบร้อนเมื่อลูกทำความผิดก็สมควรได้รับโทษ หาไม่แล้วจะไม่รู้จักโต" ทั้งที่เป็นห่วงทว่าใต้เท้าหวงก็ต้องทำใจแข็งเอาไว้ให้บุตรชายได้รับบทเรียนบ้าง เป็นจริงดั่งคาดทั้งคู่ถูกสอบสวนและถูกส่งไปรับโทษและขังคุกหลวงเอาไว้เป็นเวลาสิบวัน เรื่องนี้สร้างความเสื่อมเสียไปถึงวงศ์ตระกูลของทั้งสองคนหากออกจากคุกแล้วต้องรับโทษจากผู้อาวุโสตามกฎของตระกูลต่อไป จวนตระกูลจ้าว จ้าวจื่อหานได้พูดคุยถึงเรื่องนี้กับจ้าวอี้หาน ทั้งเป็นห่วงทั้งหนักใจแทนหวงซีหยุน "ลงโทษหนักเพราะเป็นถึงทหารและของครักษ์ ฮ่องเต้ทรงกริ้วมากด้วยช่างโชคร้ายจริง ๆ " จ้าวอี้หานถอนหายใจยาวหวงซีหยุนคงผิดหวังรุนแรงถึงได้บ้าบิ่นขนาดนี้เมื่อลู่เซียนไปแหย่หนวดเสือจึงได้เกิดเรื่องขึ้น ทั้งคู่หารือกันเรื่องนี้แน่นอนว่าไม่ให้จ้าวเจียอิงรู้เพราะเกรงว่าจะกระทบกระเทือนจิตใจของนาง แต่ทั้งคู่พูดคุยกันในที่โล่งนางมาเก็บดอกไม้บริเวณนั้นพอดีจึงนั่งลงหลังพุ่มไม้และได้ยินเรื่องราวทั้งหมด "ไม่คิดว่าเขาจะจริงจังขนาดนี้ ผู้ชายยุคโบราณมีภรรยาได้หลายคนนี่นา อีกไม่นานก็ได้คู่แต่งงานใหม่แล้วทำไมเขายังจมปลักอีกนะ" เพราะประสบการณ์ที่นางเคยเจอไม่ใช่อย่างนี้เกิดแล้วตายมาสองชาติก็ยังไม่เคยพบบุรุษที่มั่นคงในความรักเหมือนหวงซีหยุน ภายใต้กำแพงสูงลิ่วที่มีเพียงแสงสว่างจากช่องเล็ก ๆ สาดส่องลงมาดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะทำอะไรหวงซีหยุนไม่ได้ เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดทางกายใด ๆ มีเพียงหัวใจที่กำลังแตกสลายครั้งแล้วครั้งเล่า สภาพหมดอาลัยตายอยาก ขอบตาดำคล้ำใบหน้าคมคายดูซูบเซียวลงไปมากทั้งที่ผ่านไปเพียงเจ็ดวัน เขาไม่กินไม่นอนมีเพียงน้ำตาลูกผู้ชายที่รินไหลแทบตลอดเวลา สร้างความหนักใจให้ทหารเฝ้ายามเป็นอันมาก "ท่านรองแม่ทัพเป็นอย่างนี้จะรอดชีวิตหรือ ดูสิไม่แตะต้องอาหารหรือน้ำเลย" ทั้งสองคนเอาแต่ถอนหายใจลู่เซียนอยู่ห้องข้าง ๆ รับรู้เรื่องของคู่อริจากปากนายทหารก็นึกประหลาดใจ อย่าบอกนะว่าเขาถูกถอนหมั้นจนไม่เป็นผู้เป็นคนเช่นนี้ ถึงจะไม่ค่อยถูกกันแต่หวงซีหยุนไม่ทุกข์ร้อนกับสิ่งรอบกายใด ๆ เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ลู่เซียนขยับเข้ามาชิดผนังด้านหน้าห้องขังที่หวงซีหยุนพิงอยู่แล้วเอ่ยขึ้น "เจ้าอาการหนักหรือ เหตุใดใจเสาะเยี่ยงนี้เล่า เจ้าเป็นคนแข็งแกร่งมิใช่รึ" เขาพูดดี ๆ ไม่เป็นหากต้องการกระตุ้นความรู้สึกก็ต้องใช้คำพูดแรง ๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับเงียบงันไม่ส่งเสียงใดกลับมา ลู่เซียนดูร้อนรนพูดขึ้นมาอีก "เจ้าลุกมาสู้กับข้าดีกว่าอย่าเงียบสิ!" ทุกอย่างยังเงียบเหมือนเดิม ลู่เซียนจึงกวักมือเรียกทหารยามให้ไปดูสหายห้องข้าง ๆ เขาก็ยังคงนั่งนิ่งราวกับคนที่ไร้ลมหายใจแต่ยังหายใจอย่างทุกข์ตรม ลู่เซียนเห็นว่าไม่มีเสียงตอบรับเขาจึงเงียบลงบ้างอย่างน้อยถ้าหวงซีหยุนรับรู้ว่ามีคนอยู่ใกล้ ๆ อาจจะรู้สึกดีกว่า ถึงวันกลับจวนบุรุษทั้งสองคนถูกลงโทษตามกฎของตัวเองต่อไป ลู่เซียนให้ทำงานหนักแทนบ่าวรับใช้ผู้ชายส่วนหวงซีหยุนได้รับการยกเว้นเพราะมีอาการป่วยหลังออกจากคุกหลวง สร้างความกลัดกลุ้มให้ใต้เท้าหวงและหยางฮูหยินเป็นอย่างมาก จ้าวเจียอิงได้รับข่าวเกี่ยวกับหวงซีหยุนที่ไม่ค่อยดีนัก แต่นางกับเขาไม่เกี่ยวข้องกันแล้วจึงไม่อยากเข้าไปวุ่นวายทั้งที่จริงนางก็อดเห็นใจเขาไม่ได้ นางเคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเข้าใจความรู้สึกของเขาดีแต่หากยังพัวพันเกรงว่าจะเกิดปัญหาตามมา "รองแม่ทัพอาการเป็นอย่างไรบ้าง" นางถามหลิงหลิงที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอก "ตอนนี้ยังป่วยอยู่เจ้าค่ะรักษาตามอาการ เอ่อ ได้ยินมาว่าฮูหยินสั่งห้ามคนเข้าเยี่ยมเจ้าค่ะ" นางพอจะเข้าใจความหมาย หยางฮูหยินดักทางเอาไว้แล้วเกรงว่านางจะไม่ยอมตัดขาดจากบุตรชายจริงจังถึงได้ทำเช่นนี้ "ถ้าเช่นนั้นเราก็ตามข่าวห่าง ๆ เถิด" หลายวันผ่านไปนางยังคงได้รับรายงานจากหลิงหลิงที่แอบสืบเรื่องมาว่าอาการของหวงซีหยุนดีขึ้นแล้ว "ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว" นางเพียงยิ้มบางพูดกับบ่าวคนสนิท อันที่จริงนางเลิกติดตามข่าวของเขาไปเลยก็ยังได้ในเมื่อฮูหยินออกหน้ากีดกันชัดเจนขนาดนี้ นางแอบรู้มาว่าบรรดาสหายและผู้บัญชาการของเขารวมถึงญาติมิตรยังคงไปเยี่ยมเยียนกันเนืองแน่น แต่เพราะเรื่องเกิดขึ้นจากนางเป็นต้นเหตุจึงยังคอยฟังข่าวเงียบ ๆ และถอยห่างออกมา อาการของหวงซีหยุนดีขึ้นตามลำดับอีกไม่กี่วันก็ทำงานได้ เขาป่วยขนาดนี้อยากรู้ว่าจ้าวเจียอิงได้เข้ามาเยี่ยมไข้บ้างหรือไม่จึงถามกับลูกน้องคนสนิท "ไม่เห็นมาขอรับ" หวงซีหยุนคงคาดหวังในตัวนางมากเกินไป ใบหน้าหล่อเหลาสลดลงไม่เอ่ยถามอีกนายทหารจึงขอตัวออกจากห้องไป "อ้ะ!" เขาตกใจที่สหายเข้ามากระชากคอให้ออกไปไกล ๆ เรือนผู้ป่วย "เจ้าได้บอกคุณชายหรือไม่เรื่องที่ฮูหยินสั่ง" "เปล่า ๆ คุณชายถามเมื่อครู่ข้าก็บอกว่านางไม่มา" คนฟังยิ้มพึงพอใจตบบ่าของเขาเบา ๆ แล้วเดินจากไป หวงซีหยุนนั่งอยู่คนเดียวคิดทบทวนตัวเองถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านมา เขาเข้าใจว่าจ้าวเจียอิงจะห่วงใยเขาบ้างแม้ไม่ได้ส่งของมาเยี่ยมก็ควรส่งจดหมายมาสักฉบับก็ยังดีแต่นางกลับเงียบหายไปราวกับไร้ตัวตน "ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะทำได้ลงคอ" คร่ำครวญต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์เมื่อนางเลือกอย่างนี้ไปแล้วถึงไม่รู้เหตุผลเขาก็ควรทำใจยอมรับเสียที ความจริงนางก็อยากถามข่าวหรือพูดคุยให้เข้าใจทว่าหากพูดพาดพิงถึงผู้ใหญ่เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่งนางจึงทำได้เพียงบ่ายเบี่ยงออกไป ยุคนี้สตรีไม่ได้มีอิสระทางความคิดมากนัก จะพูดความจริงเพื่อเรียกร้องสิ่งใดให้ตนเองนับว่ายากยิ่ง เรื่องในครอบครัวเป็นเรื่องอ่อนไหวง่าย ถึงอย่างไรก็เป็นพ่อแม่ลูกกัน นางเป็นเพียงคนนอกหากพูดถึงผู้อาวุโสในด้านเสียหายรังแต่จะบาดหมางกันกลายไปกล่าวร้ายและอาจลามปามเป็นเรื่องใหญ่โตได้ จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรอีก แม้กระทั่งเขียนจดหมายนางยังทำไม่ได้เพราะต้องผ่านมือหยางฮูหยินและถูกทำลายอย่างแน่นอนก่อนงานเลี้ยงเลิกราหวงซีหยุนได้แนะนำจางซื่อพร้อมครอบครัวให้ใต้เท้าหวงรู้จักโดยมีจ้าวเจียอิงยืนอยู่ข้างกายเขา ใต้เท้าหวงมองหน้าบุตรชายแล้วก็รู้สึกอ่อนใจ หนุ่มสาวทั้งคู่ได้พบกันและกลับมาเป็นคนรักกันดั่งเดิม ในใจไม่อยากเห็นด้วยทว่ามองหน้าหวงซีหยุนแล้วก็ต้องยอมรับความจริงว่าบุตรชายของเขามีความสุขอย่างปิดไม่มิด ใต้เท้าหวงได้ข่าวของตระกูลจ้าวหลังจากกลับต้าซุน ใต้เท้าจ้าวดูมีฐานะดีขึ้นไม่มีผู้ใดกล้านินทาว่าต่ำต้อยได้อีก สิ่งสำคัญที่ทำให้ใต้เท้าหวงยอมรับการตัดสินใจของหวงซีหยุนในครั้งนี้ นั่นเพราะจ้าวเจียอิงไม่ทอดทิ้งบุตรชายของเขาในยามตกอยู่ในช่วงลำบาก อยู่ที่ต้าหลี่นางเป็นเศรษฐีระดับต้น ๆ แต่กลับประคับประคองความรู้สึกของหวงซีหยุนให้มีความหวังและพลังใจขึ้นมา แล้วตระกูลหวงมีสิทธิ์อะไรไปรังเกียจนาง เรื่องราวทั้งหมดหวงซีหยุนเป็นคนแจ้งกับบิดาเองจึงทำให้ใต้เท้าหวงใช้ความคิดไตร่ตรองถึงความสัมพันธ์ของคนทั่งคู่มากขึ้นจวบจนกลับถึงจวนก็ได้เล่าเรื่องราวให้หยางฮูหยินฟัง "ท่านพี่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของลูกหรือเจ้าคะ" ฟังดูแล้วหยางฮูหยินยังคงขุ่นเคือง ถึงตระกูลจ้าวจะไม่เหมือนเดิมทว่าตำแหน่งของใต้เท้าจ้
"ทั้งหมดนี้เป็นสินสอดที่ท่านเจ้าเมืองมอบให้เพื่อหมั้นหมายเจ้า แม่ ท่านป้าและท่านอาจะเป็นคนหาฤกษ์แต่งงานให้" จ้าวซืออี้มองหีบหลายใบวางซ้อนกันอยู่ตรงหน้าไม่คาดคิดมาก่อนว่าท่านเจ้าเมืองจะทำถึงขนาดนี้ นางไม่เคยรู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัวมาก่อน จะว่าทำตามฐานะก็ไม่น่าจะมากมายเพราะนางเป็นเพียงสามัญชน ทว่าผู้อาวุโสทุกคนไม่ขัดข้องตรงกันข้ามกลับพึงพอใจที่ท่านเจ้าเมืองให้เกียรตินางเกินกว่าคนที่เป็นเชื้อพระวงศ์กระทำ จ้าวเจียอิงอดตื่นเต้นไปกับจ้าวซืออี้ไม่ได้การที่พี่สาวของนางไม่เอ่ยปากปฏิเสธทุกคนก็เข้าใจได้แล้วว่านางยินดีรับการหมั้นหมายในครั้งนี้ "พี่อี้เอ๋อร์มีความคิดเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ" จ้าวซืออี้นั่งนิ่งก้มหน้าหลุบตาลงต่ำยิ้มน้อย ๆ ก่อนตอบคำถาม "พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ผู้ใหญ่เห็นชอบก็เพียงพอแล้ว" นางไม่แปลกใจกับคำตอบของจ้าวซืออี้ สตรียุคนี้ตัดสินใจเรื่องแต่งงานเองไม่ได้ ยิ่งเป็นคนที่คู่ควรเมื่อผู้อาวุโสไม่ปฏิเสธก็ตกลงตามนั้น เช่นเดียวกับจ้าวซืออี้ประสบอยู่ในตอนนี้และดูท่าทีพึงพอใจกับอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย ถ้าปฏิเสธน่ะสิถึงจะเป็นเรื่องไม่ปรกติ ทางด้านหมิงเจ๋อยังคงเร่งการก่อสร้างที่ทยอยแล้วเสร
จ้าวซืออี้พอเข้าใจว่าสิ่งที่หมิงเจ๋อทำมีความหมายว่าอย่างไร เพราะเป็นมารยาทนางจึงเดินไปหาผู้อาวุโสเชิญมาร่วมดื่มด้วยกันป้องกันการถูกนินทาลับหลังว่าทำตัวไม่เหมาะสม กลับทำให้หมิงเจ๋อพึงพอใจมากขึ้นเพราะได้รู้จักผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงมากขึ้น "ท่านเจ้าเมืองคงไม่ได้ทำให้ตระกูลจ้าวลำบากใจใช่หรือไม่เพคะ" เหลียนฮวาเอ่ยขึ้นขณะที่สามีของนางกำลังสนทนากับสหายอยู่อีกด้านยังไม่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ มีเพียงจางซื่อที่ยืนอยู่ด้วยกัน "ข้าคิดว่าการกระทำของข้าชัดเจนมาก ท่านทั้งสองเห็นว่าข้าทำตัวไม่เหมาะสมหรือ" หมิงเจ๋อบอกความรู้สึกของตัวเองกับผู้อาวุโสชัดเจนเพื่อแสดงออกถึงความจริงใจที่มีต่อจ้าวซืออี้ ทั้งสองคนต่างมองหน้ากันไปมาแววตาแสดงถึงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด "มิใช่อย่างนั้นเพคะ ตระกูลจ้าวมิบังอาจเพคะ" จางซื่อเอ่ยขึ้นในที่สุดหมิงเจ๋อพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ "ข้าจะทำให้ถูกต้องหลังจบงานเลี้ยงคืนนี้ ข้าจะส่งคนไปที่ตระกูลจ้าวในวันพรุ่งนี้" จางซื่อและเหลียนฮวานึกไม่ถึงว่าจ้าวซืออี้จะมีวาสนาสูงส่ง องค์ชายห้าเป็นถึงโอรสขององค์ฮ่องเต้ มีรูปโฉมงดงามและเก่งกาจอีกทั้งยังมีตำแหน่งปกครองเมืองต้าหลี่ ทั้งคู่มิได้เอ่ยปา
หมิงเจ๋อเรียกประชุมขุนนางอีกครั้งในครึ่งเดือนต่อมาถึงเรื่องที่ยังไม่ได้ทำให้เรียบร้อย "ข้ามาอยู่ที่เมืองต้าหลี่นานหลายเดือนแล้วยังไม่ได้จัดงานพบปะตระกูลใหญ่ของเมืองนี้ ข้าอยากรู้จักตระกูลต่าง ๆ เพื่อความสัมพันธ์อันดี ให้ส่งจดหมายเทียบเชิญมางานเลี้ยงในเดือนหน้า ย้ำด้วยว่าแต่ละตระกูลให้พาคนในครอบครัวมาด้วย" เจตนาของหมิงเจ๋อไม่มีอะไรมากแค่อยากทำความรู้จักจ้าวซืออี้ให้มากขึ้นในส่วนอื่นให้แม่ทัพเฟิงเป็นคนจัดการให้ ตระกูลจ้าว "ท่านเจ้าเมืองมีจดหมายเชิญไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับ ทุกคนก็ไปกับแม่" จางซื่อแจ้งข่าวแก่ลูก ๆ ทุกคนหลังจากได้รับจดหมายเทียบเชิญจากทางการ เมื่อทราบข่าวแล้วจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน ระยะหลังหวงซีหยุนแวะมาหาจ้าวเจียอิงทุกครั้งที่มีเวลาว่างจนคนอื่นสังเกตได้ว่าทั้งสองคนมีความสำคัญต่อกัน นางก็ยังมิได้ปฏิเสธเขาเพราะคิดว่าเป็นเพียงสหายกันเท่านั้น ถึงอย่างไรทั้งคู่ก็พบกันที่ร้านมิได้ออกไปข้างนอกแม้แต่ครั้งเดียว นางจึงวางใจว่าไม่มีสิงผิดปกติและไม่ได้ดูน่าเกลียด "เมื่อพ้นโทษแล้วข้าจะสอบขุนนางที่เมืองต้าหลี่" หวงซีหยุนบอกกับจ้าวเจียอิงเป็นคนแรก ช่วงนี้เขาอ่านตำราอย่างหนักจึงไม่ค่
ทั้งสองพี่น้องทำความเคารพหมิงเจ๋อ "พวกเรากำลังจะกลับแล้วเพคะ" จ้าวซืออี้เอ่ยแทน หมิงเจ๋อจึงรั้งเอาไว้ก่อน "ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปส่ง ร้านอยู่ไกลหรือไม่" "มิบังอาจเพคะ" จ้าวซืออี้ย่อเข่าก้มหน้าลงความสวยของนางสะดุดตาของหมิงเจ๋อครั้งแล้วครั้งเล่า 'เจ้าจะรู้หรือไม่ว่าข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองก็เพราะเจ้า' เขาเก็บซ่อนความรู้สึกดีที่มีต่อนางเอาไว้และขอตามไปส่งให้ได้ จนในที่สุดทั้งสี่คนพร้อมด้วยองครักษ์และคนรับใช้ก็เดินยกกลุ่มไปที่ร้านขายผ้าตระกูลจ้าว เรื่องราวของสตรีตระกูลจ้าวแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วภายในหนึ่งวันเรื่องนี้คนรับรู้กันทั่วเมือง จนกระทั่งจางซื่อและตระกูลหลี่เรียกจ้าวซืออี้และจ้าวเจียอิงเข้าพบเป็นการส่วนตัว "เรื่องนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งครั้งต่อไปควรปฏิเสธขุนนางและอยู่ให้ห่างท่านเจ้าเมือง" เหลียนฮวา มารดาของหลี่ซูหรงเอ่ยเตือนขณะที่จางซื่อส่ายหน้าเบา ๆ "ขุนนางคนนี้นเป็นสหายของอิงเอ๋อร์ที่ไม่ได้พบกันนานเจ้าค่ะท่านป้า ท่านแม่" จ้าวซืออี้อธิบายทว่าผู้ใหญ่ทั้งสองคนกลับยิ่งไม่พอใจ "ถึงอย่างไรเรื่องอย่างนี้ก็ไม่ควรตัดสินใจโดยพลการ" "คราวหน้าคราวหลังหลานจะระวังเจ้าค่ะ" เมื่อผู้
ร้านขายผ้าตระกูลจ้าว "ได้ยินมาว่าเมืองต้าหลี่ของเรามีองค์ชายจากต้าเหลียนมาดูแลหรือ" "ได้ยินมาว่าอย่างนั้นเป็นเจ้าเมืองคนใหม่อายุยังน้อย" "รูปงามหรือไม่" "ข้ายังไม่เคยพบรู้แต่ว่ายังไม่มีพระชายา" เสียงหัวเราะคิกคักของเหล่าสตรีที่กำลังเลือกดูผ้าพูดคุยกันถึงเรื่องเจ้าเมืองคนใหม่พลางเขินอายที่พูดถึงเรื่องส่วนตัว "มีเสียงเล็ดลอดมาจากฝั่งคนงานก่อสร้างว่ามีคนถูกเรียกตัวเข้าเฝ้า เป็นอดีตรองแม่ทัพจากต้าเหลียน" จ้าวซืออี้และจ้าวเจียอิงกำลังพูดกับลูกค้าจ้าวเจียอิงชะงักงันเมื่อได้ยินเรื่องนี้ หวงซีหยุนโดนปลดจากรองแม่ทัพมาเป็นคนงานหรือ หญิงสาวกลุ่มนั้นไม่พูดต่อพวกนางเลือกผ้าจนพอใจแล้วก็มาจ่ายเงินและเดินออกจากร้านไป มีเพียงจ้าวเจียอิงที่ยังคงเหม่อลอย "อิงเอ๋อร์ ไม่เป็นไรใช่หรือไม่ถ้าเหนื่อยก็นั่งพักก่อนเถิด" จ้าวซืออี้เห็นเข้าพอดีจึงให้นางไปพักแต่จ้าวเจียอิงก็บอกว่าไม่เป็นไรและดูแลลูกค้าคนต่อไป หวงซีหยุนเข้าเฝ้าหมิงเจ๋อได้รับงานสำคัญให้ไปตรวจหน้างานกับรองเจ้ากรมโยธาธิการ ในฐานะที่เขาเป็นคนงานมาก่อนย่อมรู้เรื่องการก่อสร้างดี ส่วนคนอื่น ๆ ก็กระจายหน้าที่ต่างกันไป "ก่อสร้างครั้งนี้เสร็จสิ้นเ







