เข้าสู่ระบบกลิ่นคาวเลือดของฝูงหมาป่าวิปริตมลายหายไป ห้วงอากาศถูกแทนที่ด้วยปราณวิญญาณบริสุทธิ์เข้มข้นจนแทบจับต้องได้ เซียวหนิงเยว่ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำขลับกวาดมองรอบทิศอย่างระแวดระวัง นางไม่ได้อยู่ในวงล้อมของเดรัจฉาน ทว่ากำลังยืนอยู่กลางผืนดินดำขลับอันเงียบสงบ
ดินสีดำเบื้องล่างอ่อนนุ่มทว่าอุดมไปด้วยพลังชีวิต กลิ่นอายบริสุทธิ์ชำระล้างคาวเลือดที่ติดค้างในปอดจนหมดสิ้น อดีตมือสังหารหยัดเท้าตั้งมั่น สัญชาตญาณระวังภัยเปิดรับทุกสรรพเสียง ทว่ามีเพียงความเงียบสงัดและเสียงน้ำไหลรินบางเบา นางทดลองสูดลมหายใจลึก โคจรพลังตามสัญชาตญาณ... น่าเสียดายที่ร่างนี้ยังคงไร้ปราณวิญญาณ
ทว่าสัมผัสการตอบสนองของกล้ามเนื้อและโสตประสาทกลับเฉียบคมขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออยู่ในห้วงอากาศเช่นนี้
[ติ๊ง... ยินดีต้อนรับผู้สืบทอดเข้าสู่ 'ระบบฟาร์มมิติโอสถสวรรค์']
เสียงเรียบเฉยดังก้องขึ้นในห้วงความคิด แสงสีมรกตสว่างวาบจากสร้อยคอที่ซุกซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อ เซียวหนิงเยว่ล้วงหยิบอัญมณีสีเขียวขึ้นมาพิจารณา นัยน์ตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด
"ระบบฟาร์มมิติ... อธิบายเงื่อนไขของเจ้ามา" นางเอ่ยเสียงเรียบ ไม่ตื่นตระหนก ทว่าประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็น
[สถานที่แห่งนี้คือห้วงมิติเอกเทศ โปรดชำระล้างร่างกายที่บ่อน้ำพุวิญญาณเบื้องหน้า เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย]
อดีตนักฆ่าก้าวไปยังบ่อน้ำใสดุจกระจก กอบน้ำขึ้นชโลมรอยแผลเหวอะหวะ พริบตานั้นบาดแผลพลันสมานตัวจนไร้รอยแผลเป็น น้ำพุวิญญาณไม่ได้เพียงแค่สมานแผลภายนอก แต่มันยังซึมซาบเข้าสู่เส้นเลือด ชะล้างพิษไข้และอาการบอบช้ำภายในที่สะสมมาตั้งแต่เจ้าของร่างเดิมถูกทรมาน ความรู้สึกเบาสบายดุจได้เกิดใหม่ทำให้อดีตมือสังหารอดไม่ได้ที่จะวักน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่
ความสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้มลายหายสิ้นโดยสิ้นเชิง
"สรรพคุณรักษายอดเยี่ยม..." ริมฝีปากซีดเซียวยกยิ้มบางเบา "หากสกัดเป็นยาสมานแผล คงทำกำไรในตลาดมืดได้มหาศาล"
ทว่ารอยยิ้มยังไม่ทันจาง แสงสีแดงฉานประดุจสัญญาณเตือนภัยพลันกะพริบวาบไปทั่วห้วงมิติ
[แจ้งเตือนสภาวะวิกฤต... ตรวจพบห้าสายเลือดบรรพกาลลึกลับในครรภ์! พลังชีวิตของท่านกำลังถูกสูบกลืนอย่างรุนแรง กลิ่นอายดิบเถื่อนทั้งห้าต้องการปราณวิญญาณมหาศาลเพื่อหล่อเลี้ยง]
หน้ากากความเยือกเย็นของนางร้าวรานไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นความตื่นตะลึงระดมการคำนวณในหัวอย่างบ้าคลั่ง สรีระมนุษย์ธรรมดาจะแบกรับสายเลือดถึงห้าสายได้อย่างไร? ทว่าความปวดหนึบและเรี่ยวแรงที่เริ่มเหือดหายไปอย่างรวดเร็วเป็นหลักฐานชั้นดี พวกมันคล้ายหลุมดำขนาดเล็กที่กำลังตะกรุมตะกรามดูดกลืนพลังชีวิตของมารดาเพื่อเอาตัวรอด
"ห้าสายเลือด... ช่างกระหายพลังยิ่งนัก"
นิ้วเรียวที่เคยเปื้อนเลือดศัตรูมานับไม่ถ้วน บัดนี้กลับสัมผัสหน้าท้องแบนราบอย่างทะนุถนอม ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลผ่านปลายนิ้ว... สัมผัสถึงจังหวะชีพจรแผ่วเบาที่ซ้อนทับกันถึงห้าดวง เซียวหนิงเยว่ลูบหน้าท้องเบาๆ นัยน์ตาที่เคยเย็นชาเผยรอยยิ้มบางๆ
"ถ้าพวกเจ้าต้องการพลังขนาดนี้ แม่ก็จะหามาให้เอง... แค่พวกเจ้าเติบโตมาแข็งแกร่งก็พอ" นางเงยหน้าขึ้น แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว "ระบบ ข้าต้องทำสิ่งใดเพื่อหาพลังงานมาหล่อเลี้ยงพวกเขา"
[เงื่อนไขการรอดชีวิต : ปลูกสมุนไพรวิญญาณและส่งมอบผลผลิตเพื่อยกระดับมิติ ภายในสามเดือน หากล้มเหลว... สายเลือดทั้งห้าจะสูบพลังชีวิตของท่านจนหมด]
"รับทราบ"
เซียวหนิงเยว่ตอบสั้นๆ ราวกับกำลังรับภารกิจลอบสังหาร นางก้าวไปคว้าจอบเหล็กที่ระบบเตรียมไว้ให้ ท่วงท่ากระชับมั่นและสง่างาม
ฉึก! ฉับ! สวบ!
จอบเหล็กถูกฟาดฟันลงบนดินดำขลับด้วยความแม่นยำ แม้มือจะจับจอบเหล็ก ทว่าสเต็ปเท้าของนางคือวิชาย่างก้าวภูตผี การบิดเอว ทิ้งน้ำหนัก และสับจอบลงดิน ล้วนสอดคล้องกับจังหวะการหายใจเพื่อลดการสูญเสียพลังงานให้น้อยที่สุด ไร้การเคลื่อนไหวที่สูญเปล่า วัชพืชวิญญาณถูกถอนรากถอนโคนอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
ทุกครั้งที่วัชพืชวิญญาณถูกถอนราก หยาดปราณเล็กๆ จะระเหยขึ้นมา และก้อนแป้งในท้องก็จะสูบกลืนมันไปอย่างหิวโหย นางสัมผัสได้ถึงความพึงพอใจของสายเลือด มันยิ่งเป็นแรงผลักดันให้นางฟาดฟันจอบเร็วขึ้นและหนักหน่วงขึ้น
แม้ร่างกายจะเริ่มอ่อนล้า แต่นางอาศัยเพียงสติปัญญาและสัญชาตญาณปกป้องสายเลือด ขับเคลื่อนทุกการกระทำอย่างเงียบเชียบ ทรงพลัง และเอาเป็นเอาตาย
ขณะเดียวกัน ลึกเข้าไปในป่าหมอกอสูรเพียงสิบลี้...
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ซากศพของอสูรทมิฬกลายพันธุ์นับร้อยตัวนอนเกลื่อนกลาด บางตัวถูกฉีกกระชากออกเป็นสองซีกด้วยมือเปล่า บางตัวถูกพิษกัดกร่อน เลือดสีดำเจิ่งนองย้อมผืนดินจนกลายเป็นแอ่งมรณะ ท่ามกลางสมรภูมิอันเหี้ยมโหด บุรุษรูปงามห้าคนยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางทะเลเลือด ออร่าความกดดันของพวกเขาทำให้ป่าหมอกที่เคยดุร้ายกลายเป็นสุสานที่เงียบสงัด ไม่มีแม้แต่แมลงตัวใดกล้าส่งเสียงร้อง รังสี 'จ่าฝูง' แผ่กระจายกดทับสรรพสัตว์ในรัศมีสิบลี้ให้หมอบราบ
"สัตว์เดรัจฉานพวกนี้คือผลผลิตจากการทดลองวิปริตที่พวกสวะลอบทำขึ้น" จ้าวราชสีห์ทองคำคำราม ร่างกายกำยำกระชากหัวอสูรทมิฬด้วยมือเปล่า
"พิษบ้าคลั่งที่ตกค้างในสายเลือดพวกเราเมื่อเดือนก่อน ยังคงทำให้ข้าอยากจะฆ่าฟันไม่หยุดหย่อน" บรรพชนจิ้งจอกเก้าหางสะบัดคราบเลือดออกจากกรงเล็บ นัยน์ตาเย้ายวนแฝงความหงุดหงิด
"หน้าที่ของพวกเราคือกวาดล้างรังทดลองนี่ให้เหี้ยน" จ้าวอสรพิษทมิฬเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
จ้าวสมุทรเงือกจันทราและจ้าวหมีบรรพกาลยืนนิ่งงันดุจมัจจุราช พวกเขาเพิ่งผ่านการเข่นฆ่าที่ดิบเถื่อนที่สุด ร่างกายยังคงตื่นตัวด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่าอันตราย ทว่าในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังจะเข้าครอบงำพื้นที่... สายลมเย็นเยียบได้หอบเอากลิ่นหอมจางๆ ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสัมผัสได้ ยกเว้นบุรุษทั้งห้า
นัยน์ตาสัตว์ร้ายของจ้าวอสูรบรรพกาลหดเกร็งลงพร้อมกัน ภาพลางเลือนของสตรีร่างบอบบาง กลิ่นอายรัญจวนหอมหวาน และความเร่าร้อนในค่ำคืนที่สติขาดสะบั้น แวบเข้ามาในห้วงคำนึงอย่างรุนแรงราวกับถูกอสนีบาตฟาดกลางแสกหน้า
"กลิ่นนี้..." จ้าวราชสีห์ทองคำเบิกตากว้าง กรามแกร่งขบแน่น
สัญชาตญาณดิบในอกของบุรุษทั้งห้าเต้นเร่าอย่างบ้าคลั่ง เลือดในกายสูบฉีดอย่างรุนแรงจนเส้นเลือดปูดโปน พวกเขาตวัดสายตามองฝ่าม่านหมอกไปยังทิศทางเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย
ทันใดนั้น บรรพชนจิ้งจอกเก้าหางก็ยกมือขึ้น "กลิ่นนี้... อยู่ใกล้มาก ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ถึงสิบลี้"
"ไป" จ้าวราชสีห์ทองคำคำรามต่ำ ร่างทั้งห้าพุ่งทะยานหายไปในม่านหมอกอย่างรวดเร็ว โดยมีทิศทางตรงไปยังตำแหน่งของเซียวหนิงเยว่พอดี
[ติ๊ง! ตรวจพบเชื้อราสายพันธุ์ใหม่][ชื่อที่ระบบบันทึก: เชื้อรากลืนปราณ][ระดับภัย: สูง][ความเร็วการแพร่: เกินแบบจำลองทุกแบบที่ระบบมี]ตัวอักษรเหล่านั้นลอยขึ้นตรงหน้าเซียวหนิงเยว่ ขณะที่ช้อนข้าวต้มคำที่สี่กำลังจะเข้าปากน้องเล็กเช้าวันที่ห้าสิบแปดของเขตกลาง ลูกหมีอ้าปากรออยู่ นายหญิงวางช้อนลงในชามก่อน อ่านหน้าต่างนั้นจนจบทุกบรรทัด อ่านซ้ำอีกรอบ แล้วจึงหยิบช้อนขึ้นมาป้อนต่อ คำที่ห้า คำที่หก จนข้าวต้มหมดชาม ไม่เร่งสักคำ ครั้นน้องเล็กเรอเบาออกมาอย่างพอใจ มารดาก็ใช้แขนเสื้อเช็ดคราบข้าวที่มุมปากลูกให้ แตะจมูกกลมหนึ่งที แล้วจึงลุกไปที่โต๊ะกลางห้าจ้าวรออยู่ก่อนแล้ว ม่ออู๋เหินไม่ได้นอนมาสองคืน นายหญิงไม่อ้อมค้อม เล่าเป็น 'บันทึกของแม่' ตามที่เคยทำมาตลอด ว่าสิ่งที่จ้าวอสรพิษพบในถ้วยเมื่อวาน บัดนี้มีชื่อแล้ว ชื่อว่าเชื้อรากลืนปราณ และมันแพร่เร็วกว่าที่ผู้ใดในเรือนนี้จะคาดได้นายหญิงถามระบบในใจเป็นคำถามเดียวที่สำคัญ ว่าเร็วเพียงใด หน้าต่างตอบกลับมาเพียงบรรทัดเดียว[ประมาณการ: แปลงพืชวิญญาณในเขตที่มีเชื้อ จะเหี่ยวเกินครึ่งภายในสามสิบวัน หากไม่มีการกั้น]หญิงสาวไม่ได้บอกตัวเลขนี้กับผู้ใด ทว่าบวกล
ใยสีเทาเส้นหนึ่ง บางกว่าเส้นผม ทอดยาวจากเม็ดถั่วเน่าในก้นถ้วยขึ้นไปเกาะผนังกระเบื้องขาว ใต้แสงตะเกียงดวงเดียว ปลายใยนั้นขยับได้เอง ช้า ทีละน้อย ดุจปลายนิ้วของสิ่งมีชีวิตที่กำลังคลำหาทางในความมืดม่ออู๋เหินจ้องใยเส้นนั้นอยู่นาน ไม่กะพริบตายามดึกคืนวันที่ห้าสิบเจ็ดของเขตกลาง โรงเก็บโอสถยังสว่างอยู่หลังเดียวในฟาร์ม ถ้วยตัวอย่างสามสิบใบเรียงเป็นแถวบนโต๊ะยาว ดินจากเขตกลางที่เก็บทุกสามวันนับแต่วันที่สามสิบหก เม็ดถั่วเน่าจากคลังของสยงป้าจ้าน และเศษเชือกป่านรุ่นที่หูจิ่วเยวียนแกะออกจากกระสอบทั้งคลัง จ้าวอสรพิษหยดน้ำปราณลงทีละถ้วย ใยเทาในถ้วยที่มาจากดินกองสามกับเชือกรุ่นนั้นหดตัวหนีหยดน้ำทันที ทว่าเพียงอึดใจเดียวก็คลายตัวกลับมาเกาะที่เดิมม่ออู๋เหินเปลี่ยนเป็นหยดพิษ หยดแรกจางที่สุด ใยไม่สะทกสะท้าน หยดที่สองแรงขึ้น ใยยังเกาะนิ่ง หยดที่สามแรงพอฆ่าหนอนทั้งรัง ใยเทาจึงหดตัวแล้วดำลง ทว่าต้นกล้าถั่วในถ้วยเดียวกันก็ดำลงพร้อมกัน ใบสุดท้ายร่วงลงก้นถ้วยโดยไม่ทันได้เหี่ยวจ้าวอสรพิษลองอีกทาง ยกถ้วยหนึ่งขึ้นอังเหนือเปลวตะเกียงให้อุ่นทีละน้อย ใยเทาหดตัวลงก้นถ้วยดุจหอยทากหดเข้าเปลือก ครั้นวางถ้วยลงได้ครู่เ
กลิ่นหวานแปร่งลอยออกมาทันทีที่ประตูคลังหลังโรงครัวถูกเปิด กลิ่นเดียวกับดินกองสามที่ยังติดจมูกนายหญิงมาตั้งแต่สิบเก้าวันก่อน ต้นกลิ่นคือกระสอบหมั่นโถวแห้งใบหนึ่งบนชั้นกลาง กระสอบที่สยงป้าจ้านมัดปากเองกับมือ ผูกเงื่อนขมวดสองชั้นแน่นจนเชือกตึงเปรี๊ยะรุ่งเช้าวันที่ห้าสิบห้าของเขตกลาง จ้าวหมีมาเปิดคลังเร็วกว่าทุกวัน เพราะเรื่องเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อคืนก่อนนอนเมื่อคืน น้องเล็กเปิดโถขนมงาของตัวเองตามเคย ขนมสองชิ้นที่ลูกหมีนับไว้ทุกคืนนอนอยู่ก้นโถ ตรงกลางทั้งสองชิ้นกลับมีจุดสีเทาขึ้นเท่าเมล็ดถั่ว ฟูนุ่มดุจขนแมว ลูกหมีมองนิ่งไปนาน แล้วเงยหน้าขึ้นมองแม่ ริมฝีปากเล็กสั่น"ขนม ข้า เน่า"พูดจบก็ร้องไห้โฮ เซียวหนิงเยว่ยกโถออกจากมือลูกทันที วางไว้ไกลบนชั้นสูง แล้วพาลูกไปล้างมือที่อ่างหลังห้อง ถูทุกนิ้วด้วยน้ำปราณจนสะอาด จากนั้นจึงอุ้มทั้งตัวไปที่โรงครัวกลางดึก จุดเตาขึ้นใหม่ นวดแป้งงาขึ้นหนึ่งก้อน ให้ลูกหมีกดแป้งลงพิมพ์ไม้เองทุกชิ้น ครบสามชิ้นพอดี ลูกหมีกดแรงจนแป้งล้นพิมพ์ แต่ก็หยุดร้องไห้ตั้งแต่ชิ้นแรกส่วนพี่ใหญ่ที่ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงร้องของน้อง ยืนกำหมัดอยู่ข้างเตียง มือทั้งสองร้อนขึ้นจนผ้าห่มส่
ด้ายเส้นหนึ่งพาดผ่านหลังมือขณะเดินผ่านแนวต้นท้อ บางเท่าใยแมงมุม ซ่าวาบเหมือนน้ำค้างแตะผิวแล้วหายไป เซียวหนิงเยว่หยุดเท้า ยกมือขึ้นดู ไม่เห็นสิ่งใดเลย ทว่ารอบเขตกลางในยามนี้ ทุกช่วงลมที่พัดผ่าน ล้วนมีด้ายแบบเดียวกันขึงอยู่นับพันเส้นวันที่สี่สิบแปดของเขตกลาง หูจิ่วเยวียนถักม่านชั้นใหม่มาสามวันสามคืนแล้วโดยไม่หยุดพัก ม่านชั้นนอกที่ผูกไว้ตั้งแต่วันเปิดเขตกันการมองเห็นกับกลิ่น ส่วนชั้นที่สามซึ่งกำลังถักทับลงไปทั้งบนเขตกลางและฟาร์มหลัก จะกันอีกสิ่งหนึ่ง คือเสียงปลอมหากผู้ใดเลียนเสียงคนในฟาร์มขึ้นภายในม่านนี้ เสียงที่เลียนจะแตกออก เหลือเพียงเสียงจริงของผู้พูด ห้าจ้าวรู้ดีว่าเหตุใดจ้าวจิ้งจอกจึงถักม่านชั้นนี้ไม่ยอมหลับยอมนอน ทว่าไร้ผู้ใดเอ่ยถึงคืนนั้นในโรงเก็บของ คืนที่เสียงหนึ่งเรียกพี่รองให้วิ่งไปหาตี้อ๋าวเทียนรู้เพียงว่าต้องทำสิ่งใด ทุกเช้าจะมารับพี่รองไปที่แปลงหญ้า สอนให้เลียนเสียงนกกระจาบ นกเขา นกยาง ตลอดครึ่งวัน เพื่อไม่ให้ลูกจิ้งจอกตามมาเกาะชายเสื้อพ่อจนด้ายพันกันยุ่ง พี่รองเลียนเสียงนกได้ครบทุกตัวที่ราชสีห์ชี้ แล้วหันมาเลียนเสียงคำรามของพ่อราชสีห์เองด้วย คนสอนหัวเราะจนไหล่สั่นตลอด
กระสอบข้าวทะเลของตระกูลข่งใบหนึ่งพิงอยู่กับผนังไม้ในโรงหลังเรือนพักของผู้สังเกตการณ์ ตราปักรูปขนนกยูงยังชัดอยู่ที่มุมกระสอบ เชือกผูกปากยังเป็นเงื่อนขมวดสองชั้น แบบเดียวกับที่ทุกถุงในโกดังเร้นเงาถูกผูกมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดฟาร์มกระสอบใบนั้นไม่ควรอยู่ตรงนั้นพลบค่ำวันที่สี่สิบสองของเขตกลาง พี่รองทำงานไล่นกที่โรงเก็บผลผลิตเป็นวันที่สิบสาม ไห่ยวี่เจ๋อนั่งอยู่บนขั้นบันไดหลังโรง หลิวซานกำลังนับตะกร้าเปล่า ลูกจิ้งจอกยืนเขย่งเท้าอยู่หลังม่านชั้นนอก มองลอดแนวด้ายมายาออกไปทางเรือนพักหลังใหม่ ผู้ติดตามสองคนของชายแขนเสื้อปักเมฆกำลังแบกกระสอบออกทางประตูหลังโรงเก็บ ทีละใบ ไม่จุดคบไฟ"ใบที่สิบเอ็ด ระวังเชือกหลุด" เสียงหนึ่งกระซิบ"เหลือใบเดียว ก่อนยามแรก" อีกเสียงตอบพี่รองเลียนทั้งสองเสียงซ้ำทุกถ้อยคำ เสียงต่ำแหบของคนหนึ่ง เสียงสั้นห้วนของอีกคน ไม่ผิดเพี้ยนสักคำ แล้ววิ่งพรวดไปหาแม่ที่ระเบียงเรือน กระโดดเกาะชายกระโปรงไว้แน่น"ลุง นั่น ซ่อน ของ"เซียวหนิงเยว่ไม่ถามว่าลูกไปแอบดูมาได้อย่างไร ไม่ถามว่าใครพาไป นายหญิงช้อนตัวลูกขึ้นแนบอกก่อนสิ่งใด แล้วถามเพียงข้อเดียว"มีใครเห็นเจ้าหรือไม่"ลูกจิ้งจอกส่า
หวานแปร่งคล้ายผลไม้ช้ำที่ถูกทิ้งไว้ข้ามคืน กลิ่นนั้นลอยขึ้นจากดินร่วนตรงมุมแปลงถั่วของตระกูลข่ง บางเบาจนผู้ใหญ่เดินผ่านไปหลายสิบคนโดยไร้คนเหลียวมอง มีเพียงเด็กคนหนึ่งที่หยุดเท้าวันที่สามสิบหกของเขตกลาง น้องสามทำงานไล่แมลงตามบันทึกของแม่เหมือนทุกเช้า หูจิ่วเยวียนเดินตามอยู่ห่างสองก้าว คนงานหนุ่มอีกคนหิ้วตะกร้าใบไม้ตามหลัง ลูกอสรพิษไล่แมลงพ้นแปลงสมุนไพร ผ่านแปลงหญ้า แล้วจึงมาถึงแปลงถั่วติดรั้วฝั่งใต้ ก้าวไปได้ครึ่งแปลงก็หยุดนิ่ง ย่อตัวลงจนจมูกแทบชิดผิวดินเด็กน้อยหยดพิษจางลงบนใบถั่วใบหนึ่งตามที่พ่อสอนไว้ในวิชาใบที่เจ็ด แล้วดมเทียบกับกลิ่นดิน กลิ่นพิษของตนที่เคยแรงกว่าทุกสิ่งในแปลง บัดนี้กลับจางหายไปใต้กลิ่นหวานนั้นจนแทบจับไม่ได้มือเล็กกำลังจะยื่นลงไปคุ้ยดิน หูจิ่วเยวียนคว้าข้อมือไว้ได้ก่อนปลายนิ้วจะแตะถึงครึ่งคืบ ลูกอสรพิษจึงเงยหน้าขึ้นมองพ่อจิ้งจอก"ดิน นี้ กลิ่น ผลไม้ ช้ำ"เซียวหนิงเยว่มาถึงในชั่วอึดใจที่คนงานวิ่งไปตาม นายหญิงไม่มองแปลงถั่วก่อน ทรุดลงตรงหน้าลูก ยกกระบอกน้ำปราณขึ้นราดล้างมือเล็กทั้งสองข้าง ทั้งที่ลูกไม่ได้แตะดินแม้แต่เม็ดเดียว ถูทุกซอกนิ้ว ทุกใต้เล็บ ล้างจนน้ำหมดกระบ
ยี่สิบวันผ่านพ้นไปดุจพายุร้ายที่พัดโหมกระหน่ำนครศิลาศักดิ์สิทธิ์ข่าวลือสะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอยดุจไฟลามทุ่ง ว่าตระกูลเซียวได้รับ 'วาสนาจากสวรรค์' ทรงประทานโอสถระดับตำนาน เซียวเจิ้นหนานกว้านซื้อสมุนไพรอายุสิบปีที่หลงเหลืออยู่ในตลาดมืดและร้านค้าย่อยจนเกลี้ยงคลัง เพื่อนำมาหลอมโอสถต้านสวรรค์สะสมไว้ให้
ขบวนเดินทางมุ่งหน้ากลับสู่เขตป่าหมอกมายาอย่างราบรื่นภายใต้ความเงียบสงัดเมื่อก้าวพ้นแนวป่าทึบและเข้าสู่อาณาเขตค่ายกลป้องกันของเรือนไม้ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลก็เริ่มแสดงผลต่อสรีระของมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ เซียวหนิงเยว่ก้าวขึ้นชานเรือนด้วยจังหวะที่โอนเอนเล็กน้อย ทว่ายังคงรักษาท่วงท่า
บรรยากาศภายในห้องพักของโรงเตี๊ยมเงียบสงัด เซียวหนิงเยว่เอนกายพิงพนักนุ่มอย่างเกียจคร้าน บนโต๊ะไม้สลักเบื้องหน้ามีโฉนดทำเลทองที่เพิ่งได้มาวางแผ่หลาอยู่ หญิงสาวเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ นัยน์ตาสีดำขลับฉายแววครุ่นคิดวางแผนธุรกิจครรภ์ของนางเริ่มนูนเด่นชัดขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยจากการหล่อเลี
บรรยากาศภายในห้องประเมินลับของหอคอยประมูลเงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงเข็มร่วง หลงจู๊เฒ่าผู้เชี่ยวชาญการประเมินสมบัติล้ำค่าที่สุดในนครศิลา นั่งหลังค่อมอยู่เบื้องหน้าโต๊ะหยก มือที่เหี่ยวย่นสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมขณะใช้คีมคีบเม็ดยาสีทองสุกปลั่งขึ้นพินิจใกล้ๆหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากชายชรา นัยน์ตาฝ้าฟ







