LOGINค่ำคืนนี้ที่บาร์โฮสระดับหรูในย่านใจกลางเมืองเต็มไปด้วยเสียงเพลงจังหวะเร้าใจและแสงไฟที่สะท้อนความเย้ายวนของผู้คน เจ๊ปูเดินเข้าสถานที่แห่งนี้ด้วยชุดราตรีสีดำ ที่ปักคริสตัลวาววับไปทั้งตัว พร้อมส้นสูงคู่โปรดที่เสริมให้เธอดูสง่าและทรงพลัง
สายตาทุกคู่ในบาร์ต่างจับจ้องเธอราวกับราชินีผู้ก้าวสู่บัลลังก์ เธอไม่ใช่แค่ลูกค้า แต่คือ เจ๊ปู! ไอคอนแห่งความปังในทุกวงการ
ข้างกายเธอคือตี้ตี้ สุดเปรี้ยวที่มากับชุดบอดี้สูทแนบเนื้อสีทองอร่ามราวกับผ้าม่านงานวัดฝังลูกนิมิต ทั้งสองเดินเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะและกลิ่นน้ำหอมที่ฟุ้งกระจายจนหนุ่ม ๆ ในบาร์ต่างหันมองกันเป็นตาเดียว
เมื่อมาถึงโต๊ะวีไอพี เจ๊ปูก็ประเดิมด้วยการวางปึกธนบัตรหนา ๆ ลงบนโต๊ะ แบงค์เงินสดปลิวว่อนจนหนุ่ม ๆ ที่รอรับใช้ต่างพุ่งเข้ามาหาเธอราวกับฝูงแมลงเม่าที่เห็นแสงไฟ
"เจ๊ ทำไมเมื่อคืนไม่มาครับ?"
เสียงหนุ่มหล่อล่ำคนหนึ่งถามขณะก้มตัวออดอ้อนใกล้จนแทบจะซบไหล่ของเจ๊ปู เธอเหลือบมองด้วยสายตาโปรยเสน่ห์ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงยียวน
"เมื่อคืนเจ๊ติดงานสำคัญจ้ะ เอาเงินไปเข้าธนาคาร กว่าจะนับเงินกันเสร็จเจ๊ก็แทบหมดแรงแล้ว! วันนี้ก็เลยต้องมาพักผ่อนกับน้อง ๆ ไง"
คำพูดของเธอเรียกเสียงหัวเราะจากหนุ่ม ๆ ได้ทั้งโต๊ะ แต่ไม่มีใครกล้าค้านว่าสิ่งที่เจ๊พูดคือความจริงหรือมุกตลก เพราะสำหรับพวกเขานั้น... เจ๊ปูคือตัวแม่ ที่พูดอะไรก็ถูกไปหมด!
เจ๊ปูนั่งเอนหลังพิงเบาะนุ่มอย่างสบายอารมณ์ พลางใช้ปลายนิ้วเรียวแตะไปที่แผงอกหนุ่มหล่อคนหนึ่งเบา ๆ
"เอ๊ะ อกนี่เล่นกล้ามมารึเปล่า ทำไมแข็งจัง?"
เธอหัวเราะคิกคักในแบบที่รู้ว่าตัวเองมีอำนาจควบคุมทุกสิ่งรอบตัว ขณะที่บรรยากาศกำลังครึกครื้น เสียงหัวเราะเฮฮาก็ถูกขัดจังหวะด้วยสายตาอันเฉียบคมของเจ๊ปู เมื่อเธอสังเกตว่า... นังตี้ เพื่อนคู่หูหายตัวไป!
เธอหันไปมองรอบตัวก็พบเงาราง ๆ ของหญิงร่างใหญ่กำลังลากหนุ่มหล่อคนหนึ่งหายลับเข้าไปในห้องน้ำด้วยความเร็วแสง เจ๊ปูขมวดคิ้ว ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย
"นังนี่ไวไฟจริง ๆ!"
เธอพึมพำพร้อมยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบอย่างสวยงาม ก่อนจะหันกลับมาเล่นสนุกกับหนุ่ม ๆ ที่ยังรายล้อมเธออยู่
ส่วนในห้องน้ำ เสียงหัวเราะของนังตี้และเสียงงึมงำจากหนุ่มหล่อคนหนึ่งดังลอดออกมา ทำให้คนที่เดินผ่านไปมาต่างอมยิ้มและส่ายหัวเบา ๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติในคืนที่ทุกอย่างเกิดขึ้นได้!
เจ๊ปูเองก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ชีวิตคนมันสั้นจะมัวเสียดายเวลาไปทำไม! นางคิดในใจ ขณะที่ยิ้มหวานกับหนุ่มคนใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามาในวง...
"เจ๊ครับ! คืนนี้เจ๊จะเลือกใครครับ!"
เจ๊ปูหัวเราะเสียงดัง พลางสะบัดผมเบา ๆ
"ไม่หล่ะ คืนนี้เจ๊อยากชิล ขอแค่ดื่ม...แต่แจกเงินนะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะคิดถึง"
นี่แหละ...ชีวิตของเจ๊ปูและนังตี้ หญิงสาวผู้ไม่ยอมให้ใครมากำหนดกรอบในชีวิต พวกเธอใช้ชีวิตทุกวันราวกับเป็นเวทีที่ต้องจัดเต็ม ทั้งกลางวันและกลางคืน ทุกก้าวย่างคือเรื่องราวที่ไม่มีวันน่าเบื่อ!
ยามเช้าอันเงียบสงบของบ้านสองชั้นสไตล์โมเดิร์นในย่านชานเมือง ถูกทำลายด้วยเสียงกรอบแกรบของคนที่กำลังพลิกตัวบนโซฟาในห้องรับแขก
เจ๊ปู ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัวตุบ ๆ ที่เหมือนถูกค้อนเหล็กทุบลงมาบนกะโหลก เธอขยับตัวอย่างระมัดระวัง ร่างกายเหมือนผ่านสงครามมาเมื่อคืน ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มอย่างไร้ที่ติตอนนี้เลอะจนกลายเป็นงานศิลปะนามธรรม
นังตี้ คู่หูสุดแซ่บของเธอก็นอนฟุบอยู่กับพื้นข้างโซฟา สภาพยับเยินอย่างน่าสงสาร ชุดเดรสสีทองวิบวับเมื่อคืนดูเหมือนผ่านพายุหมุนระดับสิบมา ตี้ตี้ขยับตัวเล็กน้อยก่อนพลิกตัวไปนอนต่อบนพื้นเย็น ๆ
“นังตี้ ตื่นได้แล้ว!”
เจ๊ปูเอ่ยเสียงแหบพลางเขยิบตัวขึ้นนั่ง เธอสางผมยุ่งเหยิงให้เข้าทรงพอประมาณ ขณะที่คู่หูของเธอกำลังงัวเงียพลิกตัวแต่ยังไม่ยอมลืมตา
“เจ๊… ขออีกห้านาทีได้ไหม… ค้าาา”
เสียงอู้อี้ของนังตี้ทำให้เจ๊ปูส่ายหน้าเบา ๆ เธอใช้แรงที่เหลือเดินลากสังขารขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้าน ระหว่างเดินผ่านผนังชานพัก สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับรูปครอบครัวในกรอบไม้เรียบง่าย
ภาพที่มีชายหญิงวัยกลางคนยืนเคียงข้างเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ยิ้มสดใส เธอหยุดยืนมองภาพนั้นครู่หนึ่ง ดวงตาอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด
“พ่อ… แม่… ฉันสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
เธอพูดออกมาราวกับสนทนากับคนในภาพ
“ขอโทษที่ฉันไม่ได้สร้างครอบครัวอย่างที่แม่หวังไว้ แต่หากไม่เจอผู้ชายในอุดมคติ ฉันก็ไม่อยากมี”
รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าของเธอ ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปในห้องนอน
ภายในห้องตกแต่งเรียบง่าย เตียงคิงไซส์ปูด้วยผ้าซาตินสีดำ ผ้าห่มหรูหราถูกพับกองอย่างไม่เรียบร้อยนัก เธอเดินเลยเตียงไปเปิดประตูห้องน้ำ และตรงดิ่งไปยังอ่างอาบน้ำ มือเรียวหมุนก๊อกน้ำปล่อยน้ำอุ่นไหลลงอ่างอย่างเงียบงัน
เมื่อร่างกายสัมผัสกับอุณหภูมิของน้ำอุ่น ความมึนเมาที่หลงเหลืออยู่ก็ค่อย ๆ จางลง เธอหลับตาพริ้มปล่อยให้ความผ่อนคลายเข้าครอบงำ แต่แล้ว…
ติ๋ง!
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้น เธอหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้ข้างอ่างมาเปิดดู พบข้อความจากแอปอ่านนิยายที่เธอติดตามอยู่อย่างเหนียวแน่น นักเขียนนามปากกา หลินหลิน อัปโหลดตอนใหม่พร้อมโปรไฟล์ตัวละคร
“ไหนดูซิ… เรื่องนี้จะเด็ดแค่ไหน”
เจ๊ปูพูดพึมพำขณะไถหน้าจอ ดวงตาเป็นประกายเมื่อเห็นตัวละคร
“อู้ยยย… โปรไฟล์ตัวละครดีงามพระรามเก้า! พระเอกหล่อนางเอกหน้าสวยปัง แถม…อู้หู นางร้ายคนนี้ เจ๊ชอบ หน้าเหวี่ยง ๆ ร้าย ๆแบบนี้ เจ๊ชอบ!!”
เสียงของเจ๊ปูเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น จนแทบทนรออ่านต่อไม่ไหว เธอลุกขึ้นจากอ่าง รีบเปิดฝักบัวอาบน้ำชำระร่างกายอย่างเร็วที่สุด ก่อนจะสวมชุดคลุมแล้วเดินพรวดมาที่เตียง เพื่อเอนตัวลงนอนอ่านนิยายอย่างสบายอารมณ์
นิยายเรื่องนี้ถูกปล่อยออกมาสามสิบตอนรวด เธออ่านรัว ๆ แบบแทบไม่พักหายใจ จนกระทั่งถึงบทสรุปสุดท้ายของตอนที่สามสิบ ซึ่งทำให้เธอแทบกรี๊ด!
“นิยายบ้าอะไรเนี่ย! สร้างนางร้ายมาสวยสะเด็ดดด แต่ตายห่าตั้งแต่ฉากแรกที่โผล่มา! โธ่เอ๊ย น่าเสียดายสุด ๆ … เสียของหมด!”
ความขัดใจพุ่งขึ้นเต็มแม็กทันที เธออยู่ในอารมณ์ที่อินจัด จึงรีบกดส่งข้อความส่วนตัว (DM) ถึงผู้เขียนหลินหลินทันที
[ข้อความถึง นักเขียนหลินหลิน]
“คุณนักเขียนหลินหลิน เจ๊เป็นแฟนคลับของคุณนะ ไม่ได้มาก่อกวน คุณไปเช็คได้ว่าเจ๊ส่งของขวัญให้คุณรวม ๆ น่าจะสองแสนเหรียญแล้ว แต่เจ๊ขอพูดนิดนึง เจ๊ไม่โอเคเลยที่คุณให้นางร้ายออกมาปุ๊บ ตายปั๊บ ถ้าจะตายไวขนาดนั้น ไม่น่าสร้างหล่อนมาให้สวยเซ็กซี่กระชากใจขนาดนี้ มันเสียของ เสียดายหุ่นหมด!”
พิมพ์เสร็จ เธอกดส่งทันทีโดยไม่รีรอ ไม่นานก็มีข้อความตอบกลับสั้น ๆ
[ข้อความตอบกลับจากนักเขียน หลินหลิน]
“หลินกำลังรอข้อความแรกอยู่พอดีเลยคะ ดีใจที่เป็นเจ๊นะค่ะและขอให้เจ๊โชคดี หลินหลินเอาใจช่วยเจ๊เสมอ”
เจ๊ปูอ่านข้อความนั้นหลายรอบ แต่กลับไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า กำลังรอ กับ โชคดี ในความหมายของนักเขียนคืออะไร ทว่าก็ช่างเถอะ ไม่ว่ายังไง เธอก็ยังรักในตัวนักเขียนคนนี้อยู่ดีเพราะเปย์มาโดยตลอด
“เอาวะ เปย์อีกหน่อยก็แล้วกัน”
ว่าแล้วเธอก็กดส่งของขวัญให้นักเขียนเหมือนเคย ซึ่งครั้งนี้น่าจะตั้งใจส่งหลักพันหรือหลักหมื่นเหรียญเหมือนทุกครั้ง แต่ดูเหมือนมือเธอจะสั่นไป…
“กดผิดไปเป็นหนึ่งแสนเหรียญ!!!”
ดินแดนเหนือซึ่งเคยถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบและความแร้นแค้น บัดนี้กลับกลายเป็นดินแดนทองคำที่ผู้คนต่างแย่งชิงอยากเข้ามาใช้ชีวิตอาคารโรงเรือนเพาะปลูกขยายตัวไปอีกนับสิบเรือน ท้องทุ่งที่เคยถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งยามฤดูหนาว บัดนี้กลับอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารเมล็ดพันธุ์ที่พระชายานำมาในตอนแรกถูกชาวบ้านมองว่าเป็นเพียงความฝัน แต่ในวันนี้พวกเขากำลังเก็บเกี่ยวพืชผลด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะดังทั่วท้องตลาด แม่ค้าต่างส่งเสียงเรียกขานลูกค้ากันอย่างคึกคัก ขณะที่แรงงานของทางการนั่งล้อมวงกอดเงินก้อนแรกของตนเองไว้แน่น รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาแสดงถึงความปลื้มปิติ"ฮือ...ข้ามีเงินแล้ว!" ชายวัยกลางคนคนหนึ่งสะอื้นออกมา สายตาของเขาเปล่งประกาย"โชคดีเหลือเกิน ที่วันนั้นพวกเขาทิ้งเรามาให้นายหญิง!"หญิงชราคนหนึ่งพึมพำ พร้อมยกแขนเสื้อซับน้ำตา"สวรรค์ ขอบคุณท่านที่ส่งพระชายามาให้พวกเรา!"เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ไปทั่วลานกว้าง ทุกคนรู้ดีว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยถูกทอดทิ้ง ให้มองเป็นเพียงแรงงานที่ไร้ค่าของครอบครัว แต่ตอนนี้พวกเขากลับกลายเป็นผู้มีชีวิตที่มั่นคง ได้รับค่าแรงอย่างเป็นธรรม ไม่มีผู้ใดกล้าหยามหมิ่นพวกเขาอีกต่อไปแ
ข่าวการตั้งครรภ์ของพระชายาดังกระฉ่อนไปทั่วแดนเหนือเร็วยิ่งกว่าลมหนาว ชาวบ้านพากันออกมาโค้งคำนับขอบคุณสวรรค์กันที่หน้าประตูเรือนเสียงสวดอวยพรดังกระหึ่ม บ้างก็ตื่นเต้นเสียจนเผลอจุดประทัดน้อย ๆ ฉลองกันเองโดยไม่ต้องรอประกาศจากวังเมิ่งเหยาถูกดูแลประคบประหงมราวกับไข่ทองคำที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ หัวจะโขกโต๊ะหน่อยก็มีมือมารับ ผ้าห่มหล่นจากไหล่ก็มีคนพร้อมจะเข้ามาคลุมให้เหนื่อยหน่อยก็มีหมอนนุ่มวางให้พิงอย่างกับราชินี แม้แต่น้ำชาในถ้วยก็ยังมีคนทดสอบอุณหภูมิให้ก่อนดื่ม! และที่สำคัญที่สุด ท่านอ๋องไท่เฟิงก็ประกบติดนางราวเงา มีดวงตาคมกริบจับจ้องไม่ให้คลาดสายตา เหมือนกับว่าตัวเองเป็นนักโทษชั้นสูง ในเรือนจำแดนเหนือเสียจริง ๆนางเข้าใจอยู่หรอกว่าสามีรักมาก แต่จะเฝ้าไม่ให้ห่างถึงขนาดนี้มันมากไปไหม!? แค่เดินไปล้างหน้าล้างตา นางก็ต้องถูกพยุงขึ้นลงราวกับเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ของโลกนี้! ดีที่นางมีมิติเป็นที่หลบภัยเวลาจะถ่ายหนัก! คิดแล้วก็สะท้านใจ ถ้านางไม่มีมิติต้องแย่แน่ ๆ ! แค่คิดว่าจะต้องนั่งปลดทุกข์โดยมีคนหล่อเฝ้ามองอยู่ข้าง ๆ นางก็อยากกลั้นไปจนชาติหน้าแล้ว!หากเป็นเช่นนั้น สักวันนางคงได้เป็นโรคริ
แดนเหนือยามนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านหิมะขาวโพลน อุณหภูมิที่หนาวเหน็บทำให้บรรยากาศรอบด้านดูเงียบสงบ ราวกับทั้งเมืองต้องมนตร์ในฤดูหนาวแต่ปีนี้นั้นแตกต่างออกไป ชาวบ้านทุกครัวเรือนได้รับของแจกจากพระชายาแห่งแดนเหนือ ทุกคนต่างซาบซึ้งในพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ ผ้าห่มผืนใหญ่หนานุ่มที่แต่เดิมมีเพียงขุนนางหรือคนร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถครอบครอง บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวได้รับ ชาวบ้านที่เคยต้องอดทนต่ออากาศหนาวกัดกระดูก ยามนี้สามารถหลับตาลงอย่างอบอุ่นภายในเรือนของตนเองแม้พระชายาจะยังไม่ได้เข้าพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกนางเป็นอื่นไปได้นอกจากพระชายาหรือนายหญิง ทุกคำเรียกขานเต็มไปด้วยความเคารพและสำนึกในบุญคุณในตำหนักของท่านอ๋องแห่งแดนเหนือ ไฟในเตาผิงลุกโชนให้ความอบอุ่น เมิ่งเหยานั่งเอนกายพิงอกแกร่งของไท่เฟิง ขณะที่ดวงตาคู่งามจับจ้องจดหมายในมือ นางอ่านข้อความของบิดาอย่างตั้งใจ[เหยาเอ๋อร์ลูกรัก ลูกเป็นเช่นไรบ้าง สบายดีหรือไม่ พ่อสบายดี เจ้าไม่ต้องกังวล พ่ออยากขอบคุณลูกนับร้อยนับพันครั้ง วันที่ลูกบอกกับพ่อวันนั้นพ่อยังไม่เข้าใจ แต่วันนี้พ่อได้เข้าใจแล้ว พ่อได้พบนางแล้ว แม
เมิ่งเหยาตั้งตารอคอยการกลับมาของไท่เฟิงมาถึงเจ็ดวันแล้ว แต่เขากลับไร้ซึ่งข่าวคราว นางที่เริ่มกระวนกระวายจึงไม่อาจรอได้อีกต่อไป"ฉีคัง รายงานมาเดี๋ยวนี้" นางเอ่ยเสียงเย็น สายตาจับจ้ององครักษ์หนุ่มที่ยืนตรงหน้าอย่างเคร่งขรึม ฉีคังก้มศีรษะก่อนตอบ"นายหญิง พวกเราไม่ได้รับการติดต่อจากท่านอ๋องเลยขอรับ เมื่อสองวันก่อนข้าส่งคนไปแล้ว วันนี้น่าจะได้ข่าวแน่ขอรับ""ที่ที่เขาไปนั้น ไกลมากหรือไม่?"เมิ่งเหยาถามต่อ"ใช้ม้าเดินทางหนึ่งวันขอรับ"เมิ่งเหยาพยักหน้าแม้ใจจะยังร้อนรุ่ม แต่ความเชื่อมั่นในตัวเขายังไม่เสื่อมคลายบ่ายวันนั้นคนของฉีคังก็กลับมาพร้อมข่าวดี"นายหญิง ท่านอ๋องเสด็จมาถึงแล้วขอรับ"ดวงตาของเมิ่งเหยาฉายแววโล่งใจ นางยกยิ้มบางก่อนจะรีบสาวเท้าออกไปยังลานหน้าตำหนัก ทว่าเมื่อขบวนของไท่เฟิงมาถึง นางกลับต้องชะงัก‘สตรีนางนั้นเป็นใคร?’ดวงตาคมของนางจับจ้องไปยังร่างบอบบางที่ก้าวลงมาจากรถม้า‘นี่สินะ...เหตุผลที่ทำให้เขาต้องกลับมาช้า’ไท่เฟิงลงจากหลังม้าและเดินตรงเข้ามาหานางทันที แขนแกร่งคว้าร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างแน่นหนา ราวกับต้องการปลอบโยนนางให้คลายกังวล“พี่คิดถึงเจ้ายิ่งนัก”เมิ่งเหยาเอง
รถม้าของเมิ่งเหยาวิ่งเข้าไปภายในวังหลวงอย่างราบรื่น ด้านข้างมีทหารรักษาการณ์ที่เฝ้าดูอยู่ตลอดทาง ไม่มีใครกล้าหยุดรถม้าที่ประทับตราสัญลักษณ์ของไท่เฟิงล้อรถหมุนอย่างมั่นคง ตรงไปยังเขตชั้นกลางของวังหลวง จุดที่สูงศักดิ์เพียงพอให้ขุนนางระดับสูงเข้าถึงได้ แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงเขตชั้นในซึ่งเป็นที่พำนักขององค์จักรพรรดิเมิ่งเหยาลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้ในใจจะร้อนรนแต่นางยังคงรักษาความสงบไว้ดั่งเดิมเมื่อเท้าแตะพื้น หญิงสาวก้าวเดินไปยังตำหนักฮองเฮาโดยไม่หยุดชะงัก องครักษ์และนางกำนัลที่เฝ้าตำหนักต่างก้มหัวคำนับทันทีที่เห็นเมิ่งเหยาเข้ามา"เหยาเอ๋อร์ ทำไมกลับมาไว?"เสียงหวานของตานชิงดังขึ้น ก่อนที่ร่างของฮองเฮาผู้สูงศักดิ์จะเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าประหลาดใจ เมิ่งเหยาไม่รอช้าเข้าไปจับมือนางแน่น ดวงตาฉายแววจดจ่อและหนักแน่น"ชิงชิง ข้ามีเรื่องต้องแจ้งเจ้า"น้ำเสียงของนางจริงจังจนตานชิงชะงักไปรอยยิ้มจางลง ก่อนจะพยักหน้าแล้วดึงเมิ่งเหยาเข้าไปด้านในนางเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ที่นางพบเด็กขอทาน คำโกหกของเถ้าแก่ร้านขายข้าว และกระท่อมเก่าของปู่หลานที่แทบไม่มีข้าวกรอกหม้อนางบอกเล่าถึงสายต
เด็กน้อยกอดถุงข้าวแน่นจนมือน้อย ๆ เกร็งขึ้น เขาวิ่งตรงไปที่ท้ายประตูเมืองทางทิศตะวันตก ราวกับกลัวว่าหากช้ากว่านี้ สิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนจะสูญหายไปสายตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล ทุกย่างก้าวรีบเร่งขาเล็กเล็กที่ผอมแห้งแทบจะไม่มีแรงพยุงร่าง แต่เขากลับไม่หยุด เด็กน้อยหลบเลี้ยวหายเข้าไปในซอกกำแพงแคบแคบ จนร่างเล็ก ๆ ของเขากลืนหายไปกับเงามืดเมิ่งเหยามองตามร่างนั้นด้วยสายตาครุ่นคิด ความสงสัยในใจนางทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีเงื่อนงำบางอย่างถูกซ่อนไว้ นางไม่ลังเลที่จะก้าวตามเข้าไปมุมหลืบเล็ก ๆ นี้ ดูเหมือนจะเป็นเพียงทางตัน แต่จากท่าทางเร่งรีบของเด็กน้อย นางมั่นใจว่าต้องมีเส้นทางลับบางอย่างอาเปี่ยวรับรู้ความต้องการของนายหญิงโดยไม่ต้องเอ่ยคำ เขาตรวจสอบบริเวณรอบรอบอย่างละเอียด ก่อนจะพบช่องลับเล็ก ๆ ทางหมารอด ที่เด็กน้อยมุดออกไปนอกกำแพงเมือง เมิ่งเหยาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต เอวบางของนางถูกโอบประคองโดยองครักษ์หนุ่ม ก่อนที่ร่างทั้งสองจะทะยานข้ามกำแพงเมืองไปอย่างรวดเร็วทันทีที่เท้าของพวกเขาสัมผัสพื้นด้านนอก สายลมเย็นยะเยือกจากป่ารกชัฏกรีดผ่านผิวกาย บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกั
สองชั่วยามต่อมา"ไปเอารถม้ามาที่นี่"เสียงทุ้มสั่งการอย่างเฉียบขาด ฉีคังที่ยืนรออยู่ด้านนอกสะดุ้ง รีบโค้งตัวรับคำสั่งเมื่อรถม้ามาเทียบหน้ากระโจมเรียบร้อย ร่างบางที่สลบไหลด้วยความอ่อนแรงถูกอุ้มขึ้นแนบอก ไท่เฟิงกวาดตามองรอบ ๆ อย่างเย็นชา สายตาคมตรวจสอบทุกซอกทุกมุมเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดบังอาจแอบม
"นายหญิงถึงกับกล้าใช้พระนามของฝ่าบาท!" หนึ่งในองค์รักษ์กระซิบกระซาบ"นางไม่รู้หรือไรว่าเป็นข้อห้าม!" อีกคนกล่าวอย่างตกตะลึง ความตระหนกก็พุ่งทะลุขีดสุดเมื่อเสียงของนายเหนือหัวดังขึ้นอย่างเรียบเฉย"พี่แล้วแต่เจ้า"องค์รักษ์ทั้งหลายแทบจะลืมหายใจไปชั่วขณะเมิ่งเหยาหัวเราะขำ "ไม่ห้ามข้าหรือเจ้าคะ ที่
ทางด้านเมิ่งเหยาและตานชิงต่างช่วยกันจัดสินค้าลงร้านอย่างขะมักเขม้นโดยมีครอบครัวชิงเป็นลูกมือ นางตรวจสอบรายชื่อสินค้าอย่างละเอียดขณะที่ตานชิงคอยคุมจัดเรียงของลงชั้นด้วยความคล่องแคล่ว บรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและคำพูดหยอกล้อของทุกคน“เหยาเหยา เจ้าคิดว่าของพวกนี้จะขายหมดไหม?”ตานชิงถามพลาง
“อ๊ะ! ท่าน… บีบสะโพกข้าทำไม?”ดูเหมือนไท่เฟิงจะลืมตัวไปครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินคำว่าประมูลชายอื่น สีหน้าเขาเคร่งขรึมขึ้นก่อนถามกลับ“เจ้ายัง…บริสุทธิ์อยู่ แล้วเหตุใดจึงต้องการประมูลบุรุษอื่นมาร่วมหลับนอน?”เมิ่งเหยานิ่งไปเล็กน้อย แววตาที่มองกลับมาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและจริงใจ“ข้ามีความจำเป็นบางอย







