Se connecter‘คิดจะใช้หีบนี้เป็นข้ออ้าง แล้วส่งสตรีมากเล่ห์ผู้นี้มาเป็นเหยื่อล่อให้ข้าตกหลุมพรางยอมตบแต่งนางเข้าจวนเพื่อผูกมัดงั้นหรือ ช่างไร้สาระสิ้นดี!’
เซียวเจิ้นเป่ยปัดผ้าคลุมขนหมาป่าไปด้านหลังด้วยความหงุดหงิด สายตาดุดันจ้องมองหีบไม้ตรงหน้าด้วยความเย็นชา ชายหนุ่มปักใจเชื่อไปเสียแล้วว่า สตรีที่ทำให้มารดาของเขาตื่นเต้นจนยอมลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้ ย่อมต้องเป็นสตรีมากมารยา เจ้าเล่ห์เพทุบาย และรู้จักใช้เรือนร่างหรือน้ำตาเพื่อหลอกใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมืออย่างแน่นอน
“นำหีบไปเก็บไว้ในห้องหนังสือที่จวนเสีย” อ๋องหนุ่มออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากระแสเสียงกลับแฝงแววเหินห่างและกีดกันอย่างเด็ดเดี่ยว
“ส่วนสตรีเจ้าของหีบผู้นั้น บอกคนของเราไว้ หากนางคิดจะใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงขององค์หญิงใหญ่ หรือจวนเจิ้นเป่ยอ๋องเพื่อสร้างอำนาจเบ่งบานในเมืองหลวงล่ะก็...”
“ก็ให้อยู่ห่างๆ เอาไว้ อย่าได้ให้นางบังอาจเข้ามาเพ่นพ่านเกี่ยวข้องกับข้าเป็นอันขาด!”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง!”
โม่เหลย และ ซูหยาง สององครักษ์คนสนิทของเจิ้นเป่ยอ๋องประสานมือรับคำสั่ง ก่อนจะลอบมองตามแผ่นหลังกว้างอันทรงอำนาจของผู้เป็นนาย พร้อมด้วยฝูงสุนัขล่าเนื้อทั้งสามตัวที่เดินตามติดต้อยๆ ไปอย่างองอาจ
เมื่อผู้เป็นนายคล้อยหลังไปแล้ว สององครักษ์หนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะหันมาลอบสบตากันอย่างมีความหมาย
พวกเขาต่างลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางนึกภาพความวุ่นวายที่จะตามมาในอนาคต เตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับสตรีจากเมืองหลวงผู้ถูกท่านอ๋องตราหน้าว่าเป็นจอมมารยาแทนผู้เป็นนายไว้เรียบร้อยแล้ว
แม้ในใจจะนึกหวั่นเกรงอยู่บ้าง ว่าเหตุใดสตรีที่ทำให้องค์หญิงใหญ่ถึงกับตกหลุมพรางและยอมผูกขาดการค้าด้วย ถึงได้กลายมาเป็นชนวนเหตุให้ท่านอ๋องหัวเสียได้ถึงเพียงนี้ ทว่าลึกๆ แล้วพวกเขากลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างผุดขึ้นมา
สตรีผู้กุมหีบหลักฐานและกล้าตัดขาดจากจิ้งชินอ๋องผู้นี้ จะต้องมีความพิเศษและแตกต่างจากสตรีในห้องหอทั่วไปอย่างแน่นอน
‘แต่เพราะเหตุใดกัน... สตรีที่ผ่านการแต่งงานแถมยังหย่าร้างกลายเป็นหม้ายเช่นนี้ ไฉนองค์หญิงใหญ่ถึงได้หมายปอง อยากได้นางมาเป็นฮูหยินน้อยของจวนเจิ้นเป่ยอ๋องนักนะ’
ณ จวนเจิ้นเป่ยอ๋อง
บรรยากาศภายนอกเหน็บหนาวด้วยลมพายุหิมะที่พัดกระหน่ำขาวโพลนไปทั่วสารทิศ ทว่าภายในห้องทรงงานกลับอบอุ่นด้วยแสงไฟจากเตาผิงและกลิ่นไม้สนหอมอุ่นๆ
เซียวเจิ้นเป่ยซึ่งเพิ่งกลับจากลานฝึกทัพและผลัดเปลี่ยนจากชุดเกราะเหล็กหนาหนักเปรอะคราบเลือด มาสวมชุดเสื้อมัสลินบุขนสัตว์สีดำสนิท ประทับอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้ขนาดใหญ่ ไหล่กว้างหนาและท่วงท่าการนั่งแผ่รังสีอำนาจกดดันของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามนับร้อย ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มดั่งรูปสลัก นัยน์ตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองหีบไม้ลงรักปิดทองที่ตั้งอยู่ตรงหน้าอย่างพิจารณา
เบื้องหน้าของเขามีหน่วยม้าเร็วสายลับเงา ในชุดดำทมิฬที่เพิ่งเดินทางไกลฝ่าม่านหิมะอันเหน็บหนาวมาจากเมืองหลวงโดยไม่หยุดพัก คุกเข่าถวายรายงานด้วยความนอบน้อม
“เรียนท่านอ๋อง... หีบใบนี้และจดหมายลับ ถูกจัดส่งด่วนพิเศษมาจากสายการค้าฝูจี้ตามพระประสงค์ขององค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ และข้าน้อยยังได้รับคำสั่งให้รอรับพระกระแสรับสั่งตอบกลับ เพื่อนำกลับไปกราบทูลรายงานพระนางที่เมืองหลวงด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวเจิ้นเป่ยยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้องครักษ์เงาผู้นั้นเงียบเสียงและถอยออกไปตั้งหลักชั่วคราว นัยน์ตาคมปลาบกวาดมองตราประทับสีแดงรูปโบตั๋นคู่พยัคฆ์บนซองจดหมาย ซึ่งเป็นตราประทับสิทธิ์ขาดส่วนพระองค์ขององค์หญิงใหญ่ผู้เป็นพระมารดา
เขายื่นมือไปหยิบมีดแกะสลักปอกซองจดหมายเปิดออก ก่อนจะกวาดสายตาอ่านอักษรพู่กันอันพลิ้วไหวแต่หนักแน่นของพระมารดาทีละบรรทัด ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเยียบเย็นและระแวงแคลงใจอย่างไม่ปิดบัง
‘ถึงเป่ยเอ๋อร์ บุตรชายของข้า...
หีบไม้ใบนี้บรรจุหลักฐานการยักยอกเสบียงกองทัพชายแดนและตั๋วเงินปลอมของพวกขุนนางในกรมการคลังร่วมกับตระกูลลู่ ซึ่งสตรีผู้หนึ่งนามว่าลู่หมิงเซียน เป็นผู้รวบรวมและนำมามอบให้ข้าด้วยตนเองเพื่อฝากส่งตรงถึงมือเจ้า
นางมิใช่เพียงสตรีทำการค้าทั่วไป ทว่าคือสตรีผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม เด็ดเดี่ยว และกล้าหาญยิ่งนัก นางรู้จักตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพื่อมิให้พวกขุนนางชั่วใช้ชื่อนางเป็นหมากบังหน้าทำเรื่องชั่วช้า และเลือกส่งอาวุธร้ายชิ้นนี้มาให้เจ้าสืบสวนด้วยตนเอง
ยามนี้ นางได้ตัดขาดพันธะเน่าเฟะในเมืองหลวง ละทิ้งตำแหน่งพระชายาเอกแห่งจวนจิ้งชินอ๋อง และอีกไม่นานกำลังจะนำขบวนสินค้าอันแปลกใหม่มหัศจรรย์ ซึ่งข้าได้ตรวจสอบแล้วว่าดียิ่งมุ่งหน้าขึ้นสู่แดนเหนือของเจ้า
จงใช้หลักฐานนี้สะสางคนชั่วช้าพวกหนอนบั่นทอนแว่นแคว้น และต้อนรับนางในฐานะคู่ค้าคนสำคัญของแม่’
เซียวเจิ้นเป่ยอ่านจดหมายจบก็กวาดสายตามองอีกรอบ คิ้วดกหนายังคงขมวดมุ่นไม่คลาย ในจดหมายเอ่ยถึงแต่ความดีความชอบและสติปัญญาของสตรีผู้นั้น ไม่มีข้อความประโยคใดเอ่ยถึงการจับคู่หรือผูกมัดนางให้กลายเป็นว่าที่ฮูหยินน้อยแห่งมณฑลชางเป่ยเลยสักประโยคเดียว
ทว่ายิ่งมารดาทำเป็นไม่เอ่ยถึง ชายหนุ่มกลับยิ่งเพิ่มความระแวดระวังและอคติสูงลิ่วเพิ่มมากขึ้น
‘หึ... ทำเป็นเอ่ยชมเชยอวดอ้างสรรพคุณของนางเสียดิบดี ทว่ากลับไม่เอ่ยถึงเรื่องดูตัวสักคำ มารดาของเขาผู้นี้ คิดจะมาไม้ไหนกันแน่!’
มือหนาเปิดฝาหีบไม้ลงรักออก คลี่แผ่นกระดาษสำเนาบัญชีทุจริตและตั๋วแลกเงินปลอมทีละฉบับ ยิ่งอ่านตัวเลขการเบิกจ่ายสินค้าสอดไส้อาวุธและเสบียงทหารที่ถูกลักลอบส่งออกนอกด่านก็ยิ่งชัดเจน
การคัดลอกบัญชีทำไว้อย่างเป็นระบบ ละเอียดรอบคอบ และชี้เบาะแสถึงขุนนางกรมการคลังในเส้นสายของจิ้งชินอ๋องผู้ครองตำแหน่งเจ้ากรมการคลังในเมืองหลวงได้อย่างตรงจุด ไร้ช่องโหว่ให้แก้ตัวได้แม้แต่น้อย
ตึง!
เซียวเจิ้นเป่ยทุบโต๊ะไม้เสียงดังหนักแน่น นัยน์ตาทอประกายสังหารดุร้ายดุจพยัคฆ์
“พวกขุนนางกังฉินในเมืองหลวง กล้าดีอย่างไรมาสูบเลือดสูบเนื้อกองทัพเกราะพยัคฆ์ของข้า!”
ทว่าอีกด้าน จิ้งชินอ๋องที่ยืนกอดอกจ้องมองหอการค้าของอดีตชายาเอกของตนอยู่นั้น จู่ๆ หลินโม่ก็เอ่ยถามขึ้นว่า“ยามนี้สายมากแล้ว ท่านอ๋องจะเข้าวังเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงเคาะนิ้วเบาๆ เป็นจังหวะตรงกรอบหน้าต่างไม้แกะสลักเท่านั้นทันใดนั้น หลินเจ๋อที่หายตัวไปไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับกล่องไม้หอมแกะสลักลวดลายประณีตในมือ“เจ้าหายไปไหนมา” หลินโม่ก้าวเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถามสหายของตนด้วยความสงสัยระคนอยากรู้อยากเห็น“ไปทำงานสำคัญมา นี่เจ้าไม่ได้ฟังที่ท่านอ๋องสั่งการก่อนออกนอกจวนเลยหรือ”“เรื่องอันใดกัน” หลินโม่ตาโตเอ่ยถามหลินเจ๋อพลางสลับมองกล่องไม้ในมือของสหายไปด้วยหลินเจ๋อส่ายหัวเบาๆ ให้สหายคู่ใจ ก่อนจะรีบก้าวเดินเข้าไปห
ภายในหอการค้าที่ผู้คนพากันจับจ่ายซื้อของกันพลุกพล่าน ลู่หมิงเซียนกวาดสายตามองความสำเร็จตรงหน้าด้วยความอิ่มเอมใจ แม้จะรู้สึกคล้ายมีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องมาจากมุมมืดฝั่งตรงข้าม แต่นางก็เพียงปรายตามองผ่านเลยไปอย่างไม่ใส่ใจสำหรับนางในเวลานี้ อดีตสามีผู้โง่เขลารายนั้นก็เป็นได้เพียงแค่คนแปลกหน้าที่ไม่มีค่าพอให้ต้องชายตามองอีกต่อไปแล้วหมากบนกระดานเมืองหลวงถูกนางกวาดจนเรียบแล้ว และก้าวต่อไปของนาง ก็คือการสร้างธุรกิจการค้า เครื่องประทินโฉมและอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะทำให้นางได้กลายเป็นเศรษฐีนีผู้มั่งคั่งที่สุดในใต้หล้า ซึ่งไม่ใช่แค่ในเมืองหลวงแห่งนี้และแน่นอนที่สุด ตระกูลลู่และจวนจิ้งชินอ๋อง จะไม่มีวันได้แตะต้องทรัพย์สินของนางได้อีก หากอับจนหนทางก็คงเหลือเพียงทางเดียวคือการก้มหัวขอให้นางช่วยเหลือเท่านั้น‘ซึ่งไม่มีวันนั้น... วันที่ข้าจะหยิบยื่นมือช่วยพวกเขาอย่างแน่นอน!’บรรยากาศภายในหอการค้าชั้นลอยและโถงกลางคึกคักไปด้วยบรรดาฮูหยิน และคุณหนูจากตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ที่กำลังจับจ่ายเลือกซื้อสินค้านอกจากผ้าไหมแพรพรรณชั้นเลิศจากร้านเว่ยเซียง และ
ณ หอการค้าหมิงเซียน ยามสายของวัน..อาคารสามชั้นอันโอ่อ่า ป้ายทองคำขนาดใหญ่สลักตัวอักษรพู่กันเด่นชัดว่าหอการค้าหมิงเซียน ส่งประกายระยิบระยับรับแสงอาทิตย์ที่สอดส่องลงมาผ่านไปราวสองวันแล้วแม้ว่าพิธีเปิดอันยิ่งใหญ่จะผ่านพ้นไป ทว่าในเช้าวันที่สามของการเปิดหอการค้านี้ บรรดาพ่อค้าวาณิชและลูกค้ากลับยิ่งหลั่งไหลกันเข้ามาอุดหนุนและสั่งจองสินค้ากันอย่างเนืองแน่นยิ่งกว่าเดิมโดยเฉพาะถุงแร่ความร้อนรุ่นรีฟิล หรือที่รู้จักกันไปทั่วเมืองหลวงในนามถุงแร่คลายหนาว ตลอดจนผ้าไหมตัดเย็บประณีต ซึ่งกลายเป็นสินค้าหายากและเป็นที่ต้องการสูงสุดในเมืองหลวงเวลานี้ภายในโถงกว้างชั้นล่าง ลู่หมิงเซียนในชุดอาภรณ์สีแดงทับทิมปักลวดลายเมฆมงคลเรียบหรู ยืนตรวจสอบความเรียบร้อยด้วยรอยยิ้มสดใส มั่นใจ และฉายแววความสุขุมของผู้บริหารหญิงอย่างเต็มเปี่ยม โดยมีเสี่ยวเฉียวและหลงจู๊ฝีมือดีคอยช่วยเหลือจัดการบัญชีและต้อนรับแขกเหรื่อไม่ขาดสายผ่านไปชั่วยามกว่าๆ เมื่อลูกค้าเริ่มบางตาลง องค์หญิงใหญ่ในคราบฮูหยินเซียวแห่งร้านฝ
จวนจิ้งชินอ๋อง เมืองหลวงแคว้นหลี่ภายในเรือนหลิวอวี่ เรือนพักส่วนตัวของชายารองที่แยกออกมาจากเรือนใหญ่ของจวน ท่ามกลางม่านมุ้งแพรไหมเนื้อดีที่ประดับประดาอย่างหรูหรา ทว่าบรรยากาศภายในกลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดและระทึกขวัญลู่หมิงจูนั่งหน้าซีดเผือดอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง มือเรียวบางที่สวมปลอกเล็บทองสั่นระริกจนแทบถือหวีไม่อยู่ข่าวลือที่แพร่สะพัดในจวนเมื่อวานนี้... มือสังหารสองคนที่นางส่งไปจัดการลู่หมิงเซียนถูกชาวบ้านพบเป็นศพไร้รอยแผลภายนอก และถูกโยนทิ้งไว้นอกกำแพงเมืองอย่างเหี้ยมโหดนั่นหมายความว่าแผนการทั้งหมดที่นางเพียรวางเอาไว้พังพินาศไม่เป็นท่าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ทำให้หัวใจของนางหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ก็คือป้ายหยกประจำตัว สิ่งของล้ำค่าที่นางแอบมอบให้เสี่ยวชุ่ยนำไปใช้เป็นมัดจำล่วงหน้า ยามนี้กลับหายสาบสูญไปพร้อมกับพวกมันอย่างไร้ร่องรอย&lsquo
“พวกขุนนางคดโกงในเมืองหลวง กล้าดีอย่างไรมาสูบเลือดสูบเนื้อกองทัพเกราะพยัคฆ์ของข้า!”น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงพลังแผ่กังวานไปทั่วห้องทรงงาน ทำเอาทหารม้าเร็วเบื้องนอกรวมไปถึงองครักษ์คนสนิททั้งสองต้องก้มศีรษะลงด้วยความสะท้านทว่าเมื่อนึกไปถึงสตรีที่เป็นผู้ส่งหลักฐานชิ้นนี้มา นัยน์ตาแข็งกร้าวของเขากลับปรากฏรอยแห่งความทึ่งและสนใจอย่างลึกซึ้ง‘ลู่หมิงเซียน อดีตพระชายาเอกของจิ้งชินอ๋องงั้นหรือ?’เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของนางในคราบคุณหนูเจ้าอารมณ์ผู้ไล่ตามสวามีมาบ้าง ทว่าพฤติกรรมในกระดาษแผ่นนี้ กลับแสดงให้เห็นถึงสตรีผู้มีสายตาการเมืองแหลมคม สติปัญญาเฉียบขาด และกล้าเดินหมากตลบหลังทั้งบิดาและอดีตสวามีของตนเองได้อย่างสะอาดหมดจดสตรีผู้นี้รู้ดีว่า หากมอบหลักฐานนี้ให้จิ้งชินอ๋องผู้เป็นผู้คุมกรมอาญาโดยตรง เรื่องราวคงถูกปกปิดและกลายเป็นห
‘คิดจะใช้หีบนี้เป็นข้ออ้าง แล้วส่งสตรีมากเล่ห์ผู้นี้มาเป็นเหยื่อล่อให้ข้าตกหลุมพรางยอมตบแต่งนางเข้าจวนเพื่อผูกมัดงั้นหรือ ช่างไร้สาระสิ้นดี!’เซียวเจิ้นเป่ยปัดผ้าคลุมขนหมาป่าไปด้านหลังด้วยความหงุดหงิด สายตาดุดันจ้องมองหีบไม้ตรงหน้าด้วยความเย็นชา ชายหนุ่มปักใจเชื่อไปเสียแล้วว่า สตรีที่ทำให้มารดาของเขาตื่นเต้นจนยอมลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้ ย่อมต้องเป็นสตรีมากมารยา เจ้าเล่ห์เพทุบาย และรู้จักใช้เรือนร่างหรือน้ำตาเพื่อหลอกใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมืออย่างแน่นอน“นำหีบไปเก็บไว้ในห้องหนังสือที่จวนเสีย” อ๋องหนุ่มออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากระแสเสียงกลับแฝงแววเหินห่างและกีดกันอย่างเด็ดเดี่ยว“ส่วนสตรีเจ้าของหีบผู้นั้น บอกคนของเราไว้ หากนางคิดจะใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงขององค์หญิงใหญ่ หรือจวนเจิ้นเป่ยอ๋องเพื่อสร้างอำนาจเบ่งบานในเมืองหลวงล่ะก็...”“ก็ให้อยู่ห่างๆ เอาไว้ อย่าไ







