LOGIN
กลิ่นหอมปรุงแต่งราคาถูกเจือกลิ่นอับชื้นคือสิ่งแรกที่ลู่หมิงเซียนสัมผัสได้เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ความทรงจำสุดท้ายของเธอก่อนหน้านี้ คือการนั่งหลังขดหลังแข็งเคลียร์งบประมาณประจำปีที่ถูกโยนมาให้แก้เพียงลำพังจนดึกดื่น
ทว่าสิ่งที่เธอกำลังเผชิญหน้าอยู่ในเวลานี้ไม่ใช่หน้าจอคอมพิวเตอร์ กองเอกสารตัวเลข หรือแสงไฟนีออนจากตึกสูง หากแต่เป็นเพดานขื่อไม้เก่าคร่ำคร่า เมื่อกวาดสายตามองรอบกายก็พบเพียงเตียงไม้แกะสลักทรุดโทรมกับม่านมุ้งสีหมองหม่นไม่ต่างอะไรจากผ้าขี้ริ้ว
‘นี่มันที่ไหนกันล่ะเนี่ย’
ยังไม่ทันได้ครุ่นคิดหาคำตอบ จู่ๆ ภาพความทรงจำสายหนึ่งก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวอย่างต่อเนื่อง หญิงสาวทั้งตื่นตระหนกและงุนงงสับสน ภาพการทำงานในตึกสูงระฟ้าเพียงลำพังฉายวาบสลับกับใบหน้าของสตรีอีกคน
สตรีผู้นั้นมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับเธอดั่งส่องกระจกเงา ทว่ารูปร่างบอบบางผ่ายผอมตามแบบฉบับสตรีจีนโบราณ ช่างแตกต่างจากเธอที่มีพุงน้อยๆ อันเกิดจากการกินอาหารฟาสต์ฟู้ดแล้วไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสิ้นเชิง
ภาพที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวคือเรื่องราวของ ลู่หมิงเซียน พระชายาเอกแห่ง จิ้งชินอ๋อง พระอนุชาแท้ๆ ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
สตรีเคราะห์ร้ายที่เธอทะลุมิติเข้ามาอาศัยร่างนี้นอกจากจะมีชื่อแซ่เดียวกันกับเธอแล้ว ยังเป็นโฉมงามผู้ไร้สมอง วันๆ เอาแต่เที่ยววิ่งไล่ตามจิ้งชินอ๋องจนผู้คนทั่วเมืองหลวงต่างพากันหัวเราะเยาะขบขัน นินทากันว่าบุตรสาวฮูหยินเอกตระกูลลู่ผู้นี้ทั้งไร้ยางอายและโง่งม
แม้จะได้ตบแต่งเข้าจวนอ๋องตามพระราชทานสมรสอันทรงเกียรติแล้ว แต่สุดท้ายกลับถูกริบอำนาจการบริหารจวนไปจนหมดสิ้น และมอบมันให้กับชายารองผู้เป็นดวงใจของสวามี ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน นางก็คือ ลู่หมิงจู
น้องสาวต่างมารดาของสตรีผู้นี้นั่นเองสตรีโง่งมผู้ไร้ซึ่งความโปรดปรานจากสวามี สุดท้ายกลับตรอมใจตายอย่างเงียบเหงาในเรือนร้างเพราะขาดการดูแล แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าก็ไม่อาจออกหน้าไต่สวนหาความจริงเกี่ยวกับการตายของนางได้ ในเมื่อสวามีของนางเป็นถึงพระอนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ แล้วผู้ใดเล่าจะกล้าหาญชาญชัยไปหาเรื่องเจ้านายผู้สูงศักดิ์เช่นนั้น
ลู่หมิงเซียนที่นอนลืมตาครุ่นคิดถึงสถานการณ์ปัจจุบันได้แต่กะพริบตาปริบๆ พลางทอดถอนหายใจยาวเหยียดออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ในใจลึกๆ จะรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกที่ไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งโหมงานหนักจนดึกดื่นเหมือนในโลกที่จากมา ทว่าชีวิตสุขสบายที่ไร้ความมั่นคงในเวลานี้นั้นมันจะดีต่อตัวเธอในตอนนี้หรือวันข้างหน้าจริงๆ น่ะหรือ
“นึกว่าเรื่องพวกนี้จะมีอยู่แค่ในนิยายเสียอีก ที่ไหนได้... ฉันดันทะลุมิติเข้ามาติดอยู่ในนี้จริงๆ หรือเนี่ย เหลือเชื่อชะมัด”
ลู่หมิงเซียนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองตายจากโลกอนาคตมาได้อย่างไร แต่เมื่อลองย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา ทั้งการทำงานหามรุ่งหามค่ำจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ผู้คนรอบตัวที่มีแต่ความโลภและความเห็นแก่ตัว
และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของเงิน! ในโลกที่ข้าวของแพงลิบลิ่ว เงินก้อนโตที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจหามาทั้งชีวิต กลับไม่อาจซื้อแม้กระทั่งเวลาพักผ่อนให้ตัวเองได้เลยสักนิด
เมื่อได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของพระชายาเอกผู้มีทั้งยศถาบรรดาศักดิ์และทรัพย์สินกองพะเนินเช่นนี้ เธอจึงรู้สึกพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็ยิ่งไม่มีความคิดที่จะกลับไปจมกองงานและวนลูปชีวิตอันน่าเบื่อหน่ายแบบเดิมอีกเด็ดขาด
ในเมื่อโชคชะตาอุตส่าห์พาตัวเธอรอดตายมาถึงที่นี่ได้ การได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะสตรีสูงศักดิ์ แม้เจ้าของร่างเดิมจะไม่เคยรู้จักวิธีใช้ชีวิตให้มีความสุขเลยสักนิด ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่หมิงเซียนก็กวาดสายตาสำรวจรอบห้องอย่างละเอียดอีกครั้ง ฉับพลันนั้นคิ้วเรียวสวยก็ต้องขมวดเข้าหากันเป็นปมแน่น สัญชาตญาณของมนุษย์เงินเดือนและคนทำงานสายการเงินที่เคี่ยวกรำตัวเลขมาทั้งชีวิตเริ่มทำงานทันที
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!”
หลังจากนั้นไม่นาน จากองครักษ์คู่กายของชินอ๋องผู้สูงศักดิ์ หลินโม่จำต้องไปเกณฑ์บ่าวชายในจวนอีกสี่ห้าคนให้มาช่วยกันแบกท่อนไม้ เลื่อยไม้ และผูกเชือกทำราวตากผ้าขนาดใหญ่ทอดยาวทั่วหน้าเรือนร้างท้ายจวนอย่างแข็งขันเมื่อทำราวตากผ้าเสร็จสิ้น หลินโม่จึงรีบส่งบ่าวชายคนหนึ่งให้นำความไปทูลรายงานแก่จิ้งชินอ๋องที่เรือนอักษรว่า"ทูลท่านอ๋อง... องครักษ์หลินโม่ให้ข้าน้อยมารายงานว่า ที่เรือนท้ายจวนเรียบร้อยดีพ่ะย่ะค่ะ ที่พระชายาหายออกจากจวนไปตั้งแต่เช้าตรู่ เพียงแต่แวะไปเยี่ยมบ้านเดิมและนำผ้าเก่าจากร้านค้ากลับมาซักตากเท่านั้น มิได้ก่อเรื่องหรือเคลื่อนไหวอันใดผิดแปลกเลยสักนิด"ทว่ายามเมื่อจิ้งชินอ๋องได้ฟังคำรายงานจากบ่าวไพร่ เขากลับไม่ได้รู้สึกวางใจหรือสงบลงเลยแม้แต่น้อยตรงกันข้าม คิ้วเรียวเข้มกลับขมวดแน่น นัยน์ตาคู่คมฉายแววหงุดหงิดตึงเครียดอย่างหาสาเหตุไม่ได้
‘... หากจะใช้ห่มกันลมหนาวได้จริง ก็คงต้องเย็บซ้อนกันหลายๆ ชั้นกระมัง’เมื่อเห็นเสี่ยวเฉียวทำสีหน้างุนงงสงสัย ลู่หมิงเซียนจึงเอ่ยสั่งด้วยรอยยิ้มเรียบเรื่อย“เสี่ยวเฉียว... เจ้าไปที่โรงครัวแล้วเบิกน้ำส้มสายชูหมักมาให้ข้าสักไหหนึ่งทีสิ”“น้ำส้มสายชูหรือเจ้าคะ” เสี่ยวเฉียวเบิ่งตาโตอย่างไม่เชื่อหู‘คุณหนูจะเอามาทำอะไรกัน ในเรือนมิได้มีเนื้อสัตว์เลยสักชิ้นนะ’“เอ่อ... คุณหนูจะนำมาทำสิ่งใดหรือเจ้าคะ” เด็กสาวเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง“หมักผ้า” ทว่าผู้เป็นนายกลับตอบกลับด้วยประโยคสั้นๆ แล้วก้มหน้าคัดเลือกผลอู๋ฮ่วนจื่อต่อ“แต่คุณหนู... นั่นมันเครื่องปรุงรสในครัวมิใช่หรือเจ้าคะ นำมาใส่ผ้าเช่นนี้ ผ้ามิเปรี้ยวหึ่งไปหมดหรอกหรือ”ลู่หมิงเซียนหัวเราะเบาๆ ให้กับความซื่ออันน่าเอ็นดูของสาวใช้ตรงหน้า“มิเปรี้ยวหรอก ข้าจะนำน้ำส้มสายชูมาผสมกับสารสกัดจากผลอู๋ฮ่วนจื่อและสมุนไพร เพื่อปรับให้ผ้าฝ้ายหยาบพวกนี้นุ่มนวลขึ้นต่างหากเล่า”“ผลอู๋ฮ่วนจื่อพวกนี้ บ่าวก็เคยเห็นคนครัวนำมาต้มซักผ้าอยู่บ้างนะเจ้าคะ แต่ซักออกมาแล้วผ้าก็ยังแข็งกระด้างอยู่ดี จะช่วยทำให้ผ้านุ่มขึ้นได้จริงหรือเจ้าคะคุณหนู”ลู่หมิงเซียนเผยยิ้มบ
“หะ... ห้าวันหรือขอรับ!” หลงจู๊หานเบิ่งตาโตด้วยความตกตะลึงทันที“ถูกต้อง” ลู่หมิงเซียนคลี่ยิ้มอ่อนโยนดั่งมีเมตตาเต็มเปี่ยม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ไหนๆ ก็ขายไม่ออกแล้ว ท่านและคนงานในร้านควรจะได้พักผ่อนกันเสียบ้าง ส่วนเรื่องในร้าน… ไว้ข้าจะส่งบ่าวไพร่จากในจวนมาช่วยจัดการ ทำความสะอาดและจัดเรียงสินค้าใหม่ เผื่อจะช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นมาได้บ้าง”“ขะ... ขอรับ คุณหนูใหญ่”หลงจู๊หานตอบรับอย่างอึกอัก หัวใจยังคงเต้นระทึกด้วยความประหลาดใจ เดิมทีเขาถูกลู่หมิงจูเป่าหูมาโดยตลอดว่าคุณหนูใหญ่ผู้นี้ทั้งโง่เขลา ไร้เดียงสา ทั้งยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องการค้าหรือตัวเลขเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเห็นท่วงท่าไร้เดียงสาและคำพูดหวังดีของนางในวันนี้ เขาก็ไม่ได้นึกเฉลียวใจเลยสักนิดเขาคิดเพียงว่านางแค่อับจนปัญญาจะแก้ปัญหาเรื่องการขาดทุน จึงพยายามหาทางลงให้ตนเองด้วยการสั่งปิดร้านไปวันๆ เพียงเท่านั้น หลงจู๊เจ้าเล่ห์จึงยิ้มรับคำสั่งอย่างย่ามใจ ยินยอมปิดร้านตามที่นางบอกแต่โดยดีทว่าก่อนจะก้าวออกจากร้าน ลู่หมิงเซียนกลับหยุดชะงัก สายตาทอดมองไปยังพับผ้าฝ้ายเนื้อหนาและผ้าเนื้อหยาบคุณภาพต่ำที่วางทิ้งไว้จนฝุ่นจับหนาอยู่มุมร้าน
รถม้าคันเล็กจอดลงตรงหน้าร้านผ้าเว่ยเซียง ทันทีที่ลู่หมิงเซียนก้าวเท้าผ่านประตูไม้เก่าแก่เข้าสู่ภายในร้าน หลงจู๊หาน หลงจู๊เก่าแก่ผู้ดูแลร้านก็รีบตรงเข้ามาปั้นหน้าส่งยิ้มเสแสร้งต้อนรับในทันที“คุณหนูใหญ่! ท่านเดินทางมาถึงร้านด้วยตนเองเช่นนี้ ช่างเป็นเกียรติแก่ข้าน้อยยิ่งนักขอรับ”ลู่หมิงเซียนเปรยยิ้มบางๆ พลางกวาดสายตาสังเกตท่วงท่าและปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หลงจู๊ผู้นี้ทำงานรับใช้ร้านผ้าตระกูลเว่ยมาเนิ่นนาน ทว่าภายหลังกลับยอมขายความจงรักภักดี กลายไปเป็นหมากและสายสืบให้ลู่หมิงจูเพียงเพราะความโลภในเงินทองอีกทั้งยามนั้นเจ้าของร้านตัวจริงเช่นนางยังล้มป่วยออดๆ แอดๆ ชนิดที่อาจจะตายวันตายพรุ่ง เขาจึงกล้ากระทำเรื่องทรยศเนรคุณต่อมารดาของนางได้อย่างหน้าไม่อาย“ข้าได้ยินน้องหญิงหมิงจูบอกว่า ช่วงนี้ร้านผ้าของพวกเราประสบปัญหาขาดทุนย่อยยับ ข้าในฐานะเจ้าของร้านจึงอยากแวะมาตรวจดูความเรียบร้อยเสียหน่อย”“เอ่อ... ฮ่าๆ เชิญคุณหนูใหญ่ทางนี้ก่อนขอรับ” หลงจู๊หานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบผายมือเชิญนางไปนั่งยังโต๊ะรับรองด้านในเขาหายเข้าไปทางหลังร้านอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึ
บนรถม้าคันเล็กที่กำลังเคลื่อนตัวไปตามท้องถนน เสี่ยวเฉียวเอาแต่จ้องมองผู้เป็นนายที่มีรอยยิ้มบางๆ ประดับบนใบหน้าด้วยความเคลือบแคลงและไม่เข้าใจ“คุณหนู... ท่านไม่เกลียดฮูหยินรองแล้วจริงๆ น่ะหรือเจ้าคะ”“เหตุใดข้าต้องเกลียดนางด้วยเล่า” ลู่หมิงเซียนเอ่ยพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางหันกลับมามองบ่าวคนสนิทที่กำลังนั่งทำหน้าฉงน นัยน์ตาจ้องมองนางไม่วางตาอยู่ฝั่งตรงข้าม“ก็... ฮูหยินรองเป็นมารดาของพระชายารอง แล้วที่ผ่านมาร้านค้าและทรัพย์สินของท่านก็ถูกฝั่งนั้นยึดครองไป มิหนำซ้ำ” เสี่ยวเฉียวเว้นจังหวะเล็กน้อย พลางบ่นขมุบขมิบพึมพำกับตนเองเบาๆ ราวกับไม่อยากให้นายสาวได้ยินสิ่งที่ตนกำลังคิดลู่หมิงเซียนเปรยยิ้มบางๆ นัยน์ตาทอดมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความเข้าใจดี ที่ผ่านมาทั้งยามอยู่ที่จวนตระกูลลู่และยามแต่งเข้าจวนชินอ๋อง เสี่ยวเฉียวก็คงถูกลู่หมิงจูและคนของนางข่มเหงรังแกมาไม่น้อยเลยกระมัง ถึงได้ฉายแววไม่ยินยอมพร้อมใจและขัดเคือง ยามเห็นผู้เป็นนายให้อภัยมารดาของลู่หมิงจูง่ายดายเช่นนี้“คนที่รังแกข้าและยักยอกของๆ ข้าคือลู่หมิงจู หาใช่ฮูหยินรองไม่” ลู่หมิงเซียนเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง“อีกอย่าง ใช่ว่าเ
“เมื่อไหร่ท่านจะเลิกเรียกข้าว่าคุณหนูใหญ่เสียทีล่ะเจ้าคะ”น้ำเสียงอ่อนน้อมและท่วงท่าอันเป็นธรรมชาติไร้ซึ่งความแง่งอน ทำให้บรรยากาศตึงเครียดในเรือนพลันสลายไปสิ้น“อะ... เอ่อ” ฮูหยินรองชะงักงันไปชั่วขณะ นัยน์ตาฉายแววประหลาดใจก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างโล่งอกและผ่อนคลาย“จริงด้วย!... เซียนเอ๋อร์” ฮูหยินรองทอดสายตามองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความรักและเอ็นดูจากหัวใจ“แม่รองคิดว่าท่านพ่อของเจ้าไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดเจ้าจริงจังนักหรอก หากเจ้ายอมลดทิฐิลงและเอ่ยปากขอโทษเขาสักนิด บางทีตาแก่คนนั้นอาจจะแอบน้ำตาคลอเบ้า ดีใจจนร้องไห้เหมือนเด็กๆ เป็นแน่”ลู่หมิงเซียนฟังแล้วก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างสดใส นางยื่นมือไปจับมือของฮูหยินรองมาตบเบาๆ บนหลังมืออย่างประคบประหงม ราวกับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังออดอ้อนมารดา“หากท่านพ่อยอมร้องไห้เหมือนเด็กจริงตามที่ท่านแม่รองว่า ไว้ข้ากลับมาคราวหน้า จะต้องพาเสี่ยวเฉียวมาช่วยกันจดบันทึกภาพประวัติศาสตร์นี้ไว้เสียแล้วเจ้าค่ะ”ทั้งคู่หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมกัน ทำเอาบ่าวคนสนิทของฮูหยินรองที่ยืนเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ในห้องโถงถึงกับหลุดยิ้มตามด้วยความโล่งอก คุณหนูใหญ่ในวันนี้ช่างแต







