Masukเขามีสีหน้าเรียบเฉยจนน่ากลัว แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ พร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวหญิงสาวทันที เมธาวีเองก็รู้สึกตกใจเหมือนกันที่ชายหนุ่มก้าวพรวดพราดเข้ามาใกล้ เธอถอยหลังเตรียมหนีแต่ก็ช้าเกินไป เพราะปิยภัศร์กระชากตัวเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอดซะก่อน
“ไม่เคยมีใครกล้าทำกับผมแบบนี้มาก่อน แต่คุณกล้ามากนะตะวัน และนี่คือบทลงโทษสำหรับคนมือไว”
ปิยภัศร์รัดร่างของหญิงสาวไว้ราวกับงูรัดเหยื่อ พร้อมกับโน้มใบหน้าลงมาใกล้และทาบริมฝีปากลงกับริมฝีปากของเธออย่างรวดเร็ว ริมฝีปากเขาบังคับให้เธอเผยอแย้มรับการรุกรานจากจูบที่รุนแรงเร่าร้อนราวกับจะลงโทษเธอ ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนมาเป็นจูบที่วิงวอนอ่อนหวานของเขา และนั่นเองที่ทำให้หญิงสาวใจสั่น
เธอรู้สึกวาบหวามไปกับจูบและสัมผัสที่เขามอบให้ ก่อนที่เขาจะปล่อยให้เธอเป็นอิสระ หญิงสาวแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงที่จะยืนด้วยซ้ำถ้าเขาไม่กอดเพื่อช่วยพยุงตัวเธอเอาไว้
ชายหนุ่มเห็นปฏิกิริยาของเธอเขาหัวเราะในลำคอ แต่พออีกฝ่ายอ้าปากจะต่อว่าเขาก็ทำท่าจะก้มลงมาอีกครั้ง ตะวันรีบเบี่ยงหน้าหลบทันทีชายหนุ่มก้มลงกระซิบที่ข้างหู
“จำไว้นะถ้าคุณทำร้ายผมอีกละก็ คุณจะโดนลงโทษแบบนี้” ชายหนุ่มได้ทีข่มขู่ หญิงสาวรีบหุบปากทันทีพร้อมกับสลัดตัวออกจากอ้อมกอดของเขา ปิยภัศร์ยอมปล่อยเธอแต่โดยดี เมธาวียกมือขึ้นเพื่อที่จะตบเขาอีกครั้ง
“เอาซิ...ถ้าคุณกล้าตบผม ผมก็จะจูบคุณอีก คราวนี้จะทำให้ร้องไม่ออกเลยทีเดียว”
หญิงสาวชะงักเอามือลงพร้อมกับหันไปบอกลากวิน จากนั้นก็รีบวิ่งออกจากห้องไปโดยที่กวินไม่ทันจะเอ่ยปากรั้งตัวเธอไว้ หยาดน้ำใสใสในตาเธอไหลลงมาอาบแก้มอย่างควบคุมไม่อยู่ ไม่เคยมีใครกล้าทำแบบนี้กับเธอมาก่อน มีแต่เขาคนเดียวที่กล้าทำเช่นนี้ พร้อมกับคิดอาฆาตแค้นในใจ
‘คอยดูนะถ้าฉันมีโอกาสที่จะจัดการกับนายฉันจะไม่ปล่อยนายไว้แน่’ เธอเช็ดน้ำตาและบอกกับตัวเองว่าจะอ่อนแอไม่ได้
เมื่อเมธาวีเดินออกไปจากห้อง กวินซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ก็เอ่ยถามขึ้น
“ภัศร์นายทำเกินกว่าเหตุไปหรือเปล่า”
“ไม่หรอกนายก็รู้ว่าไม่มีใครกล้าทำแบบนี้กับฉันมาก่อน นี่แค่บทลงโทษเล็กน้อยเท่านั้น”
“แต่วิธีการลงโทษมีเยอะแยะมากมาย ทำไมนายไม่ใช้กลับเลือกที่จะใช้วิธีนี้ทำโทษเธอ”
“ลงโทษแบบนี้ละถึงจะเหมาะจะได้ไม่กล้าอีก แต่ถ้ากล้าทำอีกรับรองฉันจะไม่หยุดแค่จูบ”
“แล้วนายเป็นไงบ้างเจ็บไหม”
“ถามได้ก็เจ็บน่ะสิเห็นมือเล็กๆ แต่มือหนักชะมัด”
ปิยภัศร์คุยอยู่กับกวินสักพักก็หันไปเปิดทีวีแก้เซ็ง แล้วก็เจอข่าวนักธุรกิจมาเฟียเจ้าของผับดังหลายแห่งในกรุงเทพฯ
คู่แข่งทางธุรกิจบันเทิงคนสำคัญของกวินถูกยิงอาการบาดเจ็บสาหัส กระสุนเจาะเข้าที่สำคัญหลายแห่งตอนนี้ยังไม่รู้สึกตัวต้องอยู่ในห้องไอซียู และอยู่ในความควบคุมดูแลของคณะแพทย์อย่างใกล้ชิด
คาดว่าน่าจะเป็นการหักหลังกันทางธุรกิจ ตำรวจยังไม่สามารถค้นหาเบาะแสได้ว่าเป็นฝีมือของใคร แต่สันนิฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นการขัดแย้งทางธุรกิจ
จากสายข่าวที่ได้ไปติดตามเพื่อที่จะขอสัมภาษณ์คุณกวินที่บ้านของเขานั้น ได้ความว่าคุณกวินไม่สบายต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ด้วยโรคไส้ติ่งอักเสบตั้งแต่คืนวันก่อน และต้องได้รับการผ่าตัดโดยด่วนนักข่าวก็เลยโทรศัพท์ไปสัมภาษณ์เขาที่โรงพยาบาล
กวินให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ทราบเรื่องนี้เพราะว่าตัวเองต้องเข้ามาพักรักษาตัวที่นี่ก่อนที่จะเกิดเหตุ แต่ก็ได้แสดงความรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ปิยภัศร์ดูข่าวจบเขาก็ปิดทีวีพร้อมกับหันมาพูดกับเพื่อนด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยเสียงหัวเราะ
“ฉันก็เพิ่งรู้นะว่านายต้องมานอนผ่าตัดไส้ติ่งอยู่ที่นี่ ฝีมือลูกน้องนายล่ะสิ ดีสมน้ำหน้า…มันไม่รู้ซะแล้วว่ากำลังลองดีอยู่กับใคร การที่นายมานอนรักษาตัวอยู่ที่นี่ก่อนที่จะเกิดเหตุแบบนี้ก็ดีจะได้ไม่มีคนสงสัย”
“มันสมควรที่จะได้รับผลตอบแทนแบบนั้น นายเองก็มีลูกน้องมือดีมากมายอยู่ข้างตัว”
ปิยภัศร์ยิ้มในวงการธุรกิจที่พวกเขามีอยู่ บางครั้งก็จำเป็นที่จะต้องมีลูกน้องมือดีไว้ช่วยจัดการกับปัญหาต่างๆ เหล่านี้เหมือนกัน ปิยภัศร์อยู่คุยกับกวินอีกสักพักก็ขอตัวกลับ เพราะตอนบ่ายเขาจะต้องเข้าประชุมที่บริษัท
กวินนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อจากนั้นอีกสองสามวัน หมอก็อนุญาตให้เขากลับมาพักฟื้นที่บ้าน เขาได้โทรไปหามินตราตามนามบัตรที่เธอให้ไว้ แต่เลขาของเธอบอกว่าเธอติดประชุม ชายหนุ่มได้ฝากข้อความไว้ว่ากวินโทรมา หลังจากที่วางสายไปไม่นานหญิงสาวก็โทรกลับมาหาเขา
“สวัสดีค่ะคุณวิน ฟ้าเองนะคะ เลขาบอกว่าคุณโทรมา มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
“ผมไม่มีธุระอะไรสำคัญหรอกครับ เพียงแต่ว่าอยากจะเชิญคุณมาทานอาหาร เป็นการเลี้ยงตอบแทนที่คุณช่วยชีวิตผมไว้ในคืนนั้น”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ อาการป่วยของคุณเป็นอย่างไรบ้างคะ หายดีหรือยัง”
“ดีขึ้นมากแล้วครับแต่ยังรู้สึกเจ็บแผลอยู่บ้าง ขอบคุณที่เป็นห่วงผมนะครับ ว่าแต่เย็นนี้คุณว่างไหมผมอยากจะเชิญคุณมาทานอาหารแทนคำขอบคุณที่ช่วยชีวิตผมไว้ ผมมีร้านประจำอยู่ร้านหนึ่งบรรยากาศดีมากอาหารก็อร่อยเลยอยากจะพาคุณไปทานอาหารที่นั่น”
“ได้สิค่ะแล้วจะให้ฟ้าไปพบคุณที่ไหนคะ”
“เดี๋ยวผมจะไปรับคุณที่ออฟฟิศก็ละกันนะครับ สักประมาณห้าโมงครึ่งดีไหมครับ”
มินตราปฏิเสธและบอกว่าขับรถไปเองจะสะดวกกว่า กวินบอกสถานที่ตั้งของร้านอาหารที่เขานัดพบเธอ หญิงสาวตกลงจะไปเจอเขาที่ร้านอาหารตามเวลานัดจากนั้นก็วางสาย กวินโทรไปสั่งจองโต๊ะที่ดีที่สุดสำหรับเขาและเธอในค่ำคืนนี้
งานเลี้ยงฉลองสมรสของปิยภัศร์กับเมธาวีผ่านไปอย่างราบรื่นไม่มีที่ติ ภาพความประทับใจต่างๆ ก็จะยังคงอยู่ในใจของแขกผู้มีเกียรติ รวมถึงสื่อมวลชนที่มีโอกาสมาร่วมงานนี้ไปอีกนาน และงานนี้ก็คงจะเป็นงานที่ได้รับการกล่าวขานกันไปอีกนานแสนนาน เฉกเช่นเดียวกับงานแต่งงานของกวินและมินตรา หลังจากที่ฟังผู้ใหญ่ให้โอวาทคู่บ่าวสาวในการครองรักกันแล้ว ก็เป็นเวลาที่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจะอยู่ด้วยกันตามลำพัง ปิยภัศร์ช่วยถอดชุดแต่งงานของเมธาวีออก พร้อมกับบอกให้เธอไปอาบน้ำ เพื่อที่จะได้มาพักผ่อนเพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว หญิงสาวยอมทำตามอย่างว่าง่ายเธอใช้เวลาไม่นานก็เดินออกมาจากห้องน้ำ และบอกให้เขาไปอาบน้ำไวไวก่อนที่เธอจะหลับไปซะก่อน พร้อมกับปิดปากหาวปิยภัศร์ยิ้มอย่างเอ็นดู “ถ้าคุณง่วงก็นอนไปก่อนได้เลยนะตะวันไม่ต้องรอผม” แต่เธอกลับบ่นพึมพำคนเดียว “จะมีใครเหมือนคุณไหมนะ ในวันแต่งงานของตัวเองแต่คุณกลับบอกให้เจ้าสาวนอนได้เลยโดยไม่ต้องรอ นี่ฉันไม่มีเสน่ห์ขนาดนั้นเลยเหรอ” หญิงสาวเดินไปนอนรอเขาบนเตียงโดยสวมแต่เสื้อคลุมเพียงตัวเดียวเท่านั้น เธอรอเขาอยู่น
“พี่ภัศร์ยังไม่ได้บอกผมเลยว่าทำไมถึงได้เข้าใจตะวันผิดจนถึงขั้นทะเลาะกัน” “ฉันเห็นนายพาตะวันไปเลือกซื้อแหวนแต่งงาน” “พี่ก็เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยเหรอครับ ดาก็เห็นเหมือนกัน มันเป็นความบังเอิญที่ลงตัว” “ขอฉันเตะนายสักทีซิ...โทษฐานที่นายมากอดเมียฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต” “พี่ภัศร์คงจะไม่ได้คิดที่จะทำอย่างที่พูดใช่ไหมครับ ผมเป็นน้องชายของพี่นะ” “คาดโทษไว้ก่อนละกัน เพราะถึงจะเป็นน้องชายก็ไม่มีสิทธิที่จะมากอดพี่สะใภ้ โดยที่พี่ชายยังไม่ได้อนุญาตเข้าใจไหม” “หวงมากนะเนี่ย” ภูริเอ่ยแซวพี่ชาย เมธาวีหันไปมองปิยภัศร์เพื่อเป็นการเตือนเขาว่าเธอหิวแล้ว “จริงด้วยมัวแต่คุยกันเพลินผมเลยลืมว่าคุณกำลังหิว ป่านนี้เจ้าตัวเล็กของเราคงหิวจนตาลายแล้ว” “อย่าบอกนะว่าพี่ภัศร์กับตะวันกำลังจะมีลูกด้วยกัน” “ก็มันใช่นี่” “ถือเป็นข่าวดี...ยินดีด้วยนะคะ” “ขอบคุณครับ” “พี่ภัศร์คงจะดีใจมากเลยล่ะสิ” “แน่นอนอยู่แล้วแต่ตอนนี้เราเข้าไปคุยกันต่อที่ห้องอาหารดีกว่า เชิญ
พูดมาถึงตรงนี้เมธาวีก็ทำตาโตอย่างนึกขึ้นมาได้ ที่เขาบอกว่าเห็นเธอไปเลือกซื้อแหวนกับภูริน้องชายของเขา ทำให้หญิงสาวคาดคั้นเขา “คุณบอกว่าคุณเห็นฉันกับน้องชายของคุณไปเลือกซื้อแหวนด้วยกัน แล้วคุณไปทำอะไรที่นั่น” “ผมก็ไปทำธุระของผมน่ะสิ” หญิงสาวแบมือไปตรงหน้าเขา “ไหนล่ะคะแหวนของฉัน” “แหวนวงนี้ผมไปสั่งทำพิเศษเพื่อคุณโดยเฉพาะเลยนะ ผมพิถีพิถันมากทั้งออกแบบแหวนเองควบคุมการคัดเพชรเอง เพื่อให้แน่ใจว่าผมจะได้เพชรงามน้ำหนึ่งมาประดับแหวนให้คุณ นี่ไงคุณชอบไหม” เขาส่งกล่องแหวนให้เธอ หญิงสาวรับมาเปิดดู เธอพบแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวสีชมพูเป็นเพชรเม็ดใหญ่ และเป็นเพชรน้ำหนึ่งอย่างที่เขาบอก “ชอบค่ะคุณจะไม่ใส่ให้ฉันเหรอคะ” เขาหยิบแหวนวงนั้นมาสวมนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ ก่อนที่จะยกมือเรียวบางนั้นขึ้นมาสัมผัสกับริมฝีปากของตนเองอย่างบางเบา “ความจริงแล้วผมเลือกออกแบบไว้อีกวงหนึ่ง แต่ผมว่าแบบนั้นเพชรมันจะเล็กกว่าวงนี้ ผมก็เลยให้เขาทำแบบนี้แทน ตั้งใจไว้ว่าจะใช้แหวนวงนี้ขอคุณแต่งงานแต่มาเห็นภาพบาดตาซะก่อน” “ความผิดขอ
“คุณตกลงที่จะแต่งงานกับผมแล้วใช่ไหม ผมดีใจจังเลยดีใจจนอยากที่จะตะโกนออกมาดังๆ ที่คุณจะอยู่ที่นี่ต่อในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายของผม” “โอ๊ย!! ปล่อยฉันก่อนค่ะ ฉันเวียนหัวไปหมดแล้วนะ” เขาหัวเราะพร้อมกับเลิกจับเธอเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาแบบนั้น “ผมขอโทษ...คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า...หน้าคุณดูซีดจังเลย” “คุณสังเกตเห็นด้วยเหรอคะ” “เห็นสิผมสังเกตเห็นตั้งแต่คุณเดินเข้ามาในบ้านแล้ว” “แต่ก็ยังใจร้ายพูดไล่ฉันออกจากบ้านไปหน้าตาเฉยแบบไม่สะทกสะท้าน คุณคงจะเบื่อขี้หน้าฉันเต็มทีแล้วใช่ไหมคะ” เธอพูดพร้อมกับค้อนเขา “ใครว่าที่จริงแล้วผมเสียใจมากเลยนะที่จะต้องคืนอิสระภาพให้คุณ แต่คุณตกลงรับปากแต่งงานกับผมแล้วนะ” “ค่ะแต่ว่า...” “ทำไมต้องมีแต่ด้วยล่ะตะวัน” “คุณฟังฉันให้จบก่อนได้ไหมคะ ฉันจะพูดว่าฉันจะแต่งงานกับคุณค่ะ แต่ว่าคุณต้องจัดพิธีแต่งงานของเราเร็วหน่อยนะคะ เพราะฉันกลัวว่าถ้าให้รอนานเกินไปจะใส่ชุดแต่งงานไม่ได้” “คุณหมายความว่ายังไง...นี่คุณกำลังจะบอกผมว่าคุณกำลังตั
“ผู้ชายคนอื่นที่ไหน...ภูริเป็นน้องชายของผมนะครับป้าวรรณ” “ก็นั่นล่ะค่ะป้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าคุณทำแบบนี้ทำไม” “เพื่อตะวัน ผมทำทุกอย่างเพื่อตะวัน ต่อไปนี้ผมจะทำทุกอย่างเพื่อความสุขของเธอ ในเมื่อตะวันกับภูริรักกันผมจะจัดพิธีแต่งงานให้พวกเขาเอง” “คุณภัศร์ทราบได้ยังไงกันคะ ว่าคุณตะวันกับคุณภูรักกัน เธอเคยบอกคุณเหรอคะ” “ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาบอกเรื่องนี้กับผมหรอกครับ ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน และวันนี้ผมก็เห็นเขาไปเลือกซื้อแหวนแต่งงานด้วยกัน แถมยังกอดกันต่อหน้าต่อตาผม แล้วแบบนี้ป้าวรรณยังจะให้ผมขัดขวางความรักของพวกเขาอีกเหรอครับ การที่ผมตัดสินใจแบบนี้ไม่ใช่ผมไม่เสียใจ ที่จริงแล้วต้องบอกว่าผมหัวใจสลายถึงจะถูก และก็ไม่รู้ว่าเมื่อไม่มีตะวันแล้วผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง” “ป้าว่ามันจะต้องมีการเข้าใจผิดกันเกิดขึ้น ทำไมคุณภัศร์ไม่ลองหันหน้าพูดคุยกับคุณตะวันล่ะคะ” “ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกแล้วครับป้าวรรณ ผมให้อิสระเธอไปแล้วตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าตะวันจะเดินออกไปจากบ้านหลังนี้เมื่อไรเท
“ผมรักคุณรับปากแต่งงานกับผมนะครับ” เธอมองแหวนวงนั้นมันสวยมากบอกถึงรสนิยมของคนเลือกได้เป็นอย่างดี “ฉันจะแต่งงานกับคุณค่ะ” ชายหนุ่มยิ้มออกมาด้วยความดีใจ และหยิบแหวนวงนั้นสวมให้กับหญิงอันเป็นที่รักของเขาพร้อมกับยกมือของเธอขึ้นมาจูบ ภูริชวนญาดาไปพบพี่ชายของเขาและว่าที่พี่สะใภ้ที่บ้าน ญาดาเองรู้สึกประหม่าไม่น้อยที่จะต้องไปพบพี่ชายของเขา แต่ภูริจับมือของเธอไว้ตลอดเวลาราวกับจะถ่ายทอดความอบอุ่นและกำลังใจจากเขาไปสู่เธอนั่นเอง “ผมชักจะรู้สึกกลัวซะแล้วสิ ถ้าพี่ภัศร์เขาเข้าใจผมกับตะวันผิดเหมือนกับที่คุณเข้าใจจะเกิดอะไรขึ้น ผมว่าเรารีบไปกันดีกว่าครับ ไม่แน่ว่าตอนนี้พวกเขาอาจจะกำลังต้องการความช่วยเหลือจากเรา จะตีกันตายไปข้างหนึ่งหรือยังก็ไม่รู้” “พี่ชายของคุณเคยลงไม้ลงมือกับผู้หญิงด้วยเหรอคะ” “ไม่หรอกครับผมหมายถึงตะวันต่างหาก ป่านนี้จะทุบพี่ผมช้ำไปทั้งตัวแล้วมั้ง โทษฐานที่เขาไม่เชื่อใจเธอเหมือนอย่างที่คุณเข้าใจผิดในตัวผม” เมื่อเมธาวีเดินเข้าไปในบ้านพบว่าปิยภัศร์นั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกด้วยสีหน้าเงียบขรึม ท







