LOGINกลิ่นคาวเลือดคาวคลุ้งและลมหายใจเหม็นเน่าของฝูงอสูรหมาป่าวิปริตมลายหายไปในพริบตา
ห้วงอากาศของป่าหมอกอสูรถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมบริสุทธิ์ของปราณวิญญาณที่เข้มข้นจนแทบจับต้องได้ เซียวหนิงเยว่ลืมตาขึ้นมาอย่างระแวดระวัง นัยน์ตาสีดำขลับดุจนักล่ากวาดมองรอบทิศทางอย่างรวดเร็ว
นางไม่ได้ตกอยู่ในวงล้อมของคมเขี้ยวเดรัจฉานอีกต่อไป ทว่ากำลังยืนอยู่กลางผืนดินดำขลับอันเงียบสงบและกว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุด
"ที่นี่ที่ใด..."
อดีตมือสังหารตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ หยัดเท้าทั้งสองตั้งมั่นสัญชาตญาณระวังภัยเปิดรับทุกสรรพเสียง ทว่ามีเพียงความเงียบสงัดและเสียงน้ำไหลรินบางเบาเท่านั้น
[ติ๊ง... ยินดีต้อนรับผู้สืบทอดเข้าสู่ 'ระบบฟาร์มมิติโอสถสวรรค์']
เสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ดังก้องขึ้นในห้วงความคิด
เซียวหนิงเยว่ก้มมองต้นตอของเสียง แสงสีมรกตสว่างวาบออกมาจากสร้อยคอที่ซุกซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อ ร่างบอบบางล้วงหยิบอัญมณีสีเขียวขึ้นมาตรึงไว้เบื้องหน้า นัยน์ตาสีดำขลับหรี่ลงอย่างจับผิด
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม... ไม่มีข้อมูลของสิ่งประหลาดเช่นนี้อยู่เลยแม้แต่น้อย
"ระบบฟาร์มมิติ... คือสิ่งใด" น้ำเสียงของอดีตมือสังหารเย็นเยียบ แฝงรังสีคุกคาม "ค่ายกลลวงตา หรือวิชาสะกดจิตของตระกูลพยัคฆ์... จงเผยตัวออกมา อย่าให้ข้าต้องหมดความอดทน"
นางไม่เชื่อเรื่องปาฏิหาริย์หรือของวิเศษประทานพร สิ่งเดียวที่มือสังหารเชื่อถือคืออาวุธในมือและสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น
[แจ้งเตือนผู้สืบทอด... สถานที่แห่งนี้มิใช่ภาพลวงตา ทว่าคือห้วงมิติเอกเทศที่ซ่อนเร้นจากสัมผัสของทุกสรรพสิ่งในโลกหล้า โปรดชำระล้างร่างกายของท่านที่บ่อน้ำพุวิญญาณเบื้องหน้า เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย]
เซียวหนิงเยว่ก้าวเท้าอย่างไร้สุ้มเสียงไปยังบ่อน้ำใสดุจกระจกที่ตั้งอยู่ใจกลางมิติ นางกอบน้ำขึ้นชโลมรอยแผลเหวอะหวะบริเวณท่อนแขนและลำคอ พริบตานั้น ปากแผลที่ฉีกขาดพลันสมานตัวเข้าหากันจนไร้รอยแผลเป็น กลิ่นอายความเหนื่อยล้าจากการสังหารสุนัขรับใช้ของตระกูลเซียวมลายหายสิ้น
"สรรพคุณรักษายอดเยี่ยมไร้ที่ติ..."
ริมฝีปากซีดเซียวแสยะยิ้มอำมหิต "หากนำไปสกัดเป็นยาสมานแผลขายในตลาดมืด ข้าคงขูดรีดแก่นผลึกอสูรจากพวกผู้ฝึกตนหน้าโง่เหล่านั้นได้เป็นภูเขาเลากา"
ทว่ารอยยิ้มเยือกเย็นยังไม่ทันจางหาย แสงสีแดงฉานประดุจสัญญาณเตือนภัยพลันกะพริบวาบไปทั่วทั้งห้วงมิติ
[แจ้งเตือนสภาวะวิกฤต... ตรวจสอบร่างกายผู้สืบทอดเสร็จสิ้น... ตรวจพบห้าสายเลือดบรรพกาลลึกลับในครรภ์]
"หา... ห้าสายเลือด?"
เซียวหนิงเยว่เบิกตากว้าง หน้ากากความเยือกเย็นที่หล่อหลอมมาทั้งชีวิตแทบพังทลาย "เจ้าว่าอย่างไรนะ ตั้งห้าเชียวรึ! ร่างกายนี้ไปสมสู่กับตัวอันใดมาถึงได้อุ้มท้องเป็นครอกเช่นนี้!"
[ภัยคุกคามระดับสูงสุด... พลังชีวิตของท่านกำลังถูกสูบกลืนอย่างรุนแรง กลิ่นอายดิบเถื่อนทั้งห้าต้องการปราณวิญญาณมหาศาลเพื่อการหล่อเลี้ยง]
อดีตมือสังหารสูดลมหายใจลึก ข่มความตื่นตระหนกสุดขีดให้จมมิดลงไปในส่วนลึกของจิตใจ มือบางกุมหน้าท้องแบนราบที่เริ่มปวดหนึบ มิน่าเล่าเรี่ยวแรงของนางถึงได้เหือดแห้งรวดเร็วปานนี้ ที่แท้ก็มีเจ้าตัวตะกละถึงห้าชีวิตกำลังแย่งกันสูบพลังเก่งกาจดุจฝูงปลิงกระหายเลือด
"ช่างมารดามันเถิด..."
นางสบถลอดไรฟัน ทว่าฝ่ามือกลับลูบไล้หน้าท้องแบนราบเพื่อปลอบประโลมความหิวโหยของสายเลือดอย่างลืมตัว นัยน์ตาสาดประกายดุดัน "พูดให้กระจ่างไอ้ระบบบัดซบ หากเด็กพวกนี้ต้องการพลัง แล้วข้าต้องทำเยี่ยงไรเพื่อหล่อเลี้ยงพวกเขา... และไม่ให้ตัวข้าถูกสูบจนแห้งตาย"
[เงื่อนไขการรอดชีวิต: ผู้สืบทอดต้องปลูกสมุนไพรวิญญาณและล่าผลึกอสูรวิปริตมาป้อนระบบเพื่อยกระดับห้วงมิติ หากไม่สามารถหาปราณวิญญาณมาเติมเต็มได้ภายในสามเดือน... ท่านจะถูกสายเลือดในครรภ์สูบปราณชีวิตจนแห้งตายกลายเป็นซากศพ]
"สามเดือน... บัดซบ นี่ข้าต้องตกเป็นทาสรับใช้เจ้าตัวภาระจอมตะกละตั้งห้าคนเชียวรึ"
นางแค่นเสียงหยัน ทว่ารังสีอำมหิตกลับพวยพุ่งรอบกาย "แปลงผักอยู่แห่งใด ข้าจะไปถอนหญ้าหาอาหารมาป้อนพวกเขาเดี๋ยวนี้"
อดีตมือสังหารสบถกร้าว โดนระเบิดตายในชาติก่อนยังไม่พอ ชาตินี้ยังต้องมาจับจอบพลิกหน้าดินเพื่อหนีตายเพราะสายเลือดในครรภ์อีกหรือ
ทว่าสัญชาตญาณความหวงแหนกลับบีบรัดหัวใจ... นี่คือชีวิตของนาง คือสายเลือดของนาง ใครก็พรากไปไม่ได้ แม้แต่ความตายก็ไม่มีสิทธิ์มาพรากพวกเขาไปจากนาง!
"แปลงสมุนไพรอยู่แห่งใด!"
เซียวหนิงเยว่กระชากเสียงถาม
[ด้านขวามือของท่าน มีจอบเหล็กและเมล็ดพันธุ์ระดับต่ำเตรียมไว้ให้]
ร่างบอบบางพุ่งทะยานคว้าจอบเหล็กขึ้นมาประหนึ่งกระชากดาบออกจากฝัก นัยน์ตาสาดประกายอำมหิตดุดันประหนึ่งกำลังปลิดชีพเป้าหมาย
"แปลงดินพวกนี้คือลานประหารของข้า! วัชพืชทุกต้นต้องถูกถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก!"
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
จอบเหล็กถูกฟาดฟันลงบนดินดำขลับ แม้เรี่ยวแรงจะหดหายจนร่างบอบบางสั่นเทิ้ม ทว่าทุกการสับจอบกลับแฝงไปด้วยรังสีฆ่าฟันดุดัน ดุจกำลังสับกะโหลกศัตรู
หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลชโลมกรอบหน้า ดินกระจุยกระจายตามแรงโทสะของสตรีที่กำลังดันทุรังปกป้องสายเลือด อดีตมือสังหารกัดฟันสู้กับความหนักอึ้งในครรภ์ พลิกหน้าดินอย่างเอาเป็นเอาตาย
"อย่าเพิ่งรีบสูบมารดาจนตายเสียก่อนเล่า..." นางสบถลอดไรฟันขณะทิ้งน้ำหนักสับจอบลงดินซ้ำๆ "หิวโหยกันนักก็อดทนรอประเดี๋ยว ข้ากำลังจะพลิกแผ่นดินหาปราณวิญญาณมาให้พวกเจ้ากลืนกินอยู่นี่อย่างไร!"
แม้ลมหายใจจะหอบสะท้าน ทว่าสองมือกลับกำด้ามจอบแน่นไม่ยอมปล่อย อาศัยเพียงความบ้าบิ่นและสัญชาตญาณปกป้องสายเลือดขับเคลื่อนร่างกายที่จวนจะถึงขีดจำกัด
ขณะเดียวกัน ณ ส่วนลึกสุดของป่าหมอกอสูร ดินแดนที่มืดมิดและอันตรายที่สุด
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแสบจมูก ซากอสูรทมิฬวิปริตนับร้อยตัวกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา ท่ามกลางสมรภูมิอันเหี้ยมโหดนั้น บุรุษรูปงามห้าคนยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางทะเลเลือด รังสี 'จ่าฝูง' ผู้ยิ่งใหญ่แผ่กระจายออกมากดทับสรรพสัตว์ในรัศมีสิบลี้จนหมอบราบสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"ฉีกกระชากพวกมันให้หมด! สัตว์เดรัจฉานพวกนี้คือผลผลิตจากการทดลองวิปริตที่พวกสวะลอบทำขึ้น!"
จ้าวราชสีห์ทองคำคำรามก้อง ร่างกายกำยำที่อาบชโลมด้วยเลือดศัตรูกระชากหัวอสูรทมิฬหลุดจากบ่าด้วยมือเปล่า เลือดสีดำพุ่งกระฉูดรดแผงอกกว้าง
"ช่างน่ารำคาญใจเสียจริง พิษบ้าคลั่งที่ตกค้างในสายเลือดพวกเราเมื่อเดือนก่อน ยังคงทำให้ข้าอยากจะฆ่าฟันไม่หยุดหย่อน" บรรพชนจิ้งจอกเก้าหางสะบัดคราบเลือดออกจากกรงเล็บแหลมคม นัยน์ตาเรียวสวยเย้ายวนแฝงความหงุดหงิดกระหายเลือด
"หุบปากซะ... หน้าที่ของพวกเราคือกวาดล้างรังทดลองนี่ให้เหี้ยน" จ้าวอสรพิษทมิฬเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ลิ้นแฉกแลบตวัดลิ้มรสเลือดบนใบมีดสั้น
จ้าวสมุทรเงือกจันทราและจ้าวหมีบรรพกาลเพียงยืนนิ่งงันดุจมัจจุราชที่รอคอยการเก็บเกี่ยววิญญาณ
พวกเขาเพิ่งผ่านการเข่นฆ่าที่ดิบเถื่อนที่สุด ร่างกายทุกสัดส่วนยังคงตื่นตัวด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่าอันตรายที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ทว่าในวินาทีที่ความเงียบสงบอันน่าขนลุกกำลังจะเข้าครอบงำพื้นที่...
จู่ๆ สายลมเย็นเยียบสายหนึ่งก็พัดผ่านผืนป่าหมอกอสูร หอบเอากลิ่นหอมจางๆ ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสัมผัสได้ ยกเว้นบุรุษทั้งห้า
นัยน์ตาสัตว์ร้ายของจ้าวอสูรบรรพกาลทั้งห้าหดเกร็งลงพร้อมกัน
ภาพลางเลือนของ 'สตรีร่างบอบบางที่แสนอ่อนนุ่ม' กลิ่นอายรัญจวนหอมหวานบริสุทธิ์ และความเร่าร้อนในค่ำคืนที่สติขาดสะบั้น แวบเข้ามาในห้วงคำนึงอย่างรุนแรงราวกับถูกอสนีบาตฟาดกลางแสกหน้า
"กลิ่นนี้..."
จ้าวราชสีห์ทองคำเบิกตากว้าง กรามแกร่งขบเข้าหากันแน่น
สัญชาตญาณดิบในอกของบุรุษทั้งห้าเต้นเร่าอย่างบ้าคลั่ง เลือดในกายสูบฉีดอย่างรุนแรงจนเส้นเลือดปูดโปนตามท่อนแขน พวกเขาตวัดสายตามองฝ่าม่านหมอกไปยังทิศทางเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย
กลิ่นคาวเลือดคาวคลุ้งและลมหายใจเหม็นเน่าของฝูงอสูรหมาป่าวิปริตมลายหายไปในพริบตาห้วงอากาศของป่าหมอกอสูรถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมบริสุทธิ์ของปราณวิญญาณที่เข้มข้นจนแทบจับต้องได้ เซียวหนิงเยว่ลืมตาขึ้นมาอย่างระแวดระวัง นัยน์ตาสีดำขลับดุจนักล่ากวาดมองรอบทิศทางอย่างรวดเร็วนางไม่ได้ตกอยู่ในวงล้อมของคมเขี้ยวเดรัจฉานอีกต่อไป ทว่ากำลังยืนอยู่กลางผืนดินดำขลับอันเงียบสงบและกว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุด"ที่นี่ที่ใด..."อดีตมือสังหารตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ หยัดเท้าทั้งสองตั้งมั่นสัญชาตญาณระวังภัยเปิดรับทุกสรรพเสียง ทว่ามีเพียงความเงียบสงัดและเสียงน้ำไหลรินบางเบาเท่านั้น[ติ๊ง... ยินดีต้อนรับผู้สืบทอดเข้าสู่ 'ระบบฟาร์มมิติโอสถสวรรค์']เสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ดังก้องขึ้นในห้วงความคิดเซียวหนิงเยว่ก้มมองต้นตอของเสียง แสงสีมรกตสว่างวาบออกมาจากสร้อยคอที่ซุกซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อ ร่างบอบบางล้วงหยิบอัญมณีสีเขียวขึ้นมาตรึงไว้เบื้องหน้า นัยน์ตาสีดำขลับหรี่ลงอย่างจับผิดในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม... ไม่มีข้อมูลของสิ่งประหลาดเช่นนี้อยู่เลยแม้แต่น้อย"ระบบฟาร์มมิติ... คือสิ่งใด" น้ำเสียงของอดีตมือสังหารเย็นเยียบ แฝงรัง
ตลอดเส้นทางจากประตูเมืองจนถึงชายแดนรกร้าง เซียวหนิงเยว่รับรู้ได้ตลอดเวลาว่ามี 'หนูโสโครก' สะกดรอยตามมาไม่ห่าง ทว่าอดีตมือสังหารกลับแสร้งก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ล่อลวงพวกมันมาจนถึงสถานที่ที่เหมาะแก่การเป็นหลุมฝังศพของพวกมันที่สุดลมพัดกรรโชกแรง หอบเอากลิ่นดินชื้นแฉะและกลิ่นซากศพเน่าเปื่อยลอยแตะจมูกทันทีที่เซียวหนิงเยว่เหยียบย่างเข้าสู่เขตแดนป่าหมอกอสูร บรรยากาศรอบกายมืดสลัว แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้หนาทึบ"ช่างเป็นการเลือกหลุมฝังศพได้เหมาะสมกับขยะเช่นเจ้าเสียนี่กระไร"เสียงคำรามต่ำเหี้ยมเกรียมดังแทรกความเงียบงัน หูของสตรีไร้ปราณกระตุกรับกระแสเสียงที่ผิดจังหวะ กิ่งไม้ด้านบนลู่ลมเบาเกินไป สัญชาตญาณเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัย ขนอ่อนหลังคอตั้งชันขึ้นในชั่วพริบตา"กลิ่นสาบสุนัขรับใช้ของเซียวเจิ้นหนานช่างเหม็นโฉ่จนข้าอยากจะอาเจียน"เซียวหนิงเยว่แค่นเสียงหยัน นัยน์ตาสีดำขลับตวัดมองความมืดมิดเบื้องบนอย่างเยือกเย็น ร่างบอบบางไม่มีทีท่าหวาดหวั่นแม้จะถูกล้อมด้วยจิตสังหาร "พวกเจ้าซ่อนตัวได้อ่อนหัดสิ้นดี ปล่อยให้ข้าล่อมาจนถึงที่นี่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก""ปากดีนักนะนังแพศยา"ยอดฝีมือตระกูลพยัคฆ์ชุ
"ท่านพ่อ... โปรดระงับโทสะด้วยเถิดเจ้าค่ะ"เสียงหวานใสเจือสะอื้นดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศตึงเครียด เซียวรั่วเสวี่ย คุณหนูใหญ่สายเลือดอสรพิษหยกขาว ก้าวกรีดกรายออกมาจากเบื้องหลังผู้นำตระกูล ใบหน้างดงามดูบริสุทธิ์ดุจดอกบัวขาวอาบชุ่มด้วยหยาดน้ำตาแห่งความผิดหวัง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่นางสวมใส่ดูขัดแย้งกับกลิ่นอายเย็นเยียบของสัตว์เลือดเย็นที่แผ่กระจายออกมาจากเกล็ดสีขาวจางๆ บริเวณลำคอ"น้องรอง... เหตุใดเจ้าจึงดื้อรั้นปานนี้ ท่านพ่อเมตตาเลี้ยงดูเจ้ามา แต่เจ้ากลับทำเรื่องผิดจารีตจนตั้งครรภ์ ซ้ำยังกำเริบเสิบสานข่มขู่ท่านพ่ออีกหรือ"เซียวรั่วเสวี่ยแสร้งทอดถอนใจ นัยน์ตาเรียวเล็กทอประกายริษยาที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด ทว่าน้ำเสียงกลับดัดจริตให้ดูน่าสงสารราวกับปวดใจนักหนา "สตรีที่ทำให้วงศ์ตระกูลต้องแปดเปื้อนเช่นเจ้า... หากมิยอมรับผิด ก็สมควรถูกถอดถอนชื่อออกจากผังตระกูลเซียว เพื่อมิให้บรรพชนต้องมัวหมองนะน้องรอง!"เซียวหนิงเยว่เพียงปลายตามองสตรีดอกบัวขาว ประสาทสัมผัสของอดีตมือสังหารสูดดมกลิ่นอายในห้วงอากาศ สัญชาตญาณนักล่าทำการคัดกรองกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเหม็นสาบของพยัคฆ์ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งจั
ฝุ่นไม้จางลง ปรากฏร่างของบิดาและแม่เลี้ยงที่ก้าวล่วงล้ำเข้ามาในเรือนซอมซ่อ"ช่างเหม็นสาบสางเสียจริง"ไป๋อวี้หลาน สตรีแพศยาสายเลือดอสรพิษกระดิ่งทองแดง ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดจมูก แสร้งบีบน้ำตาสะอึกสะอื้น"ท่านพี่ ดูสภาพขยะชิ้นนี้สิเจ้าคะ หายหัวเข้าป่าหมอกอสูรไปเป็นเดือน กลับมาพร้อมมารหัวขนของเดรัจฉานตัวใดก็มิรู้ จวนตระกูลเซียวของเราต้องแปดเปื้อนคาวโลกีย์ก็เพราะความร่านของตัวบัดซบแท้ๆ"เซียวเจิ้นหนาน ผู้นำตระกูลพยัคฆ์ ก้าวอาดๆ เหยียบเศษประตูพังยับ นัยน์ตาสีอำพันวาวโรจน์ดุจสัตว์ร้าย รังสีคุกคามระดับจ่าฝูงถูกปลดปล่อยออกมากดทับบรรยากาศโดยรอบ มวลปราณดิบเถื่อนหมายบดขยี้กระดูกของสตรีบนเตียงให้แหลกเหลว บังคับให้สตรีไร้ปราณต้องหมอบคลานยอมจำนนตามสัญชาตญาณสัตว์ป่าผู้อ่อนแอห้วงบรรยากาศภายในห้องบิดเบี้ยวตามแรงอารมณ์ของผู้นำตระกูล ขาเตียงไม้ที่ผุพังเริ่มลั่นเปรี๊ยะราวกับจะหักสะบั้น กระดูกในร่างของเซียวหนิงเยว่ถูกปราณพยัคฆ์กดทับจนปวดร้าวราวกับมีหินผานับพันชั่งทับลงมาบนบ่ากลิ่นคาวเลือดตีตื้นขึ้นมาถึงลำคอ ทว่าอดีตมือสังหารเพียงแค่กลืนมันกลับลงไปอย่างเงียบเชียบ สองมือกำแน่นอยู่ใต้ผ้าห่มเก่าขาด ไม่ยอมแม้แ
"คุณหนู... ตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้วขอรับ"น้ำเสียงสั่นพร่าแหบโหยดุจใบไม้ร่วงหล่น ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในเรือนไม้ซอมซ่อเปลือกตาที่เคยปิดสนิทเบิกโพลงขึ้นในฉับพลัน นัยน์ตาสีดำขลับทอประกายเย็นเยียบดุจคมดาบกวาดมองรอบทิศทาง"เจ้าเป็นใคร" น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยถาม ราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงรังสีคุกคามจนอีกฝ่ายผงะหงายหลัง"ขะ... ข้าน้อยคือหมอประจำจวน... คุณหนูเซียว ท่านสลบไปถึงสามวันเต็ม..." หมอชราละล่ำละลักตอบม่านตาของชายชราเบิกกว้าง สตรีตรงหน้าคือขยะตระกูลเซียวที่ใครๆ ต่างเหยียบย่ำ ทว่าบัดนี้กลิ่นอายรอบตัวกลับเปลี่ยนไปราวกับสัตว์นักล่าที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลและพร้อมจะขย้ำคอหอยเหยื่อ"เมื่อครู่ เจ้าพล่ามเรื่องอันใด"เซียวหนิงเยว่เค้นเสียงยันกายลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังตั้งตรงดุจคันศรที่ถูกง้างจนตึง สายตาเยือกเย็นล็อกเป้าไปที่เส้นเลือดใหญ่เต้นตุบๆ บนลำคอของหมอชรา ประเมินวิถีการลงมือในหัวอย่างรวดเร็ว หากชายผู้นี้ตุกติกเพียงสะบัดมือกระแทกลูกกระเดือก ทุกอย่างย่อมจบสิ้นในกระบวนท่าเดียว"ขะ... ข้าน้อยมิได้พล่าม ชีพจรของท่าน... ชีพจรเต้นผสานรุนแรงดุจคลื่นกระแทกฝั่ง... มีร่องรอยของพลังชีวิตก่อกำ







